<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จักรทิพย์” สั่งเฝ้าระวังโซเชียล  เตือนโพสต์-แชร์ข่าวเท็จเสี่ยงคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังคมไทยเป็นสังคมโซเชียลอย่างแท้จริง มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 93 ล้านเลขหมาย ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก และกรุงเทพมหานครยังครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้เฟชบุ๊กมากที่สุดในโลก เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ และเทคโนโลยีถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มขีดความสามารถ ก้าวข้ามขีดจำกัดสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งใหม่ๆ&amp;nbsp; แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเข้าถึงโซเชียลของสังคมไทยมากที่สุด เป็นผลพวงมาจากสมาร์ทโฟนราคาถูก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ประชากรประเทศไทยเกือบ 70 ล้านคน พบว่าสถิติคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศ &amp;ldquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rdquo; เกิดการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ผู้บริโภคสร้างเครือข่ายติดต่อสื่อสารกันในโลกออนไลน์ ขยายการดำเนินธุรกิจทำธุรกรรมผ่านมือถือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณประโยชน์เหลือล้นโทษก็มหันต์ เมื่อมีกลุ่มคนนำไปใช้ในทางที่ผิด มิจฉาชีพแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ในการหลวกลวง ฉ้อโกง ต้มตุ๋นความเสียหายมูลค่ามหาศาล กลายเป็นคดีความมากมาย โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงที่เหล่ามิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนต่างๆ อ้างสารพัดผลตอบแทนผ่านเฟชบุ๊ก กลุ่มไลน์ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยโซเชียลกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่รู้ไม่เท่าทันเล่ห์อุบาย และความอยากได้เพื่อสนองตัณหาตัวเองโดยไม่มีการไตร่ตรองใหละเอียดรอบคอบ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยมี พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าศูนย์การปฏิบัติ ที่เป็นคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อปีที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนเฉพาะคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่เกือบ 100 คดี มีผู้เสียหายกว่า 1,500 คน มูลค่าความเสียหายเกือบ 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีหลากหลายรูปแบบพลิกแพลงเล่ห์กลอุบายอยู่ตลอด ทั้งการแฮ็กข้อมูล ที่ช่วงหลังพบว่าหน่วยงานของรัฐถูกแจมตีระบบคอมพิวเตอร์เสียหายไปหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศจนต้องมีการออก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัยโซเชียลที่เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ภัยอื่นๆ คือ การนำข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือน (FAKE NEWS) เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือในโซเชียลมีเดีย ที่สร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อสังคมความมั่นคงของประเทศ บิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลยอดไลค์ ยอดแชร์ จะด้วยเพื่อหวังผลทางการค้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อแชร์ข้อมูลที่ผิดๆ โดยไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มา ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพ ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งในสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง เวลาผ่านมากว่า 1 เดือน ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ฉกฉวยโอกาสสร้างข่าวเท็จทำลายฝ่ายตรงข้าม นับตั้งแต่ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ถูกฝ่ายตรงข้ามทำลายด้วยไซเบอร์ นั่งจิ๊บกาแฟแก้วละ 12,000 บาท โดยใช้เงินสวัสดิการของรัฐ ฟากฝั่งตรงข้ามรัฐบาลกระโจนเสพข่าวโจมตีผลาญเงินแผ่นดิน ยอดไลค์ ยอดแชร์พุ่งกระฉูด จนต้องตกเป็นผู้ต้องหาคาคีย์บอร์ด ทั้งการปลดเจ้าหน้าที่ กกต.สลับรถขนบัตร ล่าสุดการโจมตีทางการเมือง &amp;ldquo;พรรคพลังประชารัฐขับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ออกจากพรรคและห้ามเข้าสภา 3 เดือน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ถูกแชร์ว่อนโซเชียล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โหนกระแสที่กำลังร้อนแรงทำร้ายร่างกาย &amp;ldquo;จ่านิว&amp;rdquo;นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ลูบคม &amp;ldquo;บิ๊กช้าง&amp;rdquo; พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.&amp;nbsp; เจอข่าวปลอมว่อนสังคมโซเชียล เป็นผู้สั่งการให้ลูกน้อง 4 นายตำรวจกองปราบของหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำร้ายจ่านิว เพื่อให้สอดคล้องกับที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาปูด 2 ใน 4 คนร้าย พักอยู่ที่บ้านนายตำรวจใหญ่ ซึ่งข่าวดังกล่าวมีผู้แชร์กันเป็นจำนวนมาก พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ รอง ผบ.ตร. ต้องเข้าแจ้งความ บก.ปอท.เพื่อเอาผิดคนโพสต์คนแชร์ทั้งในฐานะส่วนตัวและทำให้องค์กรเสียหาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวเท็จข่าวปลอมจึงเป็นอีกช่องทางของมิจฉาชีพที่หวังผลประโยชน์ทางการค้าและโจมตีฝั่งตรงข้าม ทำให้มีผู้ผู้เสียหายทั้งส่วนบุคคลและเสียหายต่อรัฐ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สนองและขับเคลื่อนตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งกำชับทุกกองบัญชาการ โดยเฉพาะอย่างกองบัญชาการสันติบาล, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)&amp;nbsp; และหน่วยงานความมั่นคงทางการข่าว ในการระวังสืบสวนสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ให้บูรณาการ ประสานการปฏิบัติกับทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและหาทางแก้ไขปัญหาการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้สังคมตื่นตระหนกและเกิดความสับสน สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศปอส.ตร และ บก.ปอท. เฝ้าระวังทางสื่อสังคมออนไลน์&amp;nbsp; ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทำการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและที่เกี่ยวข้องทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การโพสต์ที่เข้าข่ายความผิดคือการโพสต์ข้อมูลปลอม ทุจริต หลอกลวง โฆษณาธุรกิจลูกโซ่ที่หลอกลวงเอาเงินลูกค้า มีความผิดตามมาตรา 14 (1) โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่งคงปลอดภัย มีความผิดตามมาตรา 14 (2) โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ก่อการร้าย มีความผิดตามมาตรา 14 (3) โพสต์ข้อมูลลามก ที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีความผิดตามมาตรา 14 (4) และการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูล ที่รู้แล้วว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีความผิดตามมาตรา 14 (5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งการนำข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสน วุ่นวาย เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการกระทำส่งผลต่อบุคคลจะเป็นความผิดฐาน &amp;quot;หมิ่นประมาท&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา&amp;rdquo; อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว คิดวิเคราะห์ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารีบแชร์ ต้องตรวจสอบข้อมูลหรือรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเป็นการทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับความเสียหาย พึงระวังอาจจะตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวง หรือทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ติดตามจากเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือได้ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการจะดีที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40281</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, แชร์ข่าวเท็จเสี่ยงคุก, “จักรทิพย์” สั่งเฝ้าระวังโซเชียล  เตือนโพสต์-แชร์ข่าวเท็จเสี่ยงคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190705/image_big_5d1f63df28cbc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
