<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ  พร้อมแล้วเปิดประเทศ 1 พ.ย.  &#039;ลิซ่า&#039; มาแน่ ค่าตัวคุ้ม-ไม่คุ้ม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี เรื่อง เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว โดยประกาศนโยบายการเปิดประเทศที่จะเริ่ม 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไป สร้างความหวังให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการในธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในวิกฤตโควิดตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดประเทศเพื่อพลิกฟื้นธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีนี้ หลังมีการเปิดประเทศ 1 พ.ย. โดยเขากล่าวว่าจากคำแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายน ให้นักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำที่ฉีดวัคซีนโควิดครบโดสแล้วสามารถเดินทางมาได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่การไม่ต้องกักตัวดังกล่าวต้องมีข้อแม้คือ จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนโควิดมาแล้วอย่างน้อยสองเข็ม และต้องมีผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ที่รับรองโดยประเทศต้นทางมาไม่เกิน 72 ชั่วโมง และเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วต้องทำ RT-PCR อีกครั้งหนึ่ง โดยเมื่อผลออกมาเป็นลบก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เลยไม่ต้องกักตัว 14 วันหรือ 7 วันแบบในอดีต ซึ่งขอคอนเฟิร์มว่าจังหวัดที่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ใช่ 15 จังหวัด แต่จริงๆ คือ 13 จังหวัด เพราะจังหวัดกระบี่กับจังหวัดพังงาได้เปิดไปก่อนแล้ว แต่เป็นการเปิดเพียงบางส่วน แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป กระบี่กับพังงาจะเปิดทั้งจังหวัด ที่ก็คือภูเก็ต, กระบี่, พังงาเปิดทั้งจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือจากสามจังหวัดดังกล่าวแล้วก็ยังมีอีกหลายจังหวัด อาทิ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี ที่จะรวมถึงเมืองพัทยา ภาคเหนือที่เชียงใหม่ (อ.เมืองเชียงใหม่, อ.แม่ริม, อ.แม่แตง,&amp;nbsp; อ.ดอยเต่า) ส่วนที่ภาคอีสานคือ จังหวัดเลย (อ.เชียงคาน)&amp;nbsp; ส่วนภาคใต้ก็คือที่เกาะพยาม ที่ระนอง, หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์, เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ส่วนหลังจากนี้จะมีการเปิดจังหวัดใดเพิ่มเติมต้องติดตามผลการประชุมของ ศบค.ที่คงจะมีการประกาศเพิ่มเติม โดยทั้งหมดคือการตอบโจทย์ของนายกรัฐมนตรีที่เคยบอกว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รมว.การท่องเที่ยวฯ ย้ำว่า สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเข้ามาประเทศไทยได้ ซึ่งจากที่มีการประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 14 ต.ค. เท่าที่ทราบน่าจะมีประเทศที่ใกล้เคียงหลายประเทศ แต่ ศบค.ยังไม่ได้มีการประกาศออกมา ที่ก็คงประกาศภายในเร็วๆ นี้ ซึ่งตรงนี้ก็ชัดเจนว่าสำหรับประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ,&amp;nbsp; สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, เยอรมนี, อิตาลี, รัสเซีย ส่วนประเทศในทวีปเอเชียก็น่าจะเป็นจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์ รวมถึงอินเดีย คิดว่าจะรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่ ศบค.จะประกาศออกมาในเร็วๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ และเป็นการก้าวล้ำหน้ากว่าอีกหลายประเทศที่เพิ่งจะมีการประกาศ ว่าประเทศบางประเทศอาจจะประกาศ สามประเทศ ห้าประเทศ แปดประเทศ แต่เราน่าจะประกาศเท่าที่ผมได้ข่าวมาประมาณ 30-40 ประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้เรารุกและก้าวไปได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ทาง ศบค.ก็คงทราบแล้วในการประชุมเมื่อ 14 ต.ค. แต่อาจจะติดเงื่อนไขเล็กน้อยเลยยังไม่มีการประกาศออกมา ซึ่งโดยปกติกระทรวงสาธารณสุขกับ ศบค.ก็มีการหารือกันอยู่แล้ว รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็มีการหารือกัน แต่อาจจะยังติดปัญหาเล็กน้อยทำให้ยังไม่สามารถประกาศได้ ขอให้รอคำประกาศจาก ศบค.อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -การที่จะเปิดประเทศครั้งนี้มีสิ่งที่ยังต้องกังวลอะไรหรือไม่? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่กังวลที่สุดตอนนี้บอกได้เลยว่าเรายังฉีดวัคซีนได้ไม่ครบ ถึงแม้ถึงวันที่ 1 พ.ย. วัคซีนเราก็ยังไม่ครบ แต่ใน 15 จังหวัดที่เปิด ต้องบอกว่าฉีดวัคซีนครบแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ คือต้องมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ทำไมบางจังหวัดเราถึงเปิดเพียงบางพื้นที่ ก็เพราะพื้นที่ส่วนที่เหลือยังไม่ครบ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผมบอกว่ายังไม่สบายใจ ก็เพราะผมอยากให้เปิดทั้งประเทศเลยทีเดียว แต่ก็อยากขอให้อดใจรอ เพราะมีอีกหลายจังหวัดถามมาว่า &amp;quot;จังหวัดของเขาที่ก็มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาตั้งเยอะ ทำไมไม่เปิดโอกาสให้จังหวัดเขาได้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบ้าง&amp;quot; ก็ขอชี้แจงว่าเรื่องของวัคซีนต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเราไม่ได้มีวัคซีนกองอยู่บนหน้าตัก จนสามารถฉีดทั้งหมดได้ทีเดียวพร้อมกันทั้งประเทศ ต้องทยอยฉีด ตรงไหนที่มีการแพร่ระบาดมาก รัฐบาลก็ต้องเล็งเห็นความสำคัญ ก็ต้องเรียกวัคซีนไปทำการฉีดเพื่อชะลอการแพร่ระบาด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับจังหวัดอื่นที่ยังไม่ได้มีการประกาศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปได้ก็อย่าไปกังวล เพราะตอนนี้มีโครงการอย่าง เราเที่ยวด้วยกันเฟสสาม และ ทัวร์เที่ยวไทย ซึ่งช่วงนี้ที่เป็นช่วงไฮซีซันของประเทศไทย ก็ขอเชิญชวนคนไทยเที่ยวในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -หลังเปิดประเทศ 1 พ.ย. ตั้งเป้าว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยประมาณเท่าใด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายในช่วงสองเดือนก่อนสิ้นปี คือ พ.ย.-ธ.ค.64 เราตั้งเป้าไว้ว่าใน 15 จังหวัดทั้งหมดคาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดือนละห้าแสนคน สองเดือนก็น่าจะได้ประมาณหนึ่งล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนในไตรมาสแรกของปีหน้า 2565 ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นช่วงที่พีกสุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย เพราะการที่จะวางแผนการท่องเที่ยว การจองตั๋วเครื่องบินของนักท่องเที่ยวต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เหมือนกับพวกเราจะไปเที่ยวไหนก็ต้องวางแผนกันล่วงหน้าก่อนสัก 1-2 เดือน ปุบปับเราประกาศเปิดประเทศแล้วเขาจะเข้ามาเลยทีเดียวคงไม่ได้ แต่ถ้าหากเป็นต้นปีหน้า คือช่วงมกราคม 2565 น่าจะมีโอกาสที่สุด และที่สำคัญคือยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวของยุโรป, สหรัฐอเมริกา, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น ซึ่งเขาจะหนาวจัดมาก ก็เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงโรดแมปและเป้าหมายที่วางไว้สำหรับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย รวมถึงเม็ดเงินรายได้จากการท่องเที่ยวในปีหน้าว่า สำหรับโรดแมปการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2565 ที่ได้คุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คิดว่าหากประเทศไทยเราไม่ได้มีอะไรที่เข้ามาทำให้สะดุด เราคงเปิดหมดทั้งประเทศแน่นอนทุกจังหวัด และน่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามา 10-15 ล้านคนในปี 2565 และน่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.1-1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเราจะพยายามทำให้ได้ โดยหากทำได้สัก 1 ล้านล้านบาท ก็ถือว่าตัวเลขกลับไปเหมือนตอนปี 2562 ก็เท่ากับ 1 ใน 3 ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติเองก็ส่วนหนึ่ง แต่ก็พยายามเชิญชวนคนไทยให้ท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะอย่าลืมว่าในปี 2562 คนไทยเที่ยวในประเทศไทยคิดเป็นเม็ดเงินรวมแล้วประมาณ 1 ล้านล้านบาท ที่ก็คือหนึ่งในสามของ 3 ล้านล้านบาท ที่แยกเป็นจากคนไทยหนึ่งล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศสองล้านล้านบาท รวมเป็น สามล้านล้านบาท เราก็พยายามจะทำให้ในปี 2565 ถึงไม่ได้หนึ่งล้านล้านบาทสำหรับการเที่ยวภายในประเทศ แต่ก็ขอให้ได้สัก 6-7 แสนล้านบาท บวกกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 10 ล้านคน ก็ตีประมาณว่าหกแสนล้านบาท ก็น่าจะได้ที่ประมาณ 1.1 ถึง 1.5 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เรื่องการเปิดประเทศ เราพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่ารอลุ้นอีกสักสองสัปดาห์ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็เปิดประเทศแน่นอน แต่หากเกิดกรณีเช่นในช่วงสองสัปดาห์จากนี้มีคลัสเตอร์จนเกิดการแพร่ระบาดของโควิดในเกือบทุกจังหวัด จนมีคนติดเชื้อวันละสามหมื่นถึงสี่หมื่นคน ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นมันก็ต้องหยุด แต่ถ้าอยู่ในลักษณะมีคนติดเชื้อโควิดวันละเกือบหมื่นคนหรือหมื่นคนนิดๆ และตัวเลขผู้เสียชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ โดยตัวเลขไม่ถึงหลักร้อย ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีเดินหน้าแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ความเป็นไปได้ในการดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนให้เข้ามาเที่ยวประเทศไทยหลังการเปิดประเทศเป็นไปได้หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางตัวผมเองและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ได้พยายามติดต่อและประสานไปยังรัฐบาลจีน-สถานทูตจีนในประเทศไทย แต่ทางรัฐบาลจีนยังไม่มีนโยบายที่จะให้นักท่องเที่ยวหรือประชาชนชาวจีนออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศ เอาเฉพาะเบื้องต้น ภายในปีนี้ไม่มีแน่นอน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปีหน้าจะมีการเปิดให้ประชาชนชาวจีนออกมาท่องเที่ยวนอกประเทศได้หรือไม่ ผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่ที่แน่นอนคือในปีหน้า 2565 จะมีการจัดแข่งขันกีฬา เอเชียนเกมส์ในเดือนกันยายน เชื่อว่าก่อนถึงเวลานั้นประเทศจีนน่าจะเปิดประเทศให้มีการเดินทางท่องเที่ยวได้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็จัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ไม่ได้ ซึ่งหากทุกประเทศในโลกนี้เกิดการเดินทาง มีการขับเคลื่อนแล้ว ผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพของประเทศจีน ที่มีการผลิตวัคซีนเป็นของตัวเอง เขาไม่น่าจะกังวล ถึงเวลาที่เหมาะสมเชื่อว่าเขาเปิดประเทศแน่นอน ซึ่งทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการประสานอยู่ตลอดเวลา ว่าหากมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนออกนอกประเทศ อย่าลืมคิดถึงประเทศไทยนะครับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอฟื้นตัว-กลับมาพีกสุดปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -นโยบายภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จด้วยดี ล่าสุดนักแสดงชื่อดัง รัสเซลล์ โครว์ ก็โพสต์ข้อความและภาพถึงการมาเที่ยวและถ่ายทำภาพยนตร์ที่ภูเก็ต?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำหนังที่ภูเก็ต และมีดาราฮอลลีวูดชื่อดัง รัสเซลล์ โครว์ โพสต์ดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถามว่าเราประสบความสำเร็จในแง่ของจำนวนคนที่เข้ามาหรือไม่ ผมบอกได้เลยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเป้าของเราตั้งไว้ที่ 1 แสนคนในสามเดือนของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แต่เราได้มาแค่ประมาณ&amp;nbsp; 4 หมื่นคน เป้าที่วางไว้จึงหายไปร่วมหกหมื่นคน ซึ่งต้องบอกว่าตกไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่สิ่งที่ได้มาทดแทนก็คือ&amp;nbsp; รายได้จากการท่องเที่ยว จากปกติค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ตต่อคนจะอยู่ที่ประมาณ 45,000-46,000 บาท &amp;nbsp;แต่พอเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ พบว่าเพิ่มขึ้นมาเป็น 60,000&amp;nbsp; บาทต่อคน ถือว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ มีรายจ่ายสูง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้และประเมินค่าไม่ได้จริงๆ ก็คือ&amp;nbsp; ชื่อเสียงของการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพราะมีแต่คนถามว่า รัฐบาลไทยกล้าดีขนาดไหนถึงกล้าเปิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในเอเชียเรา ไม่มีประเทศไหนเปิดรับนักท่องเที่ยวเลย ประเทศไทยมีความกล้าหาญ นายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญที่จะเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ที่บอกได้เลยว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่ได้นำเชื้อโควิดมาแพร่ให้คนไทย และคนไทยก็ไม่ได้นำเชื้อโควิดไปแพร่ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุดเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางกลับจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ พบว่าเมื่อออกนอกประเทศไทยกลับสู่ประเทศต้นทาง ผลสรุปออกมาไม่มีใครเอาเชื้อโควิดไปจากประเทศไทยเลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งนี้คือเครดิตของประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าเรามีการระวังป้องกันตามมาตรการ DMHTT (แนวทางปฏิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ใช้ในการชะลอการระบาดของ โควิด-19) ที่เคร่งครัดและใช้ได้ผล แต่การที่คนไทยยังมีโอกาสติดโควิดกันอยู่ เพราะคนไทยอยู่กันแบบชุมชนเครือญาติ คือหากมีใครติดโควิดสักคนหนึ่งก็จะแพร่กระจายไปยังคนในครอบครัว และอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องทางศาสนาประเพณี ซึ่งบางครั้งก็เป็นเหตุสุดวิสัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ ย้ำถึงการคาดการณ์ของภาพรวมของการท่องเที่ยวประเทศไทยหลังจากนี้ว่า หากไม่มีเหตุการณ์อะไรอย่างที่มีแพทย์ออกมาพูดไว้ เช่นอาจจะมีโควิดรอบที่ 5 รอบที่ 6 ซึ่งผมคิดว่าหากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนถึง 70 เปอร์เซนต์ภายในสิ้นปีนี้ หลังกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเตรียมวัคซีนไว้แล้ว 150 ล้านโดสสำหรับปี 2565 ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วสำหรับการเปิดประเทศ เพราะวันนี้คนไทยเรียนรู้แล้วว่าโควิดคืออะไร&amp;nbsp; เช่นเดียวกับทุกคนในโลกที่รู้แล้วว่าโควิดเป็นอย่างไร ต่อไปโควิดก็จะกลายเป็นไข้หวัดประจำถิ่น เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่พวกเราก็ฉีดวัคซีนบ้างไม่ฉีดบ้าง เพราะทุกคนมีภูมิต้านทานแล้วมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปีหน้าจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา โดยจะกลับไปถึงจุดพีกสุดแบบปี 2562 ได้ในช่วงปี 2567 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สามปีต่อจากนี้คือปี 2565-2566-2567 เราก็ควรจะกลับไปสู่สภาวะเหมือนเมื่อตอนนั้น แต่รายได้จากการท่องเที่ยวมั่นใจว่าในปี 2566 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเท่ากับปี 2562 แต่ผู้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย&amp;nbsp; จำนวนอาจจะน้อยกว่าเดิม แต่รายได้จากการท่องเที่ยวจะมากกว่าเดิม ก็มั่นใจว่าในปี 2565 น่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของปี 2562 ส่วนปี 2566 ควรจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเท่ากับปี 2562 ส่วนปี 2567 ไทยอาจจะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเท่ากับปี 2562 แต่รายได้ควรจะทะลุ 20 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีไปแล้ว&amp;quot; รมว.การท่องเที่ยวฯ&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..................................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุ่มจ้าง &amp;#39;ลิซ่า แบล็กพิงก์&amp;#39; - &amp;#39;แอนเดรีย โบเซลลี&amp;#39; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคาต์ดาวน์เมืองไทย หวังสร้างแรงบันดาลใจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือจากคำประกาศของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการเตรียมเปิดประเทศ 1 พ.ย.แล้ว ก็ยังมีกรณีที่ตั้งแต่ 1 ธ.ค.จะให้มีการดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร เปิดสถานบันเทิงได้ เพื่อต้องการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและรองรับเทศกาลปีใหม่ ซึ่งทำให้การนับถอยหลังต่อจากนี้อีกประมาณสองเดือนครึ่ง ที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565&amp;nbsp; คึกคักขึ้นมาทันที &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจและถูกพูดถึงมากในเวลานี้ก็คือ กรณีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมร่วมกับบริษัทเอกชนติดต่อให้ ลิซ่า แบล็กพิงก์ หรือ&amp;nbsp; ลลิษา มโนบาล ศิลปินเคป๊อปสายเลือดไทยชื่อดังระดับโลก และ อันเดรอา โบเชลลี นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกที่พิการทางสายตา มาร่วมกิจกรรมเคาต์ดาวน์ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 ที่จังหวัดภูเก็ต ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณอย่างต่ำไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวมีการเปิดเผยจาก พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ว่าได้รับคำยืนยันจากเอเยนซีของศิลปินทั้งสองคนแล้วว่า พร้อมจะมาเปิดการแสดงและร่วมงานเคาต์ดาวน์ที่ประเทศไทยและภูเก็ตแน่นอน โดยได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ว่า กรณีของลิซ่า แบล็กพิงก์นั้น เป็นการให้เอเยนซีเป็นผู้ประสาน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ประสานเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ซึ่งข่าวและข้อมูลที่ส่งกลับมายืนยันว่า ลิซ่ามาแน่นอน มาเคาต์ดาวน์ที่จังหวัดภูเก็ต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวผมเองผมอยากให้แยกลิซ่ากับอันเดรอา โบเชลลี ไปแสดงอยู่ในสองสถานที่ แต่ไม่แน่ใจว่าทางเอเยนซีเขาจะยอมหรือไม่ ซึ่งตัวผมเองอยากให้ลิซ่า ไปร่วมกิจกรรมเคาต์ดาวน์ที่ภูเก็ต ส่วนอันเดรอา โบเชลลี ก็อยากให้เคาต์ดาวน์ที่กรุงเทพมหานครได้หรือไม่ เพราะกลุ่มผู้ฟังจะเป็นคนละกลุ่มกัน เราก็อยากเชิญเขามา ถ้าดีที่สุดสำหรับความคิดส่วนตัวของผม ก็อยากใช้สนามหลวงเป็นที่เปิดเวทีเลย โดยใช้ฉากหลังคือวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะอลังการ แล้วเราทำแสงสีเสียงให้สวยงาม เพราะกรุงเทพมหานครตอนนั้นเปิดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...มันจะเหมือนกับฟื้นฟูประเทศให้มีชีวิตชีวากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าทุกอย่างไปกระจุกอยู่ที่ภูเก็ตหมด ผมกลัวว่าภูเก็ตเองจะรับไม่ไหว อยากให้แชร์ไปที่จังหวัดอื่นบ้าง&amp;nbsp; แม้กระทั่งจริงๆ แล้ว ผมเองก็ยังมีความคิดและจะนำไปบอกกับนายกรัฐมนตรีว่า จะขอไปเปิดที่เชียงใหม่ได้หรือไม่ หรือในจังหวัดทางภาคอีสานที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง เช่น อุดรธานี&amp;nbsp; อุบลราชธานี หรือบุรีรัมย์ เพราะหากว่าสามารถเคาต์ดาวน์ได้ ก็ควรจัดให้ครบทุกภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างตัวผมเอง ผมเป็นคนหาดใหญ่ ผมก็อยากจะขอไปจัดที่หาดใหญ่บ้างได้หรือไม่ เพราะถึงตอนนั้นผมเชื่อว่าคนมาเลเซียจะสามารถเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้แล้ว เราก็หวังว่าวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ซึ่งจากนี้ไปจะมีการเจรจากันก่อนว่า จากนี้ไปให้มีการเดินทางข้ามระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียได้แล้ว เพราะถึงเวลานั้นเชื่อว่าจังหวัดสงขลาฉีดวัคซีนแล้วเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศมาเลเซียฉีดเกิน&amp;nbsp; 70 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้มีการเปิดพรมแดนเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันจะทำให้ประเทศเราคืนสู่สภาพเดิม คืนความเป็นชีวิตที่สดใส ซึ่งจริงๆ ผมว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั้งโลกก็มีความคิดเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามย้ำอีกรอบว่า จนถึงขณะนี้ยืนยันว่าลิซ่ามาเคาต์ดาวน์ที่ประเทศไทยแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ ตอบเสียงหนักแน่นว่า&amp;nbsp; &amp;quot;แน่นอนครับ ณ&amp;nbsp; ขณะนี้ยังไม่ได้ถูกปฏิเสธ เพราะเท่าที่ติดต่อตั้งแต่เมื่อ 14&amp;nbsp; ตุลาคม จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม ยังยืนยันอยู่ว่าเขามาชัวร์&amp;quot; โดยเขา (ลิซ่า) จะมาลงที่ภูเก็ต โดยอาจจะมาลงคู่กันกับ อันเดรอา โบเชลลี แต่ผมกำลังบอกว่าขอได้ไหม ขอแยกคุณทั้งสองคน ขอให้ไปจัดคนละที่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -อันเดรอา โบเชลลี ก็คอนเฟิร์มจะมาด้วยเช่นกัน?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามา เขาจะมาคู่กับลิซ่า แต่ถ้าไม่มาก็คือไม่มาเลย เขาแพ็กกัน อันนี้คือเอเยนซีแจ้งมา โดยเอเยนซีแจ้งมาล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 ตุลาคมว่าโอเค เขามาและมาแบบแพ็กคู่&amp;nbsp; ผมก็กำลังขอเจรจาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะแยกสถานที่ เราต้องการให้คุณทั้งสองคนไปจัดกันคนละสถานที่ เราต้องการสร้างให้เกิดความคึกคัก ให้มันเกิดขึ้นมาใหม่ในปีใหม่ 2565 นี้ให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -มีเสียงวิจารณ์เยอะเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการจ้างทั้งสองคนมาแสดงคอนเสิร์ตเคาต์ดาวน์ที่เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับตัวผมอาจคิดไม่เหมือนคนอื่น วิธีคิดของผมก็คือ&amp;nbsp; ตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นเพียงตัวเลขหนึ่ง แต่ถ้าเป็นตัวเลขเชิงนโยบาย เชิงความเชื่อถือ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งประเมินค่าไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมยกตัวอย่าง อย่างนักร้องลิซ่า แบล็กพิงก์ เขาเป็นเยาวชน เป็นไอดอลของเยาวชน เมื่อเขาเปิดการแสดงแล้วเขาพูดสักคำว่า เยาวชนคนไทย เรามีดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว&amp;nbsp; พยายามหาจุดลงตัวที่สุดของตัวเองแล้วเอามาใช้ โดยสำคัญที่สุดขอให้ ลด-ละ-เลิก ยาเสพติด ถ้าตรงนั้น ผมถามว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ ถ้าเราจะจ้างเขามาสัก 100-200 ล้านบาท&amp;nbsp; มูลค่า 100-200 ล้านบาท สำหรับเยาวชนเราที่ไม่เสพยาเสพติด มันประเมินค่าไม่ได้เลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน อันเดรอา โบเชลลี ที่เป็นศิลปินที่พิการทางสายตา ผมก็อยากจะนำเขามาเป็นต้นแบบให้กับคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม ก็จะบอกประกาศให้คนทั้งประเทศไทยรู้ว่า นักร้องระดับโลกแม้เขาจะพิการทางสายตา แต่เขายังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองดังระดับโลกได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นคนไทยที่มีปัญหาเรื่องของสุขภาพ เรื่องทางร่างกาย ทำไมพวกเราไม่เอาแรงบันดาลใจตรงนั้นมาสร้างความฮึกเหิมแล้วทำให้ได้อย่างเขา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เพราะฉะนั้นเช่นกัน การที่คุณจะจ่ายเงินไปหนึ่งร้อยล้านหรือสองร้อยล้านบาท แต่ถ้าคุณสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และฉุดให้คนที่อยู่ในอาการซึมเศร้าเพราะว่าเขาเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น เขาเกิดมาอวัยวะไม่ครบ 32 ถ้าเราสามารถสร้างและฉุดกระชากตรงนี้ออกมาได้ เราอาจเจอไข่มุกแบบลิซ่าอีกก็ได้ ซึ่งเราก็เห็นอยู่ตามถนนหนทาง ตามร้านอาหาร&amp;nbsp; ว่านักร้องที่สายตาพิการเดินร้องเพลงแล้วก็มีคนหยอดเงินให้กับเขา ซึ่งบางคนร้องเพลงดีมากๆ ทำไมเราไม่จุดประกายให้กับคนเหล่านี้ได้ต่อสู้ให้ลุกขึ้นมาสู้ และออกมาสร้างชื่อเสียง&amp;nbsp; โดยให้เอเยนซีหรือบริษัทต่างๆ ดันเขาให้ถึงจุดสุดยอดให้ได้&amp;nbsp; แล้วเราอาจได้อะไรดีๆ จากพวกเขาก็ได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่มีมูลค่าซึ่งผมคิดว่าประเมินค่าไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นผมไม่สนว่า ผมจะจ่ายเงินสองคนรวมกันแล้วสักร้อยสองร้อยสามร้อยล้านก็แล้วแต่ มีสื่อถามผมว่า จ่ายไปมันจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ผมบอกคุ้มหรือไม่คุ้ม ผมไม่ได้สนใจ แต่ผมคิดว่ามันเป็นความคุ้มค่าทางจิตใจสำหรับคนสายตาพิการ และในการปลุกกระแสเยาวชนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณไปกับการแก้ปัญหายาเสพติดไปปีละเท่าไหร่ และที่ผ่านมาแต่ละปียาเสพติดที่ลักลอบเข้ามาขายในประเทศไทย และกอบโกยเงินไปจากประเทศไทยปีละเป็นหมื่นๆ ล้านบาท เงินร้อยสองร้อยล้านบาทอย่าไปสนใจมันเลย ถ้าเราสามารถนำเขามาเป็นต้นแบบ แล้วทำให้เยาวชนเราลดละเลิกเรื่องยาเสพติดได้ นี้คือวิธีคิดของผม ผมไม่สนว่าใครจะคอมเมนต์อย่างไร ให้ผมไปเปิดเวทีแถลงข่าวเรื่องนี้ ผมก็จะพูดแบบที่ให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ว่าสิ่งที่ผมคิดคือแบบนี้ ผมกล้าลงทุนเพราะแบบนี้ ทำไมล่ะ เรามีโอกาสแล้ว&amp;nbsp; เยาวชนของเราดังระดับโลกแบบนี้ แต่คนจะดรามายังไงก็เรื่องของเขา. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119939</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิพัฒน์-รมว.การท่องเที่ยวฯ  พร้อมแล้วเปิดประเทศ 1 พ.ย.  &#039;ลิซ่า&#039; มาแน่ ค่าตัวคุ้ม-ไม่คุ้ม?, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211016/image_big_616af94142860.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากอดีตทูต สู่ประธาน กสม.  เร่งสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดปัจจุบัน ที่มี นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ เป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ 25 พ.ค.2564 และต่อมา กสม.ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเมื่อ 31 พ.ค.2564 โดยนับถึงตอนนี้ กสม.ที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วร่วม 4 เดือน ท่ามกลางการจับตามองของหลายฝ่ายไม่น้อย โดยเฉพาะท่าทีของ กสม.ต่อประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ค่อนข้างอ่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การเคลื่อนไหว-การชุมนุมทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้จากหลัง กสม.ส่งตัวแทนลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์การชุมนุมทางการเมืองของเครือข่ายกลุ่มเยาวชนปลดแอก และกลุ่ม REDEM บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2564 และต่อมาวันที่ 9 ส.ค.2564 กสม.ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การสังเกตการณ์การชุมนุม 7 สิงหาคม 2564 ที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาจากหลายฝ่ายถึงท่าทีดังกล่าวของ กสม.พอสมควร เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างการสัมภาษณ์พิเศษ นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มามากมาย อาทิ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และตำแหน่งสุดท้ายคือ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เราได้ถามถึงข้อเสนอการหาทางออกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง รวมถึงความคืบหน้าการเตรียมออกรายงานการตรวจสอบการชุมนุมทางการเมืองของ กสม. ซึ่งที่ผ่านมาเวลา กสม.ชุดก่อนหน้านี้ออกรายงานลักษณะดังกล่าวมักจะมีเสียงวิจารณ์ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยตามมาทุกครั้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ลำดับแรก นางสาวพรประไพ-ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการทำงานของ กสม.ในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 4 เดือนว่า กสม.ชุดปัจจุบันมีที่มาหลากหลาย มีทั้งอดีตข้าราชการประจำ อดีตสื่อมวลชน-นักวิชาการ-นักกฎหมายและตัวแทนจากภาคประชาสังคม ทำให้การทำงานของ กสม.มีความสมดุล เพราะมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้านที่มีองค์ความรู้หลากหลาย ซึ่ง กสม.ทุกคนต่างก็มี passion อยากทำงานเพื่อประชาชน ขณะเดียวกันก็พบว่า หลัง กสม.ชุดนี้เข้ามา หลายภาคส่วนก็คาดหวังและมีเสียงสะท้อนที่จะให้ กสม.ผลักดันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้น จึงยิ่งทำให้ กสม.ทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธาน กสม. กล่าวต่อไปว่า นโยบายหลักของ กสม.ชุดที่ 4 ที่วางไว้เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของ กสม.จะเน้นใน 5 แนวทางหลักๆ คือ 1.ความรวดเร็ว เป็นธรรมในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะความล่าช้าในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็เหมือนการละเมิดในที หากล่าช้าไปก็ช่วยใครไม่ได้ เราจึงเน้นความรวดเร็วในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ส่งเสริมวัฒนธรรมในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะที่ผ่านมาคนมักจะพูดถึงสิทธิของตนเอง โดยอาจลืมไปว่าก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย เมื่อเราต้องการให้คนอื่นเคารพสิทธิเรา เราก็ต้องเคารพสิทธิของคนอื่นด้วย กสม.ก็อยากส่งเสริมวัฒนธรรมให้คนในสังคมให้ความสำคัญเรื่องสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ต้องสร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนมีหลายส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาสังคม-ภาควิชาการ-สื่อมวลชน-ภาครัฐ-ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ จึงต้องสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการให้มีความร่วมมือกันของเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ 4.ทำให้ กสม.ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล เพราะหากเขาไม่เชื่อมั่นใน กสม.จะทำให้การขับเคลื่อน-การผลักดันประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนอาจไม่มีน้ำหนัก หรือไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ 5.เร่งพัฒนาองค์กร กสม.ให้มีสมรรถนะสูง เช่น การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการดำเนินงานเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบในเชิงโครงสร้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....แนวทางนโยบายทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือว่า กสม.ได้ดำเนินการไปแล้วหลายเรื่องที่เริ่มเห็นผล อย่างเช่น เมื่อ กสม.เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใหม่ๆ ช่วงนั้นโควิดระบาดหนักในเรือนจำต่างๆ ทำให้มีผู้ต้องขังติดโควิดจำนวนมาก ทาง กสม.ลงพื้นที่ไปเรือนจำต่างๆ เพื่อดูว่ากรมราชทัณฑ์จัดการป้องกันการติดเชื้อโควิดและการดูแลรักษาผู้ต้องขังที่ติดโควิด อย่างไร ทำให้ทราบข้อมูลที่กรมราชทัณท์ได้แก้ปัญหาดังกล่าว หรือการที่ กสม.ไปพบพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีตำรวจถูกร้องเรียนมายัง กสม.ค่อนข้างมาก จึงมีการพูดคุยกับ ผบ.ตร.ถึงแนวทางหากมีคนมาร้องเรียน กสม.แล้ว กระบวนการต่อไปจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาโดยเร็ว ซึ่งข้อร้องเรียนก็มีหลายประเด็น เช่น กรณี &amp;quot;ห้องขังในสถานีตำรวจ&amp;quot; โดยเฉพาะกลุ่ม LGBT ที่ถูกเรียกมาสอบสวนหรือตั้งข้อหา จะมีการละเมิดเขาหรือไม่ หรือเรื่องการมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร โดยที่บางคนคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด แต่ถูกใส่ชื่อในทะเบียนประวัติอาชญากร หรือคดีมีการสะสางแล้ว แต่ยังมีชื่ออยู่ ซึ่งการพูดคุยกันระหว่าง กสม.กับ ผบ.ตร.ก็เห็นร่วมกันว่าต่อไปจะมีการประสานกันในลักษณะ contract person เพื่อช่วยให้การดูแล ช่วยเหลือและตรวจสอบการละเมิดสิทธิ ได้รับผลที่ชัดเจนและรวดเร็ว หรือการไปร่วมหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพูดคุยปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ปัญหาสิทธิในที่ดินในพื้นที่ป่ากระจาน เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...กสม.ทำงานอย่างสมดุล รอบด้าน เราคุยกับทุกภาคส่วน กสม.ทุกคนมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยตั้งใจทำงานอย่างสุจริตเที่ยงธรรม ภายใต้ขอบเขตอำนาจและภารกิจของ กสม. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ในอดีตกฎหมายเคยให้อำนาจ กสม.ในการไกล่เกลี่ย แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตัดอำนาจเรื่องการไกล่เกลี่ยออกไป โดย กสม.สามารถทำได้ในแง่ของการเป็นผู้ประสานให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องมานั่งคุยและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งหาก กสม.มีอำนาจไกลเกลี่ย ก็จะมีผลทำให้มีสภาพบังคับให้มีการตกลงกัน ทำให้ผลการไกล่เกลี่ยเดินหน้าต่อไปได้เพราะมีกฎหมายรองรับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมา กสม.ได้ทำหน้าที่ในส่วนนี้อย่างแข็งขันจนหลายเรื่องมีข้อยุติร่วมกัน แต่หาก กสม.มีอำนาจไกล่เกลี่ย ก็จะทำให้เรามีอำนาจในการผลักดันให้การไกล่เกลี่ยมีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยในส่วนนี้ก็จะผลักดันต่อไปเพื่อให้การทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของ กสม.มีผลที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงว่า ที่ผ่านมาทำงานมา 4 เดือน กสม.เจอปัญหาและข้อจำกัดในการทำงานอย่างไร และหากมีโอกาสคิดว่าควรทำอย่างไรเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว ประธานกสม. กล่าวตอบว่า การทำงาน กสม.ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ จากภาคประชาสังคมและภาครัฐด้วยดี นอกจากนี้ ในส่วนของการชุมนุมทางการเมือง กสม.ก็ได้รับการร้องขอจากพ่อแม่ของผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมเพื่อให้นำตัวลูกไปรักษาโควิดนอกเรือนจำ ซึ่ง กสม.ก็ได้รับความร่วมมือจากกรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลด้วยดี ทั้งนี้ เห็นว่าประเด็นเรื่องการชุมนุมทางการเมืองเป็นประเด็นที่ซับซ้อนอ่อนไหว ซึ่งจะต้องมีการพยายามให้มีพื้นที่ในการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ข้อจำกัดดังกล่าวอาจปลดล็อกด้วยการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้มีการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ กสม.กำลังดำเนินการอยู่ภายใน ที่จะมีการนำเสนอให้รัฐบาลนำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ กสม.มีอำนาจในการไกล่เกลี่ยได้ โดยเฉพาะการเสนอแก้ไขในมาตรา 26 (4) ที่บัญญัติว่า ให้ กสม.ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบางฝ่ายมองว่าอาจทำให้ กสม.ทำหน้าที่โดยไม่มีความเป็นอิสระ และอาจยังไม่เป็นตามมาตรฐานสากล คณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub- Committee on Accreditation) หรือ SCA ในเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ปรับลดระดับ กสม.ไทย จาก A เป็น B โดยเสนอแนะให้ กสม.ปรับแก้มาตราดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้ กสม.ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรี (วิษณุ เครืองาม) ด้วยแล้ว สำนักงาน กสม.จะเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ดังกล่าวไปยังรัฐบาลภายในเดือนนี้ และหวังว่าในการประชุมรัฐสภาสมัยหน้าสามารถนำร่างฯ เข้าสู่การพิจารณาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ท่าที-ข้อเสนอแนะกสม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กับการชุมนุมทางการเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงเรื่อง การชุมนุมทางการเมืองกับบทบาทของ กสม. ทาง นางสาวพรประไพ-ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ทาง กสม.ได้ส่งตัวแทนไปลงพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของเจ้าหน้าที่และร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม เพื่อดูว่าการชุมนุมมีความรุนแรงหรือไม่ และการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศและหลักการต่างๆ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าการลงพื้นที่และการมีความเห็นของ กสม.ต่อการชุมนุมทางการเมือง ก็ถูกจับตามองจากทุกฝ่ายว่า กสม.มีความเป็นกลางหรือไม่ โดยที่ผ่านมาได้มีผู้มาร้องเรียนต่อ กสม.หลายกลุ่มในเรื่องการชุมนุมทางการเมือง กสม.จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาติดตามตรวจสอบการชุมนุมทางการเมืองอย่างรอบด้าน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.ย.2564 ที่ผ่านมา ทางคณะทำงานของ กสม.ได้เชิญผู้บริหารและผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาร่วมชี้แจงถึงแนวทางการควบคุมดูแลการชุมนุมที่บริเวณแยกดินแดง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อีกทั้งก่อนหน้านี้ กสม.ได้รับฟังข้อมูลจากกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมรวมถึงตัวแทนจาก กสม.ก็ลงพื้นที่ไปร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมที่แยกดินแดง 4-5 ครั้ง เพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยมีการไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่รอบๆ การชุมนุม รวมถึงการพูดคุยกับสื่อมวลชนที่ทำข่าวในพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ กสม.ก็ยังไปเยี่ยมและรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายทั้งตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถูกยิงนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ และเยาวชนอายุ 15 ปีที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงและรักษาตัวที่ รพ.ราชวิถี โดย กสม.ที่ไปเยี่ยมได้เล่าว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พ่อแม่ของผู้ป่วยทั้งสองคนที่ไม่ได้รู้จักกันเลย ต้องมาเสียใจและเป็นทุกข์กับลูกที่นอนป่วยอาการสาหัสในโรงพยาบาล ตามหลักของรัฐธรรมนูญ การชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำในลักษณะที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตกับทุกฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ดูแล้วการชุมนุมทางการเมืองคงเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ เป็นระยะ ในฐานะเป็น กสม. มีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าและมีความรุนแรงเกิดขึ้น?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรหาพื้นที่ให้ทุกคนได้มาร่วมพูดคุยกัน โดยระยะแรก การจะให้ทุกฝ่ายมาร่วมพูดคุยพร้อมกันหมด อาจจะยังทำไม่ได้ อาจเริ่มจากการหาบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นกลางที่ได้รับความไว้วางใจจากแต่ละฝ่ายและจัดพื้นที่ให้เกิดการรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีความชัดเจนของท่าทีและพร้อมที่จะรับฟังซึ่งกันและกันก็สามารถจะจัดเวทีหารือร่วมกันได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบัน กสม.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นอย่างรอบด้าน และหวังว่าในที่สุดจะสามารถนำไปสู่การมีพื้นที่พูดคุยกันได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามถึงบทบาทของ กสม.เวลามีแถลงการณ์หรือมีรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงการชุมนุมทางการเมือง ก็จะมีฝั่งที่พอใจและไม่พอใจ รู้สึกกดดันหรือไม่ในฐานะที่อยู่ตรงกลาง ประธาน กสม. กล่าวตอบว่า แน่นอนว่าการทำงานที่จะทำให้ถูกใจทุกฝ่ายเป็นเรื่องยาก แต่เราต้องมีหลักการทำงานที่ชัดเจนคือ มีความสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นอิสระ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนของกันและกัน ที่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจทำให้เกิดความไม่พึงใจไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง แต่ก็ต้องยึดประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นหลัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -เรื่องการออกรายงานของ กสม.ในการตรวจสอบการชุมนุมทางการเมืองจะออกมาเมื่อใด และที่ผ่านมาในอดีต เวลา กสม.ทำรายงานลักษณะเช่นนี้ ก็มักจะมีกระสุนตกใส่ กสม.อย่างหนัก อย่างเช่นตอน กสม.ออกรายงานการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2553? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในกระบวนการจัดทำรายงานการตรวจสอบการชุมนุมทางการเมือง เพราะกระบวนการทำงานของ กสม.ได้รับเรื่องนี้ไว้ เป็นเรื่องที่ กสม.ต้องตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบ เราต้องมีรายงานออกมา ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายภาครัฐ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ดูแลเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และผู้ชุมนุม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อได้ข้อมูลรอบด้านแล้ว กสม.จะมีการทำรายงานการตรวจสอบการชุมนุมทางการเมืองออกมา และหวังว่าจะสะท้อนข้อเท็จจริงทุกอย่าง อย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยในรายงานการตรวจสอบ กสม.ก็จะมีข้อเสนอแนะด้วย ที่หวังว่าจะเป็นข้อเสนอแนะที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย และสามารถนำไปปฏิบัติได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ข้อเสนอแนะ กสม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังกล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นชอบวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ไปเมื่อ 16 ก.ย.2564 ว่า ที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมาน-การอุ้มหาย มายัง กสม.ค่อนข้างเยอะพอสมควร โดยพบว่ากลไกด้านกฎหมายในการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนลักษณะดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ที่จะทำให้ได้พยานหลักฐานอย่างครบถ้วน แต่หากในอนาคตเมื่อมีการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย ก็จะช่วยกำกับการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ให้มีการ ซ้อมทรมาน หรือทำสิ่งที่เกินขอบเขต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ประธาน กสม. กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ กสม.ได้ส่งหนังสือไปยังประธานรัฐสภา แจ้งข้อเสนอแนะต่อการยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ก็หวังว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่สภาตั้งขึ้นมาอาจนำไปพิจารณาประกอบ โดยข้อเสนอแนะที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการซ้อมทรมาน เช่น ฐานความผิดที่ทำให้บุคคลสูญหาย ต้องเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ หรือ ควรกำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาในการจับกุม การควบคุมตัว การสอบสวน สถานที่กักขัง เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....การมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย จะทำให้การสืบสวนสอบสวนของตำรวจต่อจากนี้จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นหลังกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ มองว่าน่าจะทำให้ข้อร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนลดน้อยลง เพราะเมื่อทุกคนเห็นข่าวอดีต ผกก.ที่นครสวรรค์ที่ซ้อมทรมานผู้ต้องหา หลายฝ่ายก็ไม่ต้องการให้เรื่องลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ &amp;ldquo;กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;rdquo; ชุดปัจจุบัน เป็น กสม.ชุดที่สี่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของ กสม.บางชุด บางคน ก็ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามไม่น้อย&amp;nbsp; เราเลยถามปิดท้ายว่า การทำงานของ กสม.ที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งถึงเจ็ดปี อยากให้สังคมจดจำ กสม.ชุดปัจจุบันอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวพรประไพ-ประธาน กสม. ให้คำตอบกลับมาว่า อยากให้ กสม.ชุดปัจจุบัน ทำงานในด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถเสริมสร้างวัฒนธรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างรอบด้าน เพราะหากทุกคนมีความเข้าใจในเรื่องสิทธิของตนเองและสิทธิของผู้อื่น ปัญหาเรื่องต่างๆ ก็จะได้รับการแก้ไขเพราะทุกคนรู้ว่า เรื่องใดควรทำหรือไม่ควรทำ โดยเฉพาะถ้าทุกคนเคารพสิทธิของกันและกัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการยอมรับเรื่องความแตกต่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;อยากให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ทันสมัย สามารถตอบสนองประเด็นปัญหาต่างๆ ด้านสิทธิมนุษยชนที่มีการร้องเข้ามายัง กสม.ได้อย่างรวดเร็ว และแก้ปัญหาได้อย่างครบถ้วน ทันเวลา เพราะหากทุกคนในสังคมมีความเข้าใจในวัฒนธรรมเรื่องสิทธิมนุษยชน เข้าใจในสิทธิของตนเองและสิทธิของผู้อื่น คิดว่าจะทำให้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยลดน้อยลง เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายเรื่องเกิดจากทัศนคติ แม้กระทั่งเรื่องการละเมิดสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การบุกรุกที่ดิน หรือกรณีปัญหาเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ล้วนเกี่ยวกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น หากคนในสังคมเข้าใจและเคารพในสิทธิของตนเองและสิทธิของผู้อื่น ประเทศชาติโดยรวมก็จะดีขึ้น&amp;quot; ประธาน กสม.กล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...........................................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กสม.ตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันหลังปฏิบัติมาได้ประมาณสี่เดือน กสม.ชุดปัจจุบันก็ได้เริ่มจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อรายงานการทำงานของ กสม. โดยเริ่มไปครั้งแรกเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 23 กันยายน 2564 ซึ่งสอง กสม.คือ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 1/2564 ในสองประเด็นคือ 1.ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19และ 2.การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเรื่อง การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี นับว่าน่าสนใจไม่น้อยที่องค์กรสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญอย่าง กสม. หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาและมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานรัฐ โดยท่าทีดังกล่าวของ กสม.มีรายละเอียดดังนี้ ผลการติดตามการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรื่อง การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการสมัครงานกับบริษัทเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; .....กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้อง 6 ราย นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560-สิงหาคม 2561 ในกรณีปัญหาเกี่ยวกับการที่บริษัทเอกชน จำนวน 6 แห่ง ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับธุรกิจยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ ก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ประกันภัย และโรงแรม ได้ให้ผู้สมัครงานตรวจสุขภาพและตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงาน ซึ่งการกำหนดให้การตรวจเชื้อเอชไอวีเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน เป็นการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยอาศัยเหตุแห่งสถานภาพทางสาธารณสุขอันถือเป็นสถานภาพอย่างอื่น (other status) การกระทำของบริษัทผู้ถูกร้อง จึงเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี โดยได้มีข้อเสนอแนะให้บริษัทพิจารณายกเลิกเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงานในทุกตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....กสม.ได้ติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเดือนกันยายน 2564 ได้รับแจ้งจากผู้ถูกร้องครบทั้ง 5 ราย ว่าได้ยกเลิกเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อเอชไอวีก่อนรับเข้าทำงานในทุกตำแหน่ง อันเป็นการขจัดอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิในการประกอบอาชีพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่อีกรายได้ย้ำกับบริษัทที่เป็นผู้ดำเนินการคัดกรองผู้สมัครงานถึงนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้สมัครที่ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย กสม. ยังระบุอีกว่า การเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี กรณีกล่าวอ้างว่า กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..... กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 กรณีทายาทของข้าราชการตำรวจรายนึง (นาย ส.) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้สมัครและเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่ไม่ผ่านการตรวจร่างกายตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 และถูกปฏิเสธการบรรจุแต่งตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการให้มีการตรวจเชื้อเอชไอวีโดยเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจ และนำผลการตรวจไปเป็นเหตุในการปฏิเสธไม่บรรจุแต่งตั้งนาย ส. เป็นข้าราชการตำรวจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อนาย ส. โดยเหตุที่เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี อันเป็นการอาศัยเหตุแห่งสถานภาพอย่างอื่น และเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนาย ส. เอกสารแถลงข่าวของ กสม.อย่างเป็นทางการระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....ทั้งนี้ กสม.ได้มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาบรรจุแต่งตั้งนาย ส. เป็นข้าราชการตำรวจ เพื่อไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับเป็นการทั่วไปนั้น แต่เนื่องจากเรื่องนี้มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือเป็นเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงเห็นสมควรยุติการติดตามผลดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และย้ำตอนท้ายว่า สำหรับกรณี กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 และบัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ห้ามรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นข้าราชการตำรวจนั้น กสม.จะได้หารือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และเครือข่ายกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ ถึงแนวทางในการดำเนินการต่อไป และจะได้หารือถึงความร่วมมือในการสนับสนุนให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เพื่อลดปัญหาการเลือกปฏิบัติและเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชากรกลุ่มเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติทั้งหลาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117828</URL_LINK>
                <HASHTAG>จากอดีตทูต สู่ประธาน กสม.  เร่งสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614f119a51e16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขบวนการคนมีสีร่วมอุ้มหาย  วัฒนธรรม&quot;ถุงดำ&quot;ทรมานจนได้ดี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้มีการออกกฎหมาย ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนเมื่อเร็วๆ หลังเกิดคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผกก.โจ้ อดีตผู้กำกับการ สภ.เมืองนครสวรรค์ และพวกร่วมกันซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต ทำให้กระแสเรียกร้องให้เร่งออกกฎหมายป้องกันการอุ้มหาย-ซ้อมทรมานดังขึ้นอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวค้างการพิจารณาในชั้นฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติมาเนิ่นนาน โดยล่าสุดที่ประชุมสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระแรก ที่มีการเสนอเข้าสภารวมด้วยกัน 4 ร่าง เช่น ร่างของคณะรัฐมนตรี-ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น และหลังจากนี้จะมีการพิจารณาอีกสองวาระในชั้นสภา ซึ่งหากสภาเห็นชอบ จากนั้นจะเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม-นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน-อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนในสภาทนายความ ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนให้มีการออก กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ มาบังคับใช้ในประเทศไทย โดยเคยเสนอต้นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปให้ทางสภาพิจารณาด้วยก่อนหน้านี้ กล่าวถึงปัญหาเรื่องการอุ้มหาย ซ้อมทรมานในประเทศไทยตั้งแต่อดีต จนถึงคดีอดีต ผกก.โจ้ รวมถึงเส้นทางกฎหมายป้องกันและเอาผิดการอุ้มหาย ซ้อมทรมานไว้ว่า การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทั่วโลกมีการบังคับใช้กฎหมายลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว จนตอนนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะกฎหมายอาญาที่ใช้กันอยู่จะเน้นเรื่อง การทำร้ายร่างกาย โดยดูจากเช่น บาดแผลของผู้ถูกทำร้าย แต่หากเป็น การทรมาน มันไม่มีบาดแผล ซึ่งการทรมานเป็นเรื่องร้ายแรงกว่า เพราะการถูกทำร้ายร่างกายไม่กี่วันก็หาย แต่การทรมานเป็นบาดแผลทางจิตใจ บางทีตลอดชีวิต ที่ส่งผลกระทบถึงครอบครัว สังคม และอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายลงโทษคนที่กระทำการลักษณะดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ การอุ้มคนให้หายไป ที่ส่วนใหญ่ความผิดตามกฎหมายโดยทั่วไปก็คือการ ฆาตกรรม ที่ต้องมีร่างกายของคนที่ถูกฆาตกรรมจริง เห็นชิ้นส่วน แต่หากเป็นการหายไปก็จะเริ่มต้นด้วยการบอกว่าเป็นคนหายแล้วก็เริ่มค้นหา ซึ่งโดยทั่วไปการไปหาคนที่กระทำให้คนหายก็มักจะไม่ค่อยหากัน เพราะไปเชื่อว่าคนที่หายเขาหายไปเอง มันก็มีลักษณะแบบนี้เรื่อยๆ ทั้งที่เรื่องการอุ้มหาย-การทรมาน มันเป็นการกระทำที่พฤติการณ์ร้ายแรงกว่าการทำผิดกฎหมายอาญาปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ....เช่น คนที่ไปอุ้มคนเพื่อทำให้คนหายจะมีการกระทำในลักษณะ มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ โกรธเคืองแล้วมาทำกัน และมีการดำเนินการที่เป็นกลุ่มคนร่วมกัน ไม่ได้ทำคนเดียว และคนที่ทำได้รับการฝึกมา เช่น ฝึกมาให้ทำร้ายร่างกายคน ฝึกให้ใช้อาวุธ และคนที่ทำก็มีอาวุธ มีการใช้อาวุธสงคราม มีเครื่องแบบ ที่ก็คือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในฝ่ายดูแลความมั่นคง และมีการสั่งการ มีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการ จะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ต้องทำ มีการแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งคอยมัด อีกคนอาจคอยดูต้นทาง และเมื่ออุ้มคนไปแล้วก็นำตัวไปไว้ในพื้นที่ปิด ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้เลย เช่น พื้นที่โรงพักของตำรวจ พื้นที่กองทัพ หรืออุทยานแห่งชาติ และเมื่อมีการทำจะพบว่าจะเลือกทำในจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือหากมีกล้องก็จะเสียหรือหาย เกือบทุกเคส จะไม่มีพยานหลักฐานและรูปแบบการทำ ก็จะไม่พบร่องรอยทางด้านร่างกาย เช่น คลุมถุงดำ โดยไม่ได้คลุมชั้นเดียว แต่คลุมหลายชั้นเพื่อไม่ให้มองเห็นคนที่เกี่ยวข้องกับการไปอุ้ม โดยมีการนำตัวไปไว้ในห้องปิด ไม่มีแสง เพื่อให้คนที่ถูกอุ้มรับหรือพูดอะไรบางสิ่งหรือทรมานเพื่อหวังผลบางอย่าง ซึ่งการกระทำแบบนี้ถือว่าเลวร้ายกว่าการทำร้ายร่างกายปกติทั่วไป หรือการฆ่าปกติ พอหากเป็นเหตุฆาตกรรม ญาติผู้เสียชีวิตยังนำร่างไปทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ แต่กรณีคนโดนอุ้มหาย ญาติทำอะไรไม่ได้เลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า หลายประเทศทั่วโลกก็เห็นปัญหาอุ้มหาย-ทรมานตรงกัน จึงมีการผลักดันรณรงค์เรื่องนี้กันมาก จนออกเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ที่รับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยก็ไปลงนามและร่วมเป็นภาคีสมาชิก (อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี-United Nations Convention against Torture: UNCAT)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือต้องมีการออกกฎหมายมารองรับเรื่องเหล่านี้ เพราะปัจจุบันเรายังไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง โดยกระบวนการก็เกิดขึ้นจากนั้นมาตามลำดับ มีการมอบให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ไปศึกษาและยกร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายขึ้นมา ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็ให้อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกร่างขึ้นมา ผมเองก็ได้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับแรกด้วย จนต่อมานำเสนอต่อที่ประชุม ครม.สมัยรัฐบาล คสช. และส่งไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เห็นชอบออกเป็นกฎหมายประมาณปี 2560 แต่สุดท้าย สนช.ก็พิจารณาร่างฯ ไม่ทัน เพราะหมดวาระไปก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเลือกตั้ง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการซ้อมทรมานฯ ไปให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบ แต่ปรากฏว่า แม้จะผ่าน ครม.แล้ว แต่เรื่องยังล่าช้า ทางเครือข่ายภาคประชาชน นำโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมที่มีผมเป็นประธาน จึงยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายฉบับภาคประชาชน และนำร่างไปเสนอให้พรรคการเมือง-ส.ส.พิจารณา ที่พรรคการเมืองต่างๆ ก็นำร่างดังกล่าวไปปรับแก้ไขรายละเอียดในแต่ละพรรค จนมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและทำให้บุคคลสูญหายฯ ที่ถูกเสนอเข้าสภา ที่มาเข้ากับสถานการณ์คดีอดีต ผกก.โจ้ที่นครสวรรค์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วัฒนธรรม &amp;quot;ถุงดำ&amp;quot; ซ้อมทรมานจนได้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม-ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ที่ทำเรื่องการอุ้มหายมาแล้วหลายคดี ย้ำว่า เรื่องเหล่านี้ (ทรมาน-อุ้มหาย) เกิดขึ้นมานานแล้ว โดย ถุงดำ ก็เป็นที่รู้กันสำหรับคนที่เกี่ยวข้องว่ามีการกระทำแบบนี้ มีการสอนกันมาด้วย เช่น ในสายตำรวจ จะสอนกันเลยว่าต้องทำยังไง เพราะถุงดำจะไม่เห็นร่องรอยต่างๆ และคนที่ถูกถุงดำคลุมจะไม่เห็นโลกภายนอก จะมีผลทำให้รู้สึกกดดัน โดยการใส่ถุงดำคลุมไม่ได้ใส่แค่ชั้นเดียว แต่มีการทยอยใส่ บางคนก็โดนไปหลายใบ วิธีการใช้ถุงดำคลุมหัวถูกสอนและใช้กันมาตลอด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เพียงแต่กรณีของอดีต ผกก.โจ้ที่นครสวรรค์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีคลิปออกมา มีหลักฐานชัดเจน เห็นกันจะจะ ว่ามีการครอบถุงดำเข้าไปยังไง มีการใส่ถุงดำเพิ่มเข้าไปยังไง จนคนที่เสียชีวิตล้มลงไปอย่างไร จึงทำให้สังคมตื่นตัว จากก่อนหน้านี้ก็จะเป็นลักษณะ ได้ยินเขาว่า มาสู่การเห็นกับตา ทำให้เกิดกระแสสังคมว่าควรจะต้องมีการแก้ปัญหานี้ให้จริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมามีหลายกรณีอย่างที่ผมเคยเข้าไปช่วยเหลือในฐานะกรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความ และในนามมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเวลาเข้าไปช่วยเหลือคนที่ถูกอุ้ม-ทรมาน ก็จะถูกตำรวจ-อัยการ หรือแม้กระทั่งศาลก็จะบอกว่า ไม่มีหลักฐาน ไม่มีการกระทำเรื่องเหล่านี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างกรณีนักโทษ-ผู้ต้องหาชาวเมียนมาสองคนถูกตั้งข้อหาฆ่านักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่เกาะเต่า ทางคนของสภาทนายความไป เขาก็บอกว่าถูกซ้อมทรมาน ถูกจับไปนั่งในห้องมืด โดนคลุมหัว ใส่ถุงดำ โดนจับซ้อม เรื่องแบบนี้หากคนไม่ได้โดนกระทำ ไม่มีทางเล่าได้ ลองหากไปถามคนทั่วไปที่ไม่เคยโดน หากเขาแต่งเรื่องขึ้นมา หากเราซัก เราจะรู้ได้เลยว่าเขาแต่งเรื่องโกหก เราก็ยกเรื่องนี้ไปบอกอัยการว่าให้สอบปากคำให้ดีๆ แต่เขาบอกว่าไม่มีหลักฐาน มีการตรวจร่างกายแล้วไม่เห็นมีการซ้อมทรมาน จนสุดท้ายผู้ต้องหาถูกศาลตัดสินประหารชีวิตโดยเรื่องการถูกซ้อมทรมานไม่มีการถูกพูดถึงเลย และยังมีเคสแบบนี้อีกมาก คนที่ทำเรื่องเหล่านี้ที่เป็นเจ้าหน้าที่จะมีความเชี่ยวชาญและทำซ้ำๆ กัน เพราะเมื่อทำแล้วไม่โดนอะไร ไม่ถูกดำเนินคดี เขาก็จะทำอีก พอไม่ถูกลงโทษแล้วยังมีผลงาน ได้เงิน ก็เลยเป็นวัฒนธรรมในการทำเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ตำรวจ-ทหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...จะพบว่าแต่ละเคส คนที่ทำไม่ได้ทำครั้งแรก อย่างกรณีอดีต ผกก.โจ้ ก็เริ่มมีคนร้องออกมาแล้วว่า กลุ่มนี้เคยทำมาแล้ว เคยมีการเรียกรับเงินแบบนี้มาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำครั้งแรก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายได้แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -สาเหตุที่ทำให้การออกกฎหมายล่าช้าเป็นเพราะฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ พวกเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ไม่สนับสนุนให้ออกกฎหมายลักษณะนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมว่ามีสาเหตุมาจาก 2-3 เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เช่น ประเทศไทยเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แม้ต่อให้มีกฎหมาย แต่ก็มีปัญหาการบังคับใช้ จนขึ้นชื่อเลยว่าตำรวจบ้านเราเป็นยังไง คนมีเงินมีอิทธิพลก็จะไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย หากไปกระทำความผิด มีเรื่องของการรีดไถ บ้านเราขึ้นชื่อเรื่องเหล่านี้ ทำให้มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงในประเทศเรา พอมีเรื่องแบบนี้ก็เลยเป็นการดึงไม่อยากให้มีกฎหมายลักษณะนี้ออกมา เมื่อการกระทำเหล่านี้ทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การจะออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่จะไปตรวจสอบปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐก็เลยถูกดึงไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งประเทศไทยเราเป็นรัฐที่มีทหาร-ตำรวจที่มีอำนาจมาก ซึ่งประเทศอื่นไม่มากขนาดนี้ ทำให้กลุ่มทหาร ตำรวจ ก็ไม่ค่อยสนับสนุนกฎหมายแบบนี้ เพราะสองกลุ่มนี้มีบทบาทสูงในแง่ของการเป็นรัฐบาล เห็นได้จากเข้าไปเป็น สนช. (ยุค คสช.) และ ส.ว. เลยทำให้การออกกฎหมายฉบับนี้เลยมีความล่าช้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ปัญหาอุ้มหาย ซ้อมทรมาน ถูกพูดถึงในประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ในอดีตกับหลายกรณี เช่น หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา อดีตผู้นำทางศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปาตานี คดี ชลอ เกิดเทศ เรื่องเพชรซาอุฯ คดีบิลลี่ รักจงเจริญ หรือกรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร แต่พบว่าส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยเอาผิดคนที่ทำได้ ยกเว้นแค่บางเคส เช่น คดีชลอ เกิดเทศ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอคนทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีบทบาทและอำนาจสูง พอมีลูกน้องมาทำ ก็ใช้เรื่องเหล่านี้แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง ทั้งทำเพื่อเรียกเงิน สร้างผลงาน และกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่เห็นแตกต่างกันทางการเมือง เลยใช้กระบวนการนี้เข้ามาจัดการ บ้านเราก็มีกระบวนการทำผิดแบบนี้เรื่อยๆ แต่ก็ไม่เคยหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ เว้นแต่การซ้อมทรมานที่ไม่ใช่คดีใหญ่ โดยบางเรื่องที่หาตัวผู้กระทำผิดได้ ก็เป็นเพราะทำผิดมากเกินไป เช่น เคส ชลอ เกิดเทศ (พล.ต.ท.) กับคดีเพชรซาอุฯ ที่เป็นคดีใหญ่ นอกนั้นเกือบทั้งหมดจะรอดกันหมด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนคดี บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ก็เข้าตามเงื่อนไขทุกอย่าง คือมีการวางแผน เจ้าหน้าที่มีอำนาจ และทำในพื้นที่ปิด ไม่มีใครรู้ ในอุทยานแห่งชาติ ไปอุ้มตอนกลางวันแสกๆ มีคนเห็น คนทำก็เป็นลูกน้อง แต่สุดท้ายดีเอสไอก็ไปดำน้ำจนเจอกระดูกเล็กๆ ที่โดนเผาแล้ว จนพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกของบิลลี่จริง จนดีเอสไอสรุปว่าถูกฆาตกรรม และเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้อง (ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรวม 4 คน) โดยดีเอสไอทำสำนวนส่งฟ้อง แต่อัยการมีความเห็นทางคดีแค่เอาผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่ดีเอสไอทำความเห็นแย้งว่า เป็นการฆาตกรรมและมีหลักฐานเพียงพอยื่นฟ้องเอาผิด โดยปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของอัยการสูงสุดว่าจะมีความเห็นอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หัวใจสำคัญ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันอุ้มหาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ที่ขับเคลื่อนให้มีการออกกฎหมายป้องกันการอุ้มหาย กล่าวสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน ที่สภาฯ เห็นชอบในวาระแรก ทั้งของพรรคการเมือง และรัฐบาลว่า แม้จะมีการเสนอเข้าสภาฯ ไปถึง 4 ร่าง พ.ร.บ. แต่หลักการใหญ่ก็ไม่ได้แตกต่างกันในเรื่องหลักใหญ่ๆ อย่างร่างของกระทรวงยุติธรรมที่ ครม.เห็นชอบ ทางเรา (มูลนิธิผสานวัฒนธรรม) ก็เห็นว่า หลักการต่างๆ ในร่างก็เป็นหลักการที่ดี ควรจะออกมาประกาศใช้เป็นกฎหมาย เพียงแต่ยังมีรายละเอียดบางเรื่องที่เห็นว่าหากมีการปรับแก้ไขบ้าง มันก็น่าจะดีขึ้น เช่น การที่จะบอกว่าการกระทำอย่างไรคือการทรมาน ในร่างของกระทรวงยุติธรรม ดูแล้วยังเขียนนิยามไว้แคบอยู่ ก็ควรปรับแก้ไขให้เขียนให้กว้างมากขึ้น รวมถึงการให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ก็น่าจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการสั่งฟ้อง ที่น่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ส่วนที่ว่าในทางคดี จุดที่จะบอกว่ามีคนสูญหาย จะเริ่มจากเมื่อใด ก็จะดูจากพฤติการณ์ต่างๆ ไม่ใช่แบบที่ผ่านมา ที่ตำรวจมักจะบอกว่าต้องรอให้พ้น 24 ชั่วโมงก่อนถึงจะแจ้งความได้ว่ามีการสูญหาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในความเป็นจริง หากคิดว่าใครหายไป เพราะจากพฤติกรรมบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถูกคนอุ้มหายไป ตำรวจเมื่อทราบเรื่องแล้วต้องเข้าไปสอบสวนติดตามทันที จะมาอ้างว่าต้องรอให้เกิน 24 ชั่วโมงไม่ได้ เพราะตำรวจจะปฏิเสธการรับแจ้งความไม่ได้ หากคนยืนยันจะแจ้งความ ตำรวจมีหน้าที่จดตามแจ้ง ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ หากทำถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่หากคนที่แจ้งความพบว่าแจ้งเรื่องอันเป็นเท็จ คนนั้นก็มีความผิดฐานแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเด็นเรื่อง อายุความของคดี โดยหลักการ ต้องไม่ให้คดีอุ้มสูญหาย-ทรมาน มีอายุความ เพราะเรื่องเหล่านี้ร้ายแรงกว่ากฎหมายอาญาปกติ เพราะมีการเตรียมการวางแผน มีการทำกับคนอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งในร่างของพรรคการเมืองที่เสนอต่อสภาฯ ไม่มีอายุความ แต่ร่างของรัฐบาลยังไปอิงกฎหมายอาญาปกติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ในส่วนของ บทลงโทษ พบว่าทุกร่างที่เสนอเข้าสภาฯ มีการกำหนดบทลงโทษคนที่ทำผิดไว้สูง เพราะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง รวมถึงมีการเขียนไว้ในร่างให้การเอาผิดสามารถเอาผิดไปถึงผู้บังคับบัญชาของคนที่ทำผิดด้วย เช่น มีเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมาแล้ว มีผู้บังคับบัญชาตำรวจคนหนึ่งเห็นลูกน้องจับกลุ่มคุยกันอยู่ ก็ทักทายว่ามาทำอะไรกัน พวกลูกน้องก็บอกว่า กำลังคุยจะเตรียมการไปอุ้มคนคนหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาได้ยินก็เดินผ่านไป ซึ่งกฎหมายปกติเอาผิดผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็น ผู้ใช้ ไม่ได้เป็น ผู้ลงมือทำเอง ไม่ได้สนับสนุน ไม่ได้บอกว่า เออ พวกเอ็งไป เพียงแต่ทราบ ลักษณะนี้กฎหมายปัจจุบันเอาโทษผู้บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายต้องเอาโทษด้วย เพราะเมื่อรู้ว่าลูกน้องตัวเองจะไปทำความผิดร้ายแรง แต่ไม่ยอมห้าม จึงต้องรับโทษด้วย หากพบข้อเท็จจริงว่ารู้เห็น หรือควรจะรู้เห็น เช่น ลูกน้องทำรายงานว่านำตัวใครมา แล้วตัวเองเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ยอมตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -บางคนอาจสงสัยว่า เรื่องการป้องกันและเอาผิดการอุ้มหาย ทรมาน ถ้าไม่ต้องออกเป็นกฎหมาย ทำแค่ไปแก้ไขเขียนเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญา ได้หรือไม่ ถ้าทำก็อาจไม่ล่าช้าใช้เวลาหลายปีแบบตอนนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องเข้าใจว่าประมวลกฎหมายอาญาปกติออกมาบังคับใช้นานแล้ว แต่วันนี้ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมมากขึ้นไปด้วย โดยทั่วโลกเห็นตรงกันว่า การอุ้ม-ทรมานเป็นเรื่องร้ายแรง คนที่ทำก็ไม่ใช่คนปกติ แต่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีการทำเป็นขบวนการ ใช้อำนาจรัฐมาทำ และที่ผ่านมากฎหมายอาญาปกติ ไม่สามารถเอาคนผิดได้ จึงจำเป็นต้องยกร่างกฎหมายพิเศษขึ้นมา ให้มีกระบวนการพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อมาจัดการกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ เช่น เขียนเรื่องการตีความลักษณะการทำผิดให้กว้างขึ้น ว่าการทรมาน มีองค์ประกอบกี่อย่างถึงเรียกว่าการทรมาน ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย หรือการให้มีระบบการตรวจสอบ ก็ต้องไม่ใช่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ เพราะหากตำรวจเป็นคนทำผิด จะเอาตำรวจมาตรวจสอบ มันก็ไม่ได้ เพราะเป็นพรรคพวกเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเวลาเกิดเรื่อง มีคนไปแจ้งความ ตำรวจก็ไม่รับแจ้งความเป็นส่วนใหญ่ หรือหากทหารทำ ตำรวจก็ไม่กล้าไปตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นต้องให้มีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญมาตรวจสอบ อย่างที่เรามีการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมาเพื่อให้มีคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอบสวนทำคดีที่ยากๆ ก็เลยมีการเขียนกฎหมายให้ดีเอสไอเข้ามาทำเรื่องนี้ จะให้ตำรวจทำไม่ได้ อีกทั้งปัญหาการอุ้ม-ทรมานเป็นปัญหาเชิงสังคมด้วย ก็ต้องให้มีคณะกรรมการเรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ประกอบด้วยบุคคลจากหลายฝ่าย เพื่อมาดูทั้งในเชิงป้องกัน การปราบปราม การเยียวยา ให้มาดูในหลายมิติที่มากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุรพงษ์-ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวต่อไปว่า หวังว่า ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ดีๆ อย่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายประกาศใช้ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย เพราะเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก หลังที่ผ่านมาพบว่าบางส่วนไม่ค่อยสนับสนุนเรื่องนี้มากนัก ซึ่งถ้ามองไปอาจเพราะว่าเขาเป็นกลุ่มพวกซ้อมทรมานหรืออุ้มหายเองหรือไม่ จึงไม่สนับสนุนเรื่องเหล่านี้ โดยที่วันนี้เราเห็นความร้ายแรงของการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายมากขึ้น โดยตัวอย่างคดี อดีต ผกก.โจ้ ที่นครสวรรค์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการกระทำผิดลักษณะนี้โดยสังคมไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็หวังว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.โดยมีการผ่านร่างเพื่อให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ถ้าประเทศไทยมีการใช้กฎหมายป้องกันการอุ้มหาย สังคมไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทยจะได้อะไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากประเทศไทยมีการใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คนก็จะไม่ถูกดูถูก เหยียดหยาม ดูหมิ่นกัน ไม่ใช่แค่การทรมานเท่านั้น แต่เราหวังว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เช่น การเหยียดกัน เช่น การเหยียดเรื่องเชื้อชาติ หรือเรื่องอะไรต่างๆ จะน้อยลง เพราะการเหยียดถือว่าเป็นสภาวะทรมานอีกแบบหนึ่ง เพราะการไปต่อว่าใคร หรือด่าใครแรงๆ ด่าเช้าด่าเย็น ก็เข้าข่ายตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประเด็นนี้อยู่ในร่างที่ภาคประชาชนไปทำกันมา หากเป็นแบบนี้ การเหยียดกันแรงๆ จะลดน้อยลง ก็จะทำให้ความสงบสุขในบ้านเราก็จะมีมากขึ้น ประชาชนก็จะไว้วางใจกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น และจะช่วยทำให้ขอบเขตการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ ชัดเจนมากขึ้น ไม่มีวัฒนธรรมที่จะไปอุ้มหาย ซ้อมทรมาน เพราะจะมีทุกฝ่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เสียงของประชาชนเป็นเสียงที่สำคัญ ที่ผ่านมาเราก็ส่งเสียง แต่อาจน้อยเกินไป หลังเกิดคดีอดีต ผกก.โจ้ ทำให้คนส่งเสียงดังกันมาก มีการตรวจสอบต่างๆ จนทำให้การจะพลิกคดีทำได้ยาก ถึงแม้จะมีความพยายามจะพลิกคดี แม้อาจจะมีบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการให้มีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่ก็คงทานเสียงประชาชนไม่ได้ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แกนนำภาคประชาสังคมในการผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายระบุไว้.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117114</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนการคนมีสีร่วมอุ้มหาย  วัฒนธรรม&quot;ถุงดำ&quot;ทรมานจนได้ดี, สุรพงษ์ กองจันทึก, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_6145d98b07957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บัตรเลือกตั้งสองใบ  ใครได้-ใครเสีย-ใครกินรวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเลือกตั้งใหญ่ ส.ส.ของประเทศไทย หลังจากนี้มีแนวโน้มจะกลับไปใช้ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.สองใบ อีกครั้ง หากไม่มีอะไรพลิกผันอีก หลังเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 83 และมาตรา 91 เรื่องแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งเป็นบัตรสองใบในวาระสาม ด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 472 เสียง-ไม่เห็นชอบ 33 คะแนน-งดออกเสียง 187 คะแนน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่กติกาเลือกตั้ง ส.ส.จะกลับไปใช้บัตรสองใบอีกครั้ง พรรคการเมืองใดจะได้ประโยชน์-เสียประโยชน์ การเลือกตั้งของไทยรอบหน้าโฉมหน้าจะเป็นอย่างไร มีความเห็นแนววิเคราะห์จากสองนักรัฐศาสตร์สองสำนักที่สอนด้านการเมืองการปกครองไทยโดยตรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เริ่มที่คนแรก ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการชื่อดังจากภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความเห็นว่าประเทศไทยเรามีการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มีการเปลี่ยนกันเร็วมาก อย่างระบบที่ใช้ล่าสุดบัตรใบเดียว ก็เพิ่งใช้แค่หนเดียวเมื่อตอนเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 มาตอนนี้ก็จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องที่เห็นพ้องต้องกันของพรรคการเมืองในสภา ในแง่ดีคือ เป็นระบบที่เป็นที่ยอมรับของพรรคการเมืองหลายพรรคในสภา ทำให้เวลาจะมีการเลือกตั้งรอบหน้าก็จะไม่มีการเกี่ยงงอนตั้งแง่กับระบบเลือกตั้งบัตรสองใบที่จะใช้ เพราะเมื่อเป็นฉันทามติแบบนี้ จะทำให้เกิดการแข่งขันด้วยความรู้สึกว่าลงไปแล้วมัน Free and Fair&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศ.ดร.ไชยันต์ กล่าวต่อไปว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนมีความเคยชินกับการเลือกพรรคแล้ว อย่างบัตรสองใบ ในสถานการณ์ปกติหากประชาชนคนไหนเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขตเพื่อไทย แล้วก็เลือกพรรคเพื่อไทยในบัตรบัญชีรายชื่อ เช่นเดียวกับคนที่เลือก ส.ส.เขตประชาธิปัตย์ อีกใบก็จะกาเลือกประชาธิปัตย์เช่นกัน โดยพบว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งมีพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ แต่พบว่าหลังรัฐประหาร คสช. และมีการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 ได้เกิดสภาวะสองจิตสองใจขึ้นมา เช่น ที่เห็นชัดอย่างภาคใต้ คนก็รักประชาธิปัตย์แต่เขาก็รักลุงตู่ด้วย แต่เมื่อบัตรเลือกตั้งมีใบเดียวก็ทำให้คนต้องตัดสินใจ ไม่เลือกพลังประชารัฐก็ต้องเลือกประชาธิปัตย์ เลยทำให้เก้าอี้ ส.ส.เขตในภาคใต้ของประชาธิปัตย์หายไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การที่ประชาธิปัตย์อ้างเหตุผลในการสนับสนุนบัตรสองใบว่าเป็นการให้เสรีภาพประชาชนในการเลือกตั้ง แต่จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติ เขาก็รู้ว่าตราบใดที่พลังประชารัฐยังอยู่ และพลเอกประยุทธ์ยังลงเลือกตั้งต่อครั้งหน้า เขาก็รู้ว่าคนภาคใต้ก็ยังผูกพันกับลุงตู่อยู่ แต่ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าเขาก็รู้ว่าคนใต้จะเลือก ส.ส.เขตประชาธิปัตย์ แต่บัตรบัญชีรายชื่อก็จะเลือกลุงตู่ ประชาธิปัตย์ก็ยังได้ตรงนี้อยู่ บัตรสองใบจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ประชาธิปัตย์มีคะแนนขึ้นมาพอสมควรมากกว่าตอนเลือกตั้งปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ พรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าบัตรสองใบก็จะทำให้แฟนคลับเพื่อไทยจะเลือกเพื่อไทยทั้งระบบเขตและบัตรบัญชีรายชื่อ จะไม่มีการปันใจ ไม่เหมือนกับประชาธิปัตย์ที่ยังมีการปันใจให้ลุงตู่ แต่ของเพื่อไทยไม่มีปัญหา ซึ่งจริงๆ บัตรใบเดียวเพื่อไทยก็ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าหากใช้บัตรใบเดียวต่ออีกจะทำให้เพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากได้ ส.ส.เขตเต็มจำนวน ส.ส.พึงมีในสภา บัตรสองใบจึงทำให้เพื่อไทยยังไงก็ได้ ส.ส.มาอันดับต้นๆ เพียงแต่จะได้มากขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...บัตรสองใบ เพื่อไทยจึงแฮปปี้ ประชาธิปัตย์ก็แฮปปี้ เพียงแต่มันน่าสงสัยว่าทำไมพลังประชารัฐถึงยอมเอาด้วยกับบัตรสองใบ ซึ่งพลังประชารัฐก็อาจยังไม่รู้ว่าพลเอกประยุทธ์จะลงต่อหรือไม่สมัยหน้า รวมถึง ส.ส.พลังประชารัฐเองก็ยังไม่รู้ว่าพลังประชารัฐรอบหน้าจะอยู่เป็นพรรคแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือ บัตรสองใบทำให้พรรคก้าวไกลแย่ลง และเพื่อไทยก็แฮปปี้ถ้าก้าวไกลแย่ลง เพราะสองพรรคนี้แย่งฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน เพราะคนที่เลือกเพื่อไทยอาจไปเลือกก้าวไกลได้ หรือคนเลือกก้าวไกลอาจสลับไปเลือกเพื่อไทยได้เช่นกัน แต่ไม่มีทางที่คนเลือกเพื่อไทยและก้าวไกลจะสวิงไปเลือกพลังประชารัฐ หรือประชาธิปัตย์ เป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนภูมิใจไทยก็ไม่ค่อยแฮปปี้กับบัตรสองใบ เขาชอบใบเดียวมากกว่า เพราะหากใช้สองใบอาจเกิดลักษณะเลือกบัญชีรายชื่อเพื่อไทย แต่เลือก ส.ส.เขตเป็นภูมิใจไทย อย่างในแถบภาคอีสาน เช่น คนยังคิดถึงทักษิณ ชินวัตรอยู่ แต่บางจังหวัดภูมิใจไทยก็ดูแลดี คะแนนก็ถูกแบ่งไป เพราะสำหรับภูมิใจไทย อย่างการส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ เอาแค่ 10-20 คนแรกจาก 100 ชื่อผู้สมัคร ที่ต้องหาคนมาใส่ให้ดูดี ภูมิใจไทยหาไม่ได้ แต่พรรคเพื่อไทยยังพอหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ พรรคการเมืองบางพรรค เช่น พรรคก้าวไกล จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับก้าวไกลเจ็บหนักพอดูสำหรับสองใบ แต่ก็ไม่กล้าออกตัวโต้มากนัก เพราะเคยด่าระบบใบเดียวและด่ารัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้ว ก้าวไกลคราวหน้าจะไม่มีไทยรักษาชาติเทให้ แถมยังไม่มีตัวเด่นๆ เป็นหัวหน้าพรรคแบบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือคนดังแบบ ปิยบุตร แสงกนกกุล อีกทั้งคนก็รู้ว่าไม่มีทางเป็นรัฐบาล เพราะไม่ว่าฟากไหนก็ไม่คิดจะจูบปากกับก้าวไกลถ้าไม่จำเป็น คราวที่แล้วสมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ได้มา 7 ล้านคะแนน แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่ประทับใจกับพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคเท่าธนาธร ปิยบุตร ดังนั้นก้าวไกลคราวหน้ายังไงก็ยากที่จะรักษา 7 ล้านไว้ได้ เสียงจะตกลงไปมาก เพราะเรื่องสถาบัน และการใช้เด็ก คราวนี้จะไม่ทิ้งน้ำเลยก็คือบัตรบัญชีรายชื่อ แต่ก็ต้องไปยื้อแย่งใน 100 ที่นั่ง ในขณะที่คราวที่แล้ว 150 ที่สำคัญที่สุดสำหรับก้าวไกลคือ ใครจะจ่ายเงิน เพราะประกาศตัวเองว่าไม่เอานักการเมืองเก่าๆ จะเสนอแต่เลือดใหม่ เลือดใหม่ใครจะมีเงิน อาจจะได้คนอย่างลูกนัทมาคนหนึ่ง ยิ่งถ้าลุงตู่ไม่เล่นการเมืองแล้ว ก้าวไกลก็ไม่มีเป้าหาเสียงต่อต้านการสืบทอดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มองดูแล้ว คนที่จะเลือกพรรคก้าวไกลทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ ก็อาจจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่จริงๆ ซึ่งกลุ่มคนอายุ 18-24 ปีในประเทศไทยมีประมาณกี่ล้านคน ก็พบว่ามีไม่เยอะมาก คนที่จะเลือกก้าวไกล ต้องเป็นพวกกลุ่มที่ชอบพรรคนี้จริงๆ ซึ่งมีไม่เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนโอกาสที่พรรคก้าวไกลจะได้ ส.ส.เขตรอบหน้าเข้ามาจำนวนหนึ่งเหมือนตอนเลือกตั้งปี 2562 หรือไม่ ดูแล้วอาจจะยาก เพราะคนที่จะเลือกก้าวไกล พวกกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ถ้ารวมทั้งประเทศเยอะ แต่หากแยกเป็นรายเขตเลือกตั้ง จำนวนก็ยังน้อยกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในอายุกลุ่มดังกล่าว ทำให้ก้าวไกลไม่มีทางจะชนะได้ ส.ส.เขตมากเหมือนปี 2562 ที่ตอนนั้นคนเลือกธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยเขาไม่ได้รู้จักผู้สมัคร ส.ส.เขตเลย รวมถึงไปตอนนั้นก็ได้คะแนนจากที่ไทยรักษาชาติโดนยุบพรรค แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ทำให้พรรคก้าวไกลอาจลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -อนาคตพรรคขนาดเล็กที่มี ส.ส.อยู่ในสภานับสิบพรรค รวมถึงพรรคตั้งใหม่ที่นักการเมืองหลายคนไปตั้งกันตอนนี้ เช่น กรณ์ จาติกวณิช, คุณหญิงสุดารัตน์, จาตุรนต์ ฉายแสง, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เมื่อใช้บัตรสองใบพรรคเหล่านี้จะเป็นอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงลำบากมาก โดยเฉพาะหากคนที่ลงระบบเขตของพรรคเหล่านี้เสียงไม่ได้แน่นมากจริง เพราะอย่างกรุงเทพมหานคร สำหรับบางพรรคตั้งใหม่ เช่น พรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ ก็อาจมีได้บ้างในบางเขตใน กทม. โอกาสที่จะได้ที่นั่งเยอะๆ ดูแล้วน่าจะน้อยมาก หรือพลังท้องถิ่นไท ของชัช เตาปูน ก็น่าจะลำบากเหมือนกัน เช่น อาจได้ ส.ส.เขต กทม.พื้นที่เตาปูนมาหนึ่งคน ขณะที่พรรคอย่าง ชาติไทยพัฒนาและพรรคชาติพัฒนา สำหรับพรรคขนาดนี้ บัตรสองใบย่อมดีกว่าใบเดียว เพราะถ้าเป็นใบเดียวโอกาสจะแพ้เขตสูง แต่ก็จะได้คะแนนเฉลี่ยมาให้หัวหน้าพรรคและบัญชีรายชื่อไม่เกินห้าอันดับได้เข้าไปนั่งในสภา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการที่พรรคเล็กจะไปหวังเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยลดจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลงจาก 150 คน เหลือ 100 คน ก็ทำให้โอกาสได้ก็ยากอีก การแข่งขันมีมากขึ้น เว้นแต่อาจมีการวาง position การเมืองบางอย่าง เช่น ขอให้เลือกเข้าไปทำงานในสภา จะไปเป็นฝ่ายค้านแบบที่เคยมีคนทำ เช่นตอนสมัย ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ทำพรรครักประเทศไทย ที่เคยได้ปาร์ตี้ลิสต์สี่คน ตอนเลือกตั้งปี 2554 โดยหากเลือกตั้งรอบหน้า ถ้ามีคนที่ประกาศไม่ชอบทั้งพลังประชารัฐ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ แล้วหาเสียงว่าหากอยากได้คนแปลกๆ เข้าไปสักคนก็ให้เลือกเขา โดยมีคนกว่า 3 แสนคนเลือกพรรค หรือคนคนนั้น จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 50 ล้านคน มันก็มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับพรรคเล็กคงต้องควบรวม ต้องกัดฟันกลืนเลือด เป็นการรวมเพื่ออยู่ เช่น บางคนที่เคยออกจากเพื่อไทยไปตั้งพรรคใหม่ หากจะกลับมาเพื่อไทยก็ต้องให้นายใหญ่เคลียร์ เช่น เอาจาตุรนต์ คุณหญิงสุดารัตน์ ที่ออกไปตั้งพรรคกลับมาเพื่อไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงโอกาสที่สองพรรคใหญ่เพื่อไทยกับพลังประชารัฐจะจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งรอบหน้า มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่ ศ.ดร.ไชยันต์ มองว่าก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะในกรณีพลเอกประยุทธ์ นายกฯ ไม่ลงการเมืองแล้ว เพราะถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่เล่นการเมืองต่อ พลเอกประวิตรก็สบาย เพราะพลเอกประวิตรเองแม้จะเป็นนายกฯ ไม่ไหว แต่พลเอกประวิตรก็อยู่พลังประชารัฐแล้วคอยคุมเชิงเพื่อไทย เพราะเพื่อไทยก็ต้องขอเสียงสนับสนุนจากพลังประชารัฐ ง่ายกว่าที่เพื่อไทยจะไปขอจากประชาธิปัตย์ แล้วก็จูบปากกันไป เป็นไปได้สูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการที่สมาชิกวุฒิสภาลงมติเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามครั้งนี้เกิน 84 เสียง มองว่าอาจเป็นเพราะ ส.ว.เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มากระทบถึง ส.ว. เช่น เรื่องอำนาจการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว.ก็อาจคิดว่าเลยต้องแลกเปลี่ยนกันบ้าง ส.ว.ก็ต้องให้นักการเมืองเขาบ้าง และทางพลังประชารัฐ คงส่งสัญญาณว่าเอาบัตรสองใบเพื่อลดกระแสความขัดแย้งในสภา เพราะหากการเมืองในสภากลมกลืนกันได้ การเมืองนอกรัฐสภาเป็นเรื่องที่ตำรวจจะไปดำเนินการเอง ทั้งหมดดูแล้วการแก้ไขรอบนี้คงมุ่งไปที่พรรคก้าวไกล คือไม่อยากให้พรรคนี้โต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..................................................................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พรรคเล็ก-พรรคตั้งใหม่ ดิ้นหนีตาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอนวิชาพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และการเลือกตั้ง วิเคราะห์ฉากทัศน์การเมือง-การเลือกตั้งของประเทศไทย รอบหน้าหากมีการใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ว่า ระบบการเลือกตั้งตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไข เรียกว่า ระบบผสมเสียงข้างมาก หรือ Mixed Member Majoritarian (MMM) โดยเมื่อดูร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาที่แก้ไขลดจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลงเหลือ 100 ที่นั่ง จาก 150 ที่นั่ง และให้แยกนับคะแนนระหว่างบัตร ส.ส.เขตกับบัตรปาร์ตี้ลิสต์ จากเดิมตอนเลือกตั้งปี 2562 ที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แล้วนำทุกคะแนนของทุกพรรคการเมืองมานับรวมกันหมด ซึ่งการเลือกตั้งรอบที่แล้วได้ประมาณ 70,000 คะแนน พรรคการเมืองจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อหนึ่งคนโดยไม่นับการปัดเศษ แต่รอบนี้ที่เสนอแก้ไขที่มีการประมาณการว่าจะมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 50 ล้านเสียง ซึ่งที่ผ่านมาจะมีคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยเฉลี่ยประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ คือ 35 ล้านคน เมื่อนำตัวเลขมาคำนวณจะเท่ากับว่า พรรคการเมืองที่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่นั่งต้องได้ 350,000 คะแนน ที่มากกว่าเลือกตั้งปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กรณีดังกล่าวยังไม่รวมที่อาจจะมีการไปเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมตอนมีการแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ ที่จะแก้ไขหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่ผ่านจากรัฐสภา เช่น การกำหนดว่าพรรคการเมืองที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะถูกนำมาคำนวณเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในสภา จะต้องส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตอย่างน้อยไม่น้อยกว่า 100 เขต หากมีการเขียนไว้แบบนี้เข้าไปอีก มันก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กในการส่งคนลงเลือกตั้งอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อฉากทัศน์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะที่จะได้รับผลกระทบมากคือพรรคเล็กที่มีอยู่ตอนนี้ รวมถึงพรรคตั้งใหม่ที่จะมีต้นทุนในการได้ที่นั่ง ส.ส. และต้นทุนการเลือกตั้งที่เพิ่มสูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างที่ผ่านมา จะเห็นความเคลื่อนไหวที่มีนักการเมืองไปตั้งพรรคการเมืองกัน เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง, นางรฎาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์, คุณหญิงสุดารัตน์, นพ.วรงค์, กรณ์ จาติกวณิช ที่จะมีทั้งพรรคเล็กขนาดกลาง พรรคเล็ก คำถามก็คือเมื่อกติกาเปลี่ยนแล้ว พวกที่กำลังตั้งพรรคอยู่เขาจะไปต่อหรือจะพอเพียงเท่านี้ เพราะถึงตอนนี้พรรคที่กำลังตั้งกันอยู่ต้องคิดแล้วว่า ควรจะไปเน้นการได้เก้าอี้ ส.ส.ระบบเขตมากกว่าการจะไปหวัง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น ตอนเริ่มใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และมีการเลือกตั้งระบบบัตรสองใบครั้งแรกตอนเลือกตั้งปี 2544 ก็มีบางคนตั้งพรรคเพื่อลงเลือกตั้งตอนนั้น เช่น ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.กับพรรคถิ่นไทย ตอนนั้นก็หวังจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่คะแนนก็ไม่ถึงเกณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หากมาดูกติกาที่แก้ไข ที่พรรคการเมืองจะได้ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งคนต้องได้ 350,000 คะแนน การที่พรรคจะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เช่น หากไปหวังให้คนเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต และกาบัตรปาร์ตี้ลิสต์ในคราวเดียวกัน เกณฑ์เฉลี่ย เช่น ส.ส.เขต หนึ่งคนห้าหมื่นคะแนนก็ชนะแล้ว หากหวังจะให้คะแนนมาพร้อมกันก็เท่ากับต้องได้แบบนี้ถึงห้าเขตเลือกตั้ง หรือจากระบบเขตเลือกตั้งที่แก้ไขกลับไปให้มี ส.ส.เขต 400 เขต ก็เท่ากับว่าพรรคการเมืองแม้ผู้สมัคร ส.ส.เขตที่ส่งไปจะไม่ชนะ แต่อย่างน้อยต้องให้คนกาบัตรปาร์ตี้ลิสต์ประมาณเขตละ 9,000-10,000 คะแนน ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับพรรคเล็ก เพราะระบบการเลือกตั้งที่แก้ไขเอื้อให้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสของพรรคเล็กแบบเดิมแล้ว กับการที่ต้องได้ 350,000 คะแนนต่อ 1 เก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งเป็นคะแนนที่สูงสำหรับพรรคเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้น พรรคขนาดเล็กและพรรคการเมืองตั้งใหม่ที่เป็นพรรคเล็ก หากตัวพรรค เช่น หัวหน้าพรรค กระแสไม่แรงพอ ดึงดูดคนไม่ได้มากพอ โอกาสชนะก็จะมีน้อย จึงได้เห็นการที่ ส.ส.พรรคเล็กตอนโหวตออกเสียงไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;....วันนี้พรรคการเมืองขนาดเล็ก-พรรคตั้งใหม่ คนในพรรคอาจต้องกลับไปถามตัวเองแล้วว่าจะเอาอย่างไร จะไปรวมพรรคกันดีหรือไม่ ระหว่างพรรคเล็ก-พรรคขนาดกลาง แม้แต่เรื่องการลงเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคเอง ก็อาจต้องตัดสินใจแล้วว่าจะลง ส.ส.เขตหรือลงปาร์ตี้ลิสต์ เพราะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่คนก็อาจมองว่า หัวหน้าพรรคควรต้องลงปาร์ตี้ลิสต์เพราะเบอร์หนึ่งปาร์ตี้ลิสต์คือแคนดิเดตนายกฯ แต่ขณะเดียวก็มีความเสี่่ยง เพราะหากลงปาร์ตี้ลิสต์สุดท้ายพรรคอาจไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในสภาก็ได้ อีกทั้งพบข้อมูลจากที่เคยได้ไปสัมภาษณ์ประชาชนเพื่อทำวิจัย ก็พบว่าคนไทยส่วนใหญ่จะชอบ ส.ส.ที่สังกัดพรรคใหญ่มากกว่าสังกัดพรรคเล็ก เพราะเขารู้สึกว่า พรรคใหญ่มีโอกาสจะช่วยเหลือในเรื่องนโยบายได้มากกว่าพรรคเล็ก เช่นเรื่องงบประมาณหรือการผลักดันอะไรต่างๆ ก็ทำให้พรรคเล็กก็ต้องคิดหนักว่าในการเลือกตั้งเขาจะมีอดีต ส.ส.หรือคนดังๆ มาอยู่กับพรรคตัวเองในการเลือกตั้งหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เมื่อกติกาเปลี่ยน กลยุทธ์ที่เคยใช้ตอนเลือกตั้งปี 2562 อย่างกลยุทธ์ แตกแบงก์พัน คงต้องหยุด เพราะระบบที่แก้ไขทำให้พรรคการเมืองใหญ่หาเสียงได้ง่ายว่า &amp;quot;เลือกทั้งคนเลือกทั้งพรรค เบอร์เดียวกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.อรรถสิทธิ์-คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การวิเคราะห์เรื่องนี้ หากไปดูคะแนนตอนเลือกตั้งที่พรรคการเมืองเคยได้รับ เช่น เคยมีอยู่สมัยหนึ่งเพื่อไทยได้ 14 ล้านเสียง ประชาธิปัตย์ได้ 11 ล้านเสียง แต่ล่าสุดเพื่อไทยได้ประมาณ 7-8 ล้านเสียง แต่เป็นเพราะเขาแตกแบงก์พันและส่งผู้สมัครไม่ครบทุกเขต ซึ่งดูแล้วสถานการณ์ ณ วันนี้ หากดูที่พรรคใหญ่ในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์ เขาอาจจะได้คะแนนจากผู้ลงคะแนนเสียงทั่วประเทศประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ 30-40 ที่นั่งของปาร์ตี้ลิสต์ที่มี 100 ที่นั่ง รวมกับ ส.ส.เขตที่อาจจะได้ในกรณีที่ ส.ส.ปัจจุบันยังอยู่กับพรรคเดิม ไม่ได้ย้ายพรรค เช่น เพื่อไทย อาจจะได้ประมาณ 170-200 ที่นั่ง ส่วนพลังประชารัฐ หากถึงตอนเลือกตั้งถ้าพรรคยังคงอยู่ในสภาพแบบนี้ อาจสักขั้นต่ำ 80 ที่่นั่ง บวกกับปาร์ตี้ลิสต์อีกสัก 30-40 ที่นั่ง ก็จะประมาณ 120 ที่นั่ง ที่เป็นจำนวนเก้าอี้ ส.ส.โดยเฉลี่ยที่พรรคใหญ่จะได้รับ ซึ่งจะอยู่ประมาณ 120-150-170 ที่นั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับพรรคขนาดเล็ก หากจะลงเลือกตั้งคงต้องถามตัวเองก่อนว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อให้ได้มี ส.ส.หรือเพื่อหวังมีบทบาทในสภา หากคิดไปว่าต้องได้สัก 5-7 ที่นั่ง แล้วหากไปเป็นรัฐบาลจะได้หนึ่งเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งถ้าหวัง ส.ส.เขตแล้วทำได้ก็ไม่มีปัญหา แต่หากหวังปาร์ตี้ลิสต์ ก็เท่ากับ 350,000 คูณ 7 ก็เกือบ 2 ล้านเสียง มันไม่ได้ง่ายแล้วมันยาก สมัยเลือกตั้งปี 2562 พรรค ภูมิใจไทย ยังได้ 3 ล้านเสียงมันจึงเป็นเรื่องลำบากสำหรับพรรคเล็กกับการหวังจะได้เก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่ต้องจับตาสำหรับพรรคขนาดเล็ก ก็คือพรรคเล็กที่มีอยู่และคนที่ออกจากพรรคใหญ่ไปตั้งพรรคใหม่ในช่วงที่ผ่านมา สุดท้ายแล้วจะเอายังไง จะใช้วิธีมารวมกันหรือไม่ หรือเราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์การจับมือเป็นพันธมิตรการเลือกตั้งเกิดขึ้นในประเทศไทยของพรรคขนาดเล็ก 4-5 พรรค แล้วบอกตอนหาเสียงว่า หากประชาชนเลือกพวกเขาก็เหมือนกับเลือกได้สี่ห้าพรรคเล็กที่จับมือกัน จนรวมกันแล้วอาจได้ ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 10-15 ที่นั่ง ทั้งหมดคือสิ่งที่เมื่อกติกาเปลี่ยนไป ก็จะทำให้ ผู้เล่นก็จะเปลี่ยนไปมากไม่เหมือนตอนเลือกตั้งปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-ระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ที่เสนอแก้ไขรอบนี้ พรรคก้าวไกล อาจจะได้รับผลกระทบมากที่สุด?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระบบที่แก้ไข แม้จะทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบ แต่หากพรรคเล็ก สู้แล้วเขามีกระแส ซึ่งกระแสพรรคก็คือ กระแสหัวหน้าพรรค และนโยบาย ที่หากตอนเลือกตั้งกระแสของพรรคเกิดว่าโมเมนตัมมันได้ มันก็ไม่ยาก ผมก็คิดว่า พรรคก้าวไกล มีกระแสในการเมืองที่ดี จึงอาจไม่ต้องกังวลมากนัก แต่ถ้าเป็นพรรคเล็กอย่าง ประชาชาติ-เศรษฐกิจใหม่-รวมพลังประชาชาติไทย บางพรรคถามว่า หากมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้อะไรคือโมเมนตัมหรือจุดดึงดูดให้คนเลือกพรรค พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงหนึ่งล้านคะแนนตอนเลือกตั้ง 2562 จึงน่าจะมีความกังวลใจมากกว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ก้าวไกล ผมไม่ได้มองว่าเขาเสียเปรียบในระบบบัตรสองใบ เพราะกระแสเขามี และฐานเสียงเขาโต อย่างพวกกลุ่ม first-time voter แต่พรรคเล็กอื่นๆ หากเขาไม่มีโมเมนตัม แบบนี้น่ากลัวกว่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.อรรถสิทธิ์-นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ย้ำตอนท้ายว่าไม่มีระบบการเลือกตั้งที่ดีที่สุดในโลก มันมีระบบที่เรารับข้อด้อยของมันได้ไหม เพราะในข้อดี มันจะมีข้อด้อย เพราะระบบหนึ่ง มันไม่ได้เหมาะกับทุกประเทศ จะพบว่าเกือบทุกประเทศ ก็จะปรับเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งให้เข้ากับประเทศของตัวเอง จึงทำให้ระบบการเลือกตั้งจึงมีหลายรูปแบบ อย่างระบบที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ บัตรสองใบ มันก็มีข้อด้อย พรรคเล็กเลยไม่ชอบ บางคนเสนอให้ใช้ระบบแบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือ MMP พรรคใหญ่ก็ไม่ชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเมืองที่ต้องจับตาต่อจากนี้เมื่อจะกลับไปใช้บัตรสองใบก็คือ การเคลื่อนไหวของพรรคขนาดเล็ก และพรรคตั้งใหม่ ที่คนแยกตัวออกจากพรรคใหญ่ออกไปตั้งกัน ว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไร จะมีการรวมพรรคกันหรือจะทำแบบพรรคพันธมิตรก่อนการเลือกตั้ง ที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจับมือกันตอนเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาเรายังไม่เคยเจอปรากฏการณ์แบบนี้ แต่ต่างประเทศก็มีให้เห็น เช่นที่มาเลเซีย หรือบางประเทศในยุโรป คือ จะแบ่งเขตพื้นที่กันเลย พรรคนี้ส่งคนลงพื้นที่นี้ พวกพรรคพันธมิตรที่เหลือก็ต้องไม่ส่งคนของตัวเองลงไปหาเสียงทับพื้นที่กัน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:180.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116387</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัตรเลือกตั้งสองใบ  ใครได้-ใครเสีย-ใครกินรวบ, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์, โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210911/image_big_613c98ca53570.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ร้องหาความชัดเจนจากรัฐ&quot;  กำกับดูแลแก้ปัญหาเด็กติดเกม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา สำหรับประเทศจีนออกกฎเหล็ก ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมออนไลน์เกินสัปดาห์ละ 3 วัน และอนุญาตให้เล่นตั้งแต่วันศุกร์ เสาร์ และวันอาทิตย์เท่านั้น และให้เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง หรือตั้งแต่ 20.00-23.00 น. ด้วยเหตุผลปัญหาการกระทบสุขภาพเด็กด้านต่างๆ และลดปัญหาคุณน้องๆ หนูๆ ติดเกมลง อีกทั้งให้เด็กๆ มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่น่าสนใจ น่าจะเป็นกรณีที่บริษัทผลิตเกมออนไลน์ชื่อดังยักษ์ใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่ อย่าง Tencent และ NetEase ก็ได้ออกมาตอบรับนโยบายดังกล่าว แม้ว่ากฎเหล็กดังกล่าวจะทำให้บริษัทผลิตเกมออนไลน์แดนมังกรสูญเสียรายได้ในกลุ่มของเด็กเล็กอายุไม่ถึง 18 ปีก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะบริษัทผลิตแพลตฟอร์มเกมออนไลน์อย่าง Tencent ที่คิดค้นนำเอาเทคโนโลยีในการสแกนใบหน้า เพื่อให้จดจำใบหน้าของเด็กๆ ที่เข้ามาเล่นเกมออนไลน์ที่บริษัทผลิตขึ้น เพื่อไม่ให้มีการเข้ามาลงชื่อซ้ำแอบเล่นเกม เกินกฎข้อห้ามดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนกลับไปที่จีนบังคับใช้กฎเหล็กข้างต้น มาตั้งแต่ปี 2019 กระทั่งปัจจุบัน ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมออนไลน์ได้น้อยลงถึงวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง กระทั่งเหลือวันละ 1 ชั่วโมงตามกฎข้างต้น...สิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดคำถามสะท้อนมายังหน่วยงานบ้านเรา ที่จะมีการออกกฎหรือข้อห้ามในการเล่นเกมออนไลน์ของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีได้อย่างไร และมีโอกาสจะขานรับคำสั่ง ในการอนุญาตให้เด็กเล่นเกมแต่พอดี เหมือนประเทศจีนหรือไม่อย่างไร มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับเด็กด้านเกมออนไลน์ และการใช้โซเชียลในเด็กอย่างปลอดภัย มาสะท้อนมุมมองไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณชาย-พงศ์ธร จันทรัศมี&amp;rdquo; ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ประการแรกสิ่งที่ประเทศจีน ได้ออกกฎข้อห้ามการเล่นเกมออนไลน์ของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เกินสัปดาห์ละ 3 ครั้งนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปวัฒนธรรมด้านต่างๆ ในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ ดังนั้นกฎเหล็กดังกล่าวก็ถือเป็นนโยบายหนึ่งในการปฏิรูปประเทศของจีน เพื่อให้เด็กเล็กเล่นเกมออนไลน์น้อยลง มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น และถามว่าทำไมจีนจึงทำนโยบายดังกล่าวสำเร็จ ส่วนหนึ่งจีนเป็นผู้ผลิตเกมออนไลน์เอง ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงสามารถควบคุมกำกับได้โดยง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับกันถ้าถามว่าบ้านเราจะทำตามนโยบายข้อห้าม เรื่องการเล่นเกมออนไลน์ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีดังกล่าวได้หรือไม่นั้น ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องของนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในบ้านเราไม่เด็ดขาด ประกอบกับเกมออนไลน์ดังกล่าว เราไม่ได้ผลิตเองหรือเป็นผู้รับปลายทาง จึงทำให้การบล็อกเกมที่รุนแรงในเด็กได้ยาก และในส่วนของภาคประชาสังคมเอง เกี่ยวกับการเล่นเกมออนไลน์ในเด็กเล็กต่ำกว่า 18 ปี ก็ยังเป็นเพียงข้อถกเถียงกัน ยังไม่ได้ออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งจะมีเพียงแค่การรณรงค์ให้เด็กเล่นเกมออนไลน์อย่างพอดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นหากบ้านเรามีนโยบายที่ชัดเจนและภาครัฐเป็นผู้ออกกฎข้อบังคับ หรือเป็นผู้ที่ออกหน้าในเรื่องนี้ ก็จะทำให้การปฏิบัติตามนโยบายเหมือนในประเทศจีน มีความชัดเจนมากขึ้น และเมื่อบ้านเรามีกฎข้อบังคับจากภาครัฐออกมาจริงๆ นั่นจะทำให้เกิดเครื่องมือ กลไกในการรับมือและป้องกันปัญหาเด็กเล่นเกมออนไลน์มากเกินไปได้ นั่นจึงสะท้อนให้ว่าการเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านนั้น โดยเฉพาะการรับมือปัญหาการติดเกมออนไลน์จะเกิดขึ้นไม่ได้หากว่าบ้านเรายังมีนโยบายการจัดการที่ไม่ชัดเจนอยู่ ประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของการสร้างความมั่นใจในการออกกฎข้อบังคับเรื่องการให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้เวลาเล่นเกมออนไลน์อย่างเหมาะสม แต่การประกาศข้อบังคับเรื่องนี้เป็นของกระทรวงสาธารณสุข นั่นจึงพอสรุปได้ว่าการออกนโยบายข้อเรื่องห้ามเรื่องดังกล่าวจากภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งบ้านเรายังไม่มีการศึกษา เกี่ยวกับผลกระทบในเด็กจากการเล่นเกมออนไลน์อย่างชัดเจน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าปัจจุบันจะมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่พยายามรณรงค์เรื่องนี้อยู่ แต่ก็ไม่สามารถออกหน้าอย่างชัดเจนได้ แต่พยายามทำตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการรณรงค์เรื่องการให้เด็กเล่นเกมออนไลน์อย่างพอดี หรือหลายหน่วยงานที่พยายามหาแนวทางลดระยะเวลาในการเล่นเกมในเด็กเล็กลง ในขณะที่ประเทศจีนสามารถที่จะบล็อกเกมอันตราย และรุนแรงในเด็กได้ทันที เพื่อให้เด็กไม่อยู่ในการเล่นเกมรุนแรงดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราจึงเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างทำ เพราะความจริงแล้วรัฐบาลเป็นหน่วยงานที่ใหญ่ และมีอำนาจในการผลักดันการป้องกันการเล่นเกมออนไลน์ ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีได้ ดังนั้นประการสำคัญถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ในประเทศไทย รัฐบาลต้องพร้อมเดินหน้าเพื่อออกกฎข้อบังคับในเรื่องนี้ เพื่อให้เด็กเล่นเกมอย่างเหมาะสม และไม่ส่งผลต่อสุขอนามัยของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่าปัญหาหนึ่งของการป้องกัน ปัญหาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เกี่ยวกับการเล่นเกมออนไลน์ ที่หากในอนาคตรัฐบาลบ้านเราเป็นผู้ออกกฎข้อบังคับ การเล่นเกมอย่างเหมาะสมแล้วในเด็กเล็กแล้ว แต่ข้อเสียคือนโยบายที่ออกโดยภาครัฐจะเป็นรูปแบบของการบังคับควบคุมมากกว่าการกำกับดูแล หรือเป็นยาแรงที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามได้ โดยเฉพาะการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลจากเด็กๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้จัดการโครงการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;สิ่งที่ง่ายที่สุดและเป็นเรื่องที่พอจะสามารถดำเนินการ รับมือกับปัญหาเด็กติดเกมออนไลน์ได้นั้น คือการทำในลักษณะการกำกับดูแล และให้คณะกรรมการมองเรื่องนี้เป็นเชิงเศรษฐกิจ เช่น การที่ภาครัฐบาลนั้นจัดตั้งให้มีคณะกรรมการในการกำกับดูแล เป็นต้นว่ามีคณะกำกับดูแลธุรกิจเกมออนไลน์ในบ้านเรา ซึ่งคล้ายกับธุรกิจประกันภัย ที่จะต้องมีคณะกรรมการในการดูแลทุกอย่าง เรื่องการประกันภัยอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนได้สิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง ดังนั้นถ้ามีการจัดตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับธุรกิจเกมออนไลน์ในบ้านเราขึ้นมา ก็จะทำให้สามารถห้าม หรือป้องกันเด็กเล่นเกมที่รุนแรงได้ หรือแม้แต่การห้ามเก็บเงินกับเด็กเล็กในราคาสูงเกินไปได้ หรือเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากการจัดตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ที่เกิดจากภาครัฐนั้น ถือเป็นการจัดตั้งกลุ่มคนทำงานที่จะมาช่วยสกรีนทั้งเกมออนไลน์ ตลอดจนการเล่นที่เหมาะสมให้กับเด็กในแต่ละช่วงวัยได้ โดยปราศจากการบังคับควบคุมโดยเด็ดขาด ที่อาจทำให้เกิดการต่อต้านได้ในภายหลัง ที่สำคัญเมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นกำกับควบคุมดูแลธุรกิจเกมออนไลน์ในบ้านเราแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแรก มันอาจจะมีข้อถกเถียง หรือข้อโต้แย้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้อยู่บ้าง หรือแม้แต่ตัวเด็กๆ เอง แต่สุดท้ายแล้วมันจะทำให้สังคมเห็นว่ามีปัญหาเรื่องนี้อยู่จริง และเราต้องร่วมกันแก้ไขและรับมือไปด้วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณชาย-พงศ์ธร&amp;rdquo; บอกอีกว่า &amp;ldquo;หากบ้านเรายังไม่มีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลเสียต่อเด็กโดยตรง เพราะจะทำให้เด็กอยู่กับการเล่นเกมมากขึ้น และบางคนก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้เป็นคนที่รุนแรงก้าวร้าว และถ้าเด็กโตที่อายุมากกว่า 18 ปีติดเกม ก็จะทำให้ก่อเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกิดกับเด็กทุกคนที่ติดเกมก็ตาม แต่ปัญหาเด็กติดเกมถือเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างได้ ดังนั้นบ้านเราต้องเริ่มแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้แล้วครับ และที่ลืมไม่ได้นั้นครอบครัวสำคัญที่สุด เพราะเป็นสถาบันหลักสำคัญในการเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เป็นคนดี ดังนั้นถ้าพ่อแม่คุยกับลูก และถามลูกว่าวันนี้เล่นเกมอะไร? และเนื้อหาเกมเป็นอย่างไร? ซึ่งพ่อแม่สามารถใช้ช่วงเวลานี้สอนลูกได้ว่า เกมไหนที่เด็กๆ เล่นได้และเกมไหนที่เล่นไม่ได้ หรือแต่สอนให้เด็กรู้จักควบคุมค่าใช้จ่ายในการเล่นเกมที่เหมาะสม หรือเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเล่นที่ต้องเสียเงินซื้อแต้ม เป็นต้น หรือแม้แต่การจำกัดเวลาในการเล่นเกมที่ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน หรือก่อนเล่นเกมให้ทำการบ้านก่อน สิ่งเหล่านี้จะเป็นวินัยที่ติดตัวเด็กไปตลอดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;คุณชลิดา ทาเจริญศักดิ์&amp;rdquo; ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ที่มีประสบการณ์ลูกชายเล่นเกมออนไลน์สมัยยังเด็ก บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับปัญหาเด็กเกมออนไลน์นั้น โดยเฉพาะในบ้านเรานั้น เด็กไทยจะเริ่มเล่นเกมออนไลน์ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ อีกทั้งเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน เด็กก็จะไม่มีคนที่คอยควบคุมดูแล ประกอบกับการที่พ่อแม่ยุ่งกับงาน เด็กก็จะถูกปล่อยให้อยู่หน้าจอมากขึ้น อีกทั้งหากบ้านไหนที่ไม่มีระบบห้ามปราม ที่สำคัญปัจจุบันเด็กออกไปเล่นนอกบ้านได้ลำบากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ปัจจัยเหล่านี้ก็สามารถกระตุ้นให้เด็กติดเกมออนไลน์ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิธีรับมือกับปัญหานี้ที่ดีที่สุดนั้น ในฐานะผู้ที่มีลูกชายเคยเล่นเกม สมัยตอนที่เขายังเด็กๆ นั้น แต่ตอนนี้เขาโตแล้ว ก็อยากแนะนำว่า พ่อแม่เองควรจะพูดคุยกับลูก และอนุญาตให้เด็กเล่นเกมในเงื่อนไขเวลาที่เหมาะสมกับวัยเขา และต้องคอยดูคอยว่าลูกเล่นเกมอะไร มันรุนแรงไหมสำหรับเด็ก เพราะอย่าลืมว่ายังมีเกมออนไลน์ดีๆ อย่างเกมประวัติศาสตร์ ที่สอนเรื่องการบริหารจัดการ หรือแม้แต่เกมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการสร้างเมืองต่างๆ ซึ่งในเกมก็จะมีการสอนให้เด็กบริหารจัดการเมือง วางแผนการดำเนินงานของเมืองออนไลน์ที่สร้างขึ้น หรือตอนที่ลูกชายยังเล็กๆ เขาก็จะชอบเล่น เกมผู้จัดการทีมฟุตบอล เป็นต้นค่ะ แต่อันที่จริงมันก็มีเกมรุนแรงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เช่น เกมยิงกันเลือดท่วมจอ เกมสงครามการล่าอาณานิคมต่างๆ ที่เด็กๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายเช่นกัน ถ้าพ่อแม่ไม่ระมัดระวัง เพราะถ้าจะห้ามเด็กเล่นเกมเลย ก็ถือเป็นเรื่องยาก และแม้ว่าช่วงนี้พ่อแม่จะมีเวลาว่างให้กับลูกหลานมากขึ้น แต่เมื่อโควิด-19 เริ่มกลับมาดีขึ้น เด็กจะกลับไปอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ดังนั้นถ้าจะถามว่าแล้วบ้านเราจะทำเหมือนประเทศจีนได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถ้าจะสกรีนเรื่องเกมออนไลน์ในเด็กเล็กนั้น กระทรวงไอซีที หรือการจัดตั้งผู้ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาทำงาน ในการเลือกเกมออนไลน์ที่เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก ก็ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมได้ทางหนึ่งค่ะ ในฐานะที่ลูกชายเคยเล่นเกมออนไลน์ตอนเด็กนั้น เนื่องจากการเลี้ยงดูของเรา คือการที่จะไม่เลี้ยงลูกแบบไม่คาดหวังให้เขาเป็นที่ 1 แต่ให้เขาเอาตัวรอดได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ประกอบกับเวลาที่ลูกเล่นเกม เราก็จะแค่เดินไปดูไปถามว่าลูกเล่นเกมอะไร ดังนั้นการที่เขาเล่นเกม และรู้จักเลือกเกมที่ฝึกสมองสอนการวิเคราะห์ อีกทั้งการเรียนก็ยังอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ดีและไม่แย่ ประกอบการเลี้ยงของเราที่ไม่ได้ล้อมกรอบอะไรลูกมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาสามารถจัดการชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องงานและเรื่องเงินและการใช้ชีวิตค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;ดลย์ ทาเจริญศักดิ์&amp;rdquo; นักวิจัยภายในองค์กร เล่าว่า &amp;ldquo;ตอนนี้ผมอายุ 30 ปีแล้วครับ ตอนที่ผมเล่นเกมออนไลน์นั้น ก็จะเล่นตั้งแต่ตอนอายุ 10 ปี จนถึงอายุประมาณ 17-18 ปี เล่นทุกวันครับ ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงประมาณ 4 ทุ่ม และเกมที่เล่นนั้น เช่น เกมบริหารเมือง ซึ่งก็จะทำให้เราได้ภาษาอังกฤษ และสามารถวางแผน ตลอดจนการวิเคราะห์วางแผน ซึ่งสิ่งที่ได้จากเกมนั้นมันสอนเรื่องการตัดสินใจ ว่าไม่ให้เราตัดสินใจสุดโต่ง เพราะนั่นถือเป็นข้อดี ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ หรือแม้แต่เกมเกี่ยวกับการสร้างอารยธรรมมนุษย์ (Civilization) &amp;nbsp;เช่น ถ้าเรากำลังสร้างเมืองอาหาร เราก็จะต้องมีการบริหารจัดการส่วนต่างๆ ของเมือง เพื่อเป็นการกันการถูกโจมตี อีกทั้งต้องมีการสร้างไอเท็มต่างๆ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับเมืองที่อยู่รอบๆ เมืองของเรา เป็นต้น ซึ่งเกมสร้างอารยธรรมมนุษย์ (Civilization) ปัจจุบันผมมีเพื่อนอายุ 40 ปี ที่ตอนนี้ยังเล่นเกมนี้อยู่เลยครับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ย้อนกลับไปตอนที่ผมเล่นเกมออนไลน์นั้น การเรียนไม่เสียไม่ดี แต่อยู่ในระดับปานกลางครับ ดังนั้นในฐานะที่ผมเล่นเกมออนไลน์มาก่อน มองว่าอันที่จริงแล้วเด็กสามารถแยกโลกของเกมออกจากเรื่องจริงได้ครับ หากว่าเด็กคนนั้นรู้จักเลือกเกมที่ดี เช่น เกมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เช่น เกมบริหารเมืองที่ผมบอกไปแล้ว แม้ว่าปัจจุบันเกมที่ยิงกันและตีกันรุนแรงมันก็มีอยู่จริง ดังนั้นส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ที่สามารถคอยชี้แนะเกมที่ดีให้กับลูกได้ หรือการที่เวลาลูกเล่นอะไร พ่อแม่เล่นด้วย ก็ทำให้พ่อแม่ใกล้ชิดลูกและสอนลูกไปด้วยในตัว เมื่อนั้นครอบครัวก็จะอบอุ่นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับการห้ามเด็กเล่นเกม หรือจำกัดเวลาในการเล่นนั้น ต้องบอกว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ดังนั้นเด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจว่าเกมรุ่นใหม่เป็นอย่างไร คืออะไร ดังนั้นการห้ามจะเป็นเรื่องใหญ่ นั่นจะทำให้เด็กไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และทำไมต้องห้ามเล่น หรือแม้แต่การที่เด็กเล่นเกมยิงต่อสู้กัน แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น เด็กจะรู้ว่ามันทำไม่ได้ในชีวิตจริง แต่สิ่งที่เล่นนั้นเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ไปในเกมที่เล่นเท่านั้น โดยสรุปแล้วเรื่องการห้ามเด็กเล่นเกมออนไลน์เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในจีนนั้น เรื่องนี้ผมมองว่า มันอยู่ที่ว่าเราสามารถให้เหตุผลเด็กได้หรือไม่ว่า ทำไมเด็กควรหยุดเล่นเวลานี้ หรือพูดง่ายๆ ว่าต้องหาเหตุผลที่ดีพอสำหรับการหยุดเล่นเกม หรือจำกัดการเล่นเกมให้เด็กรู้ เช่น ถ้าเล่นเกมนานเกินไป เด็กอาจจะไม่ได้ทำการบ้าน หรือสุขภาพตาจะเสีย ดังนั้นพ่อแม่ต้องคุยกับลูก เป็นต้น แต่ไม่ใช่การห้ามเด็กเล่นเกม เพราะไม่เพียงทำให้เกิดการต่อต้าน เพราะอันที่จริงแล้วการเล่นเกมก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะเด็กๆ สามารถเรียนรู้ และรู้จักการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้จากเกมครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;น้องแชป-ศุภฤกษ์&amp;rdquo; นักเรียนชั้น ม.3 อายุ 14 ปี บอกว่า &amp;ldquo;ส่วนตัวแชปก็เล่นเกมออนไลน์ ซื้อไอเท็มต่อสู้กันครับ เล่นมาประมาณ 3 ปี วันละประมาณ 2 ชั่วโมงครับ เพราะต้องเรียนออนไลน์ และทำการบ้านด้วยครับ ส่วนตัวมองว่าการห้าม หรือการจำกัดเวลาในการเล่นเกมของเด็กนั้น เป็นเหมือนการยิ่งยุให้เด็กอยากเล่นเกมขึ้นไปอีก และรู้สึกว่าไม่มีอิสระในการเล่นเกมและการใช้ชีวิต สำหรับการแก้ปัญหาการจำกัดเวลาเล่นเกมให้เหลือน้อยลงต่อสัปดาห์นั้น รวมถึงการจำกัดเวลาเล่นเกมช่วง 2 ทุ่ม-3 ทุ่มนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แชปมองว่าการแบ่งเวลาให้ถูกในการเล่นเกม เป็นสิ่งที่เด็กๆ สามารถยอมรับได้ครับ หมายความว่าเล่นได้วันจันทร์-วันเสาร์ วันละ 1-2 ชั่วโมง และเวลาที่เหลือตลอดทั้งวัน ก็ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือทำการบ้านที่ครูสั่ง โดยการถามเพื่อนและพี่ให้ช่วยอธิบาย หรือแม้แต่การที่พ่อแม่ขายของออนไลน์ เช่น ใน 1 วันของแชปนั้น จะเรียนออนไลน์ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 โมงเย็น พอถึงเวลาบ่าย 3 โมงเย็น ก็ช่วยงานบ้านอย่างการกวาดบ้านครับ ส่วนเวลา 4-6 โมงเย็นก็เล่มเกมครับ จากนั้นช่วงเย็นก็กินข้าวและคุยกับพี่ๆ น้องๆ ครับ ที่สำคัญแชปคิดว่าเด็กส่วนใหญ่ก็อยากจะเล่นเกมทุกวัน แต่เล่นวันละ 1-2 ชั่วโมง และก็สามารถใช้เวลาที่เหลือเกือบตลอดทั้งวัน ช่วยงานบ้านและทำงานต่างๆ ส่งครูครับ ส่วนตัวแชปจะเล่นเกมวันจันทร์-วันเสาร์วันละ 2 ชั่วโมง ส่วนวันอาทิตย์ก็แบ่งเวลาให้กับการรับผิดชอบตัวเอง ด้วยการซักเสื้อผ้า และเตรียมอุปกรณ์การเรียนในวันจันทร์ครับ สำหรับประโยชน์ที่ได้จากการเล่นเกม คือการสร้างความผ่อนคลายช่วงเบรกเรียนออนไลน์ครับ และทำให้เรารู้จักการบริหารจัดการ หรือรู้ว่าไอเท็มไหนที่เราควรไม่ควรซื้อในเกม และเรียนรู้การใช้โซเชียล ในการช่วยที่บ้านขายของออนไลน์เมื่อมีเวลาว่างครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116294</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ร้องหาความชัดเจนจากรัฐ&quot; กำกับดูแลแก้ปัญหาเด็กติดเกม, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b38c4b0991.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบศึกซักฟอก  รัฐบาล &#039;บิ๊กตู่&#039; อยู่ยาว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิศทางการเมืองหลังศึกซักฟอก อนาคต รบ.-แก้ รธน.บัตรสองใบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จบไปแล้วกับ ศึกซักฟอก-อภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นศึกซักฟอกที่การเมืองทั้งในและนอกห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร้อนแรงตลอดช่วงการอภิปรายพอสมควร โดยเฉพาะการเมืองนอกห้องประชุมกับปัญหาคลื่นใต้น้ำในพรรคพลังประชารัฐ กับเรื่องการออกเสียงไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเกิดความเคลื่อนไหวและกระแสข่าว ล้มบิ๊กตู่กลางสภา-เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม สุดท้ายที่ประชุมก็ลงมติออกเสียงไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ 5 รัฐมนตรีที่ถูกยื่นซักฟอก โดยมีคะแนนเสียงไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ แตกต่างกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกยื่นซักฟอก กล่าวก่อนการลงมติและจบศึกซักฟอก ถึงทิศทางการเมืองหลังรัฐบาลผ่านพ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า&amp;nbsp; ไม่เชื่อว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ&amp;nbsp; ในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะตอนนี้งานของรัฐบาลคือการแก้ปัญหาโควิด&amp;nbsp; เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดและการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยมีการเปิดประเทศ ประชาชนออกมาใช้ชีวิตตามปกติเพื่อทำมาหากินกันได้ตามปกติ สิ่งเหล่านี้คือภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งทำมากกว่าเรื่องการเมือง วันนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจหยุดชะงักทำต่อไปไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องรีบผลักดันตรงนี้ แก้ปัญหานี้ให้ผ่านไปให้ได้ก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปีหน้า 2565 หากสถานการณ์ดีขึ้น มีความพร้อมที่จะมีการเลือกตั้ง หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ค่อยมาว่ากัน ผมว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาจะมามองเรื่องประเด็นการเมือง เพราะวันนี้ หากจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่ใช่ว่าเข้ามาแล้วจะแก้ปัญหาได้เลย จะทำให้เกิดการทะเลาะกันมากกว่า ควรทำให้ที่มีอยู่ตอนนี้ให้ทำงานต่อไปให้ได้ดีที่สุด ซึ่งผมก็คิดว่ารัฐบาลก็ทำได้ดีมากแล้ว ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -มีการมองกันว่ารัฐบาลอาจะอยู่ได้แค่ถึงสิ้นปีนี้หรือไม่เกินต้นปีหน้า โดยเฉพาะหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องบัตรเลือกตั้งสองใบ แก้ พ.ร.บ.เลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้ตอบไม่ได้ รอให้แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนแล้วกัน แต่ผมว่ามันคงไม่เกี่ยวกัน เพราะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็แก้กันไป แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ยังทำงานร่วมกันได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอมอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องยุบสภา ส.ส.ส่วนใหญ่ยังสนับสนุนพลเอกประยุทธ์อยู่ คุณให้เหตุผลมาหน่อยสิว่าทำไมต้องยุบสภา ผมยังนึกไม่ออกเลย ยังไงก็อยู่ครบเทอม จนกว่าจะพร้อมมีการเลือกตั้ง เพราะสภาเองตอนนี้ก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ พิจารณาผ่านกฎหมายไป ไม่มีปัญหาอะไร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามว่า มีการประเมินกันหลังจากนี้กระแสม็อบไล่รัฐบาลอาจจะเริ่มกลับมาแรงขึ้น หลังจบศึกซักฟอกและสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น&amp;nbsp; ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส มองว่า รัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลก็โดนม็อบมาไล่เกือบทุกรัฐบาล ก็ยังอยู่กันได้ไม่เห็นมีอะไร ประเทศไทยก็อยู่แบบนี้จนชินแล้วมั้ง สิบกว่าปีแล้ว จนคนไทยเริ่มชินแล้ว จนกลายเป็นเรื่องปกติ มันเป็นวิถีการเมืองไทย ไม่ต้องตกใจอะไร ก็มีทุกยุคทั้งทักษิณ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันมีม็อบทุกยุค แต่อยู่ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สถานการณ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ยังดูไม่ออก ตอบไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างกันของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น ภูมิใจไทยที่ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องบัตรสองใบว่า เป็นเรื่องธรรมดา รัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่เวลาเขียนขึ้นมา มีทั้งคนได้เปรียบและคนเสียเปรียบ ก็จะมีคนมองเห็นแตกต่างกันไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะอยู่ในพรรคเดียวกันเองในพรรคพลังประชารัฐ แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญลองเอานักการเมืองห้าคนมานั่งคุยกัน ให้คุยกันเรื่องนี้ ก็คิดกันไปห้าคนห้าแบบ ไม่มีใครคิดตรงกันหรอก เพราะเป็นเรื่องที่มีความคิดได้หลากหลายมาก เป็นเรื่องธรรมดา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ทำไมพรรค พปชร.ถึงเอาด้วยกับเรื่องบัตรสองใบ ทั้งที่เป็นระบบเลือกตั้งที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นผลดีกับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่า? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้ผมก็ยังงงเหมือนกัน ก็รู้อยู่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ประโยชน์ ก็ไม่รู้ว่าไปคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เขาทำไม ก็ไม่รู้ ก็งงเหมือนกัน ส่วนการโหวตหลังจากนี้ต้องรอก่อน อย่าเพิ่งไปคาดเดาอนาคต รัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านเลย อาจจะไม่ผ่านก็ได้ ใครจะไปรู้ได้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน อาจจะมีการต่อรอง ต้องวัดกันดูว่าจะเป็นยังไง อาจจะสูสี โอกาสจะผ่านหรือจะไม่ผ่านยังเดาไม่ได้ ยังดูไม่ออก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟกนิวส์มีการทำเป็นขบวนการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงเรื่องการควบคุมและดำเนินคดีการเผยแพร่ ข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ หลังจากนี้ว่า ปัญหาเฟกนิวส์กระทรวงก็มีการดำเนินการติดตามตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรณรงค์ขอความร่วมมือภาคประชาสังคม เช่นเพจต่างๆ ให้ช่วยด้วย เช่นการช่วยแชร์ข้อมูลที่เราทำเรื่องเฟกนิวส์ ที่ตอนนี้ก็มีการทำกันอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการดำเนินงานของกระทรวงดีอีเอส และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ของกระทรวงดีอีเอสที่ผ่านมา มีการปิดกั้น ดำเนินคดี ในหนึ่งสัปดาห์มีร่วมเป็นร้อยเพจหรือร้อยโพสต์ ก็มีการทำอยู่ เนื้อหาก็มีทั้งพวกจาบจ้วงสถาบัน หรือเรื่องเกี่ยวกับการชักชวนให้เล่นการพนัน แต่ก็ยอมรับว่าคงไม่หมดไปเลยเสียทีเดียว เพราะปิดไปก็มีการเปิดใหม่ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการระวังป้องกัน&amp;nbsp; ไม่ไปยุ่งเกี่ยว พยายามไม่แชร์หรือส่งต่อพวกเฟกนิวส์ เรื่องนี้ก็อยู่ที่ประชาชนด้วยในการต้องช่วยกันป้องกัน ซึ่งสาเหตุที่เฟกนิวส์เกิดขึ้นมากก็ต้องยอมรับว่าเพราะมีโซเชียลมีเดีย ใครคิดหรือนึกอยากโพสต์อะไรก็โพสต์กัน ไปห้ามไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ที่เฟกนิวส์เยอะเป็นเพราะกฎหมายที่ควบคุมเอาผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตอนนี้ยังอ่อนเกินไป บทลงโทษไม่รุนแรง คนเลยไม่กลัว? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆ กฎหมายบ้านเราก็เป็นไปตามมาตรฐานสากล ก็เหมือนกันเกือบทุกประเทศ แต่สุดท้ายมันอยู่ที่คน และสองเป็นเพราะมีขบวนการที่พยายามปลุกปั่นให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในสังคมไทย ซึ่งถ้าไม่มีขบวนการที่มาทำ ปัญหานี้อาจจะไม่รุนแรง เรื่อง &amp;quot;ความคึกคะนองเล่น&amp;quot; แล้วทำกัน จริงๆ มันก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ว่าขณะนี้มันคือการทำเป็นขบวนการ เช่นมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง หรือต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือว่าอยากสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง มีขบวนการที่ทำอยู่ มันก็เลยมีเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ ยอมรับว่า ช่วงสถานการณ์โควิดพบว่าเฟกนิวส์เพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ โดยเป็นเฟกนิวส์เกี่ยวกับโควิด เช่นการพยายามดิสเครดิตวัคซีนโควิด รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่ไม่พอใจรัฐบาลแล้วก็นำมาโพสต์กัน ก็มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ&amp;nbsp; เพราะเวลามีปัญหาในสังคมหรือเวลามีปัญหาใหญ่ๆ ในบ้านเมือง ก็ทำให้ข่าวหรือสิ่งที่คนสนใจเรื่องเหล่านี้ก็จะออกมาเยอะ ก็เป็นหน้าที่เราต้องคอยชี้แจงแก้ไข ส่วนที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานแก้ปัญหาเฟกนิวส์และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็เพราะเฟกนิวส์ส่วนหนึ่งก็เป็นเป็นเรื่องใหม่ แต่ละหน่วยงานก็พยายามปรับตัวทำกัน และเฟกนิวส์ก็มาเกิดเยอะช่วงหลังตอนนี้ช่วงโควิด มันก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวเหมือนกัน&amp;nbsp; ต้องค่อยๆ ทำ ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงก็เพราะห่วงว่าหากปล่อยให้ขบวนการ หรือปัญหาเฟกนิวส์มันแพร่หลายแบบนี้ ประชาชนก็จะเกิดความสับสน เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง หรือเกิดความแตกแยกระหว่างประชาชน ซึ่งมันก็จะส่งผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย ก็อาจส่งผลทำให้การบริหารราชการแผ่นดิน การแก้ปัญหาต่างๆ จะทำได้ยาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -การควบคุมจัดระเบียบโซเชียลมีเดียสามารถทำ หรือแยกได้ไหมว่าอันไหนเป็นสื่อจริงๆ อันไหนไม่ใช่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในทางเทคนิคทำยากเพราะทุกคนมีสิทธิ์ หากผมจะไปบอกบางแห่งว่าคุณไม่ใช่สื่อมวลชน แต่เขาก็มีสิทธิ์จะโพสต์อะไรต่างๆ ได้ เพราะเป็นพื้นที่โซเชียลมีเดีย จะไปห้ามเขาก็ไม่ได้ เพียงแต่เขาก็จะไปทำหนังสือพิมพ์ หรือออกสื่อแบบวิทยุ โทรทัศน์ไม่ได้ เพราะสื่อเหล่านี้ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ มีสมาคมวิชาชีพ มีใบอนุญาตต่างๆ แต่พวกโซเชียลมีเดียไปคุมไม่ได้ หากจะคุมได้ก็ต้องทำแบบประเทศอื่นอย่างกัมพูชา&amp;nbsp; จีน ซึ่งไม่ใช่แนวทางประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมลงไปดูรายละเอียดไหมว่า กลุ่มที่เผยแพร่เฟกนิวส์เป็นกลุ่มไหนบ้างหลักๆ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมก็ไม่ได้ลงไปดูรายละเอียด แต่เท่าที่ทราบก็คือทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เวลาเขาพบเฟกนิวส์ก็จะไล่ตรวจสอบโพสต์ไปเรื่อยๆ จนเจอแหล่งที่มาที่เป็นโพสต์แรกๆ แล้วก็จะมีการดำเนินคดีกับแหล่งแรกที่เริ่มโพสต์ รวมถึงกลุ่มที่มีการแชร์เฟกนิวส์ที่ก็จะเป็นกระบวนการเดียวกัน&amp;nbsp; อันนี้ทางศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ดำเนินการอยู่ แล้วก็ออกไปจับดำเนินคดี&amp;nbsp; แต่กระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีหลายขั้นตอน ต้องรวบรวมพยานหลักฐานอะไรต่างๆ บางอันออกหมายเรียกไปหลายรอบก็ไม่ยอมมา จนมีการออกหมายจับ คือบางทีเรื่องมันก็ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง ตำรวจก็อาจไม่อยากไปทำอะไรรุนแรงมาก คดีก็เลยอาจคืบหน้าช้า ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบการกระทำความผิดก็เป็นลักษณะความผิดส่วนบุคคล การจะไปพบว่าทำแบบเป็นกลุ่มบุคคลมันก็ยาก เพราะเรื่องพวกนี้ก็จะไม่ได้ทำในนามกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่เราก็จะรู้ว่าเป็นเครือข่ายกัน มีความเกี่ยวข้องกัน มีคนโพสต์แล้วก็มีการนำไปแชร์ต่อๆ กัน คนที่เอาไปแชร์ก็เป็นกลุ่มเดิมๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเป้าหมายของคนที่ทำเฟกนิวส์ก็มีรวมๆ กัน เป็นลักษณะดิสเครดิตกระบวนการทำงาน บางทีก็มีเรื่องผลประโยชน์ด้วย บางทีเรื่องของธุรกิจก็มีการโจมตีกัน เช่นคนหนึ่งกำลังจะขายผลิตภัณฑ์ยา ก็จะมีการทำเรื่องออกมาเพื่อดิสเครดิตยาคู่แข่งขันว่าเป็นยาที่ไม่ดี หรืออยากจะนำเข้าวัคซีนมาขาย ก็บอกว่าวัคซีนอีกยี่ห้อไม่ดี หรือบางคนชอบสหรัฐอเมริกา ไม่ชอบจีน ก็ทำเรื่องดิสเครดิตจีน หรือชอบจีน ไม่ชอบอเมริกา ก็เลยดิสเครดิตอเมริกา มันก็เป็นแบบนี้ทุกประเทศในโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สกัดคนทำผิด 112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางโซเชียลมีเดีย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการควบคุม ติดตาม เอาผิดคนที่กระทำผิดมาตรา 112 ทางโซเชียลมีเดียด้วยว่า กระทรวงก็มีการเข้าไปดำเนินการปิดกั้น กระบวนการแบบนี้กระทรวงเราทำได้ ซึ่งการปิดกั้นก็ทำได้สองแบบคือ หนึ่ง-เป็นลักษณะการขอความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊กโดยตรง โดยส่งอีเมลแจ้งไปว่าเว็บบางแห่งมีเนื้อหาไม่เหมาะสม รวมถึงการขอความร่วมมือด้วยการให้ลบโพสต์บางโพสต์ ซึ่งเขาก็ทำให้ วิธีที่สองคือการใช้คำสั่งศาล ก็ทำได้สองช่องทาง บางกรณีเฟซบุ๊กเขาก็ทำให้เลยถ้าพบว่าเนื้อหามันชัดเจน และทางกระทรวงช่วยยืนยันก็ส่งเรื่องไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนความร่วมมือของแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ถ้าเป็นกรณีอย่างแอกเคาต์ปลอม ฉ้อโกง หลอกลวง พวกนี้เขาก็จะให้ความร่วมมือ รวมถึงกรณีที่เป็นลักษณะเกี่ยวกับความมั่นคง ที่อาจจะเข้าข่ายก่อความวุ่นวาย ทำให้เกิดความแตกแยก เช่นอย่างยุให้คนมาม็อบแบบนี้ บางทีเขาก็ปิดกั้นให้ ถ้าดูแล้วมันรุนแรงเกินไป ซึ่งอย่างที่สหรัฐอเมริกาเขาก็มีการทำให้ อย่างกรณีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ก่อเหตุตอนหลังเลือกตั้ง ก็มีการปิดกั้นไม่ให้ใช้ เขาเรียก Community &amp;nbsp;Standard เป็นลักษณะแบบหลักการของเขา แต่อาจไม่ตรงกับหลักการของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้บางกรณีก็ต้องใช้ คำสั่งศาล แต่บางทีถึงเป็นคำสั่งศาลก็จะไปบังคับเขาไม่ได้อยู่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างบางกรณีมีคำสั่งศาลให้ปิดเพจของบางคนก็ไม่มีการปิดให้&amp;nbsp; และอีกหลายเพจพวกเพจลักษณะล้มสถาบัน ทางเฟซบุ๊กก็ไม่ปิดให้ ก็ปิดยาก อาจเป็นเพราะเขา (สำนักงาน) ไม่ได้อยู่เมืองไทย ตรงนี้ก็อาจเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง อีกทั้งตัวผู้ถูกดำเนินคดี (ผู้ต้องหา) อยู่ต่างประเทศ&amp;nbsp; เพราะการปิดกั้นก็มีการดำเนินคดีด้วย เช่นคนทำผิดมาตรา 112 ก็ถูกดำเนินคดี 112 หรือผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทำผิดเรื่องเผยแพร่เฟกนิวส์ แต่เมื่อผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศการดำเนินคดีก็ค่อนข้างยาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส ยังกล่าวถึงการผลักดันนโยบายการบริหารงานของกระทรวงดีอีเอสที่จะต้องสานต่อว่า มีอีกหลายเรื่องโดยบางเรื่องก็ทำไปมากแล้ว เช่นนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ Cyber Security เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีประกาศออกมารองรับแล้ว หลังมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หรือ National Cyber Security &amp;nbsp;Agency: NCSA ที่ก็มีหน้าที่เช่น ก็จะไปกำหนดว่าสาธารณูปโภคอย่างไฟฟ้า ประปา ธนาคาร โรงพยาบาล เป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการ Cyber Security ที่ก็จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ แล้ว สกมช.ก็จะคอยกำกับดูแล ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างเราก็ทำตามมาตรฐานสากล โดยผู้ประกอบการอย่าง ธนาคาร บริษัทประกันภัย ก็มีระบบป้องกันอยู่แล้ว อย่าง โรงไฟฟ้า ก็จะมีการติดซอฟต์แวร์ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์อยู่แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นหากมีคนโจมตีเข้ามาแล้วโรงไฟฟ้าดับหมดก็เสียหาย เขาจึงมีระบบป้องกันที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ สกมช.ก็เข้าไปช่วยให้คำแนะนำกำกับดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแนวนโยบายเรื่องการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานกำลังพิจารณาดำเนินการอยู่ แต่การดำเนินการก็ต้องมีหลายอย่างประกอบ แต่สิ่งที่ได้ขับเคลื่อนไปก็คือ ทำให้เกิดมีโครงข่ายเกือบทุกพื้นที่แล้ว ก็พยายามขยายให้ครอบคลุมบ้านเรือนประชาชน ให้มี&amp;nbsp; Wi-Fi ฟรีเพื่อให้ประชาชนได้ใช้มากขึ้น ล่าสุดก็ไปประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้รับเรื่องอินเทอร์เน็ตไว้เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในระดับท้องถิ่น โดยให้ท้องถิ่นช่วยซัพพอร์ต เพราะท้องถิ่นเช่น องค์การบริหารส่วนตำบลก็มีงบประมาณ ก็ไปทำเรื่องการให้ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ต Wi-Fi ฟรี เริ่มจากย่านชุมชน ในโรงเรียนให้เด็กนักเรียนใช้ โดยใช้งบประมาณของท้องถิ่นมาสนับสนุน หรืองบจากส่วนอื่นก็ว่าไป เพราะภารกิจดังกล่าวควรเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นต้องเข้ามาดูแลสนับสนุน เพราะท้องถิ่นจะรู้ว่าประชาชนมีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตตรงจุดไหนในชุมชน โดยส่วนกลางก็ไปดูเรื่อง เช่น การพัฒนาโครงสร้างและระบบการให้บริการ ตอนนี้กระทรวงดีอีเอสก็พยายามจะผลักดันให้เรื่องนี้เข้าไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เห็นชอบออกมาเป็นแนวนโยบายต่อไป หากทำได้ก็จะช่วยพลิกระบบให้ดีขึ้น ลักษณะก็อาจให้ท้องถิ่นทำ แล้วท้องถิ่นจะใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยี่ห้อไหนก็เปิดให้ประชาชนใช้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในช่วงโควิดที่ค่าบริการอินเทอร์เน็ตลดลงไม่ได้ ก็เพราะเครือข่ายผู้ให้บริการมีหลายบริษัท การลดค่าบริการช่วงโควิดเลยทำไม่ได้ มันไม่เหมือนน้ำไฟที่เป็นของการประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง แต่ก่อนหน้านี้ก็มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ไปแล้ว เพื่อให้การให้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ขณะนี้บางส่วนที่รัฐทำอยู่ เช่น อินเทอร์เน็ตประชารัฐ ที่ก็มีอยู่แล้วที่ให้บริการฟรี แต่มันยังไม่ค่อยขยาย ก็จะทำให้ขยายมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ&amp;nbsp; 24,000 จุดที่กระทรวงดีอีเอสทำไว้ และของสำนักงาน กสทช.อีกประมาณ 15,000 จุด รวมแล้วก็ประมาณ 40,000 จุดในพื้นที่ห่างไกล ในกรุงเทพมหานครจะไม่ค่อยมี จะเป็นพื้นที่ห่างไกลซึ่งอินเทอร์เน็ตยังไปไม่ถึง ก็มีการลากสายไฟเบอร์ไปให้ เพื่อให้อินเทอร์เน็ตไปถึงตำบลต่างๆ ซึ่งการดำเนินการตามที่วางไว้ก็จะให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยนำไปขยายเครือข่าย โดยคิดค่าบริการกับประชาชนในพื้นที่ราคาไม่แพงมาก แต่หากไม่ต้องการก็สามารถไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี Wi-Fi ในพื้นที่ชุมชนที่ท้องถิ่นทำไว้ให้ได้ เช่น ศาลาวัด ศาลาหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ทำมาหลายปีในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โครงข่ายต่างๆ ถือว่าดีแล้ว เพียงแต่ทำให้มันมีการนำมาใช้ให้แพร่หลายมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -กรณีบอร์ด กสทช.มีคำสั่งยกเลิกและเลื่อนประมูลสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) จะมีผลกระทบอะไรกับการพัฒนาประเทศในด้านดิจิทัล การสื่อสาร หรือระบบ 5G อะไรหรือไม่? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆ ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ เพราะดาวเทียมตอนนี้จริงๆ ใช้บรอดแคสต์ (Broadcast) เป็นหลัก เช่นเรื่องของระบบทีวี อย่างการถ่ายทอดสดหรือการสื่อสาร เรื่อง Broadband อินเทอร์เน็ต แต่ก็จะมีผลกระทบกับคนที่อยู่ชายขอบหน่อยที่ไฟเบอร์ออปติกไปไม่ถึง แต่ก็ไม่เยอะ เข้าใจว่าตอนนี้มีประมาณสองพันกว่าหมู่บ้าน สองพันกว่าจุดที่ใช้อินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม แต่ก็ยังไม่ได้เลิกไป ยังมีอยู่อีกประมาณ&amp;nbsp; 2-3 ปี เราก็ต้องแก้ปัญหาว่าจะยิงดาวเทียมดวงใหม่อย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังวันที่ 10 ก.ย. ทางบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด&amp;nbsp; (National Telecom Public Company Limited) ก็จะเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ และไทยคม 6) หลังสิ้นสุดอายุสัญญาสัมปทาน (บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ) เรียกว่าการ operate ต่อ แล้วก็ไปดูเรื่องการปรับโครงสร้าง รายได้ รายจ่าย จะทำอย่างไร เพราะต่อไปจะเป็นของรัฐแล้ว ไม่ใช่ของไทยคม ส่วนที่มีการเปิดประมูล เป็นเรื่องของการทำดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปเพื่อให้บริการประชาชน ซึ่งตอนที่เปิดประมูลมีบริษัทเอกชนยื่นแค่รายเดียว (บริษัท&amp;nbsp; ทีซี สเปซ คอนเน็ค จำกัด มีบริษัท ไทยคมฯ ถือหุ้น 100%) ทาง กสทช.เลยให้เลื่อนไปก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...หากประมูล ไทยคมที่ตอนนี้เป็นแค่เจ้าเดียว และที่ผ่านมาก็ทำเพียงรายเดียวมาสามสิบปี วันนี้ก็เป็นปัญหาท้าทายว่า หากเปิดประมูล ก็จะมีแค่รายเดียวที่ก็คือไทยคมที่มายื่นประมูล เพราะทำเป็นอยู่รายเดียว โดยหากเปิดประมูลแล้วเขาได้ไป เขาก็จะผูกขาดต่อไปอีกยี่สิบปี&amp;nbsp; ก็เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ตกผลึก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงดีอีเอสหรือเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของสำนักงาน กสทช.ที่เป็นหน่วยงานอิสระ ที่จะไปสั่งอะไรเขาไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังจะต้องผลักดัน เช่น&amp;nbsp; Digital Locations ที่เป็นลักษณะเช่นหากมีคนจะสั่งซื้อพิซซ่ามากินที่สำนักงานแห่งหนึ่ง ปกติตอนนี้ก็จะใช้จีพีเอส หรือ Google Maps ซึ่งจริง ๆ ทุกคนควรมีอีเมลและจีพีเอสของตัวเอง คือเวลาคนคนหนึ่งเช่นนาย&amp;nbsp; ก.สั่งพิซซ่ามาที่สำนักงานของตนเอง ทางผู้จำหน่ายพิซซ่าเขาก็สามารถมาส่งพิซซ่าถึงสถานที่ location ของคนที่สั่งได้เลย รวมถึงอย่างอื่นเช่น&amp;nbsp; ใบสั่ง หมายศาล ทำให้สามารถส่งของหรือสินค้าไปถึงคนคนนั้นได้เลย&amp;nbsp; รวมถึงส่งเอกสารต่างๆ พวกใบสั่ง หมายศาล ใบแจ้งเสียภาษี ปกติจะส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ก็จะให้สามารถส่งทางอีเมลได้เลยโดยไม่ต้องส่งเป็นกระดาษ เขาเรียกว่าเป็นอีเมลของประชาชนและบวก location&amp;nbsp; มาให้ด้วยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...โดยหากส่งของก็ส่งทางโลเกชัน แต่หากส่งเป็นเอกสารก็ส่งทาง อิเล็กทรอนิกส์เมล ทางบริษัทไปรษณีย์ไทยฯ ก็คิดจะทำอยู่ เพื่อให้การติดต่อทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้หมด ไม่ต้องใช้กระดาษ เป็น&amp;nbsp; Eco-system เพื่อรองรับการเติบโตของการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็น Digital Location ที่ทุกคนก็ต้องมีอีเมลที่สามารถติดต่อสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้ต่อไปการทำธุรกรรมออนไลน์ การทำธุรกิจในโลกโซเชียลมีเดียก็จะครอบคลุม ซึ่งทุกฝ่ายกำลังผลักดันกันอยู่. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115620</URL_LINK>
                <HASHTAG>จบศึกซักฟอก  รัฐบาล &#039;บิ๊กตู่&#039; อยู่ยาว, ศึกซักฟอก, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_6133662816a6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบิดศึกซักฟอก  เปิดแผลรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศึกซักฟอก ครั้งสุดท้ายของสภา ดีลลับ&amp;ldquo;พท.-พปชร.&amp;rdquo;?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัปดาห์หน้านี้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีแมตช์ใหญ่ทางการเมือง นั่นก็คือ ศึกซักฟอก-การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในช่วงวันที่ 31 ส.ค.ถึง 3 ก.ย. และลงมติในวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งการอภิปรายรอบนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 6 รัฐมนตรี ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม-อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม-สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน-ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเศรษฐกิจและเพื่อสังคม และเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือประธานวิปฝ่ายค้าน และ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย หนึ่งในขุนพลหลักของเพื่อไทยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวถึงภาพรวมของฝ่ายค้านในศึกซักฟอกที่จะมีขึ้น ตลอดจนได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เขาเชื่อว่า ศึกซักฟอกรอบนี้น่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้ เพราะมองว่าหลังการอภิปรายจบลง จะทำให้เกิดการสั่นคลอนในรัฐบาลตามมาจนเกิดการต่อรองทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งแม้จะไม่เกิดขึ้นทันทีหลังจบศึกซักฟอกแต่จะเกิดผลตามมาในช่วงปลายปีนี้ หรือช้าสุดต้นปีหน้า รวมถึงยังได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ของ ดีลพิเศษ ของเพื่อไทยกับพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ซึ่งเนื้อหาปรากฏดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ส.ส.ฝ่ายค้านที่จะลุกขึ้นอภิปรายจะมีประมาณ 25-26 คนหรือร่วมๆ 30 คน โดยในส่วนของเพื่อไทย ประมาณ 18 คน ซึ่งประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากเรื่องวิกฤตโรคระบาดโควิด-การบริหารจัดการวัคซีน-เรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการทุจริต ความไม่ชอบในการทำงานของรัฐบาลอีกหลายเรื่องที่เป็นเรื่องไม่สมควร เพราะมันคือการซ้ำเติมสถานการณ์ โดยฝ่ายค้านจะนำข้อมูลมาอภิปรายให้ประชาชนเห็นว่าที่รัฐบาลแก้ปัญหาโควิดไม่ได้ไม่ใช่เพราะสถานการณ์โลก แต่เพราะรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารงาน และยังไปคิดทุจริตในวิกฤตที่คนกำลังจะเป็นจะตายจากโควิดมาอภิปราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการตั้งข้อหาอภิปรายพลเอกประยุทธ์ในญัตติที่ระบุว่า ค้าความตาย นั้น สุทิน ยืนยันเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่ได้เกินเลย เพราะวันนี้คนไทยตายจากโควิดเป็นหมื่นแล้ว ขนาดสงครามยังไม่ตายเยอะขนาดนี้ ที่บอกว่าค้าความตาย ก็เพราะมีคนตายทุกวัน และตายเพราะโควิดที่ระบาดหนักเพราะพลเอกประยุทธ์รับผิดชอบโดยผิดพลาดในเรื่องการบริหารวัคซีน เพราะถ้ามีวัคซีนฉีดครบตามกำหนดคนไม่ตายขนาดนี้ แล้วที่วัคซีนมาไม่ครบ มาก็ไม่มีคุณภาพ เพราะอะไร มันตรงไปตรงมาไหม ถ้าไม่ตรงไปตรงมาเพราะอะไร เพราะมีเงินทอนหรือไม่ หรือเพราะไปมีผลประโยชน์เรื่องวัคซีน ก็เท่ากับค้าความตาย แต่หากไม่ใช่อย่างที่ฝ่ายค้านอภิปราย ก็ชี้แจงมา สัญญาซื้อขายวัคซีนก็เอามาเปิดเผยให้ประชาชนเห็น วัคซีนที่ทั่วโลกเขาใช้กันและประชาชนต้องการให้นำเข้ามาฉีดทำไมถึงเข้ามายาก แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาคิดว่าคุณไม่ไปมีผลประโยชน์ได้ยังไง ถ้าคุณมีผลประโยชน์ก็คือคุณค้าความตาย สมัยก่อนโกงสร้างถนน สร้างบ่อน้ำ อย่างมาก ยังไงคนก็ไม่ตาย แต่ถ้าโกงเรื่องนี้คนมันตาย แล้วใช่หรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ปัจจุบันสังคมอภิปรายนายกฯ ก็หนักแล้ว ทั้งประชาชน ทั้งหมอที่ออกมาพูด เขาอภิปรายไปก่อนฝ่ายค้าน ความไม่ไว้วางใจของสังคมมันจึงเกิดขึ้นก่อนที่ฝ่ายค้านจะอภิปราย เพียงแต่ฝ่ายค้านจะมาเช็กบิล-วางบิลเท่านั้น หากถามว่าอภิปรายรอบนี้นายกฯ จะบอบช้ำหรือไม่ ต้องบอกว่าตอนนี้ก็บอบช้ำหนักแล้ว แต่หลังอภิปรายไม่ใช่แค่บอบช้ำ จะเปื่อยเลย เพราะผมเชื่อว่านายกฯ จะตอบในสภาไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันจะอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาล ต้องถามใจพรรคร่วมรัฐบาล จะยอมตายด้วยกันไหม จะยอมเน่าด้วยกันหรือจะชิ่งออกมาอยู่กับประชาชน เพราะฝ่ายค้านเชื่อว่านายกฯ ไม่มีทางตอบได้ แล้วก็อาศัยมือเสียงข้างมากในสภาว่าไป แต่มือมากวันนี้ อย่าประมาท เพราะมือเหล่านั้นต้องกลัวประชาชน เพราะอภิปรายรอบนี้จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่หนักที่สุดของพลเอกประยุทธ์ และฝ่ายค้านเองทำงานหนักที่สุดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..อย่างไรก็ตาม ต้องบอกสังคมก่อนว่ามันอาจไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์มากมาย เพราะทุกวันนี้เป็นโลกโซเชียลมีเดีย สังคมก็รู้ ไม่ได้น้อยกว่านักการเมืองหรือสื่อ แต่ว่าฝ่ายค้านก็จะร้อยเรียงเรื่องเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวทั้งระบบที่เดินต่อไม่ได้แล้ว ปล่อยไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันมันไม่เหมือนสมัยก่อนที่สังคมปิด ชาวบ้านอาจไม่ค่อยรู้ พอฝ่ายค้านเปิดออกมาที บอกโอ้โหกันเลย แต่ยุคนี้ประชาชนเขารู้ทุกเรื่อง แต่ฝ่ายค้านจะมาย้ำแผล และต่อจิ๊กซอว์ทั้งหมดให้เห็นว่ามันเป็นความล้มเหลวที่ใหญ่หลวง โดยหากปล่อยไว้มันจะแย่ มันจะพังทั้งหมด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ส่วนอนุทิน รมว.สาธารณสุข ประเด็นการอภิปรายก็ชัดเจนเหมือนพลเอกประยุทธ์ คือมีส่วนในการร่วมสร้างความผิดพลาด เพราะเรื่องโควิด ด่านหน้ามันคือกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ระบบสาธารณสุขมันพัง อย่างในกรุงเทพฯ มีข่าวร้านขายอาหาร คนในบ้านติดโควิดตายหมดยกครัวสามศพ และยังมีคนตายจากโควิดกันอีกเยอะ สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร และไปเช็กดูแล้วที่คนตายกันเยอะ เพราะรอตรวจ รอเตียง มันคือระบบสาธารณสุขล้มเหลว จริงอยู่แม้พลเอกประยุทธ์จะออกคำสั่งรวบอำนาจต่างๆ ไว้ที่ตัวเอง ในฐานะประธาน ศบค. แต่ก็ยังมีอำนาจอีกหลายส่วนที่อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข และเป็นส่วนสำคัญด้วย อย่างการจัดซื้อจัดจ้างเวชภัณฑ์ต่างๆ ศบค.ไม่ได้เอาอำนาจส่วนนี้ไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักดิ์สยาม-เฉลิมชัย โคม่า!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-จะอภิปรายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของสาธารณสุขในช่วงโควิดด้วยหรือไม่ เช่น ปมปัญหาเรื่องการจัดซื้อชุดตรวจ&amp;nbsp; ATK จะโยงไปถึงเครือข่ายอนุทินหรือไม่? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี้คือสิ่งที่ฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายให้สังคมเห็นว่าที่วัคซีนไม่มา ระบบสาธารณสุขล้มเหลว ชุดตรวจมาช้าและราคาแพงมันเกิดจากอะไร เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยหรือไม่ หรือเป็นความด้อยประสิทธิภาพของเขา หรือความไม่ชอบมาพากลของคุณ สังคมจะได้รู้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนศักดิ์สยาม รมว.คมนาคม จริงๆ เขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับโควิดอยู่ แล้วเรื่่องการทุจริตในกระทรวงคมนาคมเยอะ แต่ว่าขอยังไม่พูดก่อน แต่ว่าเป็นกรณีทุจริต ไม่ชอบมาพากล เป็นการทุจริตท่ามกลางคนในชาติกำลังลำบาก เป็นเรื่องไม่น่าเกิดขึ้น โดยประเด็นที่จะอภิปรายเขามีทั้งประเด็นใหม่และบางเรื่องก็เป็นประเด็นที่อาจเคยอภิปรายมาตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่แล้ว แต่มันมีพัฒนาการและมันมีข้อมูลที่ลึกลงไปอีก ส่วนกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็อาจมีคนอภิปราย แต่จะไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่จริงๆ เรื่องนี้ลองอธิบายต่อสังคมออกมา เพราะดูแล้วประเด็นนี้ชี้แจงไม่ได้&amp;nbsp; ถ้าเป็นประเทศศิวิไลซ์ผมว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้แล้วแค่เรื่องนี้ สำหรับศักดิ์สยาม รอบนี้ถือว่าหนัก หากไม่หนักจริงฝ่ายค้านไม่เอามาอภิปรายรอบนี้แน่นอน ขณะที่ในส่วนของ เฉลิมชัย-รมว.เกษตรฯ เป็นชื่อที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอมา โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตที่ชัดเจนและมีความผิดพลาดในการบริหารงานที่ทำให้ประเทศเสียหาย ซ้ำเติมโควิดและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุทิน-ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวต่อไปว่า สำหรับ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ถือว่าเป็น รมต.ที่มีส่วนในความล้มเหลวเรื่องเศรษฐกิจจากกรณีโควิด เรียกว่าเป็นเครือข่ายกลุ่มบริหารงานเศรษฐกิจโควิดของรัฐบาลที่บริหารงานผิดพลาดในวันนี้ และน่าวิตกมากในวันข้างหน้า ขณะที่ ชัยวุฒิ-รมว.ดีอีเอส จะเป็นรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายหลายเรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใหญ่หลวงของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ใช่เรื่องกรณีที่มีการยกเลิกการประมูลวงโคจรดาวเทียม หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจจะมีส่วน ไปหลายเรื่อง แต่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ถูกดึงไปโดยที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของประชาชนในเชิงโครงสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเรื่องเกรงจะมีข้อสอบรั่วก่อนการอภิปรายรัฐมนตรีบางคนหรือไม่นั้นก็เกรงอยู่ แต่ว่าถึงรั่วยังไงก็ตอบไม่ได้ เคยเห็นการสอบช่วงหลังๆ ของการเรียนไหม ครูให้นักเรียนเอาหนังสือเข้าไปเปิดดูตอนสอบเลย แต่บางคนก็ตอบไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ฝ่ายค้านคาดหวังอะไรกับอภิปรายครั้งนี้?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นทางออกของประเทศ วันนี้ฝ่ายค้านไม่ได้อภิปรายเพื่อต้องการจะล้มรัฐบาล เพราะคำว่าล้มรัฐบาลมันเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่สุดคืออภิปรายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ เพื่อผ่าทางตันให้กับประเทศ เพื่อสร้างความหวังให้กับประชาชน เพราะวันนี้ปัญหาของประเทศในเรื่องโควิดและผลกระทบทางเศรษฐกิจ คนก็จะชอบถามว่าจะแก้ยังไง ก็ต้องไปดูที่สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาตอนนี้ ที่ก็คือการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องวัคซีน-ระบบสาธารณสุข ถ้ารัฐบาลบริหารงานดีมันก็ไม่เกิดปัญหาแบบตอนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางออกก็คือ ต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศ เปลี่ยนรัฐบาล สิ่งนี้คือทางออก การเปลี่ยนรัฐบาลที่เป็นไปได้คือ ทำผ่านกลไกระบบรัฐสภา ให้กลไกรัฐสภาเป็นจุดเริ่มต้น ให้มันจบที่สภา จบได้ก็จบ หากจบไม่ได้มันก็เป็นบันไดเริ่มต้น แล้วก็อาจไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายหลัง นี่คือทางออกของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่บอกว่าอภิปรายเพื่อเป็นความหวังให้กับประชาชน เพราะวันนี้ประชาชนหวังจะมีการเปลี่ยนแปลง เอาผู้บริหารประเทศชุดใหม่มาบริหาร มันจะดีขึ้น เราก็ทำให้เขาสมหวัง หากเราไม่ทำ เขาก็ไม่มีความหวัง เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้นายกฯ ก็อยู่แบบนี้ เพราะเมื่อประชาชนอยากให้รัฐบาลออก ความหวังอะไรที่จะทำให้รัฐบาลออก ประชาชนจะไปม็อบก็ไม่ได้ อาจบาดเจ็บหรือถูกตำรวจจับ ก็มีแต่ในสภาที่จะทำให้เขา เราอภิปรายเพื่อทำให้บ้านเมืองดีขึ้น รัฐบาลอาจไม่รู้ตัวเอง อาจจะหย่อนยาน แต่เมื่อเราอภิปรายก็ทำให้รัฐบาลอาจตื่นตัว ปรับปรุง กระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ที่ก็คือต้องคอยลงแส้เรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้านคาดหวังไว้แค่ไหน เพราะหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ด้วย? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็คิดได้ทั้งสองแบบ ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายรัฐมนตรีโดยลงแส้พร้อมกันหมดแบบที่เห็น ทางหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจรุมช่วยกัน หรือทางที่สองก็คือ ก็ตัวใครตัวมันไปเลย แล้วผลลงมติไว้วางใจหากรัฐมนตรีแต่ละคนคะแนนออกมาแตกต่างกัน ก็อาจเกิดปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องเสถียรภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมมองว่าผลการลงมติไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีอีกห้าคน คะแนนไว้วางใจจะออกมาแบบแตกต่างกันมาก ดีไม่ดี เสียงนายกฯ อาจได้น้อยกว่าคนอื่น แล้วนายกฯ จะต้องพิจารณาตัวเองไหม ก็รอดูกัน ผมคิดว่าหลังอภิปรายรอบนี้ในทางการเมือง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหญ่กว่าทุกครั้ง ที่่ผ่านมาส่วนใหญ่คือปรับ ครม. แต่การอภิปรายรอบนี้จะมีผลทำให้นายกฯ อยู่ไม่ได้ หรือถึงอยู่ได้ก็จะอยู่แบบขอกันว่าให้นายกฯ อยู่ถึงช่วงนั้นช่วงนี้ ในลักษณะต่อรองกัน จะขอกันว่าขอให้นายกฯ อยู่ต่อได้ถึงวันไหน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจบการอภิปราย เชื่อว่าการเมืองในรัฐบาลจะไปไกลกว่าการปรับ ครม.แน่นอน คือการคุยกันหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจคือจบแล้ว ไม่ยอมรับกัน ก็เหลือแค่จะให้เวลาอยู่ได้อีกถึงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ถ้าเจรจากันไม่ได้ก็คือก็คว่ำกันตรงนั้น แต่ถ้าเจรจาได้ก็คือจะทอดเวลาให้กันถึงวันไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-แต่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ต่างบอกทำนองต้องอยู่ด้วยกัน ลงเรือลำเดียวกันแล้ว? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาก็คงพูดโดยมารยาท เพราะยังไม่ถึงจุดที่เห็นจุดที่แย่ที่สุด พรรคร่วมก็ต้องพูดแบบนี้ไว้ก่อน แต่ข้างในเรารู้ว่าการยอมรับมันต่ำลงมาเรื่อยๆ แต่การแสดงออกเขาก็ต้องทำแบบนี้ไปก่อน ก็อย่างนี้ พอถึงจุดหนึ่ง พออภิปรายเสร็จ ตีแผ่เสร็จ ก็จะเหมือนสำนวนประมาณ ไม่พายเรือให้โจรนั่งหรือ สุนัขป่วย แม้แต่เห็บเหาก็ยังต้องเผ่น ฝ่ายค้านถึงคิดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้น่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้ จะเป็นการอภิปรายก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;....ส่วนหากนายกฯ จะไม่ลาออก แต่เลือกจะยุบสภา ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ แต่ต้องหลังอภิปรายเสร็จ แต่การจะยุบสภาหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจในขณะที่รัฐบาลกระแสนิยมตกต่ำ โดยปกติจะไม่ยุบสภากัน แกนนำพรรครัฐบาลเขาคงไม่ยอม ก็อาจใช้วิธีให้นายกฯ ลาออก เพื่อจะได้ตั้งหลักได้ หรือไม่ก็เอาผู้นำพรรคคนใหม่ของเขาขึ้นมาแทนเพื่อฟื้นศรัทธา ถ้าทำแบบนั้นได้ถึงค่อยให้ยุบสภา เพราะคนที่มีอำนาจยุบสภาอยู่ในมือ เขาก็ต้องคิดว่ายุบสภาแล้วจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมือง ถ้ายุบในช่วงตัวเองอ่อนแอปกติจะไม่ยุบสภากัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -แล้วถ้าพลเอกประยุทธ์อาจคิดว่าตัวเองพอแล้ว และไม่ยอมแน่นอนที่จะมาลาออก อาจเลือกจะยุบสภาแทน? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็มีวิธีคิดแบบนี้เท่านั้น ที่พลเอกประยุทธ์จะยุบสภาคือ คิดว่าตัวเองจะไม่กลับมาการเมืองอีกแล้ว ใครจะเป็นหรือใครจะไปก็แล้วแต่ แต่ตัวเองพอแล้ว แต่หากให้มอง ถ้าพลเอกประยุทธ์จะยุบสภา ก็คิดว่าพวกแกนนำพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่อยากให้พลเอกประยุทธ์ยุบสภา เขาคงไม่ยอม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การเมืองหลังจบศึกซักฟอก ทั้งการเมืองในและนอกสภา ถึงฝ่ายค้านอภิปรายไป แต่ถึงตอนลงมติ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องโหวตไว้วางใจอยู่ดี?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระแสข้างนอกสภาก็อาจรู้สึกสิ้นหวังที่กลไกสภาไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลให้เขาได้ คนจะรู้สึกอยู่ในสภาพที่ไร้ความหวังไปปีกว่าหรืออีกร่วมสองปี คนจะไม่ยอม พอไม่ยอม วิกฤตศรัทธาจะเกิดมากๆ แล้วจะเกิดการเรียกร้อง วันนี้ม็อบมันมีหลายม็อบ Mob from Home ที่คือการพิมพ์แป้นหน้าจอแล้วกดไล่รัฐบาล ทุกวันนี้มีทั้ง mob from home-mob from street แต่ Mob from Home อันนี้น่ากลัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่ากระแสประชาชน แม้ว่าเขาอาจไม่ได้ออกมาร่วมม็อบแบบกลุ่มก้อน แต่ก็จะกดดันผ่านช่องทางอื่นๆ และพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็จะเกิดความคิดว่า อนาคตของพรรคตัวเองจะเป็นอย่างไร เขาจะยอมอุ้มบิ๊กตู่ หรือจะยอมพายเรือให้บิ๊กตู่นั่ง แล้วอนาคตในการเลือกตั้งของพวกพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปจะเป็นอย่างไร สดใสหรือจะมืดมน เขาก็ต้องตัดสินใจ เพราะคงไม่มีใครอยากเดินไปสู่ความมืดมน ทุกคนอยากเดินไปสู่แสงสว่าง ผมก็คิดว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระแสสังคมจะลุกขึ้นแรง และจากเรียกร้องให้บิ๊กตู่ลาออก มันหมดแล้ว เขาจะหันมาเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ถึงตอนนั้นก็อยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะยอมตายไปด้วยกันหรือจะเอาตัวรอด คิดว่าหลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ จะอยู่ไม่ได้ หรืออาจจะอยู่ได้ถ้าแกดื้อได้ระดับ ก็อาจจะทอดเวลาออกไปได้อีก แต่ผมว่าไม่น่าจะถึงช่วงปีใหม่ มากสุดก็แค่อาจจะข้ามไปต้นปีหน้า แต่แค่ถึงช่วง พ.ย.-ธ.ค. ปลายปีนี้น่าจะลำบากแล้ว ความเป็นไปได้ผมยังเชื่อว่าน่าจะเป็นการลาออกมากกว่ายุบสภา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดีลลับการเมือง พท.-พปชร.?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-เรื่องเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ดีลลับการเมืองระหว่างเพื่อไทยกับพลังประชารัฐเกิดขึ้นมาตลอด โดยเฉพาะช่วงนี้ที่สองพรรคยับมือกันแก้รัฐธรรมนูญและแกนนำพลังประชารัฐบางคนก็ไม่โดนอภิปราย? &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องดีลพิเศษระหว่างเพื่อไทยกับพลังประชารัฐเห็นพูดทำนองนี้กันมานานแล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นมีอะไรเกิดขึ้น ผมดูแล้วมันเป็นไปได้ยาก เพราะธรรมชาติและจุดยืนของพลังประชารัฐกับเพื่อไทยมันต่างกัน มันจึงไม่ง่าย แต่หากถามว่ามันเป็นไปได้ไหม มันก็มีความเป็นไปได้ แต่มันยาก ยากมาก เพราะสองพรรคนี้มันอยู่กันคนละซีก นี่คือประการสำคัญที่ทำให้เรื่องดีลอะไรมันไม่ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการนำเรื่องที่พลังประชารัฐ กับเพื่อไทยเห็นตรงกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วบอกว่าเพราะมีดีลจะร่วมกันตั้งรัฐบาล จริงๆ มันไม่ใช่ เพราะที่ผ่านมาเพื่อไทยแสดงจุดยืนมาแต่แรกแล้วว่าต้องการให้แก้ไข รธน.เพื่อให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ พรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกลก็เห็นด้วยกับเรามาก่อน แต่ช่วงหลังเขาเปลี่ยนไม่เอาด้วย ส่วนพลังประชารัฐ ก่อนหน้านี้ไม่เอาด้วยเรื่องบัตรสองใบ แต่จู่ๆ พลังประชารัฐจะเอาบัตรสองใบ มาคิดเหมือนเรา เพื่อไทยเราก็งงกันอยู่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเราก็มาคิดได้ว่า วันหนึ่งเขา (พลังประชารัฐ) เคยตัวเล็ก เขาก็คิดแบบคนตัวเล็กที่ใส่เสื้อไซส์ S ก็จะเอาบัตรใบเดียว แต่วันหนึ่งเขาเริ่มตัวโตขึ้นมา แล้วก็คิดว่าเลือกตั้งรอบหน้าเขาจะโตขึ้น ก็คิดว่าต้องหาเสื้อไซส์ L มาใส่ เขาก็เลยคิดแบบคนตัวโต มันก็เลยมาเหมือนกับเพื่อไทย ที่เป็นพรรคที่โตใหญ่อยู่แล้ว คนตัวโตเลยคิดจะตัดเสื้อใส่ไซส์เดียวกัน การที่เขาจะเอาบัตรสองใบด้วยมันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องพัฒนาการของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่บอกสองพรรค เพื่อไทยกับพลังประชารัฐจะไปจับมือกันตั้งรัฐบาล ผมยังไม่เห็นโอกาสว่ามันจะเป็นไปได้เลย เพราะเงื่อนไขต่างๆ เช่น จะต้องเปลี่ยนนายกฯ ใหม่หรือไม่ จะเป็นพลเอกประยุทธ์คนเดิม แบบนี้เราจะไปเป็นรัฐบาลร่วมด้วยกันได้ยังไง หรือจะเปลี่ยนตัว ไม่เอาประยุทธ์แล้ว ถามว่าจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ หรือ มันก็ไม่ง่าย แล้วไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ไปคุยกับแกนนำแล้วไปบอกว่าให้เอาประยุทธ์ออกแล้วเราจะเข้าไป แบบนั้นหรือ ผมว่ามันยาก แล้วหากประยุทธ์ออกแล้วใครจะมาเป็นนายกฯ ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน เพราะมันต้องได้ตัวนายกฯ มาก่อน ถึงจะได้พรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังไม่รู้ใครจะได้เป็นนายกฯ ผมว่าเรื่องนี้คนคิดกันไปไกลเกิน มันเป็นไปได้ยาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พลเอกประยุทธ์ไม่อยู่แล้ว เพื่อไทยสามารถจับมือกับพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลร่วมกันได้หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าไม่มีพลเอกประยุทธ์แล้วจะมาตั้งรัฐบาลใหม่ ก็ต้องมาดูว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเขาอยู่ในแนวประชาธิปไตยหรือไม่ หากยังอยู่ในแนวเผด็จการเหมือนเดิม พรรคเพื่อไทยก็ต้องคิดหนัก และต้องดูไปถึงขั้นนโยบายอีกว่าจะยอมให้เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือแก้ปัญหาต่างๆ ได้ระดับไหน ซึ่งผมว่าแค่ด่านแรกก็เหนื่อยแล้ว คือแล้วจะเอาใครมาเป็นนายกฯ แทนพลเอกประยุทธ์ สมมุติเป็นคนอื่น เป็นคนกลางที่สังคมยอมรับ แล้วดูว่ามีศักยภาพจริง เพราะเราไม่อยากเข้าไปแล้วล้มเหลว เพราะหากเราคิดจะเป็นรัฐบาลในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนสภาชุดนี้หมดสมัย มันก็ต้องคิดว่าหากเราเข้าไปแล้วสามารถไปแก้วิกฤตได้จริงๆ ถ้าเข้าไปแล้วทำไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปทำไม ก็รอเลือกตั้งคราวหน้าก็ได้ ผมถึงบอกว่าไม่ง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -แล้วหากว่าถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่อยู่แล้ว และมีการหาคนอื่นมาเป็นนายกฯ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ แล้วหากมีความพยายามเอานายกฯ คนนอกเข้ามา เพื่อไทยจะว่าอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันก็จำเป็นถ้ามาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ดีหรอก แต่ว่า ณ สถานการณ์วิกฤตอย่างนี้ มันไม่มีอะไรดีกว่าการยึดกติกาไว้ก่อน ถ้ามาตามกติกา ก๊อกแรกไม่ได้ มาเป็นก๊อกสอง แต่คนที่จะมาจากก๊อกสองก็ต้องมาดูอีก ว่าวิธีคิด ทิศทาง เขาจะนำประเทศไปทางไหน ถ้าไปในทางเผด็จการ ไปทางที่ตรงข้ามประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเอาด้วยอยู่แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114859</URL_LINK>
                <HASHTAG>ระเบิดศึกซักฟอก  เปิดแผลรัฐบาล, ศึกซักฟอก, สุทิน คลังแสง, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210828/image_big_612a197044162.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
