<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 07:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย&#039;แจงปมบัญชีลูกค้าโดนแฮกดูดเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยร่วมชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120034</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูดเงิน, ธปท., บัญชีลูกค้า, สมาคมธนาคารไทย, แบงก์ชาติ, แฮก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cba1e7784b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ฟันธงศก.ฟื้นตัว ห่วงเตะฝุ่น3.4ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แบงก์ชาติ&amp;rdquo; ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/64 ไปแล้ว ลุ้นรัฐเร่งนำเข้า-กระจายวัคซีน หนุนกิจกรรม ศก.คึกคัก แนะเร่งดูแลตลาดแรงงาน ประเมินปีนี้เตะฝุ่นอีก 3.4 ล้านคน ชี้ภาคบริการ-ฟรีแลนซ์หนักสุด นายกฯ ปลื้ม Fitch Ratings ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในปี 65&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2564 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2564 ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการส่งออกที่ชะลอลงกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจน และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประเมินว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.9% จากการทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ ขณะที่การส่งออกจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหา global supply disruption &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตาม 1.แนวโน้มการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว 2.การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน 3.ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะต่อไป และ 4. ปัญหา supply disruption และต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากพัฒนาการด้านวัคซีนที่ปรับดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการด้านวัคซีน ทั้งการนำเข้าและการกระจายตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดหากการระบาดกลับมารุนแรงขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้น (uneven recovery) ทำให้ตลาดแรงงานยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งภาครัฐควรดูแลภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (scarring effects)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาด และความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ต่อผลการวิเคราะห์ของบริษัท Fitch Ratings (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นภายในปี 2565 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง และสภาพแวดล้อมจากทั่วโลกที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทไทยรายใหญ่ต่างๆ มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยินดีกับผลการประเมินดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของภาคเอกชนในต่างประเทศที่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทย โดยรัฐบาลพร้อมจะต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง สอดรับกับการเจรจากับต่างประเทศ และในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในเวทีโลก ควบคู่กับการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมให้ทันต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; นายธนกรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119768</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐ ประกาศขยายเวลาเปิดให้บริการสาขาในห้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. 2564 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) และสถาบันการเงินสมาชิก 4 แห่ง ที่มีสาขาให้บริการในห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) พร้อมขยายเวลาการเปิดให้บริการสาขาของธนาคารในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ จากเดิม เวลา 11.00 &amp;ndash; 17.00 น. มาเป็นเวลา 11.00 &amp;ndash; 18.00 น. ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ที่มีมติลดระยะเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. จากเดิมเริ่มตั้งแต่ 21.00 น. และให้ขยายเวลาเปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด ได้ถึง 21.00 น. จากเดิมให้ปิดก่อน 20.00 น. เพื่อให้ลูกค้าประชาชนได้รับบริการจากสถาบันการเงินของรัฐได้อย่างสะดวกมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารยังคงยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเต็มที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของลูกค้า และพนักงานทุกคน พร้อมกำหนดวิธีบริหารจัดการในสาขาภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การจำกัดช่องการให้บริการ และจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการในแต่ละสาขา เพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม และจัดให้มีจุดวางแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือในบริเวณจุดคัดกรองทางเข้า-ออก และหน้าช่องให้บริการ รวมถึงยังมีเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดสาขาตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.), ห้างสรรพสินค้า, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_61665c5de3e87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;สับโควิดทำเศรษฐกิจพังยับ ชี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้แก้ปัญหาระยะยาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ &amp;ldquo;From Resiliency to Recovery and Beyond : Central Bank Policies for an Uncertain World&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานาน เนื่องจากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าที่สุด และคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการกระจายวัคซีนของไทยจะทำได้ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และการฟื้นตัวจะไม่เท่านั้น เห็นได้จากกิจกรรมในภาคส่งออกที่ฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาคบริการยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมาตลอด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมีจำกัด โดยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย สะท้อนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ประกอบกับระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงต่อเนื่อง 2. เสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ยังมีงบการเงินที่เข็มแข็ง ช่วยให้ภาคธนาคารยังสามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ และ 3. เสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ ไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรัฐบาลไทยยังสามารถกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ โดย ธปท. มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ยั่งยืนขึ้น เช่น การพักหนี้อาจเหมาะสมในระยะสั้น แต่เป็นภาระลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถผ่าน พื้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะถัดไป ธปท. ยังคำนึงถึงโลกหลังโควิด-19 ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจทั่วโลกจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท. อยู่ระหว่างการผลักดันภาคธนาคารพาณิชย์ให้มีการให้เงินกู้อย่างมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำลังพัฒนาในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล (disclosure standards) และการพัฒนาในด้านคำนิยามด้านสิ่งแวดล้อม (green taxonomy) เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้โดยเร็ว ขณะที่ ด้านดิจิทัลนั้น ธปท. ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับระบบชำระเงิน เช่น การทำ QR-Code มาตรฐานในการชำระเงิน และระบบพร้อมเพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีทางการเงินด้วย เช่น การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ระบบการเงินของไทยมี ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่าง ยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ปรับโครงสร้างหนี้, เศรษฐกิจไทย, แก้ปัญหาวิกฤตโควิด, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธปท.’ปัดหักคอแบงก์แฮร์คัทหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า กรณีการปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย&amp;nbsp;(แฮร์คัท)&amp;nbsp;นั้น ที่ผ่านมา ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการหารือกับสมาคมธนาคารไทยมาโดยตลอด โดยยืนยันว่า ธปท.&amp;nbsp;ไม่ได้บีบบังคับให้สถาบันการเงินใช้มาตรการแฮร์คัทหนี้กับลูกหนี้ทุกราย หรือลูกหนี้ทุกรายจะต้องได้รับการแฮร์คัทหนี้ โดยสิ่งที่ ธปท.&amp;nbsp;อยากเห็นคือการปรับโครงสร้างหนี้แบบยั่งยืนในระยะยาวที่สอดคล้องกับปัญหาด้านรายได้ เช่น ในช่วงต้นลูกหนี้รายได้อาจจะยังกลับมาไม่มาก ก็ขอให้สถาบันการเงินให้ลูกหนี้ผ่อนชำระในอัตราที่ไม่สูง ก่อนค่อย ๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป แต่ไม่ใช่การเลื่อน หรือพักหนี้เป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าไม่ได้มีมาตรการว่าสถาบันการเงินต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับลูกหนี้ สิ่งที่มีการตกลงกัน คือ ขอให้สถาบันการเงินพิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้แบบระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การให้ลูกหนี้ผ่อนชำระช่วงต้นต่ำมาก หากจำเป็นก็มีการขยายอายุหนี้ ปรับจากหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว การขยายสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาสภาพคล่องลูกหนี้ การลดภาระหนี้บางประการ ซึ่งมีวิธีทำได้หลายรูปแบบ โดยลูกหนี้ทุกคนไม่สามารถรับยาที่เหมือนกันได้ คนป่วยน้อย ได้รับผลกระทบน้อยก็ต้องได้รับยาที่เบากว่าคนที่ป่วยหนัก สถาบันการเงินสามารถใช้เครื่องมือประกอบตามความเหมาะสมในการแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะหากให้มีการแฮร์คัทหนี้เป็นวงกว้าง ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาไม่ส่งเสริมให้เกิดวินัยทางการเงิน&amp;nbsp;(moral hazard)&amp;nbsp;ได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาการจ่ายปันผลของสถาบันการเงินในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นั้น อาจต้องรอประเมินผลทดสอบ&amp;nbsp;stress test&amp;nbsp;ของสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะออกมาในช่วงต้นไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ว่าภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่&amp;nbsp;3.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวลดลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;2.6%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเร่งใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนในปีก่อน รวมถึงการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีปรับดีขึ้นและขยายจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&amp;nbsp;(ซอฟท์โลน)&amp;nbsp;และสินเชื่อฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่&amp;nbsp;5.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังปรับเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรถยนต์ขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวลดลง จากปริมาณการใช้บัตรเครดิตที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนการล็อกดาวน์ ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการสภาพคล่องในภาคครัวเรือน โดยบางส่วนเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(Non Performing Loan: NPL&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 3)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;5.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;NPL&amp;nbsp;ต่อสินเชื่อรวมที่&amp;nbsp;3.09%&amp;nbsp;ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง ด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม&amp;nbsp;(Significant Increase in Credit Risk: SICR&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 2)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;6.34%&amp;nbsp;ลดลงจากไตรมาสก่อนที่&amp;nbsp;6.42%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า ในไตรมาส&amp;nbsp;2/2564ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน&amp;nbsp;72.1%&amp;nbsp;โดยหลักจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปีก่อน ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ค่าธรรมเนียมหากเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสุทธิที่ไม่รวมผลของรายการพิเศษปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ตามรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย&amp;nbsp;(Return on Assets: ROA)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่&amp;nbsp;1.08%&amp;nbsp;แต่หากตัดผลของรายการพิเศษ&amp;nbsp;ROA&amp;nbsp;จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.89%&amp;nbsp;จากไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย&amp;nbsp;(Net Interest Margin: NIM)&amp;nbsp;ทรงตัวอยู่ที่&amp;nbsp;2.46%&amp;nbsp;ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง&amp;nbsp;(BIS ratio)&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;20.0%&amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่&amp;nbsp;8.51&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(NPL coverage ratio)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;152.2%&amp;nbsp;และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต&amp;nbsp;(Liquidity Coverage Ratio: LCR)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;186.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนความต้องการสินเชื่อได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนการควบรวมของธนาคารพาณิชย์&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แห่ง ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;และ ธนาคารธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.ค. 2564ทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการทำธุรกรรมเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่นมากขึ้น รวมทั้งมีการให้บริการทางการเงินที่สำคัญทั้งสินเชื่อ เงินฝาก การโอนเงินชำระเงิน ในปริมาณที่สูงและมีลูกค้าจำนวนมาก ส่งผลให้ธนาคารทหารไทยธนชาตเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบในประเทศ&amp;nbsp;(Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แห่งในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แห่ง ซึ่งปัจจุบัน&amp;nbsp;D-SIBs&amp;nbsp;ทุกแห่งมีความมั่นคง มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราที่ ธปท.&amp;nbsp;กำหนดและเพียงพอรองรับการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามมาตรการที่กำหนดในการกำกับดูแล&amp;nbsp;D-SIBs&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114257</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, ปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย (แฮร์คัท), แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612362cc3aad6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แบงก์ชาติ’เอาจริงหนุนรัฐกู้อีก1ล้านล้านประคองศก. ชี้ช่องขึ้น VAT </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 สิงหาคม 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ หลุมรายได้ จากรายได้ครัวเรือนที่หายไปค่อนข้างมาก โดยประเมินว่าในช่วง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;(2563-2565)&amp;nbsp;รายได้ครัวเรือนจะหายไปกว่า&amp;nbsp;2.6&amp;nbsp;ล้านล้านบาท จากปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ที่หายไปกว่า&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท และปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่คาดว่าจะเพิ่มเติมอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตลาดแรงงานของประเทศไทยยังคงเปราะบาง และได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ว่างงานและเสมือนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน และที่น่าจับตามองคือ กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ที่ไม่มีงานทำเกิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่าตัว สะท้อนถึงทักษะของแรงงานที่จะหายไป และความยากลำบากของแรงงานในกลุ่มดังกล่าวที่จะกลับมาหางานทำเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในระยะต่อไปต้องเจอปัญหาแรงงานที่หาได้ยากขึ้น ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน&amp;nbsp;(นักศึกษาจบใหม่)&amp;nbsp;ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความเปราะบางอย่างมากของตลาดแรงงานไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;และปีก่อนหน้ายังเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ดังนั้นแนวทางหนึ่งในการช่วยประคองให้เศรษฐกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มองว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ โดยอาจจะดำเนินการผ่านการกู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการทำแบบจำลองกรณีรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ พบว่า หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่ม และเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ในช่วง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ปีนี้ จะช่วยให้จีดีพีของไทยเฉลี่ย&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้า สามารถขยายตัวได้ที่ระดับ&amp;nbsp;3.2%&amp;nbsp;แต่หากรัฐบาลไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม ไม่มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ภาพการขยายตัวของจีดีพีในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้าก็จะเติบโตได้ไม่ถึง&amp;nbsp;3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นแตะระดับ&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;ปีข้างหน้าได้ แต่ในระยะกลางและระยะยาวรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการลดภาระ การรัดเข็มขัด ผ่านการปฏิรูปรายได้ การจัดเก็บภาษี การเพิ่มฐานภาษี การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขยายฐานภาษี โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจดีจะทำให้เราปฏิรูปเรื่องภาษีได้ง่ายขึ้น เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;(VAT)&amp;nbsp;ในช่วงที่เศรษฐกิจดีย่อมทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นหากรัฐบาลใส่เงินได้เร็ว ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของฐานะการคลังในระยะยาวด้วย&amp;rdquo; นายสักกะภพ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน 1 ล้านล้าน, ขึ้นภาษีVAT, ธปท, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับโควิดทำศก.โคม่า รอลุ้นฟื้นตัวปกติได้Q1/66</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยโคม่า หลังเจอพิษโควิด-19 หลายระลอก ชี้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทำกิจกรรมเศรษฐกิจสะดุด ลุ้นฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาส 1/2566 แจง มิ.ย.นี้ เตรียมปรับจีดีพีใหม่อีกรอบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเพื่อคู่ค้า เดินหน้าฟื้นฟูธุรกิจ&amp;rdquo; ว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาภาครัฐและ ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ยังมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ความช่วยเหลือเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการยกระดับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ในการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยปลดล็อกข้อจำกัดของซอฟต์โลนเดิม เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขยายเวลาการชวยเหลือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขยายวงเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอในการฟื้นตัว และกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และได้เพิ่มกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีการขยายเงื่อนไขการช่วยเหลือตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูให้ครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการมาตรการ การให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของเอสเอ็มอีได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลในการพิจารณา ขาดคนกลางในการชี้เป้าหมายว่าเอสเอ็มอีใดที่พอจะมีศักยภาพและจะกลับมาฟื้นตัวได้ เพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนต้องร่วมมือกัน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยยกระดับบทบาทของตัวเองในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องอย่างทันการ รัฐบาลและ ธปท.มีบทบาทในการลดความเสี่ยงภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มดี ด้วยการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันการเงินมีบทบาทในการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลของคู่ค้าที่เดิมเข้าถึงยากให้กับสถาบันการเงิน เพื่อประกอบการประเมินสินเชื่อ ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้อยู่รอด และรับโอกาสในการสนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับการจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการด้านการเงินและบัญชีให้ได้มาตรฐานสากล ดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยบริหารจัดการต้นทุน กำไร และสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและฐานะทางการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการพิจารณาความเสี่ยงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้สร้างความรุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3/2564 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ จึงได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เหลือเพียง 0.5-2.0% ซึ่งได้รวมผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศออกมาแล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีการทบทวนสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่มีความรุนแรง และอาจส่งผลให้การเปิดประเทศทำได้ล่าช้าออกไป โดยปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดว่าจะกลับสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ไตรมาส 2-3/2565 ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 1/2566
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2564 ธปท. จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2565 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในหลายปัจจัย ทั้งในแง่วัคซีนป้องกันโควิด-19 และการกระจายวัคซีน สถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นจะต้องพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมุมมองในอนาคตที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104853</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ควบคุมการแพร่ระบาด, ปรับจีดีพี, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย, แบงก์ชาติ, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f27645764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
