<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจประชาชน แบนรัฐบาลแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง Ban รัฐบาลแห่งชาติ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 1,712 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,187 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 &amp;ndash; 5 กันยายน ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงประเทศที่มีรัฐบาลแห่งชาติ นึกถึงประเทศอะไร พบว่า จำนวนมากที่สุดหรือร้อยละ 35.5 นึกถึงประเทศจีน รองลงมาคือร้อยละ 24.0 นึกถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 17.2 นึกถึงรัสเซีย และร้อยละ 23.3 นึกถึงประเทศอื่นๆ โดยผลสำรวจพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 67.6 ระบุรัฐบาลแห่งชาติเป็นรัฐบาลที่จะมีความมั่งคั่งมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 66.0 ระบุรัฐบาลแห่งชาติจะเป็นรัฐบาลที่ยั่งยืนมากถึงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าจะเอารัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.7 ระบุไม่เอา ในขณะที่ ร้อยละ 31.9 เอา และร้อยละ 3.4 ระบุอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll ในการศึกษาแนวโน้มความเคลื่อนไหว &amp;ldquo;สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส&amp;rdquo; เปรียบเทียบกับ &amp;ldquo;ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส&amp;rdquo; พบข้อมูลกระแสในโลกโซเชียลที่น่าพิจารณาคือ กระแสตอบรับ ข้อความการเมือง ระหว่าง วาทกรรม ทั้งสอง มีความแตกต่างกันในหลายประเด็นที่ค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ จำนวนกลุ่มผู้ใช้งานที่ค้นพบในความเคลื่อนไหวต่อข้อความการเมืองว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส ที่เคยปั่นยอดสูงสุดในวันที่ 8 สิงหาคม มีมากถึง 12.4 ล้านผู้ใช้งาน แต่ข้อความการเมือง &amp;ldquo;สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส&amp;rdquo; ที่เพิ่งรณรงค์ออกมาล่าสุดมีเพียง 1,684,542 ผู้ใช้งานในโลกโซเชียล แต่พบว่า มาจากประเทศไทยเพียงร้อยละ 11.6 หรือประมาณแสนกว่าคนเท่านั้นที่เหลือมาจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกันในช่วงที่ปั่นกระแสยอดสูงสุดของข้อความการเมืองที่ว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส อยู่ในประเทศไทยเพียงร้อยละ 11.3 เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ช่องทางการใช้โซเชียลมีเดียสามอันดับแรกสำหรับข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส เปลี่ยนไปจากข้อความการเมืองที่ว่า ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส โดยพบว่า ข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส ใช้ Facebook มาเป็นอันดับแรกคือร้อยละ 39.4 รองลงมาคือ Twitter ร้อยละ 37.0 สำนักข่าวออนไลน์ ร้อยละ 10.9 ในขณะที่ ข้อความการเมือง ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส ใช้ Twitter มากถึงร้อยละ 77.3 รองลงมาคือ วิดีโอ ร้อยละ 11.3 และสำนักข่าวออนไลน์ร้อยละ 5.7 ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมือง สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส พบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 เป็นตัวบุคคลผู้ใช้งาน เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ข้อความการเมือง ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส พบผู้ใช้งานส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 เป็นองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้ง (Paradox) ของประชาชนที่ไม่เอา (Ban) รัฐบาลแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน แต่ประชาชนไม่เอาและทั้ง ๆ ที่เข้าใจไปว่าประเทศมหาอำนาจก็มีรัฐบาลแห่งชาติ แต่ประชาชนก็ไม่เอา เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า ข้อมูลในโลกโซเชียลก็พบเช่นกันว่า ประชาชนคนไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสข้อความการเมือง เช่น ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส และ ข้อความการเมืองที่ว่า สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ มีในประเทศไทยเพียงร้อยละ 10 ต้น ๆ เท่านั้นของประชากรทั้งหมดที่พบความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซุเปอร์โพล กล่าวว่า ทำให้พบข้อสรุปประการหนึ่งคือ ไม่รู้ว่าประชาชนจะเอาอย่างไรแน่ เพราะฝ่ายปลุกปั่นกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ใช้ทรัพยากรไปมากมาย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้เด็กนักเรียนนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ไปก็ไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่พบคือ ภาพไม่ชัดว่า ประชาชนจะไปทางไหนสักทางหนึ่ง ที่เดาใจประชาชนยากเพราะต่างคนต่างกำลังเดือดร้อนและทุกข์ยากจะก้าวไปข้างหน้ากับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่กำลังขายฝัน ขายความหวังและมันจะดีหรือไม่ หรือจะอยู่กับรัฐบาลที่กำลังมีอาการแกว่งตัวสูง หรือว่าเลือกอยู่ตรงกลางรักษาตัวให้รอดไปวัน ๆ รออัศวินขี่ม้าขาวหรือซูเปอร์แมนที่มีทางแก้วิกฤติแต่ถ้าไม่มีพระเอกตนใดมาได้ก็น่าจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจน่าจะได้ผลดีเกินคาด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76638</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซุเปอร์โพล, รัฐบาลแห่งชาติ, แบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f548352df8e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 21:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 21:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟซบุ๊กแบนเพิ่ม 4 กลุ่มกบฏเมียนมา ชี้ก่อเหตุรุนแรงโจมตีพลเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เฟซบุ๊กขึ้นบัญชีดำกองกำลังติดอาวุธในเมียนมาเพิ่มอีก 4 กลุ่มจากการใช้โซเชียลมีเดียยอดนิยมแห่งนี้ คำแถลงเมื่อวันอังคารระบุว่าต้องการป้องกันไม่ให้องค์กรอันตรายเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสังคมที่นอกเหนือจากโลกออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการสั่งปิดบัญชีของกลุ่มติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลเมียนมาเพิ่มเติมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐ เพื่อควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียนี้เผยแพร่วาทะสร้างความเกลียดชัง ข้อมูลเท็จ และการยุยงปลุกปั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคมเฟซบุ๊กได้แบนบัญชี, เพจ และกรุ๊ปที่เกี่ยวโยงหรือเป็นตัวแทนของกองทัพเมียนมา รวมถึงได้ปิดบัญชีของกลุ่มพระสงฆ์หัวรุนแรงของเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจา ที่ส่งผลต่อความขัดแย้งระหว่างชุมชนและวิกฤติรุนแรงในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินการของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นภายหลังโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมในเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ความขัดแย้งลุกลามมากขึ้นแห่งนี้ โดนวิจารณ์ว่าไม่ทุ่มเทมากพอเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความเกลียดชัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงเมื่อวันอังคารเปิดเผยว่า กลุ่มที่โดนแบนเพิ่มเติมประกอบด้วย กองทัพอาระกัน (เอเอ),&amp;nbsp; กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (เอ็มเอ็นดีเอเอ), กองทัพเอกราชกะฉิ่น (เคไอเอ) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (ทีเอ็นแอลเอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ถูกห้ามจากเฟซบุ๊กแล้ว และเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการยกย่อง สนับสนุน และเป็นตัวแทนของกลุ่มเหล่านี้จะถูกลบออกโดยเร็วที่สุดทันทีที่บริษัทรับรู้&amp;quot; เฟซบุ๊กประกาศในเพจข่าวของบริษัท &amp;quot;มีหลักฐานชัดเจนว่าองค์กรเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบต่อการโจมตีพลเรือนและก่อความรุนแรงในเมียนมา พวกเราต้องการป้องกันองค์กรเหล่านี้ไม่ให้ใช้บริการของเราไปกระพือความตึงเครียดในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มติดอาวุธ 4 กลุ่มที่โดนขึ้นบัญชีดำล่าสุดนี้เป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมามานานหลายสิบปีเพื่ออำนาจปกครองตนเอง ทั้ง 4 กลุ่มไม่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงของรัฐบาลเมียนมา และช่วงหลายปีมานี้ได้ก่อเหตุปะทะกับกองทัพอยู่เนืองๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟซบุ๊กเผยกับเอเอฟพีว่า รัฐบาลเมียนมาเคยแจ้งเตือนเนื้อหาที่โพสต์โดยกลุ่มกบฏเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง แต่การตัดสินใจแบนครั้งล่าสุดนี้เกิดจากการพิจารณาภายในบริษัทเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โซเชียลมีเดียแห่งนี้พยายามกอบกู้ชื่อเสียงด้วยการปรับปรุงการลบเนื้อหาสร้างความเกลียดชังให้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มทีมงานตรวจตราภาษาเมียนมามากขึ้น โดยตอนนี้จ้างพนักงานที่พูดภาษาเมียนมาไว้มากกว่า 100 คน บางคนรู้ภาษาชานและชินด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มกบฏพม่า, พม่า, เฟซบุ๊ก, เมียนมา, แบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190205/image_big_5c599d51ccf49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
