<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไทยสร้างไทย&#039;ร่อนแถลงการณ์หนุนม็อบไล่บิ๊กตู่จี้ต้องมีสำนึก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ส.ค.64- พรรคไทยสร้างไทย ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่ได้เกิดการชุมนุมทางการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองของพี่น้องประชาชนขึ้นหลายครั้ง โดยมีข้อเรียกร้องข้อหนึ่งที่ตรงกันคือขอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากผู้ชุมนุมเห็นตรงกันว่า นายกรัฐมนตรีขาดความสามารถในการบริหารสถานการณ์โควิด-19 และล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ พรรคไทยสร้างไทยเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมว่า นายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงจริง ปล่อยปละละเลยจนเกิดการแพร่ระบาดขึ้นหลายระลอกทั้งที่อยู่ภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บริหารวัคซีนผิดพลาดทำให้มีผู้ติดเชื้อมากมายจนล้นระบบสาธารณสุข ประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิตกลางถนนเพราะไม่มีสถานพยาบาลให้รักษา รวมทั้งยังล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสร้างหนี้ให้ประเทศอย่างมหาศาลจนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงติดเพดานการก่อหนี้ ส่วนพี่น้องประชาชนกลับต้องประสบความยากลำบากถึงขนาดต้องเข้าแถวรอรับแจกทานอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคไทยสร้างไทยยอมรับว่า การชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและอาจจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่การชุมนุมที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ผู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงคือสังคมไทยที่นอกจากจะต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจแล้ว สังคมไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงจากการชุมนุมที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นดุจกัน โดยมีสาเหตุมาจากความไม่เชื่อมั่นในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีอันเป็นประเด็นทางการเมืองและเป็นประโยชน์สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคไทยสร้างไทยจึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีที่เป็นต้นตอของปัญหา ได้แสดงความรับผิดชอบออกมาแก้ไขปัญหา รวมทั้งคลี่คลายสถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเป็นความรุนแรงที่เรื้อรัง นายกรัฐมนตรีพึงตระหนักว่าตนเองเป็นผู้นำ (leader) เมื่อเกิดปัญหาก็ต้อง &amp;ldquo;นำ&amp;rdquo; (lead) ในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หลบหรือหนีปัญหาปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมตามลำพังจนอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่พึงประสงค์ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเป็นเรื่องที่ผู้อื่นไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า นายกรัฐมนตรีควรมีสำนึกแห่งความรับผิดชอบและมีความกล้าหาญพอที่จะออกมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หากไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ หรือไม่มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและเป็นผู้เสียภาษีกให้นายกรัฐมนตรีใช้ในการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีก็สมควรที่จะลาออกเพื่อให้ประเทศได้เปลี่ยนแปลงตามครรลองของรัฐธรรมนูญต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113372</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคไทยสร้างไทย, แถลงการณ์, ไล่บิ๊กตู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118d88c82606.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขำไม่ออก&#039;พรรคร่วมฝ่ายค้าน&#039;ร่อนแถลงการณ์ตะเพิด&#039;ประยุทธ์&#039;พ้นเก้าอี้ทันทีแต่ห้ามลืมแก้&#039;รธน.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.2564- พรรคร่วมฝ่ายค้านออกแถลงการณ์มีเนื้อหาว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและเข้าบริหารราชการแผ่นดินรวมเวลาที่อยู่ในอำนาจเกือบ 7 &amp;nbsp;ปีเต็ม แต่การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี กลับล้มเหลวเกือบทุกด้าน สร้างปัญหาและผลกระทบต่อประเทศ และความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤตปัจจุบัน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ล้มเหลวและมีความผิดพลาดในการจัดการการระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาวัคซีน การกระจายวัคซีน การฉีดวัคซีน จนกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนวัคซีนและฉีดวัคซีน อันดับท้ายๆในภูมิภาค นอกจากนั้นรัฐบาลกลับเป็นต้นตอเสียเองในการระบาดในหลายๆระลอก ความล้มเหลวในการควบคุมการระบาด จนกลายเป็นประเทศที่อัตราการแพร่เชื้อต่อคนสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง การจัดการเรื่องเตียง และ ICU ผิดพลาดจนประชาชนต้องนอนรอความตายโดยไม่สามารถเข้าสู่ระบบสาธารณสุขได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจ ตลอดเวลาที่บริหารมาเกือบ 7 ปีกว่าก็ย่ำแย่อยู่แล้ว การระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้มเหลวที่สุดในโลกด้านเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในประเทศที่ฟื้นตัวช้าที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชนยากลำบากจากมาตรการเยียวยาที่ผิดพลาด ไม่ตรงจุด ไม่เพียงพอ ธุรกิจล้มตายจำนวนมากเพราะมาตรการด้านสินเชื่อล้มเหลว แรงงานว่างงานมากสุดในรอบกว่าสิบปี พี่น้องประชาชนเข้าสู่ภาวะไม่ตายเพราะโรค ก็ตายเพราะไม่มีจะกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ล้มเหลวในการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งประเทศ สนับสนุนพวกพ้อง ทำลายผู้เห็นต่าง สร้างความแตกแยกในสังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน อาศัย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นเครื่องมือและข้ออ้าง เพื่อดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์และอำนาจของตน โดยไม่ได้ใช้เพื่อการควบคุมการระบาดแต่อย่างใด หลอกลวงประชาชนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจและต่อท่ออำนาจของตนเองให้ขยายออกไป นอกจากนี้ภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แม้จะมีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาผิดได้ จนทำให้การทุจริตคอรัปชั่นในช่วงของรัฐบาลนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่า ความล้มเหลว ไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ทุจริตคอรัปชั่นเพื่อตนเองและพวกพ้อง ไร้ทิศทางในการบริหารราชการแผ่นดินเหล่านี้ ถ้าปล่อยไป รังแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศและประชาชนจนไม่สามารถกอบกู้กลับมาได้ กลายเป็นความเสียหายถาวรต่อประเทศ โดยประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่พ่ายแพ้ต่อโควิด-19 และพ่ายแพ้ด้านเศรษฐกิจ อย่างไม่น่าให้อภัย พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่า เพื่อระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องยุติบทบาทในการบริหารประเทศโดยทันทีด้วยการลาออก เพื่อเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ยึดติดอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์เข้ามาบริหารประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลนี้มักใช้อำนาจเพื่อสั่งการจากบนลงล่าง ไม่เคารพในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ผ่านมา ต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญที่ท่านวาดหวังให้เป็นฐานรองรับเจตนาสืบทอดอำนาจ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อตัวท่านและพวกท่านเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่า หากเราต้องการก้าวไปสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดต้นตอของปัญหาซึ่งประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 และรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติให้มีผลบังคับใช้ เพื่อจัดทำประชามติยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการเดินหน้ายกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการอย่างถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกัน ให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อดำเนินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยจะยื่นหนังสือขอให้ ปปช. ไต่สวนและมีความเห็น กรณีมีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 53 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงโดยได้ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้เชื้อโรคโควิด 19 กลับมาแพร่ระบาดใหญ่ ประชาชนต้องล้มป่วยและเสียชีวิตไปจำนวนมากต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร จะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องลาออกจากตำแหน่งสถานเดียว และไม่กระทำการใดๆที่จะเป็นการวางกับดัก ต่อท่ออำนาจของตนเองต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101018</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคร่วมฝ่ายค้าน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐธรรมนูญ, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088da977a55d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยออกแถลงการณ์ด่ารัฐบาล รับมือโควิด ผิดพลาด ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ จี้ล็อกดาวน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
27 เม.ย.64 - พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์มีเนื้อหาว่า สถานการณ์การระบาดของโควิดระลอกที่ 3 ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศทั้งทางด้านสาธารณสุข สุขภาพของพี่น้องประชาชน และสภาวะเศรษฐกิจ ลงลึกถึงปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยในระยะที่ผ่านมาการรับมือโควิดของรัฐบาลผิดพลาด ล้มเหลว และไร้ประสิทธิภาพ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1. รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาผู้ป่วยตกค้างที่รอเข้าสู่ระบบการรักษาหลายร้อยราย และต้องไม่มีเหตุการณ์ผู้ป่วยรอเข้าสู่ระบบจนเสียชีวิตเกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด รัฐบาลยังต้องให้ความสำคัญกับปัญหาคอขวดด้าน ICU และอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรองรับผู้ป่วยหนัก เพื่อป้องกันการเสียชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2. รัฐบาลต้องบริการจัดการระบบโลจิสติกส์ด้านการตรวจเชื้อ การเข้ารักษาในโรงพยาบาล ปัญหาเตียงเต็ม ให้เป็นระบบ โดยใช้ฐานข้อมูลเดียวในการบริหารจัดการ และรายงานสถานะให้พี่น้องประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3. รัฐบาลต้องเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมาย 100 ล้านโดส ภายในปีนี้ โดยเร่งฉีดให้ได้วันละ 400,000 โดสต่อวัน เพื่อให้ครอบคลุม 50-60% ของประชาชนภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.4. รัฐบาลต้องรับฟังและแก้ไขข้อผิดพลาดในการทำงาน ตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง และร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มปริมาณการฉีดวัคซีนให้คนไทย เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาวะวิกฤต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.5. การล็อกดาวน์ (หากจำเป็นต้องดำเนินการ) ต้องทำโดยยึดหลักเฉพาะเจาะจง ไม่สร้างภาระกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ด้านเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1. รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนและภาคเอกชน โดยที่เฉพาะที่ได้ผลกระทบจากการระบาดในระลอกที่ 3 โดยเยียวยาเป็นเงินสดจำนวน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยควรใช้ระบบเฉพาะเจาะจง หลีกเลี่ยงการเยียวยาแบบเหวี่ยงแห&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2. ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายจริงของงบฟื้นฟูที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายอยู่ราว 300,000 ล้าน ให้มีการใช้จริงและเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน และโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นฯ วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3. รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือ SMEs ซึ่งเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเยียวยาผู้ประกอบการที่ถูกสั่งปิดโดยภาครัฐ และที่ได้รับผลกระทบ เร่งแก้ไขกลไกในมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ ให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสินเชื่อและการตีโอนทรัพย์ รวมถึงมาตรการเพื่อรักษาระดับการจ้างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.4. มาตรการสิทธิพิเศษด้านภาษี เงินคืน ส่วนลด เพื่อดึงกำลังซื้อจาก &amp;ldquo;คนมีรายได้สูง&amp;rdquo; โดยระบุเงื่อนไขมุ่งเป้าไปที่การซื้อ &amp;ldquo;สินค้าคงทน&amp;rdquo; เครื่องจักร อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าชิ้นใหญ่ๆ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนรอบใหม่ สร้างการจ้างงาน สร้างเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.5. สนับสนุนการส่งออกในจังหวะที่ประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้น โดยสนับสนุนเรื่องต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักร มาตรการด้านภาษีศุลกากร เพื่อทำให้ผู้ประกอบไทยส่งออกในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อดึงรายได้เข้าประเทศ รวมถึงการดูแลค่าเงินบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตโควิด-19 นั้นหนักหนาทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ และพร้อมผนึกกำลังภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝ่าฟันและพ้นผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100874</URL_LINK>
                <HASHTAG>เพื่อไทย, แถลงการณ์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdf276fea8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะวิจิตรศิลป์ มช. ออกแถลงการณ์เคลียร์ปมรื้องานศิลปะ 3 นิ้วพบวัสดุหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 -&amp;nbsp;จากกรณี รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยรองคณบดีและเจ้าหน้าที่ เข้าไปรื้อเก็บผลงานศิลปะของนักศึกษา สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ จนเกิดการเผชิญหน้าถกเถียงกันรุนแรง&amp;nbsp;ก่อนที่ ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำสาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ จะออกมาปกป้องนักศึกษา ขณะที่นักศึกษาได้นอนขวางรถ จนสุดท้ายไม่ได้มีการนำผลงานนักศึกษาออกไป และกลุ่มนักศึกษาได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เมื่อเย็นวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังจากคลิปถูกเผยแพร่จนกลายเป็นดราม่าร้อนแรงในโซเชียล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด&amp;nbsp;คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp;ออกแถลงการณ์ต่อกรณีที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ตามที่มีกลุ่มบุคคลได้เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณคณะวิจิตรศิลป์ และได้ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์นั้น คณะวิจิตรศิลป์ขอชี้แจงว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2564 เวลาประมาณ 14.00 น. คณะฯ ได้เข้าเตรียมพื้นที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของคณะฯ เพื่อเตรียมการจัดแสดงงานนิทรรศการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาสาขาวิชาต่างๆ ทั้งของคณะฯ และสถาบันการศึกษาอื่น ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ได้พบวัสดุอุปกรณ์ บริเวณลานด้านหลังอาคารหอศิลปวัฒนธรรม จากการสอบถามนักศึกษาซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น แจ้งว่า ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด และไม่มีผู้ใดรับเป็นเจ้าของ
คณะฯ ได้ทำการตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว พบวัสดุบางรายการที่หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย (ธงชาติไทยที่ถูกดัดแปลงและมีข้อความที่ไม่เหมาะสม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อนักศึกษาและคณาจารย์ของคณะฯ โดยรวม จึงได้เก็บรวบรวมวัสดุอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อรอให้มารับคืนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97025</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิจิตรศิลป์, ธงชาติ, ผศ.ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มาตรา112, รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง, วิจิตรศิลป์ มช., แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059bc9f3f0e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์จี้ตำรวจทบทวนการปฏิบัติงานใช้ความรุนแรงกับหมอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 2564 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) : SMST ออกแถลงการณ์ขอให้ตำรวจดำเนินการสืบสวนอย่างโปร่งใส และทบทวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กรณีการใช้ความรุนแรงแก่อาสาสมัครบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในแถลงการณ์มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการสืบสวนอย่างโปร่งใส และทบทวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กรณีการใช้ความรุนแรงแก่อาสาสมัครบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ชุมนุม
_______________________________________________
ตามที่มีการชุมนุมทางการเมือง ณ ศาลฎีกา ในวันเสาร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. ได้มีการเผยแพร่ภาพและภาพเคลื่อนไหว ที่ชี้ให้เห็นถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมและปราบปรามผู้ชุมนุม รวมถึงอาสาสมัครบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ความรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บ การใช้ความรุนแรงนี้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์แรก ที่หน่วยหรือกลุ่มคนได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้สถานการณ์การชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่ทราบกันดีในหลักการสากลว่า หน่วยงานหรือกลุ่มคนที่ไม่ได้เพียงทำการรักษาพยาบาลผู้ชุมนุม หากแต่ยังสามารถช่วยเหลือประขาชนทั่วไป หรือกระทั่งตัวเจ้าหน้าที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ในสภาวการณ์การชุมนุม ที่รถพยาบาล และบริการสุขภาพจากภายนอกพื้นที่เข้าถึงได้ช้า กลุ่มอาสาสมัครทางการแพทย์ (Street medics / Action medics) เหล่านี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก อาจเป็นผู้ช่วยชีวิตที่สำคัญ ตามหลักการของการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล (Prehospital Care) การกระทำต่อบุคลากรทางการแพทย์เช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย หรือมนุษย์ผู้เกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพคนใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ (สพท.) ในนามขององค์กรศูนย์กลางของนิสิตนักศึกษาแพทย์ทั่วประเทศไทย ขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจควบคุมฝูงชนในฐานะผู้รับผิดชอบ ดำเนินการสืบสวนและชี้แจงเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวแก่สาธารณชนอย่างโปร่งใส สามารถนำไปสู่การดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด และทบทวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ในภายภาคหน้ามีการปฏิบัติต่อหน่วยอาสาสมัครทางการแพทย์ และผู้ชุมนุมทุกคน อย่างถูกต้องตามหลักการพื้นฐานในการดูแลฝูงชนและหลักการสากล
_______________________________________________
จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๔
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93010</URL_LINK>
                <HASHTAG>สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย, แถลงการณ์, ใช้ความรุนแรงกับหมอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_602904ac78bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 19:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 19:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอมเนสตี้&#039; นำ 13 องค์กรระหว่างประเทศร่อนแถลงการณ์จี้ไทยคุ้มครองเสรีภาพผู้ชุมนุมโดยสงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพม็อบราษฎรชุมนุมเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.63 - องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศออกแถลงการณ์ร่วมถึงทางการไทยเกี่ยวกับการชุมนุมของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 17 และ 25 พฤศจิกายนนี้ ส่งข้อเสนอแนะ 4 ข้อ เพื่อเรียกร้องรัฐบาลไทยให้เคารพ คุ้มครอง และสนับสนุนการใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ เพื่อให้สอดคล้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยที่มีต่อกติกา ICCPR และกฎหมายระหว่างประเทศ และเน้นย้ำว่า ให้ทางการไทยดำเนินการเพื่อประกันให้มีความรับผิดเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม และประกันว่าผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถใช้สิทธิการเข้าถึงการเยียวยาอย่างได้มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศดังรายนามต่อไปนี้ Amnesty International, Article 19, ASEAN Parliamentarians for Human Rights, Asia Democracy Network, Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA), Asian Network for Free Elections (ANFREL), CIVICUS: World Alliance for Citizen Participation, Civil Rights Defenders, FIDH - International Federation for Human Rights, Fortify Rights, Human Rights Watch, International Commission of Jurists และ Manushaya Foundation ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการใช้กำลังของตำรวจไทยที่ขาดหลักความจำเป็นและเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุมโดยสงบที่เดินขบวนไปรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และแสดงความกังวลว่าทางการไทยอาจใช้มาตรการแบบเดียวกันเมื่อผู้ชุมนุมประกาศว่า จะมีการชุมนุมอีกครั้งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักงานใหญ่ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุว่า ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ทำการภาคยานุวัติในปี พ.ศ. 2539 คุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก (มาตรา 19) และการชุมนุมโดยสงบ (มาตรา 21) แต่ทางการไทยมักปิดกั้นการแสดงออกและจำกัดการชุมนุม ประชุม หรือเสวนาสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน การปฏิรูปทางการเมือง และบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอ้างถึงความเห็นทั่วไปที่ 37 ซึ่งระบุเนื้อหาเกี่ยวกับพันธกรณีของประเทศไทยในการประกันสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ การใช้ความรุนแรงของบุคคลเพียงบางส่วนไม่อาจถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนอื่น ของผู้จัด หรือของการชุมนุมดังกล่าวได้ และแม้ว่าสิทธิในการชุมนุมโดยสงบอาจถูกจำกัดได้ในบางกรณี แต่รัฐมีหน้าที่ในการให้เหตุผลสนับสนุนการจำกัดสิทธิเช่นว่า ซึ่งจำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมาย หลักความชอบธรรม หลักความจำเป็น และหลักความได้สัดส่วน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังระบุว่า เนื่องจากมีเด็กเข้าร่วมการชุมนุมเหล่านี้ด้วย ซึ่งคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติซึ่งได้เน้นย้ำความเห็นต่อร่างความเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 ว่ารัฐ &amp;ldquo;มีหน้าที่เชิงบวกในการปกป้องสิทธิเด็กและจะต้องดำเนินการโดยตระหนักว่าอาจมีเด็กอยู่ในพื้นที่ชุมนุมและปกป้องพวกเขาจากอันตรายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงอันตรายที่เกิดจากผู้เข้าร่วมการชุมนุมคนอื่น ๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นทั้ง 13 องค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศจึงมีข้อเสนอแนะต่อทางการไทย 4 ข้อ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพ คุ้มครอง และสนับสนุนการใช้สิทธิในการทำการชุมนุมโดยสงบ ตามพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทยภายใต้ ICCPR และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลไทยควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. อนุญาตให้คณะราษฎรเดินขบวนในวันที่ 25 พฤศจิกายน และอนุญาตให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ใช้ความรุนแรง รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก สามารถชุมนุมโดยสงบที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักงานใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบ รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก โดยสอดคล้องตามความเห็นทั่วไปที่ 37 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สนับสนุนการใช้สิทธิการชุมนุมโดยสงบ และหลีกเลี่ยงจากการสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธ รวมทั้งการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำต่อผู้ชุมนุม โดยต้องปฏิบัติให้สอดคล้องตามหลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และแนวปฏิบัติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำทั้งขององค์การสหประชาชาติและอื่น ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. คุ้มครองผู้ชุมนุม รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็ก จากความรุนแรงและการแทรกแซงของบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมกับคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมต่อต้าน ดำเนินการเพื่อประกันให้มีความรับผิดเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม และประกันว่าผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงสิทธิในการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพได้ ตามที่ได้รับการประกันไว้ในมาตรา 2(3) ของ ICCPR&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเน้นย้ำว่า ให้ทางการไทยดำเนินการเพื่อประกันให้มีความรับผิดเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ จากการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม และประกันว่าผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถใช้สิทธิการเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85046</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประชาธิปไตย, องค์กรภาคประชาสังคม, แถลงการณ์, แอมเนสตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe49b3d2104.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039; ออกแถลงการณ์กลุ่มไทยภักดียอมรับผลลงมติของสมาชิกรัฐสภาย้ำจุดยืนห้ามแก้ไข 5 ข้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี โพสต์แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ว่า &amp;nbsp;ตามที่สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นชอบวาระแรก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวม 2 ร่าง &amp;nbsp;นำไปสู่การตั้งส.ส.ร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แม้กลุ่มไทยภักดีจะไม่เห็นด้วย แต่เคารพการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่กลุ่มไทยภักดี ได้ดำเนินการต่อไป และเชิญชวนพี่น้องประชาชน 16.8 ล้านเสียง ติดตามนั่นคือ เราได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ร้องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ระงับยับยั้ง การกระทำของรัฐสภา เพราะเราถือว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น ถือว่ากลไกทางการเมือง องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องถูกยกเลิกไป เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ถ้าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ให้โอกาสมีการตั้งส.ส.ร.ได้ แม้จะไม่มีการแตะต้องมาตราที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่มไทยภักดีขอให้พี่น้องจับตาที่มาของส.ส.ร. และพวกเราต้องช่วยกันติดตาม ประเด็นสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นคือประเด็นที่ทุนสามานย์จะเข้ามาครอบงำระบบการเมืองนั่นคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งส.ส.จากบัตรใบเดียว เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่บัตรสองใบตามรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ทุนสามานย์และเงิน ที่ครอบงำพรรคการเมืองจะฟื้นมีพลังอำนาจมากขึ้นมาทันที และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองเหมือนในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงการคัดเลือกส.ว.ตามระบบใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2560 นั่นคือให้ส.ว.คัดเลือกจากประชาชนกลุ่มอาชีพ เพราะถ้ายอมแก้ไขให้ส.ว.คัดเลือกจากจังหวัดต่างๆเหมือนเดิม ส.ว.ก็อาศัยฐานเสียงพรรคการเมือง จะทำให้ส.ว.อยู่ภายใต้บงการพรรคการเมือง นำไปสู่เผด็จการรัฐสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ต้องไม่มีการแก้ไขรายละเอียดการปราบโกง ทั้งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ต้องไม่มีการแก้ไขมาตราเรื่องงบประมาณ ที่นำไปสู่การแทรกแซง ให้มีงบส.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ต้องไม่มีการแก้ไข เพื่อนิรโทษกรรม คดีทุจริต คดีถูกตัดสิทธ์การเมือง ของนักการเมืองที่ถูกลงโทษไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่กล่าวมาคือสาระสำคัญของอนาคตประเทศประเทศ ที่พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันจับตา ติดตาม เพราะนี่คือความพยายามของกลุ่มทุนสามานย์ กลุ่มทุนล้มเจ้า(ทั้งในและนอกประเทศ) ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;กลุ่มไทยภักดี
19 พ.ย. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84344</URL_LINK>
                <HASHTAG>Warong Dechgitvigrom, กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ, กลุ่มไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, แถลงการณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb3d91a9802f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
