<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรอ. ร่วม กฟผ. เล็งจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เมษายน 2564 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การศึกษาแนวทางการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ และพัฒนาโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย&amp;rdquo; กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อเนื่องในการศึกษาแนวทางบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่ครบกำหนดอายุของบันทึกความร่วมมือเดิมในระยะเวลา 1 ปี เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า การรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทยยังคงมีความท้าทายหลายด้าน ทั้งในด้านการเก็บรวบรวม ปริมาณ และความแตกต่างชนิดของซาก ที่จะส่งผลต่อเทคนิคในการรีไซเคิลและความคุ้มค่าการลงทุน ตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ทำให้การพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และต้องติดตามเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่ทันสมัยอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันเทคโนโลยีการรีไซเคิลและแนวทางการจัดการกับแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีการดำเนินงานเชิงพาณิชย์แล้วในต่างประเทศ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งหนึ่งในการร่วมกันศึกษาแนวทางการรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต่อเนื่องจากการศึกษาในครั้งก่อน โดยจะเพิ่มเติมในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พื้นที่ศักยภาพ ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศต่อไป&amp;rdquo;นายประกอบฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งโรงงานรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบจะพิจารณาตามภูมิภาคและเลือกจังหวัดที่มีการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากที่สุดก่อน โดยพื้นที่ที่จะส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลฯนั้น จะครอบคลุมบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงในวงรัศมี 200-300 กิโลเมตร จากที่ตั้งพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งจากสำรวจพบว่า ในภาคกลางเป็นพื้นที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากที่สุด คือ 1,318.16 เมกะวัตต์ รองลงมาเป็นภาคตะวันตก 469 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 423.6 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 422 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 177 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41.01 เมกะวัตต์ รวม 2,850.77 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันการบริหารจัดการขยะจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย ยังใช้วิธีการคัดแยกขยะแล้วนําไปย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนเข้าตามกระบวนการและนำทิ้งในหลุมฝังกลบตามกฎหมาย ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ให้เพียงพอและเหมาะสมกับปริมาณที่จะเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารทรัพยากรในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;quot;นายประกอบ กล่าว
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99242</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์, ประกอบ วิวิธจินดา, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.), แบตเตอรี่, โรงงานรีไซเคิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605bdb4a532f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
