<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานการณ์อ่อนไหว &#039;เพื่อไทย&#039; ตื่น!สั่งสมาชิกต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ.62 - สำนักเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แจ้งไปยังสมาชิกพรรคผ่านไลน์ ว่า &amp;quot;เรียนสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกท่าน ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความอ่อนไหว ขอให้สมาชิกทุกท่านระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในทุกรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอให้เดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับอาสาพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28683</URL_LINK>
                <HASHTAG>พท., เพื่อไทย, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7add253df9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยแถลงเรียกร้อง 6 ข้อพาประเทศกลับคืนประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.62 - แกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมกันแถลงข่าวหลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดให้วันที่ 24มี.ค.เป็นวันเลือกตั้ง โดยพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ขอให้กกต.จัดการเลือกตั้ง อย่างเสรี เป็นธรรม ขอให้พี่น้องออกมาใช้สิทธิ์ และจับตาดูการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทำให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม น่าเชื่อถือเพื่อเป็นทางออกให้ประเทศไทย มีเนื้อหาว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยขอร่วมแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยที่จะมีโอกาสกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองด้วยการเลือกผู้แทนของตนเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากที่ คสช. ได้ยึดอำนาจและปกครองประเทศมาเกือบ 5 ปียาวนานกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใดๆในรอบ 80 กว่าปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่มีการบริหารของรัฐบาล คสช. ได้มีการกระทำหลายครั้ง ที่ส่อให้เห็นว่ามีการใช้อำนาจและกลไกของรัฐ อันจะส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เช่น การที่ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ร่วมจัดตั้งและเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง แต่ก็ไม่ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี โดยอาศัยช่องว่างตามรัฐธรรมนูญ การใช้งบประมาณอย่างมหาศาลทุ่มเทลงไปก่อนการเลือกตั้งไม่กี่เดือน โดยสังคมตั้งคำถามว่าเป็นการสร้างความนิยมก่อนการเลือกตั้งหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นผู้เล่นไม่ใช่เป็นกรรมการ ถ้ายินยอมเป็นนายกฯในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ และหากจะบริหารประเทศต่อไปก็จะอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการสามารถจะใช้อำนาจหน้าที่เป็นคุณเป็นโทษต่อการจัดการเลือกตั้งได้ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แทรกแซงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. และการเลือกปฏิบัติต่อพรรคเพื่อไทยโดยการไม่อนุญาตให้พรรคเพื่อไทยใช้สถานที่ราชการจัดเวทีปราศรัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้อนุญาตให้พรรคการเมืองบางพรรคใช้พื้นที่ดังกล่าวได้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทย เห็นว่าประชาชนรอคอยการเลือกตั้งมาเป็นเวลานานหลังจากที่เลื่อนมาแล้ว 5 ครั้ง และเห็นว่าการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือเท่านั้นที่จะเป็นทางออกที่แท้จริงให้กับประเทศ และเป็นหนทางนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย อีกทั้งจะสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเกียรติภูมิของประเทศในเวทีโลก ดังนั้นทุกฝ่ายต้องไม่ทำลายความหวังของพี่น้องประชาชนโดยการกระทำใดๆที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เสรี ไม่เป็นธรรมและไม่น่าเชื่อถือ พรรคเพื่อไทยจึงขอแถลงดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) แม้รัฐบาลนี้จะอ้างว่า ตนเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลต้องใช้อำนาจเสมือนเป็นรัฐบาลรักษาการ โดยต้องไม่ริเริ่มโครงการใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณผูกพัน หรืองบประมาณจำนวนมากในลักษณะที่จะสร้างความนิยมทางการเมือง ต้องไม่โยกย้ายและแต่งตั้งข้าราชการที่จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) หัวหน้า คสช. ต้องงดเว้นในการใช้อำนาจตามมาตรา 44&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) คสช. และรัฐบาลต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยเคร่งครัดและไม่ใช้อำนาจ รวมทั้งไม่ใช้ข้าราชการและกลไกของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองหรือเลือกปฏิบัติหรือให้โทษต่อพรรคการเมืองใด นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องกำชับให้หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวมทั้งรัฐมนตรี ได้วางตนเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง การที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสองแห่งในภาคอีสาน ที่เพิ่งพ้นจากพงหนามของมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สดๆร้อนๆขึ้นเวทีปราศรัยแนะนำผู้สมัครให้กับพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่นำพาต่อคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) กกต.ต้องใช้อำนาจของตนให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้การเลือกตั้งเสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ และต้องไม่ยอมให้มีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยเด็ดขาด พรรคขอเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ยกเป็นกรณีตัวอย่างข้างต้นว่ามีการใช้อำนาจรัฐเพื่อเป็นคุณแก่พรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) พรรคขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมกันทำให้การเลือกตั้งสุจริต เสรี และเที่ยงธรรม ด้วยการสอดส่องและเปิดโปงการทุจริตการเลือกตั้งทุกรูปแบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) พรรคเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองทำการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันนำเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสิน และเมื่อประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนและผลการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า วันที่24มี.ค.เป็นวันสำคัญ ที่พี่น้องรอมานาน เมื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ตลาดหลักทรัพย์ปิดบวก15จุด โพลก็ขานรับ ประชาชนพร้อมออกไปเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ปกติ เป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างเสรี เป็นธรรม จะเป็นทางออก ขอให้พี่น้องประชาชนไปใช้สิทธิ์ พร้อมทั้งสอดส่อง เปิดโปง พฤติกรรมใดๆ หากเห็นว่าจะไปในทางทุจริตเลือกตั้ง ขอให้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างสร้างสรรค์ อย่าใส่ร้าย อย่าจมปลักอดีต มาร่วมกันสร้างอนาคตให้คนไทย เราพร้อมจะแก้ไขปัญหาปากท้อง เราเคารพการเลือกตั้ง หากเป็นไปอย่างเสรีเป็นธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโภคิน พลกุล อีกหนึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้พูดคุยกับต่างชาติ เขาอยากเห็นการเลือกตั้งยุติธรรม มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่พิธีกรรม มีการแลกเปลี่ยนและสอบถามโครงการต่างๆจากรัฐบาลนี้ หากรัฐบาลประชาธิปไตยมาจะทำอย่างไร เลยชี้แจงไปว่า หากเรื่องใดดี เป็นประโยชน์ คงจะไม่มีการยกเลิก แต่หากสิ่งใด ไม่ส่งเสริมตามแนวทางเศรษฐกิจ เราคงปรับปรุงให้ดีขึ้น เรื่องความหวาดระแวง กังวลว่าจะทะเลาะกันนั้น หากทุกคนเคารพกัน เคารพสิทธิและเสียงของประชาชน คงไม่มีปัญหา เชื่อว่าจะเป็นการเริ่มต้นประชาธิปไตยที่มั่นคงและยืนยาว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27409</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., พท., พรรคเพื่อไทย, เลือกตั้ง, เลือกตั้ง24มีนาคม2562, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c49535c09007.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2019 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยออกแถลงการณ์ถามเมื่อไหร่จะเลือกตั้ง ซัดรัฐบาลเอาเปรียบ เตือนอย่าคุกคามม็อบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.62 - พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง &amp;nbsp;ขอความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งและยุติการใช้กลไกของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดไว้เบื้องต้นว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ หลังจากก่อนหน้านี้หัวหน้า คสช. ได้เคยประกาศและรับปากต่อประชาชนและนานาประเทศว่าจะให้มีการเลือกตั้งขึ้นหลายครั้ง แต่ก็มีข้ออ้างเลื่อนการเลือกตั้งมาตลอด ๔ &amp;ndash; ๕ ครั้งแล้ว ในครั้งนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการเลือกตั้งในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จะไม่เกิดขึ้น การเลื่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะอ้างเหตุผลอย่างไร ย่อมมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชนที่หวังจะได้อำนาจอธิปไตยคืนมา &amp;nbsp; และใช้อำนาจดังกล่าวเลือกผู้แทนของตนเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากที่ คสช. ได้ยึดอำนาจดังกล่าวไป &amp;nbsp;และปกครองประเทศเกือบ ๕ ปี นอกจากนี้ยังมีผลต่อความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศอยู่บนความไม่แน่นอนอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ความชัดเจนของกำหนดวันเลือกตั้งและการทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม โดยที่พรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันในการแข่งขันจะเป็นหนทางนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยและการยอมรับทั้งจากภายในและนานาชาติ แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีข้อเท็จจริงหลายอย่างที่สร้างความกังวลใจยิ่งว่ามีการใช้อำนาจและกลไกของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง และการดำเนินการดังกล่าวคงจะมีอยู่ไปจนถึงวันเลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่ ๔ รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ได้จัดตั้งพรรคการเมืองและเป็นกรรมการบริหารพรรค ขณะเดียวกันก็ยังปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีต่อไป จึงเป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะว่ากิจการใดเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะในนามของรัฐมนตรีและกิจกรรมใดทำไปเพื่อหวังผลทางการเมืองแก่พรรคการเมืองของตนเอง เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มโดยอาศัยช่องว่างตามรัฐธรรมนูญ สามารถใช้งบประมาณได้ปกติ โยกย้าย แต่งตั้งข้าราชการได้ ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งขณะเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจอย่างจำกัด เหตุนี้จึงเห็นการใช้งบประมาณอย่างมหาศาลทุ่มเทลงไปในปลายรัฐบาล โดยอ้างนโยบายประชารัฐที่มีชื่อคล้ายกับชื่อพรรคของตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญแกนนำพรรคบางคนได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกในบัญชีรายชื่อของพรรคตน แม้พลเอกประยุทธ์ ฯ ยังไม่ตัดสินใจอย่างเป็นทางการก็ถือว่า พลเอกประยุทธ์ ฯ และรัฐมนตรีทั้ง ๔ คน เป็นผู้เล่นไม่ใช่ผู้รักษากติกา หรือกรรมการต่อไป จึงต้องใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลายครั้งเป็นที่เห็นได้ชัดว่ามีการใช้กลไกของรัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การที่หัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองหลายครั้ง อันมีผลเป็นการทำลายความเข้มแข็งและศักยภาพของพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม การใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ แทรกแซงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ขณะนี้ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการใช้กลไกของ กอ.รมน.ภาค ที่มีแม่ทัพภาคเป็นผู้นำ เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัด อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในภาคอีสาน ๒๐ จังหวัด โดยอ้างว่าเพื่อให้ความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่อำนาจหน้าที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของตน และยังมีการใช้ศูนย์ดำรงธรรมเรียกประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยอ้างเรื่องการสร้างความปรองดอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการเลือกปฏิบัติในการให้ใช้สถานที่ราชการทำกิจกรรมทางการเมือง เช่น กรณีนายก อบจ.พะเยาไม่อนุญาตให้พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้อนุญาตให้พรรคการเมืองบางพรรคใช้พื้นที่ดังกล่าวได้ การใช้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสอดส่องการลงพื้นที่ทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย หรือกรณีการบุกจับกุมว่าที่ผู้สมัครของพรรคขณะเดินรณรงค์พบประชาชนเป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยจึงขอให้หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ได้กำชับให้หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้วางตนเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง อย่าทำเป็นปากว่าตาขยิบ และขอให้ กกต. ได้เข้ามาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ยกเป็นกรณีตัวอย่างข้างต้นว่ามีการใช้อำนาจรัฐเพื่อเป็นคุณแก่พรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ และขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทำให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง และยุติการคุกคามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งด้วย เพราะถือเป็นสิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๕ มกราคม ๒๕๖๒&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26610</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 รัฐมนตรี, พรรคเพื่อไทย, ยุติการคุกคาม, เลือกตั้ง, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07375439324.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยออกแถลงการณ์ซัดคสช.บั่นทอนพลังจิตวิญญาณประชาธิปไตย ลั่น!ให้คสช.ปลดล็อกทันที.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.61- พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองทั้งหมดทันที โดยระบุรายละเอียดว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาให้พรรคการเมืองดำเนินการแก้ไขข้อบังคับพรรค / ประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรค / กรรมการบริหาร / และหาสมาชิกพรรค ก่อนกฎหมายเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ 90 วัน นอกจากนั้นยังห้ามพรรคการเมืองสื่อสารกับประชาชนที่มีลักษณะเข้าข่าย &amp;ldquo;การหาเสียง&amp;rdquo; และควบคุมการใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่อาจตีความว่าเข้าข่าย &amp;ldquo;เป็นการหาเสียง&amp;rdquo; นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยได้พิจารณาคำสั่งดังกล่าวแล้วเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจจำกัดบทบาทพรรคการเมือง และจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสร้างปัญหาที่บั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลายประการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.จากกรณีที่รัฐบาลและ คสช. ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 และอนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ในระดับหนึ่งนั้น เป็นการควบคุมให้ใช้อำนาจได้เพียงขั้นพื้นฐาน คือ ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานด้านธุรการภายในเพื่อการประสานงานในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้อนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมหลักที่สำคัญในการรับฟังและสื่อสารข้อมูลนโยบายกับพี่น้องประชาชนได้ ในขณะที่กลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองฟากฝ่ายที่สนับสนุน คสช. กลับสามารถเดินสายพบปะประชาชนในลักษณะหาเสียง รับฟังความเห็นในรูปแบบต่างๆได้ อีกทั้งรัฐบาลยังสามารถช่วงชิงโอกาส โดยอาศัย ครม. สัญจร และการทุ่มงบประมาณของรัฐ เพื่อสร้างคะแนนนิยมต่อประชาชนอย่างเต็มที่เพียงฝ่ายเดียว &amp;nbsp;อันเป็นการกระทำซึ่งรัฐบาลที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วไปไม่สามารถกระทำได้ ถือเป็นการแสวงประโยชน์และเอาเปรียบทางการเมืองต่อพรรคการเมืองอื่นๆอย่างน่าละอาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คำสั่งดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับพรรคการเมือง อันไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับการสื่อสารที่เป็นจริงของยุคสมัยนี้ กรณีการห้ามใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะ &amp;ldquo;เข้าข่ายการหาเสียง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการใช้คำที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน ขาดรูปธรรมที่จะทำความเข้าใจ และยังสามารถถูกนำไปตีความได้หลายด้าน การเขียนกฎหมายในลักษณะเช่นนี้มีโอกาสที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบแก่พรรคการเมืองที่คิดต่าง และอาจถูกนำมาตีความเพื่อใช้กลั่นแกล้งคู่แข่งได้โดยง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การห้ามการสื่อสารระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการรับรู้ข้อเท็จจริงและมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นกับพรรคการเมือง เพื่อสะท้อนความต้องการนโยบายที่มีคุณภาพ และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง การควบคุมการทำงานของพรรคการเมืองเช่นนี้ เป็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ทำให้กระบวนการสร้างนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆยิ่งถูกจำกัด การสื่อสารทางตรงของพรรคการเมืองและประชาชนในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย เป็นกติกาสำคัญของประชาธิปไตยที่แข็งแรง และบริสุทธิ์ ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกยึดถือเป็นหลักการสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเลือกตั้งที่จำกัดสิทธิประชาชนในการรับรู้ รับฟัง และเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงในการตัดสินใจเลือกนโยบายที่พอใจ &amp;nbsp;นับว่าเป็นการเลือกตั้งที่บั่นทอนพลังของจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. รัฐบาลพยายาม &amp;ldquo;ประโคมข่าวและสร้างภาพ&amp;rdquo; ตนเองว่าเป็นรัฐบาลที่มีความทันสมัย และพยายามก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจะเร่งผลักดันประเทศไทยให้เป็น &amp;ldquo;ประเทศ 4.0&amp;rdquo; ที่เทียบเทียมและเท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ในโลกยุคใหม่ การติดต่อสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารของคนในสังคมโลกที่มีความเจริญและเท่าทันการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญเป็นเครื่องชี้วัด หลักประกัน เสรีภาพทางความคิด และการแสดงออกของผู้คน อีกทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนในสังคมสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย รวดเร็ว สะดวกและทันท่วงทีและเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความรับรู้ของคนในสังคมกว้างขวางและประหยัดค่าใช้จ่าย เรื่องที่ง่ายๆเช่นนี้รัฐบาล ยังไม่เข้าใจแล้วจะนำพาสังคมไทยไปสู่ &amp;ldquo;สังคม 4.0&amp;rdquo; ได้อย่างไร นอกจากจะสะท้อนการขาดวิสัยทัศน์ของ &amp;ldquo;ผู้นำ&amp;rdquo; แล้วยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยภายใต้การนำของกลุ่มผู้มีอำนาจที่ขาดวิสัยทัศน์เช่นนี้ คงมีความสามารถทำให้ประเทศเป็นได้เพียง &amp;ldquo;ประเทศ 0.4&amp;rdquo; เท่านั้นเองด้วยคำสั่งที่นำไปสู่การควบคุม จำกัดสิทธิประชาชนและพรรคการเมืองเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องไปยัง คสช. และรัฐบาล &amp;nbsp;ให้ &amp;ldquo;ปลดล็อคเงื่อนไขทางการเมือง&amp;rdquo; ทั้งหมด ทันที มิใช่ &amp;ldquo;การคลายล็อค&amp;rdquo; อย่างที่กำลังมีนัยยะซ่อนเร้นให้ดำเนินการในปัจจุบัน เพื่อให้พรรคการเมืองทุกพรรคได้สามารถติดต่อสื่อสาร สร้างความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อกำหนดโอกาสและแนวทางการพัฒนาประเทศตามความต้องการของตน และสามารถร่วมกำหนดสร้างแนวนโยบายสำคัญที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงสำหรับชีวิตของตนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปลดล็อค เงื่อนไขทางการเมืองทั้งหมดทันที&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17844</URL_LINK>
                <HASHTAG>บั่นทอนพลังของจิตวิญญาณประชาธิปไตย, ประเทศ0.4, ปลดล็อกการเมือง, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba07c192a31c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2018 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยออกแถลงการณ์อ้างผลประโยชน์ชาติมาก่อนพรรค!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.61 - พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์&amp;nbsp; เรื่องเรียกร้องให้ปลดล็อกการเมืองโดยสิ้นเชิง เพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม &amp;nbsp; เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยแถลงการณ์ระบุว่าตามที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้กล่าวหลายครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้ถ้าบ้านเมืองสงบ โดยที่รัฐบาล และ คสช. ได้ยืนยันเองหลายครั้งว่าประสบความสำเร็จในการทำให้ประเทศสงบมาตั้งแต่ยึดอำนาจในปี 2557 จึงไม่อาจอ้างความไม่สงบเพื่อเป็นเหตุในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้อีก &amp;nbsp;อีกทั้งในขณะนี้รัฐบาลและคสช. &amp;nbsp;อยู่ในอำนาจจะย่างเข้าปีที่ 5 ซึ่งนานกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทุกรัฐบาล &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิเลือกตัวแทนของตนไปบริหารประเทศ ทำให้ประเทศว่างเว้นการมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน เป็นเวลานาน &amp;nbsp; ย่อมกระทบต่อหลักพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาคมโลกดังที่เป็นมาตลอดในห้วงเวลาของการยึดอำนาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 6 เดือนก็จะถึงการเลือกตั้ง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คำสั่งของหัวหน้า คสช. และดำเนินการอื่นๆ รัฐบาลและคสช. มีหน้าที่นำประเทศเดินไปสู่การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ พรรคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและคสช. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และคำสั่งที่ 57/2557 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง ตลอดจนยกเลิกเงื่อนไขและข้อห้ามอื่นใด ตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ทั้งนี้ ควรยกเลิกโดยสิ้นเชิงเบ็ดเสร็จ มิใช่เพียงการ &amp;ldquo;คลายล็อค&amp;rdquo; พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยที่รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม แถลงว่าจะมีการปลดล็อคเป็นสองช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงเก้าสิบวันหลังกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีผลใช้บังคับจะปลดล็อคบางส่วน เช่นให้มีการประชุมพรรค การจัดตั้งสาขาพรรค การทำไพรมารี ฯลฯ ช่วงที่สอง คือ หลังพ้นเก้าสิบวันแล้วจะปลดล็อคทั้งหมดให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ทุกอย่างตามกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคขอเรียกร้องให้มีการปลดล็อคทั้งหมดโดยทันที ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) พรรคการเมืองต้องใช้เวลาในการจัดทำนโยบายเพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคต้องประชุมปรึกษาหารือ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดมาตรการให้การจัดทำนโยบาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การส่งผู้สมัคร การจัดทำข้อบังคับพรรค จะต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ไม่นับรวมที่พรรคจำเป็นต้องศึกษาว่านโยบายที่จะประกาศใช้นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขข้อจำกัดที่ คสช. ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างยิบย่อยมากมายหรือไม่ อย่างไร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวล้วนต้องใช้เวลาทั้งสิ้น &amp;nbsp;และเวลาเพียง 6 เดือนนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่พอเพียงด้วยซ้ำ &amp;nbsp;ถ้าพิจารณาเปรียบเทียบจากการที่ คสช. และแม่น้ำ 5 สายซึ่งสามารถใช้องคาพยพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งเงินงบประมาณ และบุคลากรภาครัฐในการดำเนินการ ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปี ในการร่างแผน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปด้านต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) พรรคการเมืองต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่และคำสั่งของ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หาสมาชิกใหม่แทนสมาชิกเก่าที่พ้นสภาพไป และการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองใหม่เนื่องจากสาขาเก่าต้องยุบไปตามคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 การประชุมพรรคการเมือง การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค และการจัดทำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไพรมารี และยังไม่ชัดเจนว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวล้วนต้องใช้เวลาพอสมควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพ และต้องมาจากการแข่งขัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่เป็นธรรม การเลือกตั้งจะเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรมนั้น ประชาชนจะต้องสามารถกำหนดอนาคตทาง &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเมืองของตนว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด การจะกำหนดเจตจำนงของตนได้ ประชาชนย่อมต้องมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์เสียก่อน &amp;nbsp; การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง จึงเป็นประตูปิดกั้นการแสดงเจตจำนงดังกล่าว นอกจากนั้น การจะเป็นเช่นนั้นได้ในช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง การแข่งขันของทุกกลุ่ม &amp;nbsp; ทุกพรรคที่จะลงเลือกตั้ง ต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกันไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง &amp;nbsp;ดังนั้นจึงควรให้ทุกพรรคการเมืองได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเท่าเทียมกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกเป็นพรรคเก่า พรรคใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) การปลดล็อคทางการเมือง และความชัดเจนของการเลือกตั้ง จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เนื่องจากมีการกำหนดกรอบเวลาว่าจะมีการเลือกตั้งหลายครั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ก็มีการเลื่อนมาโดยตลอด จนท้ายที่สุดก็ได้ระบุว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รัฐบาลจึงควร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากความชัดเจนแน่นอนของ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเลือกตั้งจะทำให้ภาคเอกชน นักลงทุน ประชาชนสามารถวางแผนการลงทุนและอนาคตได้ เป็นผลดี &amp;nbsp; &amp;nbsp; และก่อประโยชน์ให้ประเทศและคนไทยส่วนใหญ่อย่างแน่นอน &amp;nbsp;สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน &amp;nbsp; ที่สะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นหรือโพลล์สำนักต่างๆ ที่ต้องการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศเดินหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมีทางออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยยึดถือประโยชน์ของชาติมาก่อนประโยชน์ของพรรค &amp;nbsp;การปลดล็อคทางการเมือง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเบ็ดเสร็จสิ้นเชิง ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้เรียกร้องเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง แต่เป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประเทศและให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีความ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเสรี เป็นธรรมและน่าเชื่อถือ &amp;nbsp;เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า สร้างความผาสุกแก่พี่น้องประชาชนพาประเทศก้าวหน้าและประชาชนจะได้ประโยชน์ .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16017</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกพรรคการเมือง, พท., เพื่อไทย, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd11233e105.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยออกแถลงการณ์จี้&#039;รัฐบาลคสช.&#039;ยุติละเมิดสิทธิมนุษยชน-คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนโดยเร็ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค.61 - พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;ขอให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนโดยเร็ว&amp;quot; ระบุว่าพรรคเพื่อไทยได้ติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศนับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งพรรคมีความกังวลใจยิ่งที่เห็นว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประกาศ คสช. และคำสั่งของหัวหน้า คสช. รวมถึงการใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประกาศใช้แล้วและมีบทบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง และเพื่อให้การเลือกตั้งตามโรดแมปที่จะเกิดขึ้นเป็นการเลือกตั้งโดยเสรี เป็นธรรม และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สมควรที่ประชาชนจะได้สิทธิเสรีภาพในการดำเนินชีวิต และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน โดยไม่ถูกลิดรอนหรือจำกัดโดยประกาศ คสช. คำสั่งของหัวหน้า คสช. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ อีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคจึงขอแถลงเรียกร้องดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. พรรคเห็นว่าหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม เป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยความสมานฉันท์และมีความสุข &amp;nbsp;โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชนนั้น เป็นข้อผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามและต้องให้ความคุ้มครอง อีกทั้งรัฐบาลได้ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ว่าประกาศและคำสั่ง คสช. หลายฉบับยังคงมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ ดังเช่นการห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป โดยมีการบังคับใช้ไปถึงการแสดงความคิดเห็นของบุคคลด้วยการห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งที่กฎหมายพรรคการเมืองได้ประกาศใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และใกล้จะถึงกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว การใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ดำเนินการกับบุคคลที่แสดง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เป็นต้น อันถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่สถานการณ์ปัจจุบันไม่มีความจำเป็นใดที่จะคงข้อจำกัดและข้อห้ามดังกล่าวไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพื่อให้สิทธิเสรีภาพของบุคคลได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อสร้างบรรยากาศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; แห่งความเป็นประชาธิปไตยเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง พรรคจึงขอให้ คสช. และรัฐบาลดำเนินการ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน รวมถึงประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ควรยอมรับความเห็นต่างที่มีต่อรัฐบาล และ คสช. เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอย่างมีสติและมีเหตุผล เนื่องจากประชาชนทุกคน &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมมีความชอบธรรมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และ คสช. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และไม่ควรจะใช้ประกาศ คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. รวมถึงกฎหมายคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นเครื่องมือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในการดำเนินการต่อผู้ที่มีความเห็นต่างดังกล่าว เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ใช่อาชญากรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.3 เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้ว การดำเนินการทุกอย่างของรัฐบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ คสช. ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการใช้งบประมาณที่ต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ต้องไม่ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาลและ คสช. ได้ โดยไม่ถูกปิดกั้น โดยประกาศและคำสั่งของ คสช. หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์ ฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทย ขอยืนยันจุดยืนที่มั่นคงว่า พรรคมีอุดมการณ์ที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และขอเรียกร้องให้รัฐบาล และ คสช. ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและจริงใจ ที่จะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและไม่เลือกปฏิบัติ เพราะความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์และความเป็นปกติสุขของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากยังคงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ต่อไป.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15030</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชน, พท., พรรคเพื่อไทย, ยกเลิกคำสั่งคสช., แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6b9d5da9df3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 12:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยร่อนแถลงการณ์ &#039;4ปีรัฐบาลคสช.&#039; 7ความล้มเหลวที่คนไทยเผชิญ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.61 - พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ &amp;ldquo;เรื่อง 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาล และ คสช. นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย&amp;rdquo;แถลงการณ์ระบุว่าวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 จะเป็นวันครบรอบ 4 ปี ของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าและยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp; ในขณะเดียวกันคสช.ได้ให้เหตุผลในการยึดอำนาจตามประกาศฉบับที่ 1/2557 ว่า ต้องการให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ให้ประชาชนเกิดความรัก ความสามัคคี ให้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและอื่นๆ ให้เกิดความชอบธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย พร้อมกับสัญญาว่าจะใช้อำนาจเผด็จการไม่นาน และต่อมาก็ประกาศว่าจะปราบปรามและแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจังโดยไม่เลือกปฏิบัติ พรรคเพื่อไทยเห็นว่า 4 ปี ของการรัฐประหารเป็น 4 ปีแห่งความล้มเหลวที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ทำให้ประชาชนและประเทศต้องสูญเสียโอกาส และจะนำประเทศไปสู่ความมืดมน และอันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ความล้มเหลวในการทำตามข้ออ้างในการยึดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พลเอกประยุทธ์ ฯ แถลงเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 ว่าจะมุ่งสร้างความปรองดอง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในสามเดือน แต่ไม่เห็นความจริงใจในการสร้างความสามัคคีปรองดอง ความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังคงมีอยู่ โดย คสช. ลงมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง การคืนความเป็นธรรม ให้ความชอบธรรมกับทุกฝ่ายไม่เกิดขึ้น กลับมีแนวโน้มที่จะทำให้เงียบหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศว่าจะทำให้ประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตยใน 15 เดือน แต่ครบ 4 ปีแล้ว ประชาธิปไตยยังไม่เกิดขึ้น หาเหตุเลื่อนการเลือกตั้งมาโดยตลอดหลายครั้งหลายหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศว่าจะปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง &amp;nbsp;แต่กลับมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่ถอยหลังประชาธิปไตยไปไกล ทำลายพรรคการเมือง ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ประชาชนไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองใดๆ เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศว่าจะปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับทำให้คนในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ลำบากยากจนขึ้น กำลังซื้อหดหาย ปัญหาสังคมที่รุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปด้านอื่นๆ ก็ยังไม่มีผลเป็นรูปธรรมแม้แต่เรื่องเดียว ทั้งที่ต้องสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ล้มเหลวในการสร้างความปรองดอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นขาดความเป็นอิสระมีแต่คนในรัฐบาล ข้าราชการในกองทัพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และข้าราชการอื่นๆ ไม่มีองค์ประกอบในส่วนของภาคประชาชน และองค์กรภาคเอกชนเข้าร่วม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางการสร้างความปรองดองถูกควบคุมและเห็นชอบโดยหัวหน้า คสช. กระบวนการสร้างความปรองดองไม่เป็นไปตามหลักการสากล ขาดการยอมรับจากภาคส่วนของสังคม ไม่ศึกษาสาเหตุแห่งความขัดแย้งที่แท้จริง และไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ที่หัวหน้า คสช. และคนใน คสช. เป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งในอดีต และมาเป็นคู่ขัดแย้งในปัจจุบัน สัญญาประชาคมที่ทำขึ้นเป็นลักษณะสัญญาฝ่ายเดียวของ คสช. จึงไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพียงเพื่อสร้างภาพ คสช. แต่งตั้งกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ แต่ไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ไม่มีการประชุมมาแล้วถึง 8 เดือน ปัญหาคอรัปชั่น กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล และ คสช. ที่จะใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อคนในรัฐบาลถูกกล่าวหาเรื่องทุจริต เช่น กรณีอุทยานราชภักดิ์ กรณีองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ตั้งบริษัทในค่ายทหาร นำเงินราชการลับไปใส่ในบัญชีภรรยา แม้แต่กรณีนาฬิกาหรู ขนาดรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลยังให้สัมภาษณ์ว่า หากตนเองถูกเปิดโปงเพียงเรือนแรก ก็จะลาออกไปแล้ว แต่กลับมีการปกป้องพวกพ้องอย่างเห็นได้ชัด ละเลยที่จะดำเนินการ ขณะที่ผู้ร้องเรียนถูกเรียกไปปรับทัศนคติ บางคนถูกดำเนินคดี ส่วนองค์กรตรวจสอบต่างๆ ก็มุ่งช่วยเหลือปกปิด หรือทำให้ล่าช้า และสุดท้ายก็เงียบหายไป องค์กรตรวจสอบต่างๆ เช่น ป.ป.ช. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับการต่ออายุให้อยู่ครบวาระ และเลยวาระ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางองค์กรกลับให้สิ้นสุดลง &amp;nbsp;4 ปีที่ไม่มีนักการเมืองกลับพบการทุจริตอย่างกว้างขวาง ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเกี่ยวกับดัชนีสถานการณ์คอรัปชั่นไทย (CSI) เดือนธันวาคม 2560 พบว่า สถานการณ์คอรัปชั่นเพิ่มมากขึ้น ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอรัปชั่นของประเทศไทย (CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ปรับตัวในทิศทางตกต่ำลง เมื่อเทียบกับห้วงเวลาก่อนการรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ล้มเหลวในการทำให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับแต่รัฐประหาร เป็นต้นมา ประเทศต้องอยู่ภายใต้ประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน การแสดงออกทางความคิดเห็นถูกปิดกั้น ได้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่ถอยหลังประชาธิปไตยไปอย่างมาก วางกลไกที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ทั้งให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งไม่มีประเทศใดเคยใช้มาก่อน วางกลไกเพื่อสืบทอดอำนาจโดยในวาระเริ่มแรกให้อำนาจ คสช. เลือกผู้สมควรได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 244 คน ให้วุฒิสภามีอำนาจออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. การคงอำนาจของ คสช. และหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ไว้เพื่อให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจพิเศษเหนือองค์กรอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ แม้กฎหมายพรรคการเมืองจะประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม &amp;nbsp;2560 แต่จนถึงปัจจุบัน คสช. ก็ยังคงคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองตามกฎหมายดังกล่าว &amp;nbsp;ซ้ำร้ายยังออกคำสั่ง คสช.รีเซ็ตสมาชิกพรรค และยุบสาขาพรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วทั้งหมด การกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติเพื่อใช้บังคับเป็นเวลาถึง 20 ปี เป็นการพันธนาการประเทศและประชาชนไว้กับแนวคิดของ คสช. โดยที่ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ขาดการมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าว การรัฐประหารอันถือเป็นความผิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรง คสช. กลับกำหนดในรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้นิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง กำหนดให้การกระทำของตนและพวกทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับแต่รัฐประหารมาจนถึงปัจจุบัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังมีอย่างต่อเนื่อง การออกคำสั่งให้อำนาจทหารควบคุมตัวบุคคลได้ 7 วัน โดยไม่ต้องตั้งข้อหาและไม่ต้องมีหมายของศาล เรียกบุคคลที่เห็นต่างและวิพากษ์วิจารณ์ ไปปรับทัศนคติ ดำเนินคดีกับบุคคลที่เรียกร้องให้ตรวจสอบการทุจริต หรือเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีคำสั่งให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร จำกัดและริดรอนสิทธิ เสรีภาพในการเสนอข่าวของสื่อมวลชน ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางเฟสบุ๊คของบุคคล เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนในการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมายและคำสั่งที่ตนเองออกใช้บังคับเพื่อเป็นเครื่องมือในทางการเมือง แม้รัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับแล้ว ประชาชนก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ได้ ทั้งนี้ เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวข้างต้น ปรากฏตามรายงานประจำปี 2560/61 ของ AMNESTY INTERNATIONAL&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.&amp;nbsp;ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศในระยะยาว รัฐทุ่มเทงบประมาณอย่างไม่เหมาะสมเป็นเงินจำนวนมหาศาล จนทำให้เกิดภาวะงบประมาณขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันมากตลอด 4 ปีงบประมาณ นับเป็นการใช้เงินเกินตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในปีงบประมาณ 2561 รัฐบาล คสช. ใช้เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปีเดียว เท่ากับยอดเงินฯ ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถึง 2 ปีงบประมาณ คือ ปี 2556 รวมกับปี 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาล คสช. มีแนวโน้มใช้เงินเกินตัวมากขึ้นทุกๆ ปี อย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ ซึ่งต่างจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่สามารถบริหารให้การขาดดุลงบประมาณลดลงทุกปีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เป็นรัฐบาล &amp;nbsp;หากรัฐบาล คสช.ปล่อยให้แนวโน้มการใช้จ่ายเช่นนี้ดำเนินต่อไป วินัยทางการคลังของประเทศย่อมได้รับความกระทบกระเทือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้รัฐบาล คสช. จะใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่ผลที่ได้ต่อระบบเศรษฐกิจกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยในยุค คสช. เติบโตในอัตราที่ต่ำมากอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ในอาเซียนในแง่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยแนวคิด ทัศนะ และนโยบายของรัฐที่ส่งผลให้ธุรกิจขนาดใหญ่มีอำนาจผูกขาดทางการตลาดของสินค้า เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใหญ่ ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะ &amp;ldquo;รวยกระจุก จนกระจาย&amp;rdquo; ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ กำลังซื้อภาคประชาชนลดลง ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ผู้มีรายได้น้อยถูกทิ้งขว้างตามยถากรรม เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้รับการแก้ไข เงินที่รัฐบาลใส่ลงในระบบไม่เกิดการใช้จ่าย เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รับปากต่อประชาชนว่าจะเข้ามาชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหา และจะอยู่ไม่นาน แต่กลับอยู่ยาวถึง 4 ปี และมีแนวโน้มจะมุ่งสืบทอดอำนาจต่อไป เมื่อเข้ามายกตนว่าเป็นคนดี ด่าว่า และกล่าวร้ายนักการเมือง และปฏิเสธว่าตนไม่ใช่นักการเมือง แต่สุดท้ายมายอมรับว่าตนเป็นนักการเมือง และยังไปชักชวนนักการเมืองมาร่วมรัฐบาล เพื่อพยุงอำนาจและสืบทอดอำนาจต่อไป ประกาศว่าจะคืนประชาธิปไตยใน 15 เดือน แต่ผ่านมา 48 เดือน ประชาธิปไตยยังมืดมน ทั้งๆ ที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน และรับปากต่อผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อนั้นเมื่อนี้ แต่สุดท้ายก็เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้วถึง 4 ครั้ง การกระทำและพฤติการณ์ส่อว่าได้เสพติดอำนาจ และวางกลไกเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป เริ่มตั้งแต่การวางกลไกในรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี และที่มาและอำนาจของ ส.ว. &amp;nbsp;การทุ่มเทงบประมาณเพื่อนโยบายต่างๆ ที่มีลักษณะหวังผลทางการเมือง ล่าสุดมีการดูดนักการเมืองจากค่ายต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อมาร่วมงานกับตนเอง อันแตกต่างจากการประกาศครั้งแรก เมื่อเข้ามายึดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปสิ่งที่ คสช. และหัวหน้า คสช.ทำในช่วง 4 ปี คือ การใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด การทำทุกวิถีทางเพื่อการสืบทอดอำนาจ &amp;nbsp;คสช.ต้องการสร้างรัฐเผด็จการโดยใช้ระบบราชการเป็นกลไก ทำให้กลไกภาคประชาชนและพรรคการเมืองอ่อนแอ ใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เพื่อปกป้องและเอื้อต่อตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น 4 ปีของ คสช. คือ การนำประเทศไปสู่อนาคตที่มืดมน และอันตราย ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยถูกมองเป็นเพียงบ่าว ทั้งๆ ที่พวกเขาคือนาย &amp;nbsp;เพราะเป็นผู้เลือกส.ส.และรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องช่วยกันนำระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขกลับคืนมา &amp;nbsp;พร้อมด้วยหลักนิติธรรม ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ฯลฯ และไม่ยอมให้เผด็จการทำลายประชาธิปไตยอีกต่อไป เพื่ออนาคตที่สดใสและเกิดความรัก ความสามัคคี ความเมตตา ปรารถนาดีระหว่างประชาชน อย่างแท้จริง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9387</URL_LINK>
                <HASHTAG>4ปีคสช., ครบ4ปีรัฐประหาร, พรรคเพื่อไทย, แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd1db20cfa4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
