<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐประกาศเปิดให้บริการสาขาในห้างวันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค. 2564 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) และสถาบันการเงินสมาชิก 4 แห่ง ที่มีสาขาให้บริการในห้างสรรพสินค้า ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ธอท.) พร้อมเปิดให้บริการสาขาของธนาคารในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ตั้งแต่วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ตามที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้มีมติให้ปรับมาตรการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด (สีแดงเข้ม) โดยให้เปิดกิจการธนาคาร/สถาบันการเงินในศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าได้ เพื่อกระจายช่องทางการใช้บริการและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยมีมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด 26 ข้อปฏิบัติตามข้อเสนอของสมาคมศูนย์การค้าไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน สถาบันการเงินสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 4 แห่ง พร้อมให้บริการลูกค้าที่สาขาในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของลูกค้า และพนักงานทุกคนเป็นสำคัญ พร้อมกำหนดวิธีบริหารจัดการในสาขาภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่งธนาคารจะพิจารณาการเปิดหรือปิดสาขาและปฏิบัติตามประกาศของจังหวัดหรือรัฐบาลและเจ้าของพื้นที่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่เปิดให้บริการได้ทาง website ของแต่ละธนาคาร และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐได้กำหนดแนวทางการเปิดให้บริการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.สาขาธนาคารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า และสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ในพื้นที่สีแดงเข้ม29 จังหวัด จะเปิดให้บริการตามปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2564 โดยให้บริการไม่เกินเวลา 17.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สาขาในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า หรือ สาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนอกเขตพื้นที่สีแดงเข้มหรือพื้นที่ควบคุมอื่น ๆ ยังเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 17.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สาขาทั่วไปที่เป็นสาขา&amp;nbsp; Stand Alone&amp;nbsp; และไม่ใช่สาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้า สามารถเปิดให้บริการตามปกติ 5 วัน หรือ 7 วันทำการ&amp;nbsp; ขึ้นกับการพิจารณาของแต่ละธนาคาร&amp;nbsp; แต่จะเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 15.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สาขาใน 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เปิดให้บริการไม่เกินเวลา 15.00 น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารขอแนะนำให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านช่องทาง Mobile Banking เพื่อลดการเดินทาง ลดความเสี่ยง และการสัมผัส รวมถึงของดให้บริการแลกเหรียญ และธนบัตรย่อยเป็นการชั่วคราว สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 สามารถติดต่อใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ Call Center Line@&amp;nbsp; Facebook&amp;nbsp; Website และ Mobile Application&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113727</URL_LINK>
                <HASHTAG>สาขาในห้างสรรพสินค้า, เปิดให้บริการ, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cab31bee64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แบงก์รัฐ’ลุยพักหนี้2เดือน เอสเอ็มอี-รายย่อย10จว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลแจงอาชีพอิสระสมัครประกันสังคม &amp;nbsp;ม.40 เพื่อรับเยียวยาใน 10 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม &amp;nbsp;สำหรับ 9 กลุ่มอาชีพไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นภาระ สร้างความมั่นคงระยะยาว &amp;ldquo;แบงก์รัฐ&amp;rdquo; ลุยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอี-รายย่อยในพื้นที่เสี่ยง 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากล็อกดาวน์เร่งด่วน สั่งพักชำระหนี้ 2 เดือน &amp;nbsp;พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างตรงจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม น.ส.รัชดา &amp;nbsp;ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &amp;nbsp;สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้ม 10 จังหวัด ครอบคลุม 9 กลุ่มอาชีพ ซึ่งการเยียวยาในครั้งนี้หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์แล้ว จะต้องเป็นผู้ประกันตนกองทุนประกันสังคมด้วย โดยผู้ประกันตนแต่ละมาตราไม่ว่าจะเป็น 33, 39 และ 40 &amp;nbsp;จะได้รับการเยียวยาที่แตกต่างกันออกไปตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด และสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 จะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดากล่าวว่า กรณีผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้าง ผู้ประกอบการในระบบ &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ที่ไม่มีลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ที่ยังประกอบอาชีพอยู่ หากไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมยังคงมีสิทธิ์ได้รับการเยียวยา แต่จะต้องลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เสียก่อน โดยเตรียมหลักฐานยื่นลงทะเบียนภายในเดือนนี้ (กรกฎาคม 2564) เพื่อรับเงินช่วยเหลือ 5,000 &amp;nbsp;บาท ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่เป็นภาระ และยังถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตระยะยาวอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้สมัครมี 3 ทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบรายเดือนระยะยาวเพื่อรับการคุ้มครองที่ต่างกัน คือ ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาท ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาท ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาท มากไปกว่านั้นรัฐบาลได้ลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 40 &amp;nbsp;ให้เหลือร้อยละ 60 ของเงินสมทบ (เดิม) เป็นระยะเวลา &amp;nbsp;6 เดือน เริ่มตั้งแต่ ส.ค.64-ม.ค.65 ดังนี้ ทางเลือกที่ &amp;nbsp;1 จากเดิมจ่ายในอัตรา 70 บาท/เดือน จ่ายอัตราใหม่ เป็น 42 บาท/เดือน คุ้มครองเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต, ทางเลือกที่ 2 จากเดิมจ่ายในอัตรา 100 บาท/เดือน จ่ายอัตราใหม่เป็น 60 บาท/เดือน คุ้มครองเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ, ทางเลือกที่ 3 จากจากเดิมจ่ายในอัตรา 300 บาท/เดือน จ่ายอัตราใหม่เป็น &amp;nbsp;180 บาท/เดือน คุ้มครองเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ สงเคราะห์บุตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิธีสมัครสามารถทำได้ง่ายๆ ตามช่องทางดังนี้ สมัครด้วยตนเองผ่านมือถือที่เว็บไซต์ www.sso.go.th &amp;nbsp;(เมื่อกรอกข้อมูลครบให้รอรับ SMS ยืนยัน), สมัครผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-11), สมัครผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), สมัครผ่านเคาน์เตอร์บิ๊กซี (Big C) และสมัครผ่านผู้แทนเครือข่ายประกันสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อสมัครแล้วสามารถจ่ายเงินสมทบประกันสังคม &amp;nbsp;ม.40 ได้ทันที ซึ่งนอกจะได้สิทธิ์รับเงินเยียวยา 5,000 &amp;nbsp;บาทสำหรับกลุ่มแรงงานอิสระที่เข้าข่ายใน 9 กลุ่มอาชีพ และอยู่ใน 10 จังหวัดพื้นที่สีแดงแล้ว รัฐบาลหวังให้แรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าสู่ระบบประกันสังคม ถือเป็นการออมในระยะยาวช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย ซึ่งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1506 ตลอด &amp;nbsp;24 ชั่วโมง&amp;rdquo; น.ส.รัชดากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สงร.) &amp;nbsp;และธนาคารสมาชิกทุกแห่ง ประกอบด้วย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ร่วมกันออกมาตรการเร่งด่วน ด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมให้แก่ลูกหนี้เอสเอ็มอี และลูกหนี้รายย่อยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ ทั้งในพื้นที่ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวน 10 จังหวัด และนอกพื้นที่ควบคุมที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ เริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือน ก.ค.64 หรือเริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือน ส.ค.64 เป็นต้นไป แล้วแต่กรณี และเมื่อหมดระยะเวลาพักชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ในทันที เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักกับลูกหนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม คือลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้ แต่รายได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ โดยการให้ความช่วยเหลือตามแนวทางข้างต้น ลูกหนี้สามารถติดต่อกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้เพื่อแสดงความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.64 หากลูกหนี้สามารถให้ข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนถึงผลกระทบของกิจการหรือการจ้างงาน จะทำให้การพิจารณาให้ความช่วยโดยเจ้าหนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี สมาคมสถาบันการเงินของรัฐจะร่วมกันเร่งรัดและผลักดันการให้ความช่วยเหลือจากมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ได้มากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109877</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา  ธนาดิเรก, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพื่อรับเยียวยาใน 10 จังหวัด, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae66499436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐประกาศขยับเวลาเปิด-ปิดสาขาลดความเสี่ยงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 เมษายน 2564 &amp;nbsp;เพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาขาและลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19 ระลอกใหม่นั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และธนาคารสมาชิก (ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ธอท.) ) ได้มีมาตรการป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับงานบริการสาขา ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ธนาคารอาจพิจารณาปิดสาขาบางแห่งชั่วคราว สำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาด ตามประกาศของจังหวัดหรือรัฐบาล ซึ่งลูกค้ายังคงสามารถใช้บริการที่เครื่อง ATM หรือทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ออนไลน์ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่ปิดการบริการทางเว็บไซต์ของแต่ละธนาคาร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปรับเวลาปิดสาขาทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 16 เมษายน 2564 นี้&amp;nbsp;
* สาขาในห้าง / สาขาที่เปิดให้บริการ 7 วัน ปิดไม่เกินเวลา 17.00 น.
* สาขาภายนอก ปิดไม่เกินเวลา 15.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จำกัดช่องให้บริการ และจำกัดจำนวนลูกค้าในสาขา เพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.กรณีสาขาใดมีพนักงานหรือลูกค้าติดเชื้อเข้าใช้บริการ&amp;nbsp;
* ให้แต่ละธนาคารปิดเพื่อทำการ Cleaning ฆ่าเชื้อทันที และเปิดทำการเมื่อเสร็จสิ้น
* พนักงานที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ให้ตรวจเชื้อ / และทำการกักตัวเอง ในที่พักทันที (Self &amp;ndash; Quarantine at Home) ในระยะเวลาตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข
* จัดให้มีพนักงานปฏิบัติงานทดแทน ซึ่งเป็นพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสเชื้อ เข้าปฏิบัติหน้าที่แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าเป็นสำคัญ รวมทั้งเป็นการร่วมมือกับภาครัฐ ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ด้วย โดยธนาคารจะกลับมาให้บริการตามปกติโดยเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ลูกค้า คู่ค้า และผู้เกี่ยวข้อง สามารถติดต่อ บสย. สำนักงานเขตต่าง ๆ และศูนย์ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. FA Center) ผ่าน Call Center ที่โทร. 0-2890-9999 ได้ในเวลาทำการตั้งแต่เวลา 8.30-16.30 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเลข Call Center และเว็บไซต์ของสมาชิกสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ
- ธอส. โทร. 0-2645-9000 // www.ghbank.or.th
- ธ.ออมสิน โทร. 0-2299-8000 // www.gsb.or.th
- ธ.ก.ส. โทร.0-2555-0555 // www.baac.or.th
- EXIM Bank โทร.0-2271-3700 // www.exim.go.th&amp;nbsp;
- SME Bank โทร. 1357 // www.smebank.co.th
- Ibank โทร.1302 // www.ibank.co.th
- บสย. โทร.0-2890-9999 // www.tcg.or.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 15 เมษายน 2564 เวลา 11.30&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99556</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อไวรัส COVID-19, ปรับเวลาให้บริการ, สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, แบงก์รัฐ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077dbe3dd3cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;แบงก์รัฐ&#039;หืดจับแบกหนี้เน่า-ด้อยคุณภาพเฉียด5แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภาพรวมการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในเดือน เม.ย. 2563 ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ พบว่า มีสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5.11 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 2.55% ที่มีสินเชื่ออยู่ 4.99 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินฝาก อยู่ที่ 5.24 ล้านล้านบาท เติบโต 5.81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตจากเดือนก่อนหน้า 1.3% ที่มีเงินฝากอยู่ที่ 5.17 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสะสมสุทธิของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง อยู่ที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลง 53.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีกำไร 5.2 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.57% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มีหนี้เสียอยู่ 2.89 แสนล้านบาท และยังมีสินเชื่อด้อยคุณภาพที่หยุดการชำระ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน อยู่ที่ 2.38 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.76% ของสินเชื่อรวม ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า โดยขณะนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งพยายามเร่งปรับโครงสร้างของสินเชื่อด้อยคุณภาพส่วนนี้เพื่อไม่ให้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ระดับ 13.83% ถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอต่อการดำเนินงานระยะต่อไป และสูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดว่าต้องมีบีไอเอสไม่ต่ำกว่า 8.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การดูแลหนี้เสียและสินเชื่อด้อยคุณภาพ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเร่งดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกหนี้และสถานะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ โดยตอนนี้ทุกสถาบันการเงินมีมาตรการช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 คาดว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐส่วนใหญ่จะขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้ให้ลูกค้าถึงสิ้นปี 2563 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการพักหนี้แบบอัตโนมัติเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถชำระหนี้กลับมาชำระหนี้ในระบบตามปกติ รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐจะได้รับทราบข้อมูลด้วยว่าลูกหนี้ที่ขอพักชำระหนี้ต่อมีปัญหาการชำระหนี้อย่างไร เพื่อที่ระหว่างการพักหนี้จะได้เข้าไปช่วยแก้ไขผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72779</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลดำเนินงาน, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, หนี้ด้อยคุณภาพ, หนี้เสีย, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190201/image_big_5c539d0d9fbfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “คลัง” จ่อถก ธปท.ปลดล็อกเกณฑ์ LTV แบงก์รัฐ หลังยอดปล่อยกู้วูบ   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2562 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้เรียก ธอส. และธนาคารออมสิน ให้ข้อมูลผลกระทบมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อที่จะไปหารือกับ ธปท. ให้ผ่อนผันเงื่อนไขในการปล่อยกู้บ้านให้กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่เป็นการปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยและส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้บ้านหลังแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยอมรับว่าในส่วนของ ธอส. ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV ค่อนข้างรุนแรง โดยการปล่อยกู้ในไตรมาส 1/2562 โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีการอนุมัติสินเชื่อถึง 1.9 หมื่นล้านบาท เพื่อหนีมาตรการ LTV &amp;nbsp;ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562 ขณะที่การปล่อยกู้ในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 9 พันล้านบาท จากทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการ LTV และมีวันหยุดค่อนข้างมากในเดือนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปล่อยกู้ในครึ่งแรกของเดือน พ.ค. 2562 ยอดปล่อยกู้ลดลง 30-35% หากเป็นเช่นนี้จะทำให้ปีนี้ ธอส. ปล่อยกู้ต่ำกว่าเป้าหมาย 6 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.03 แสนล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังว่าจะหารือกับ ธปท. ให้ผ่อนผันเกณฑ์ LTV กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการ LTV เป็นมาตรการที่ดี ถูกต้องตามทฤษฎีเหมาะสำหรับการคุมการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์กับลูกค้าที่เป็นผู้มีรายได้ดี การกำหนดให้ปล่อยกู้ได้ไม่ 95% ของราคาประเมิน ไม่กระทบกับผู้มีรายได้ดี แต่มาตาการ LTV ไม่เหมาะกับใช้การปล่อยกู้บ้านของ ธอส. ที่เป็นลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเป็นผู้กู้ซื้อบ้านหลังแรก ตัวอย่างเช่น ขอกู้ 1 ล้านบาทต้องหาเงินมาดาวน์ 5 หมื่นบาท สำหรับผู้มีรายได้น้อยเป็นเรื่องลำบากที่จะหาเงินดังกล่าว ทำให้การการปล่อยกู้บ้านหลังแรกของ ธอส. ได้รับผลกระทบมาก&amp;quot; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ธนาคารเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมทั้งการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการผ่อนผันเกณฑ์ LTV ส่วนอัตราดอกเบี้ยครึ่งปีหลังคาดว่าจะทรงตัว โดยมองว่า ธปท. คงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปล่อยกู้โครงการบ้านล้านหลัง ในรอบแรกมีผู้จองสิทธิ์ 1.27 แสนราย ยืนคำกู้ 7.3 พันราย วงเงินกู้ 5.2 พันล้านบาท อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 6.3 พันราย เป็นยอดเงินกู้ 4.3 พันล้านบาท เฉลี่ยปล่อยกู้เดือนละ 400-500 ล้านบาท โดยธนาคารจะเปิดให้จองสิทธิ์กู้รอบ 2ในเดือน ก.ย. 2562 โดยโครงการบ้านล้านหลังได้รับอนุมัติวงเงินปล่อยกู้จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้น 5 หมื่นล้านบาทและให้ขยายเวลาการปล่อยกู้จากสิ้นปี 2563 ไปถึง 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าแผนการออกสลากออมทรัพย์ ธอส. จำนวน 3 ชุด วงเงิน 1 แสนล้านบาทนั้น &amp;nbsp;ชุดแรกจะเริ่มจำหน่ายได้แก่สลาก Premium ชุดวิมานเมฆ หน่วยละ 1 ล้านบาท วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท ออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน จำนวน27 รางวัล/เดือน รางวัลละ 200,000 บาท &amp;nbsp; อายุสลาก 3 ปี ทำให้ผู้ถือสลากมีโอกาสลุ้นรางวัลถึง 972 รางวัล ทำให้มีโอกาสในการถูกรางวัลสูงถึง 0.1% &amp;nbsp;และเมื่อฝากครบ 3 ปี จะให้ผลตอบแทนหน้าสลากสูงถึง 1.4% ต่อปี เทียบเท่ากับเงินฝากประจำหากถูกรางวัลเพียง 1 ครั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 8.07%ต่อปี และยังสามารถถือสลากต่อเพื่อมอบเป็น มรดกได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกรางวัลครั้งแรกได้ในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสลากอีก 2 ชุด คือ ราคาหน่วยละ 10 ล้านบาท วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท จะออกรางวัลทุกไตรมาส รางวัลละ 3 ล้านบาท มีจำนวน 3-5 รางวัล ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ทำความเข้าใจกับพนักงาน ว่าสลากออกทรัพย์ของ ธอส. เป็นการขายผลตอบแทนและโอกาส ไม่เหมือนกับสลากอื่นที่มีโอกาสถูกรางวัลเพียง 0.0001% เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ สลาก ธอส. ราคาหน่วยละ 500 บาท &amp;nbsp;วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะออกจำหน่ายต้นปีหน้า โดยเงินที่ระดมได้จากการออกสลากทั้งหมดจะกันออกมาปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยเป็นการเฉพาะในอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 3% เพราะต้นทุนการออกสลากต่ำประมาณ 1.7% เทียบต้นทุนเฉลี่ยของธนาคารอื่น ๆ ที่ระดมเงินจากเงินฝากและแหล่งอื่นๆ อยู่ที่ 1.9-2.1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ขั้นตอนของการออกสลาก ธอส. อยู่ระหว่างรอประกาศกรมสรรพากรเว้นการเก็บภาษีเงินได้จากเงินรางวัลและดอกเบี้ยที่ได้จากการซื้อสลาก โดยผู้ที่สนใจซื้อสลากPremium ชุดวิมานเมฆ หน่วยละ 1 ล้านบาท จะต้องทำการนำเงินมาฝากกับธนาคารเพื่อเป็นการจองสิทธิในเดือน มิ.ย. นี้ หลังจากนั้นคาดว่าสลากจะถึงมือผู้จองในเดือน ส.ค. และออกรางวัลครั้งแรก 16 ก.ย. 2562&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนงานของธนาคารในอนาคตจะมีการดำเนินการจัดทำสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) วงเงิน 1 พันล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตัวเองและปลอดภาระหนี้ สามารถนำมาจำนองกับธนาคารเพื่อรับเงินเป็นรายเดือน &amp;nbsp;โดยกำหนดพื้นที่นำร่องที่อยู่อาศัยต้องตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยธนาคารกำหนดให้กู้สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 80 ปี วงเงินให้กู้สูงสุดไม่เกิน 50% ของราคาประเมินและสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยไม่พิจารณารายได้ของผู้กู้ อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปีตลอดอายุสัญญากู้ ระยะเวลาขอรับเงินได้นานสูงสุด 25 ปี หรือจนถึงผู้กู้อายุ 85 ปี ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้กู้เป็นรายเดือน อาทิ วงเงินกู้ 2 ล้านบาท หากผู้กู้อายุ 65 ปี ระยะเวลาการกู้ 20 ปี จะได้รับเงินจากธนาคารเดือนละ 8.3 พันบาท ขณะนี้มีผู้สนใจมาสอบถามกับธนาคาร 4-5 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยว่า ตอนนี้ สศค. ติดตามผลกระทบมาตรการ LTV ที่เกิดขึ้นกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ว่าจะทำให้ยอดปล่อยสินเชื่อบ้านลดลงต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากก่อนมาตรการมีผลได้มีการเร่งโอน ทำให้ยอดการโอนในเดือน เม.ย. ลดลง ซึ่งต้องดูต่อไปอีกระยะหนึ่งว่าเป็นการลดลงชั่วคราวหรือเป็นการลดลงถาวรทุกเดือน เพื่อจะได้หารือกับ ธปท. ได้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ธปท. ให้เหตุผลว่า มาตรการ LTV ไม่กระทบกับการปล่อยกู้บ้านหลังแรก เพราะเป็นมาตรการคุมการปล่อยกู้บ้านหลังที่ 2 และ 3 เพื่อไม่ให้เกิดการซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร และการปล่อยกู้บ้านแบบมีเงินถอน เพราะ ธปท. พบว่า ธนาคารพาณิชย์บางแห่งปล่อยกู้ซื้อบ้านให้กับผู้กู้ถึง 110-115% ของราคาประเมิน จึงต้องออกมาตรการนี้มาเพื่อดูแลเรื่องเสถียรภาพ จึงต้องรอดูผลของมาตรการนี้อย่างแท้จริงอีกระยะหนึ่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36669</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), ยอดปล่อยกู้หด, าตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (LTV), แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แบงก์รัฐการันตีตรึงดอกเบี้ยยาว!ช่วยลูกค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แบงก์รัฐการันตียังไม่ขยับดอกเบี้ย! &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ยันตรึงยาว หวังช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ 4.3 ล้านราย วอนลูกค้าสบายใจได้ ด้าน &amp;ldquo;ธอส.-ธพว.&amp;rdquo; ประสานเสียงคงดอกเบี้ยด้วยอีกแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พนุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.75% ก็ตาม เพื่อต้องการช่วยเหลือลูกค้าไม่ให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยซึ่งเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของออมสินกว่า 4.3 ล้านราย ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อประกอบธุรกิจ ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ &amp;nbsp;ห้องแถว สินเชื่อบุคคล สินเชื่อฉุกเฉินแก้หนี้นอกระบบ รวมถึงลูกค้าสินเชื่อบ้านอีกกว่า 3 แสนรายก็จะไม่ได้รับผลกระทบ จึงขอให้สบายใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ถือว่าเป็นการปรับขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลก ซึ่งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องทยอยขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็จะตรึงดอกเบี้ยให้นานที่สุด และไม่เป็นผู้นำในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน โดยของออมสินประเมินว่ายังคงดอกเบี้ยต่อไปได้ถึงปีหน้า &amp;nbsp;ถ้า ธปท.ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก็ยังไม่กระทบต่อสินเชื่อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ รวมถึงเงินกู้ที่คิดจากดอกเบี้ยอัตราอ้างอิง เช่น เอ็มอาร์อาร์ เอ็มแอลอาร์ ส่วนแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.ในปีหน้าคาดว่าจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.5-1% โดยอาจเห็นขึ้นหลังจากช่วงเลือกตั้งเป็นต้นไป&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธนาคาร ได้จัดกิจกรรมออมสินส่งสุข ใจดี...มีว้าว เพื่อขยายฐานลูกค้าสินเชื่อรายย่อย โดยเปิดให้ลูกค้าที่กู้เงินในโครงการสินเชื่อห้องแถว สินเชื่อแฟรนไชส์ &amp;nbsp;สตรีทฟู้ด สินเชื่อธนาคารประชาชนระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2561-31 ส.ค.2562 จะได้รับสิทธิลุ้นรับรางวัล อาทิ รถยนต์ รถยนต์ฟู้ดทรัคส์ รถจักรยานยนต์ รวมกว่า 72 รางวัล ยาว 6 เดือน ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 1.35 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิลิไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าทันที แม้ว่า กนง.จะเห็นชอบให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% ก็ตาม ซึ่งจากนี้ต้องขอติดตามสถานการณ์ตลาดสินเชื่อในช่วงเดือน ม.ค.อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาปรับดอกเบี้ยของธนาคาร เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับลูกค้าที่ผ่อนบ้านกว่า 1 ล้านราย แต่เบื้องต้นประเมินว่า หากดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพียงครั้งเดียว ธนาคารจะยังไม่ขึ้นเงินงวดผ่อนของลูกค้า และดอกเบี้ยอาจขยับแค่ครึ่งเดียว หรือประมาณ 0.125% แต่หากขึ้นมากกว่าก็ต้องทบทวนดูอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็จะยังตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นเดือน ก.พ.2562 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 1 แสนรายได้ปรับตัว เนื่องจากในธุรกิจขนาดเล็กหากขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้แล้วจะกระทบกับต้นทุนและ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พนุหนาวีชัย, ตรึงดอกเบี้ย, ธนาคารรัฐ, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2018 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2018 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“แบงก์รัฐ” เร่งขายสลากออมทรัพย์กว่าแสนล้านตุนสภาพคล่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แบงก์รัฐ&amp;rdquo; ลุยระดมเงินโค้งสุดท้ายปลายปี ออมสินลุยขายสลากพิเศษ 5 ปี งวด 510 วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ด้าน ธ.ก.ส. ส่ง สลากออมทรัพย์ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3 วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท เสริมทัพสภาพคล่องปล่อยกู้รับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า การเปิดรับฝากสลากออมสินพิเศษ 5 ปี งวดที่ 510 วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 2 ธ.ค. นี้ คาดว่าจะมีประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถือเป็นการส่งเสริมการออมช่วงส่งท้ายปลายปี อีกทั้งผลตอบแทนสลากชุดนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีรางวัลสลากสูงสุด 5 ล้านบาท และมีแคมเปญ ออมสินดับเบิลเปย์ให้รางวัลพิเศษรถยนต์ 216 คัน&amp;nbsp;
ทั้งนี้ สลากออมสินพิเศษ 5 ปี งวดที่ 510 จะเปิดรับฝากหน่วยละ 100 บาท ออกทุกวันที่ 1 ของเดือน จำนวน 60 ครั้ง รางวัลที่ 1 มูลค่าเงินรางวัล 5 ล้านบาท หมุน 3 ครั้ง รางวัลที่ 2 มูลค่าเงินรางวัล 1 แสนบาท หมุน 5 ครั้ง รางวัลที่ 3 มูลค่าเงินรางวัล 1หมื่นบาท หมุน 5 ครั้ง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสลากออมสินพิเศษครบ 5 ปี จะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 4 บาท ฝากครบ 4 ปี แต่ไม่ครบ 5 ปี ได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 2.50 บาท ฝากครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 4 ปี ได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 1.50 บาท ฝากครบ 2 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 0.75 บาท ฝากครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 2 ปี ได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 0.25 บาท และฝากครบ 3 เดือนแต่ไม่ถึง 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย โดยเมื่อคิดเป็นผลตอบแทนขั้นต่าเฉลี่ยต่อปีแล้ว หากฝากไม่ถึง 1 ล้านบาท จะได้ 0.80% &amp;nbsp;ฝาก 1 ล้านบาท จะได้ 1.52% &amp;nbsp;ฝาก 10 ล้านบาท จะได้ 1.592% ฝาก 100 ล้านบาท จะได้ 1.602% &amp;nbsp;ฝาก 1,000 ล้านบาท จะได้ 1.75% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของแคมเปญ ออมสินดับเบิลเปย์ แจกรถเพิ่ม 216 คัน &amp;nbsp;โดยผู้ลุ้นรับของรางวัลนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด โดยถือสลากออมสินพิเศษ 5 ปี งวดที่ 510 พร้อมมีบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกเป็นบัญชีคู่โอนและ ณ วันออกรางวัลต้องมียอดคงเหลือในบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท, ใช้บริการมายโม และจะต้องไม่เป็นบัญชีร่วมหรือบัญชีนิติบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มีรางวัลสูงสุดคือ รถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นอี 350 จำนวน 2 รางวัล เชื่อคนจะสนใจมาก เพราะดูจากสลากออมสินพิเศษ 5 ปีงวดที่ผ่านมา เปิดขายหมดอย่างรวดเร็วภายใน 20 วัน&amp;quot; นายชาติชายกล่าว&amp;nbsp;
สำหรับเป้าหมายขยายสินเชื่อในปี 2562 คาดว่าจะเติบโต 4-6% หรือเติบโต 1-1.5 เท่าของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปัจจุบันมีฐานสินเชื่อ 2.1 ล้านล้านบาท และเงินฝาก 2.3 ล้านล้านบาท โดนธนาคารได้เร่งระดมเงินฝากเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า จากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ รวมทั้งยังเน้นการปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีที่มีรายได้ 20-30 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดรับฝากสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.ชุดเกษตรมั่งคั่ง 3 วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เริ่มจำหน่ายในวันที่ 17 ต.ค. 2561ที่ผ่านมา &amp;nbsp;โดยมีจำนวนรับฝาก 60 หมวด หมวดละ 100 ล้านหน่วย รวม 600 ล้านหน่วย รับฝากหน่วยละ100 บาท &amp;nbsp;อายุ 3 ปี มีสิทธิ์ตรวจรางวัล 36 ครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ล่าสุดยอดขายสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. มีผู้ซื้อไปแล้ว 5.2 หมื่นล้าน คงเหลืออีก8,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสลากออมทรัพย์ ชุดเกษตรมั่งคั่งที่ 3 จะมีผลตอบแทน เท่ากับสลากชุดเกษตรมั่งคั่งที่ 1และ2 ซึ่งจะมีรางวัลที่ 1 มูลค่า 10 ล้านบาท รางวัลที่ 1 &amp;nbsp;ต่างหมวดมี 59 รางวัล ๆ ละ &amp;nbsp;2 หมื่นบาท รางวัลที่ &amp;nbsp;2 หมุน 3 ครั้ง มี 180 รางวัล ๆ ละ 1 หมื่นบาท รางวัลที่ 3 หมุน 10 ครั้ง &amp;nbsp;มี 600 รางวัล ๆ ละ &amp;nbsp;5,000 &amp;nbsp;บาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รวมเป็นรางวัลต่องวดทั้งสิ้น 1.26 ล้านรางวัล &amp;nbsp;คิดเป็นเงิน &amp;nbsp;83.7 ล้านบาท และเมื่อฝากครบกำหนด 3 &amp;nbsp;ปี จะได้รับดอกเบี้ย 0.75 % &amp;nbsp;คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 0.25 % ต่อปี &amp;nbsp;กรณีฝากตั้งแต่ 1 แสนบาทขึ้นไปได้รับผลตอบแทน1.330 % ต่อปี คิดจากการรวมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว หากฝากตั้งแต่ 1ล้านบาทขึ้นไปได้รับผลตอบแทน 1.438 % ต่อปี คิดจากการรวมรางวัลเลขท้าย 3 ตัว และ 4 ตัว รวมทั้งยังมีรางวัลพิเศษ เช่น ชุดที่ 1 มีการจับรางวัลพิเศษ เงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท 9 รางวัล เป็นเงินรวม 9 ล้านบาท แบ่งการจับรางวัล 3 ครั้ง อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23326</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสลากออมทรัพย์, ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, แบงก์รัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
