<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ชี้เป็นจังหวะดีแบงก์ควบรวมกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า ธปท. ชี้ เป็นจังหวะและโอกาสดีที่แบงก์เร่งควบรวมกิจการให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุน รองรับความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่

23 เม.ย. 61 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการควบรวมกิจการ โดยมีระยะเวลาจนถึง 31 ธ.ค. 2565 ว่า เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ให้สามารถแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเป็นมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงินจะพิจารณากันเอง

&amp;ldquo;หากธนาคารพาณิชย์ไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีขนาดไม่ใหญ่และบางแห่งก็มีพันธมิตรเป็นผู้ถือหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบระยะเวลา ที่สามารถใช้มาตรการนี้ ตั้งแต่เกิดการควบรวมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อเป็นมาตรการจูงใจให้มีการควบรวม เพราะหากไม่มีระยะเวลากำหนด ก็จะไม่ทำให้สถาบันการเงินไม่รู้สึกตื่นตัว โดย ธปท. จะไม่กำหนดว่าสถาบันการเงินของไทยในระยะต่อไปจะมีจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดเป็นผู้กำหนดว่าควรมีเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเกิดการควบรวมกัน เพราะจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีตามมาตรการที่ออกมา

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากขนาดของธนาคารพาณิชย์ไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะไม่สามารถรองรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้นั้น มองว่า การระดมทุนทำได้หลายรูปแบบทั้งในตลาดทุนและการออกตราสารหนี้ ซึ่งต้องนำหลาย ๆ เรื่องมาประกอบการ และจะต้องมีช่องทางที่มีประสิทธิภาพ มีจังหวะที่ดีจึงจะสามารถตอบโจทย์ที่หลากหลายได้

นอกจากนี้ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลหายไป เพราะรัฐบาลไม่ได้มีรายได้จากการเก็บภาษีจากสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่เป็นการลดภาษีที่เป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยอมที่ให้มีการตัดจ่ายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการควบรวม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ธนาคาร, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5add51f2f2465.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. แจงแบงก์แข่งดุ “ฟรีค่าธรรมเนียม” หนุนฐานลูกค้าเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. แจงแบงก์พาณิชย์แข่งดุแห่ยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ช่วยหนุนฐานลูกค้าเพิ่มในระยะยาว ระบุ &amp;ldquo;พร้อมเพย์&amp;rdquo; เป็นหนึ่งในทางเลือกการใช้บริการของประชาชน ชี้หลายสถาบันการเงินเว้นค่าธรรมเนียมกรณีโอนเงินเกิน 5,000 บาทอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มี.ค. 61 - นางสาว สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เป้าหมายในเรื่องการส่งเสริม e-Payment คือ การให้ประชาชนและภาคธุรกิจลดการใช้เงินสดและเช็ค ซึ่งการปรับลดค่าธรรมเนียมโอนเงินด้วยเลขที่บัญชีของธนาคารพาณิชย์ ตามกลไกตลาดในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ประชาชนใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น &amp;nbsp;ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็จะได้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นและสามารถต่อยอดการให้บริการอื่นๆ ได้ และจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลางทำให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งธนาคารพาณิชย์และผู้ใช้บริการทางการเงินจะได้ประโยชน์ในระยะยาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับพร้อมเพย์ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ประชาชนสามารถโอนและชำระเงินได้ง่าย และสะดวกด้วยการใช้หมายเลขโทรศัพท์และเลขประจำตัวประชาชนแทนเลขที่บัญชี และมีบริการต่อยอดต่างๆ เช่น บริการชำระบิลข้ามธนาคาร บริการเตือนเพื่อจ่าย (Request to Pay) เป็นต้น ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ ในส่วนของค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์นั้น แม้จะมีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมตามช่วงมูลค่า เช่น &amp;nbsp;สูงสุดไม่เกิน 10 บาท แต่ปัจจุบันธนาคารหลายแห่งก็มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ที่เกิน 5,000 บาท ให้กับประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6075</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าธรรมเนียม, ทำธุรกรรม, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., พร้อมเพย์, สถาบันการเงิน, หมายเลขโทรศัพท์, อิเล็กทรอนิกส์, แบงก์, แบงก์พาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180329/image_big_5abcd336c290d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอช. จ่อชวนลูกจ้างภาครัฐเสริมสมาชิกหวังดันยอดเข้าเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กอช. ผุดระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติอำนวยความสะดวกสมาชิกนักออม &amp;ldquo;ปลัดคลัง&amp;rdquo; ฝันสิ้นปีดูดประชาชนสมัครสมาชิกแตะ 1.2 ล้านคน เล็งดึงลูกจ้างประจำภาครัฐช่วยเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า กอช. ได้เปิดตัวบริการวางแผนการออมผ่านระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (Direct Debit) พร้อมธนาคารรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ในการประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนการออมภาคประชาชน เพื่อร่วมส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการและให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการออมเงิน การวางแผนการเงินเพื่อยามเกษียณ โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจออมและสมัครสมาชิก กอช. มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการออมเพื่อวัยเกษียณเพียง 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความพร้อมด้านนี้อย่างมาก ซึ่งหลายประเทศมีการนำเงินออมในส่วนนี้ไปใช้เพื่อการลงทุนในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ขณะที่ไทยเองเงินออมยังลงทุนไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออมเพื่อวัยเกษียณของไทยยังถือว่าต่ำมาก ซึ่งรัฐบาลพยายามส่งเสริมเรื่องนี้ผ่านช่องทางการออมในรูปแบบต่าง ๆ และให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ กอช. ที่ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่เพียง 5.3 แสนราย จากเป้าหมายแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เราอายที่ยอดสมาชิกยังไม่ถึงเป้าหมาย โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายหาสมาชิกเพิ่มเป็น 1.2 ล้านราย ก็อยากจะทำให้ได้ โดยอาจจะมีการดึงลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐเข้ามาเสริม เพราะการสนับสนุนให้มีการออมเงิน ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลชีวิตของตัวเองในอนาคต และจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเข้ามาดูแลด้วย&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย กล่าวอีกว่า ได้มีการเดินหน้าผลักดันเรื่องการออมอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 เสาสำคัญ ได้แก่ 1. การเสริมความรู้ทางการเงิน 2. การเสริมผลิตภัณฑ์ทางการออมใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออมเงิน 3. องค์กรการเงินชุมชนต้องเสริมให้แข็งแกร่ง เพราะเป็นฐานรากของการออมเงินชุมชน และ 4. เติมเต็มระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวโน้มอัตราประชากรของประเทศไทยในแต่ละช่วงอายุ ในช่วง 30-40 ปีจากนี้ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมในการวางแผนบริหารจัดการประชากรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในวัยแรกเกิด และวัยแรงงาน เนื่องจากแนวโน้มประชากรผู้สูงวัยที่จะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเด็กแรกเกิดน้อยลง ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบถึงฐานการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นที่มาของการปรับโครงสร้างประมวลรัษฎากรซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ การให้สิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ อาทิ สนับสนุนการมีบุตรเพิ่มขึ้น เบื้องต้น รมว.การคลังได้เห็นชอบในหลักการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องหารือในรายละเอียดกับกรมสรรพากรในอีก 2-3 ประเด็น โดยทั้งหมดคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6037</URL_LINK>
                <HASHTAG>Direct Debit, กรุงไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ, กอช., ธ.ก.ส., ธนาคารรัฐ, ธอส., ปลัดกระทรวงการคลัง, ลูกจ้างประจำ, สมชัย สัจจพงษ์, หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ, ออมสิน, เอสเอ็มอีแบงก์, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64aa312e660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2018 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2018 15:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีไอเอ็มบี ไทยยันไม่มีแผนลดพนักงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซีไอเอ็มบี ไทย&amp;rdquo; สวนกระแส! ยันไม่มีแผนลดพนักงาน แย้มอาจขยายกำลังคนเพิ่ม มองแบงกิ้ง เอเย่นต์ให้คุณประโยชน์ทั้งประชาชน-สถาบันการเงิน ยืนยันหาก ธปท. ไฟเขียวพร้อมดำเนินการทันที วาดแผนปี 2561 ปั้นสินเชื่อ-เงินฝากโต 5% ปรับกลยุทธ์ชู &amp;ldquo;FAST FORWARD&amp;rdquo; ดันติดท็อป 3 แบงก์ขนาดกลางทุบตลาดอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 มี.ค. 61- นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารยังไม่มีแผนที่จะปรับลดสาขาแต่อย่างใด โดยปัจจุบันธนาคารมีสาขาทั่วประเทศรวมกันประมาณ 80 กว่าสาขา รวมถึงยังไม่มีแผนที่จะปรับลดพนักงาน แต่อาจจะมีการเพิ่มพนักงานอีกด้วย เนื่องจากแผนระยะกลาง (5ปี) ตั้งเป้าหมายขยับเป็นธนาคารขนาดกลางที่แข็งแกร่งที่สุดด้านอาเซียนในประเทศไทย ดังนั้นแต่แต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารจึงได้มีการปรับฐานและปรับกระบวนการวิธีการทำงาน รวมถึงเพิ่มอัตรากำลังในธุรกิจที่ธนาคารมีศักยภาพ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและรองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับกรณีการแต่งตั้งตัวแทนของธนาคารพาณิชย์ (Banking Agent : แบงกิ้ง เอเย่นต์) ว่า เรื่องดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนผู้รับบริการทางการเงินให้มีโอกาสและช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและมากขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินเอง ก็จะได้ประโยชน์ในแง่การลดต้นทุนในการเปิดสาขาด้วย ส่วนกรณีที่จะมีการแต่งตั้งแบงกิ้ง เอเย่นต์ของแต่ละสถาบันการเงินนั้น เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ตามหลักเกณฑ์อย่างละเอียด โดยยืนยันว่าหาก ธปท. มีการประกาศเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ซีไอเอ็มบี ไทย ก็พร้อมจะดำเนินการได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในปี 2561 ธนาคารตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อและเงินฝากให้เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และจะรักษาระดับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (NIM) ให้อยู่ประมาณ 3.8% รวมถึงจะควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เกิน 5% หลังจากปี 2560 สินเชื่อขยายตัวได้ที่ระดับ 3.2% ขณะที่กำไรก่อนหักสำรองปรับเพิ่มขึ้น 5% เป็น 5.7 พันล้านบาท จาก 5.5 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้อย่างดี และการกระจายตัวมากขึ้นจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 2561-2562 ถือเป็นก้าวแรกของโครงการ FAST FORWARD คือ การเดินหน้าสู่เป้าหมายการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของธนาคารระดับกลางที่แข็งแกร่งที่สุดด้านอาเซียนในประเทศไทย ภายในปี 2565-2566 นั่นหมายความว่าจะต้องมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 1.2-1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราไปสู่เป้าหมายได้ เพราะเป้าหมายถือเป็นความหวัง และความฝัน แม้ว่าหนทางจะยังไม่ชัด แต่การปรับกลยุทธ์การทำงานน่าจะทำให้เราดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยเสริมจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็น่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ธนาคารเติบโตได้ตามแผน&amp;rdquo; นายกิตติพันธ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4310</URL_LINK>
                <HASHTAG>CIMB, ซีไอเอ็มบี, ธนาคาร, ลดพนักงาน, สินเชื่อ, อดิศร เสริมชัยวงศ์, เงินฝาก, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180305/image_big_5a9cfb78e9da0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2018 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2018 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กสิกร” ปลื้มปี 60 ยอดสินเชื่อโตแกร่ง12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

&amp;ldquo;กสิกร&amp;rdquo; ปลื้มผลดำเนินงานปี 2560 แกร่ง ยอดสินเชื่อรวมพุ่งแตะ 5.73 แสนล้านบาท โต 12%&amp;nbsp; รายได้จากค่าธรรมเนียมแจ่ม ขยายตัว 9% พร้อมประเมินปี 2561 ผลงานยังฉลุย ตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อรวมโต 6-8% รายได้จากค่าธรรมเนียม โต 2-5% เกาะกระแสเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

21 ก.พ. 61 - นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทที่ดูลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ในปี 2560 มียอดสินเชื่อรวม 5.73 แสนล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อน มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% และมีรายได้จากค่าธรรมเนียม อยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% โดยยอดสินเชื่อที่เติบโตได้เกินเป้าหมายนี้ มีแรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมเด่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง อาหาร และเครื่องดื่ม

สำหรับปี 2561 ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตเพิ่มขึ้น 6-8% และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโตที่ 2-5% ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า การเติบโตของตัวเลขส่งออก การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่ดีเกินคาดต่อเนื่องจากปีก่อน และยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านเงินลงทุนจากภาครัฐที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3571</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคาร, ผลประกอบการ, สินเชื่อ, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8cf0d60d1d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2018 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2018 07:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉุดไม่ได้ยั้งไม่อยู่&#039;7/11&#039;ทำธุรกิจแบงก์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเห็นด้วยและสนับสนุนแนวคิดของธนาคารแห่งประะเทศไทย (ธปท.) เรื่องการจัดตั้งแบงก์กิ้ง เอเย่นส์ เชื่อมั่นว่า ธปท. เมื่อมีการออกนโยบายใดๆ จะมีการกำหนดคุณสมบัติที่มีความรัดกุม มีข้อจำกัด มีเงื่อนไขที่รัดกุมพอสมควร ไม่ใช่เป็นการเปิดให้เอกชนรายใดที่แสดงความสนใจและเข้ามาขอทำธุรกิจได้โดยง่าย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงระบบการเงินที่ขยายวงกว้างอย่างก้าวกระโดด &amp;nbsp;และง่ายขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงการคลัง มั่นใจจว่า ธปท. จะกำกับดูแลเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เปิดให้เอกชนที่ไม่มีความเหมาะสมเข้ามาทำธุรกิจ และมองว่าถ้ายังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ธปท. ก็คงยังไม่ทำ&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชัย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น จะเข้ามาขอทำธุรกิจแบงก์กิ้ง เอเย่นส์นั้น ก็ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาเซเว่น อีเลฟเว่น มีการเปิดให้บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารที่ดี และยังมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ จะเป็นการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนให้มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ การเปิดให้ทำธุรกิจแบงก์กิ้ง เอเย่นส์ ก็จะเป็นการเพิ่มการแข่งขันนธุรกิจสถาบันการเงิน ช่วยลดปัญหากรณีที่มีการกล่าวว่าธนาคารมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง หากแบงก์กิ้ง เอเย่นส์ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ธนาคารต่าง ๆ ก็อาจจะลดดอกเบี้ยลงเพื่อมาแข่งขัน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องไปเลือกใช้บริการที่มีดอกเบี้ยสูง ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารต่าง ๆ ต้องพร้อมที่จะสู้เพราะธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว ตรงนี้รวมถึงธนาคารของรัฐที่ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3368</URL_LINK>
                <HASHTAG>7/11, คลัง, เซเว่นอีเลฟเว่น, แบงกิ้ง เอเยนซีส์, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180218/image_big_5a8970b89aa80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 17:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ร่อนหนังสือเวียนห้ามแบงก์ยุ่งเกี่ยวธุรกรรมเงินสกุลดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.ร่อนหนังสือสกัดเงินสกุลดิจิทัล ย้ำชัดไม่คุ้มครองกรณีถูกหลอกลวง วางกฎ 5ข้อห้ามแบงก์ยุ่งเกี่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าว รายงานว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหนังสือถึงสถาบันการเงินทุกแห่ง ลงนามโดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่อง ขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สกุุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) โดยระบุว่า ธปท.เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล ที่ไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน หรือไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่า หรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง และในไทยยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย รวมทั้งยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อาจทำให้ประชาชนผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงิน เช่น กรณีถูกหลอกลวง หรือเกิดปัญหาในการทำธุรกรรม และอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ ทั้งการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบกับการทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำผ่านระบบเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกรรมที่ธปท.ห้ามสถาบันการเงินทุกแห่ง คือ 1.การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในสกุลเงินดิจิทัล&amp;nbsp;เพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเองหรือผลประโยชน์ของลูกค้า 2. การให้บริการรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน 3. การสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลระหว่างกัน 4.การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อสกุลเงินดิจิตอล และ 5. การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท.ขอให้สถาบันการเงินทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการให้บริการด้านเงินฝากและด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี หรือการใช้บัญชีที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่องการรู้จักตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer : KYC) และดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence : CDD) อย่างเคร่งครัด ตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ทางการอาจกำหนดเพิ่มเติมต่อไป รวมทั้งร่วมกันดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้การทำธุรกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2942</URL_LINK>
                <HASHTAG>Cryptocurrency, ธนาคาร, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., เงินดิจิทัล, แบงก์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6ab86ed3b73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
