<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2025 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ-สมาคมธนาคารไทย&#039;แจงปมบัญชีลูกค้าโดนแฮกดูดเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 64 - ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยร่วมชี้แจงกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;vsc888 riches888pg wink24hr betflix168 xoth 388goalv2 pgslotbetflix G2g899 G2g1bet Helen88 Tw2xslot evo77 63luck 101tiger eu9thai ufalion ufa25hr ufa24h ufa911 ufa555 ufaauto888 ufa1919 ufa147 betflix789 zuma789 zdc789 wtf777 zambawin ssgame350 zslot666 yakbet168 fifa55 betflix888 gclubpros wowslot66 joker369 pg99slot pgslot888 ttn69 macau191 ssr77 hothit88 marboclub maxz jedi2 168galaxy allslot789 jetbet888 london168 g2gmega jimmy888 g2g778a gu899 g2g123 g2g168f g2gcash sagame66 369joker winner191 123win88 ipro191 siam99 sabai99 lucia88 onelove168 akbet25 scr888 dubai1688 omg777 lion168 pgzeed42 lava1688 bombslot42 123bet sora168 168lambo thaisiambet victory club atgame z16 slot ezybet168 ufawallet m4la shark66 dnabet faw99 sakidbet seabet333 maxwyn megac4 3dbet ktvvip ninja168 65bet ktv888 lazywin888 usa888 ak189 luckatron dumbo12345 giga888 lucac4 bkkgaming tiger126 ubet89 3mbet pgplay168 m358 chapo88 zata888 dara168 mslot99 betflik19 megame888 550ww win9999 Jun88 zeed777plus bigwin168 vodka168 scg9 superbet vip cr168 iconxfun fin88 bigboxfun panama888 winbet55 789pro betflix1688 fenix168 nexobet ufalion168 168bet bgame777 okcasino run24 nemo168 pgdog rich6et zeed191 aress77 xe998 goatza88 bkm222 play97 live911 chalu rpm888 megaways 1zlot thorin99 easyroman pattaya168 hunter1688 789step ufavision dark168 wing1688 pk789 e699 flowbet1234 playrich g2g168p uplay168 za88 gkbet888 g2gbetx g2g59 g2g45 g2ggalaxy tgaslot betflix282 g79g tkb666 vkr168 123direct zeus789 zbet911 pk711 g2g888 betflixdc g2gmajor beo89 g2gbet168 lv177 madibet metalslot p6slot pgslot999 pk999 sa168 slot1234 t6slot ufa369 unix789 axie789th g2grich888th g2gmagicth&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120034</URL_LINK>
                <HASHTAG>https://teslastocknetwork.com/, ดูดเงิน, ธปท., บัญชีลูกค้า, สมาคมธนาคารไทย, แบงก์ชาติ, แฮก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616cba1e7784b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ฟันธงศก.ฟื้นตัว ห่วงเตะฝุ่น3.4ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แบงก์ชาติ&amp;rdquo; ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/64 ไปแล้ว ลุ้นรัฐเร่งนำเข้า-กระจายวัคซีน หนุนกิจกรรม ศก.คึกคัก แนะเร่งดูแลตลาดแรงงาน ประเมินปีนี้เตะฝุ่นอีก 3.4 ล้านคน ชี้ภาคบริการ-ฟรีแลนซ์หนักสุด นายกฯ ปลื้ม Fitch Ratings ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในปี 65&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 6/2564 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2564 ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และการส่งออกที่ชะลอลงกว่าคาด แต่พัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นชัดเจน และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประเมินว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 0.7% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.9% จากการทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญ ตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ ขณะที่การส่งออกจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหา global supply disruption &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตาม 1.แนวโน้มการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดและนโยบายการเปิดรับนักท่องเที่ยว 2.การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน 3.ความต่อเนื่องของมาตรการภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะต่อไป และ 4. ปัญหา supply disruption และต้นทุนค่าขนส่งสินค้าทางเรือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 3/2564 และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่เลื่อนมาจากช่วงก่อนหน้า (pent-up demand) ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากพัฒนาการด้านวัคซีนที่ปรับดีขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการด้านวัคซีน ทั้งการนำเข้าและการกระจายตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดหากการระบาดกลับมารุนแรงขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันมากขึ้น (uneven recovery) ทำให้ตลาดแรงงานยังเปราะบาง ซึ่งประเมินว่าจำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน ณ สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 3.4 ล้านคน โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งภาครัฐควรดูแลภาคเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในจุดที่เปราะบางอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (scarring effects)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือการดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาด และความสามารถในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ต่อผลการวิเคราะห์ของบริษัท Fitch Ratings (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Rating Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นภายในปี 2565 โดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้ง และสภาพแวดล้อมจากทั่วโลกที่มีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทไทยรายใหญ่ต่างๆ มีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยินดีกับผลการประเมินดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของภาคเอกชนในต่างประเทศที่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของไทย โดยรัฐบาลพร้อมจะต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง สอดรับกับการเจรจากับต่างประเทศ และในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ในเวทีโลก ควบคู่กับการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมให้ทันต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; นายธนกรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119768</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย, ฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d5f071edc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐ ประกาศขยายเวลาเปิดให้บริการสาขาในห้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค. 2564 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) และสถาบันการเงินสมาชิก 4 แห่ง ที่มีสาขาให้บริการในห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) พร้อมขยายเวลาการเปิดให้บริการสาขาของธนาคารในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ จากเดิม เวลา 11.00 &amp;ndash; 17.00 น. มาเป็นเวลา 11.00 &amp;ndash; 18.00 น. ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งสอดคล้องกับที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ที่มีมติลดระยะเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ในช่วงเวลา 22.00-04.00 น. จากเดิมเริ่มตั้งแต่ 21.00 น. และให้ขยายเวลาเปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด ได้ถึง 21.00 น. จากเดิมให้ปิดก่อน 20.00 น. เพื่อให้ลูกค้าประชาชนได้รับบริการจากสถาบันการเงินของรัฐได้อย่างสะดวกมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารยังคงยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อย่างเต็มที่โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของลูกค้า และพนักงานทุกคน พร้อมกำหนดวิธีบริหารจัดการในสาขาภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด อาทิ การจำกัดช่องการให้บริการ และจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการในแต่ละสาขา เพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม และจัดให้มีจุดวางแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือในบริเวณจุดคัดกรองทางเข้า-ออก และหน้าช่องให้บริการ รวมถึงยังมีเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดสาขาตลอดระยะเวลาเปิดให้บริการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.), ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.), ห้างสรรพสินค้า, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_61665c5de3e87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;สับโควิดทำเศรษฐกิจพังยับ ชี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้แก้ปัญหาระยะยาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ &amp;ldquo;From Resiliency to Recovery and Beyond : Central Bank Policies for an Uncertain World&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานาน เนื่องจากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าที่สุด และคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการกระจายวัคซีนของไทยจะทำได้ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และการฟื้นตัวจะไม่เท่านั้น เห็นได้จากกิจกรรมในภาคส่งออกที่ฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาคบริการยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมาตลอด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมีจำกัด โดยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย สะท้อนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ประกอบกับระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงต่อเนื่อง 2. เสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ยังมีงบการเงินที่เข็มแข็ง ช่วยให้ภาคธนาคารยังสามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ และ 3. เสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ ไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรัฐบาลไทยยังสามารถกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ โดย ธปท. มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ยั่งยืนขึ้น เช่น การพักหนี้อาจเหมาะสมในระยะสั้น แต่เป็นภาระลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถผ่าน พื้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะถัดไป ธปท. ยังคำนึงถึงโลกหลังโควิด-19 ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจทั่วโลกจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท. อยู่ระหว่างการผลักดันภาคธนาคารพาณิชย์ให้มีการให้เงินกู้อย่างมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำลังพัฒนาในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล (disclosure standards) และการพัฒนาในด้านคำนิยามด้านสิ่งแวดล้อม (green taxonomy) เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้โดยเร็ว ขณะที่ ด้านดิจิทัลนั้น ธปท. ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับระบบชำระเงิน เช่น การทำ QR-Code มาตรฐานในการชำระเงิน และระบบพร้อมเพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีทางการเงินด้วย เช่น การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ระบบการเงินของไทยมี ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่าง ยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ปรับโครงสร้างหนี้, เศรษฐกิจไทย, แก้ปัญหาวิกฤตโควิด, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 15:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธปท.’ปัดหักคอแบงก์แฮร์คัทหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 2564 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า กรณีการปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย&amp;nbsp;(แฮร์คัท)&amp;nbsp;นั้น ที่ผ่านมา ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการหารือกับสมาคมธนาคารไทยมาโดยตลอด โดยยืนยันว่า ธปท.&amp;nbsp;ไม่ได้บีบบังคับให้สถาบันการเงินใช้มาตรการแฮร์คัทหนี้กับลูกหนี้ทุกราย หรือลูกหนี้ทุกรายจะต้องได้รับการแฮร์คัทหนี้ โดยสิ่งที่ ธปท.&amp;nbsp;อยากเห็นคือการปรับโครงสร้างหนี้แบบยั่งยืนในระยะยาวที่สอดคล้องกับปัญหาด้านรายได้ เช่น ในช่วงต้นลูกหนี้รายได้อาจจะยังกลับมาไม่มาก ก็ขอให้สถาบันการเงินให้ลูกหนี้ผ่อนชำระในอัตราที่ไม่สูง ก่อนค่อย ๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป แต่ไม่ใช่การเลื่อน หรือพักหนี้เป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าไม่ได้มีมาตรการว่าสถาบันการเงินต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับลูกหนี้ สิ่งที่มีการตกลงกัน คือ ขอให้สถาบันการเงินพิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้แบบระยะยาว ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การให้ลูกหนี้ผ่อนชำระช่วงต้นต่ำมาก หากจำเป็นก็มีการขยายอายุหนี้ ปรับจากหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว การขยายสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาสภาพคล่องลูกหนี้ การลดภาระหนี้บางประการ ซึ่งมีวิธีทำได้หลายรูปแบบ โดยลูกหนี้ทุกคนไม่สามารถรับยาที่เหมือนกันได้ คนป่วยน้อย ได้รับผลกระทบน้อยก็ต้องได้รับยาที่เบากว่าคนที่ป่วยหนัก สถาบันการเงินสามารถใช้เครื่องมือประกอบตามความเหมาะสมในการแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะหากให้มีการแฮร์คัทหนี้เป็นวงกว้าง ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาไม่ส่งเสริมให้เกิดวินัยทางการเงิน&amp;nbsp;(moral hazard)&amp;nbsp;ได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพิจารณาการจ่ายปันผลของสถาบันการเงินในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นั้น อาจต้องรอประเมินผลทดสอบ&amp;nbsp;stress test&amp;nbsp;ของสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะออกมาในช่วงต้นไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ว่าภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่&amp;nbsp;3.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวลดลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;2.6%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเร่งใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนในปีก่อน รวมถึงการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีปรับดีขึ้นและขยายจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&amp;nbsp;(ซอฟท์โลน)&amp;nbsp;และสินเชื่อฟื้นฟู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวที่&amp;nbsp;5.7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงขยายตัวได้ดีตามอุปสงค์ต่อที่อยู่อาศัยแนวราบที่ยังปรับเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรถยนต์ขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวลดลง จากปริมาณการใช้บัตรเครดิตที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนการล็อกดาวน์ ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเพิ่มขึ้น จากความต้องการสภาพคล่องในภาคครัวเรือน โดยบางส่วนเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อสวัสดิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(Non Performing Loan: NPL&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 3)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;5.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน&amp;nbsp;NPL&amp;nbsp;ต่อสินเชื่อรวมที่&amp;nbsp;3.09%&amp;nbsp;ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยง ด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม&amp;nbsp;(Significant Increase in Credit Risk: SICR&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;stage 2)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;6.34%&amp;nbsp;ลดลงจากไตรมาสก่อนที่&amp;nbsp;6.42%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า ในไตรมาส&amp;nbsp;2/2564ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน&amp;nbsp;72.1%&amp;nbsp;โดยหลักจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลงจากการกันสำรองในระดับสูงในปีก่อน ประกอบกับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ค่าธรรมเนียมหากเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนกำไรสุทธิที่ไม่รวมผลของรายการพิเศษปรับเพิ่มขึ้นจากรายได้เงินปันผลและรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ตามรายได้ดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของสินเชื่อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย&amp;nbsp;(Return on Assets: ROA)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่&amp;nbsp;1.08%&amp;nbsp;แต่หากตัดผลของรายการพิเศษ&amp;nbsp;ROA&amp;nbsp;จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.89%&amp;nbsp;จากไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย&amp;nbsp;(Net Interest Margin: NIM)&amp;nbsp;ทรงตัวอยู่ที่&amp;nbsp;2.46%&amp;nbsp;ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง&amp;nbsp;(BIS ratio)&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;20.0%&amp;nbsp;เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่&amp;nbsp;8.51&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยอัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ&amp;nbsp;(NPL coverage ratio)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;152.2%&amp;nbsp;และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต&amp;nbsp;(Liquidity Coverage Ratio: LCR)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;186.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนความต้องการสินเชื่อได้&amp;rdquo; นางสาวสุวรรณี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนการควบรวมของธนาคารพาณิชย์&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แห่ง ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;และ ธนาคารธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เป็น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.ค. 2564ทำให้ธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการทำธุรกรรมเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่นมากขึ้น รวมทั้งมีการให้บริการทางการเงินที่สำคัญทั้งสินเชื่อ เงินฝาก การโอนเงินชำระเงิน ในปริมาณที่สูงและมีลูกค้าจำนวนมาก ส่งผลให้ธนาคารทหารไทยธนชาตเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญต่อระบบในประเทศ&amp;nbsp;(Domestic Systemically Important Banks: D-SIBs)&amp;nbsp;เพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;แห่งในปีนี้ จากเดิมที่มีอยู่จำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แห่ง ซึ่งปัจจุบัน&amp;nbsp;D-SIBs&amp;nbsp;ทุกแห่งมีความมั่นคง มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่าอัตราที่ ธปท.&amp;nbsp;กำหนดและเพียงพอรองรับการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามมาตรการที่กำหนดในการกำกับดูแล&amp;nbsp;D-SIBs&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114257</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์, ปรับลดเงินต้นและดอกเบี้ย (แฮร์คัท), แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612362cc3aad6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แบงก์ชาติ’เอาจริงหนุนรัฐกู้อีก1ล้านล้านประคองศก. ชี้ช่องขึ้น VAT </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 สิงหาคม 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ หลุมรายได้ จากรายได้ครัวเรือนที่หายไปค่อนข้างมาก โดยประเมินว่าในช่วง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;(2563-2565)&amp;nbsp;รายได้ครัวเรือนจะหายไปกว่า&amp;nbsp;2.6&amp;nbsp;ล้านล้านบาท จากปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ที่หายไปกว่า&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แสนล้านบาท และปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท และปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ที่คาดว่าจะเพิ่มเติมอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตลาดแรงงานของประเทศไทยยังคงเปราะบาง และได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ว่างงานและเสมือนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;กว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน และที่น่าจับตามองคือ กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ที่ไม่มีงานทำเกิน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดถึง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เท่าตัว สะท้อนถึงทักษะของแรงงานที่จะหายไป และความยากลำบากของแรงงานในกลุ่มดังกล่าวที่จะกลับมาหางานทำเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในระยะต่อไปต้องเจอปัญหาแรงงานที่หาได้ยากขึ้น ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน&amp;nbsp;(นักศึกษาจบใหม่)&amp;nbsp;ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความเปราะบางอย่างมากของตลาดแรงงานไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;และปีก่อนหน้ายังเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างเยอะ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ดังนั้นแนวทางหนึ่งในการช่วยประคองให้เศรษฐกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มองว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ โดยอาจจะดำเนินการผ่านการกู้เงินเพิ่มเติมอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท.&amp;nbsp;ได้มีการทำแบบจำลองกรณีรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ พบว่า หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่ม และเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ในช่วง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ปีนี้ จะช่วยให้จีดีพีของไทยเฉลี่ย&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้า สามารถขยายตัวได้ที่ระดับ&amp;nbsp;3.2%&amp;nbsp;แต่หากรัฐบาลไม่มีการกู้เงินเพิ่มเติม ไม่มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ภาพการขยายตัวของจีดีพีในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีข้างหน้าก็จะเติบโตได้ไม่ถึง&amp;nbsp;3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากรัฐบาลมีการกู้เงินเพิ่มอีก&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะจะปรับสูงขึ้นแตะระดับ&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;ปีข้างหน้าได้ แต่ในระยะกลางและระยะยาวรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการลดภาระ การรัดเข็มขัด ผ่านการปฏิรูปรายได้ การจัดเก็บภาษี การเพิ่มฐานภาษี การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการขยายฐานภาษี โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจดีจะทำให้เราปฏิรูปเรื่องภาษีได้ง่ายขึ้น เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp;(VAT)&amp;nbsp;ในช่วงที่เศรษฐกิจดีย่อมทำได้ง่ายกว่า ดังนั้นหากรัฐบาลใส่เงินได้เร็ว ก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของฐานะการคลังในระยะยาวด้วย&amp;rdquo; นายสักกะภพ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน 1 ล้านล้าน, ขึ้นภาษีVAT, ธปท, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับโควิดทำศก.โคม่า รอลุ้นฟื้นตัวปกติได้Q1/66</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยโคม่า หลังเจอพิษโควิด-19 หลายระลอก ชี้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทำกิจกรรมเศรษฐกิจสะดุด ลุ้นฟื้นตัวสู่ภาวะปกติได้ไตรมาส 1/2566 แจง มิ.ย.นี้ เตรียมปรับจีดีพีใหม่อีกรอบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเพื่อคู่ค้า เดินหน้าฟื้นฟูธุรกิจ&amp;rdquo; ว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาภาครัฐและ ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ยังมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ความช่วยเหลือเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการยกระดับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ในการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยปลดล็อกข้อจำกัดของซอฟต์โลนเดิม เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขยายเวลาการชวยเหลือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขยายวงเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอในการฟื้นตัว และกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และได้เพิ่มกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้จะมีการขยายเงื่อนไขการช่วยเหลือตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูให้ครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการมาตรการ การให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของเอสเอ็มอีได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลในการพิจารณา ขาดคนกลางในการชี้เป้าหมายว่าเอสเอ็มอีใดที่พอจะมีศักยภาพและจะกลับมาฟื้นตัวได้ เพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ปัญหา โดยเฉพาะด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนต้องร่วมมือกัน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยยกระดับบทบาทของตัวเองในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องอย่างทันการ รัฐบาลและ ธปท.มีบทบาทในการลดความเสี่ยงภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มดี ด้วยการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถาบันการเงินมีบทบาทในการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลของคู่ค้าที่เดิมเข้าถึงยากให้กับสถาบันการเงิน เพื่อประกอบการประเมินสินเชื่อ ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้อยู่รอด และรับโอกาสในการสนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับการจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการด้านการเงินและบัญชีให้ได้มาตรฐานสากล ดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยบริหารจัดการต้นทุน กำไร และสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและฐานะทางการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการพิจารณาความเสี่ยงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้สร้างความรุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3/2564 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ จึงได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เหลือเพียง 0.5-2.0% ซึ่งได้รวมผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศออกมาแล้วด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.มีการทบทวนสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ที่มีความรุนแรง และอาจส่งผลให้การเปิดประเทศทำได้ล่าช้าออกไป โดยปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากเดิมที่คาดว่าจะกลับสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ไตรมาส 2-3/2565 ล่าช้าออกไปเป็นไตรมาส 1/2566
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเดือน มิ.ย.2564 ธปท. จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2565 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาในหลายปัจจัย ทั้งในแง่วัคซีนป้องกันโควิด-19 และการกระจายวัคซีน สถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นจะต้องพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมุมมองในอนาคตที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104853</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ควบคุมการแพร่ระบาด, ปรับจีดีพี, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย, แบงก์ชาติ, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4f27645764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
