<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 20:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนกริ้ว &#039;ทรัมป์&#039; ขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย เตือนกระทบสัมพันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนเตือนสหรัฐยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะกระทบสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเมื่อวันพุธ ห้ามบริษัทหัวเว่ยของจีนเข้าตลาดสหรัฐ เพิ่มพูนความตึงเครียดทางการค้าที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โลโก้บริษัทหัวเว่ยที่นิทรรศการนวัตกรรมและสตาร์ทอัพวีวาเทคที่กรุงปารีส / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งกรณีหัวเว่ยยังทำให้ความพยายามรื้อฟื้นการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอยู่ในภาวะไม่แน่นอน หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่งขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้กันไปมาเมื่อไม่กี่วันก่อน คำแถลงของกระทรวงพาณิชย์ของจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 ปฏิเสธว่าจีนไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเจรจาการค้ากันต่อที่กรุงปักกิ่ง หลังจากสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ กล่าวว่า เขาอาจจะมาเยือนปักกิ่งในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกา เฟิง โฆษกกระทรวง แถลงว่า กลยุทธ์รังแกและกดดันถึงขีดสุดของสหรัฐนั้นทำให้การเจรจาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐเสื่อมถอยลงอย่างร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทรัมป์พุ่งเป้าเล่นงานบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีนแห่งนี้อีกขั้น ด้วยการลงนามคำสั่งประธานาธิบดีห้ามการซื้อหรือใช้อุปกรณ์จากบริษัทที่ก่อความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือความปลอดภัยของคนอเมริกันอย่างไม่อาจยอมรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า แม้ทำเนียบขาวจะยืนกรานว่าคำสั่งของทรัมป์ไม่ได้มีเป้าหมายที่ประเทศหนึ่งประเทศใดหรือบริษัทใดเป็นการเฉพาะ แต่เชื่อว่าน่าจะมีเป้าหมายที่หัวเว่ย ซึ่งสหรัฐหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเครื่องมือของหน่วยงานข่าวกรองของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน หัวเว่ยยังตกเป็นเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐโดยตรง ด้วยการขึ้นบัญชีดำห้ามหัวเว่ยใช้ส่วนประกอบจากสหรัฐในผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่โทรศัพท์, อุปกรณ์โทรคมนาคม, ฐานข้อมูล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทบวงอุตสาหกรรมและความมั่นคง (บีไอเอส) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ประกาศขึ้นบัญชีหัวเว่ยและบริษัทในเครือไว้ในรายชื่อบริษัทหรือบุคคลที่ละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน อันส่งผลให้บริษัทของสหรัฐที่ต้องการขายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีของอเมริกันไปยังบริษัทหรือบุคคลที่อยู่ในรายชื่อนี้ต้องขออนุญาตจากบีไอเอสก่อน และบีไอเอสสามารถปฏิเสธได้หากเห็นว่าการขายหรือถ่ายโอนนั้นจะทำร้ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐหรือผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกากล่าวว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐไปยิ่งกว่านี้ &amp;quot;จีนเคยพูดมาหลายครั้งแล้วว่าประเด็นความมั่นคงแห่งชาติไม่ควรถูกล่วงละเมิด&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านบริษัทหัวเว่ยออกแถลงการณ์ว่า การห้ามอย่างไม่มีเหตุผลของสหรัฐจะละเมิดสิทธิของบริษัทและก่อคำถามร้ายแรงทางกฎหมาย การห้ามหัวเว่ยจากการดำเนินธุรกิจในสหรัฐจะไม่ทำให้สหรัฐปลอดภัยขึ้นหรือแข็งแกร่งขึ้น แต่กลับจะจำกัดสหรัฐเองให้ต้องใช้ตัวเลือกอื่นที่แพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับบริษัทหัวเว่ยส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับแคนาดาเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดี กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า จีนได้จับกุมพลเมืองแคนาดา 2 คนอย่างเป็นทางการแล้ว ฐานต้องสงสัยว่ารวบรวมความลับทางราชการของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้บานปลายจากเหตุการณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ที่แคนาดาจับกุมเมิ่ง ว่านโจว ผู้บริหารของหัวเว่ยที่เป็นบุตรีผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ ตามคำร้องขอของทางการสหรัฐเพื่อให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนฐานต้องสงสัยว่าละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่าน ไม่กี่วันต่อมา จีนตอบโต้แคนาดาด้วยการจับกุมไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูตแคนาดาในจีน และไมเคิล สเปเวอร์ นักธุรกิจชาวแคนาดา โดยอ้างกฎหมายความมั่นคง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นบัญชีดำ, จีน, สหรัฐ, หัวเว่ย, แบล็กลิสต์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd69dcb582b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 22:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 22:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อียูเสนอเพิ่มชื่อ &#039;ซาอุดีอาระเบีย&#039; เข้าแบล็กลิสต์ฟอกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอปรับปรุงรายชื่อแบล็กลิสต์ประเทศและดินแดนที่บกพร่องในการดำเนินการเพื่อขัดขวางการให้ทุนสนับสนุนการก่อการร้ายและการฟอกเงิน โดยเพิ่มชื่อ 7 ประเทศซึ่งรวมถึงซาอุดีอาระเบีย, ปานามา และไนจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 จะต้องส่งให้รัฐสภายุโรปลงมติเห็นชอบ และให้ชาติสมาชิก 28 ชาติของสหภาพยุโรป (อียู) รับรองภายใน 1 เดือน&amp;nbsp; หรืออาจขยายเวลาเป็น 2 เดือน อย่างไรก็ดี หลายประเทศแสดงความไม่เห็นด้วยกับรายชื่อนี้ เนื่องจากกังวลด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับซาอุดีอาระเบีย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ประเทศที่ติดอยู่ในบัญชีรายชื่อนี้จะไม่เผชิญมาตรการลงโทษจากอียู แต่การมีชื่อติดอยู่ในบัญชีนี้จะส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ในอียูต้องตรวจสอบการทำธุรกรรมอย่างเข้มงวดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอเพิ่มซาอุดีอาระเบียไว้ในบัญชีดำนี้ เกิดขึ้นในช่วงยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับยุโรปตึงเครียดสืบเนื่องจากคดีการสังหารจามัล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบีย ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียที่นครอิสตันบูลของตุรกีเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามรายงานของรอยเตอร์ ขณะนี้ประเทศและดินแดนที่ติดบัญชีดำนี้เพิ่มเป็น 23 แห่ง จากเดิม 16&amp;nbsp; แห่ง นอกจากซาอุดีอาระเบียแล้ว ประเทศและดินแดนในบัญชีที่อีซีเสนอเพิ่มใหม่ยังรวมถึงปานามา และไนจีเรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศอื่นๆ ในรายชื่อยังประกอบด้วย ลิเบีย, บอตสวานา, กานา, ซามัว, บาฮามาส และดินแดน 4 แห่งของสหรัฐ ประกอบด้วย อเมริกันซามัว, หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ, เปอร์โตริโก และกวม, อัฟกานิสถาน, เกาหลีเหนือ, เอธิโอเปีย, อิหร่าน, อิรัก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ซีเรีย, ตรินิแดดและโตเบโก, ตูนิเซีย และเยเมน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, กายอานา, ลาว, ยูกันดา และวานูอาตู ถูกถอดออกจากบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวรา จูโรวา คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรม กล่าวว่า อีซีได้วางมาตรฐานสูงที่สุดในโลกด้านการต่อสู้กับการฟอกเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินสกปรกจากประเทศอื่นๆ จะไม่เข้าสู่ระบบการเงินของอียู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินสกปรกพวกนี้เป็นพลังขับดันเบื้องหลังองค์กรอาชญากรรมและการก่อการร้าย&amp;quot; เธอกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่อยู่ในบัญชีนี้จัดการแก้ไขความบกพร่องของตนโดยเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29087</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมาธิการยุโรป, ซาอุดีอาระเบีย, ฟอกเงิน, อีซี, อียู, แบล็กลิสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c6435773eec8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พม่าสั่งปลดทันควัน นายพลติดแบล็กลิสต์อียู-แคนาดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กองทัพพม่าสั่งปลดนายพลคุมกองบัญชาการตะวันตกที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการปราบปรามในรัฐยะไข่เมื่อปีกลาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงภายหลังอียูและแคนาดาประกาศขึ้นบัญชีคว่ำบาตร 7 นายทหารและตำรวจ ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง เมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ชาวโรฮิงญาหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ ข้ามแม่น้ำนาฟเขาสู่บังกลาเทศ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561 กล่าวว่า สหภาพยุโรป (อียู) และรัฐบาลแคนาดาประกาศขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจระดับสูงของพม่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แล้วหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง กองทัพพม่าก็ประกาศว่า นายพลหนึ่งในรายชื่อนี้ถูกให้ออกจากราชการแล้ว และอีกนายก็ลาออกไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศเผยแพร่ในเฟซบุ๊กของกองทัพพม่าเมื่อคืนวันจันทร์กล่าวว่า พลตรีหม่อง หม่อง โซ อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคตะวันตกในรัฐยะไข่ ถูก &amp;quot;ไล่ออก&amp;quot; ฐานด้อยประสิทธิภาพในการรับมือการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทัพบกพม่ากล่าวว่า นายพลผู้นี้ถูกย้ายตำแหน่งหน้าที่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยการย้ายเขาออกจากกองบัญชาการตะวันตกนั้น ก็เพื่อตรวจสอบความบกพร่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขาขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาเสถียรภาพในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลตรีหม่อง หม่อง โซ ซึ่งโดนสหรัฐขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 มีชื่ออยู่ในบัญชีทั้งของอียูและของแคนาดา ซึ่งจะทำให้เขาและอีก 6 คนในรายชื่อ ถูกอายัดทรัพย์สินและไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศเหล่านั้น อย่างไรก็ดี กองทัพพม่าไม่ได้เชื่อมโยงการปลดเขากับการถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของอียูกล่าวถึงพลตรีหม่อง หม่อง โซ ว่าเขารับผิดชอบต่อการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงต่อประชากรชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ โดยกองบัญชาการภาคตะวันตก ในช่วงเวลานั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลและกองทัพพม่าถูกนานาชาติประณามในเหตุการณ์ปราบปรามที่รัฐยะไข่ ซึ่งผลักดันให้ชาวโรฮิงญามากกว่า 700,000 คนอพยพข้ามแดนเข้าบังกลาเทศ องค์การสหประชาชาติและชาติตะวันตกกล่าวถึงปฏิบัติการของกองทัพว่าเป็นการล้างเผ่าพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของกองทัพซึ่งออกมาไล่หลังอียูไม่กี่ชั่วโมง กล่าวด้วยว่า พลโทอ่อง จ่อ ซอ ผู้บัญชาการกรมปฏิบัติการพิเศษที่ 3 กำกับดูแลกองบัญชาการภาคตะวันตก ซึ่งติดอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรของอียูและแคนาดาเช่นกัน ได้รับอนุมัติการลาออกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จากเหตุผลด้านปัญหาสุขภาพ และความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์เสริมด้วยว่า ทันต์ ซิน อู ผู้บังคับการกองพันตำรวจรักษาความมั่นคงที่ 8 ก็มีชื่อในบัญชีด้วย โดยอียูกล่าวโทษเขาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ที่รวมถึงการสังหารนอกกฎหมายและการวางเพลิงอย่างเป็นระบบเผาผลาญอาคารบ้านเรือนของชาวโรฮิงญา ส่วนอีก 4 นายที่เหลือก็เป็นนายทหารระดับนายพลทั้งสิ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12171</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดนายพล, พม่า, หม่อง หม่อง โซ, อียู, เมียนมา, แบล็กลิสต์, โรฮิงญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3243a85daf0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 21:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 21:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัท ZTE ของจีน จ่ายสหรัฐ 1 พันล้านดอลลาร์ แลกถอดแบล็กลิสต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน แซดทีอี ทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐได้แล้วเพื่อให้สหรัฐถอนชื่อบริษัทออกจากบัญชีบริษัทที่โดนลงโทษฐานละเมิดมาตรการคว่ำบาตร โดยยอมจ่ายเงินเพิ่มอีก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โลโก้ ZTE บนอาคารหลังหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ตามข้อตกลงที่วิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน นอกจากจ่ายเงินค่าปรับเพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ (32,060 ล้านบาท) แล้ว แซดทีอียังต้องกันเงินไว้อีก 400 ล้านดอลลาร์เป็นกองทุนสำรองเผื่อมีการละเมิดอีกในอนาคต บริษัทยังต้องเปลี่ยนตัวคณะกรรมการบริหารและอำนวยการใหม่ทั้งหมด และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่จะส่งรายงานต่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเป็นเวลา 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินค่าปรับนี้เพิ่มเติมจากค่าปรับ 1,200 ล้านดอลลาร์ (38,485 ล้านบาท) ที่แซดทีอีจ่ายให้สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว โทษฐานที่บริษัทละเมิดมาตรการคว่ำบาตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งเมื่อเดือนเมษายน ห้ามบริษัทของสหรัฐขายส่วนประกอบในการผลิตแก่แซดทีอีนาน 7 ปี ภายหลังพบว่าแซดทีอีไม่ดำเนินการกับลูกจ้างที่รับผิดชอบต่อการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่ออิหร่านและเกาหลีเหนือ และทำให้แซดทีอีโอดครวญว่าบริษัทเสี่ยงต่อการล้มละลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบรรลุข้อตกลงถอนชื่อบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการสื่อสารจากเมืองเซินเจิ้นของจีนพ้นบัญชีดำของสหรัฐ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากมีรายงานว่า รัฐบาลจีนเสนอจะซื้อสินค้าของสหรัฐมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐต่อจีน ที่ทรัมป์เคยตั้งเป้าลดการขาดดุลไว้สูงถึง 200,000 ดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐกับจีนเจรจาต่อรองทางการค้ากันแล้วหลายรอบ แต่รอสยืนยันว่าข้อตกลงนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองทางการระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ทรัมป์จะเคยทวีตไว้เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม แย้มถึงการทำข้อตกลงใหม่กับแซดทีอีที่ว่านี้ว่าจะสะท้อนข้อตกลงทางการค้าที่ใหญ่กว่าที่สหรัฐกำลังต่อรองกับจีน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10975</URL_LINK>
                <HASHTAG>ZTE, คว่ำบาตร, จ่ายค่าปรับ, วิลเบอร์ รอส, สหรัฐ, แซดทีอี, แบล็กลิสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180608/image_big_5b1a946a72b93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 21:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 21:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟซบุ๊กขึ้นบัญชีดำพระสงฆ์พม่าหัวรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เฟซบุ๊กเพิ่งขยับขึ้นบัญชีดำกลุ่มพระสงฆ์พม่าหัวแข็งกร้าว ที่เทศนายั่วยุปลุกปั่นให้ชาวพุทธเกลียดชังชาวมุสลิมโรฮิงญาในพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายชาวพม่าในนครย่างกุ้งใช้บานเฟซบุ๊กผ่านสมาร์ทโฟน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำแถลงของเครือข่ายสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561 เป็นความพยายามล่าสุดของพวกเขาที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเฟซบุ๊กจัดการกับคอนเทนต์ที่โหมกระพือกระแสความรู้สึกเดือดดาล หลังจากเฟซบุ๊กมีบทบาทอย่างมากต่อผู้ใช้ในประเทศพม่า ที่แม้จะเพิ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์นี้ไม่นานแต่ก็มีผู้ใช้งานมากถึง 18 ล้านรายจากประชากรราว 50 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้คณะสอบสวนขององค์การสหประชาชาติเคยระบุว่า เฟซบุ๊กได้แปรสภาพเป็นสัตว์ร้ายในพม่า เฮตสปีชหรือถ้อยวาจาจากความเกลียดชัง และการปลุกปั่นยุยงให้เกิดความรุนแรงมีอยู่อย่างดาษดื่นในสื่อสังคมออนไลน์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การปลุกปั่นยุยงให้เกิดความรุนแรงและถ้อยวาจาสร้างความเกลียดชังต่อชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา ผ่านทางเฟซบุ๊กเกิดขึ้นหลายหลายปีก่อนจะเกิดวิกฤติในรัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว ที่ทำให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาอพยพทิ้งถิ่นฐานราว 700,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์นี้เฟซบุ๊กได้ห้ามขบวนการสงฆ์ชาตินิยม มะบ๊ะต๊ะ ของพม่าจากการใช้แพลตฟอร์มของตน และยังห้ามพระสงฆ์พม่าชื่อดังอีก 2 รูปที่ยุให้ชาวพุทธเกลียดชังโรฮิงญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดวิด คาราเกลียโน ผู้จัดการฝ่ายนโยบายคอนเทนต์ของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า บริษัทไม่อนุญาตให้พระเหล่านี้ใช้เฟซบุ๊ก และจะลบบัญชีและเนื้อหาที่สนับสนุน ยกย่อง หรือกล่าวแทนบุคคลหรือองค์กรเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฟซบุ๊กขึ้นบัญชีดำพระวีระธู สงฆ์รูปดังของพม่าแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม และพระสงฆ์สุดโต่ง 2 รูปที่โดนขึ้นบัญชีล่าสุดคือพระปาร์มุกขะ และพระธุเศษฐา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเคลื่อนไหวเคยกล่าวโจมตีเฟซบุ๊กว่าดำเนินการล่าช้ามากกว่าจะลบโพสต์ที่ประสงค์ร้าย หลังจากได้รับแจ้งเกี่ยวโพสต์เหล่านี้ ซึ่งเนื้อหาบางเรื่องถูกผู้ใช้ส่งต่อๆ กันแล้วกว่า 48 ชั่วโมง ตัวอย่างก็เช่น โพสต์ที่เรียกร้องให้ฆ่านักข่าวมุสลิมรายหนึ่ง และโพสต์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ที่กล่วว่าชาวพุทธและมุสลิมต่างเตรียมการโจมตีอีกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไซมอน มิลเนอร์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า เฟซบุ๊กเพิ่มจำนวนบุคลากรในสิงคโปร์และกรุงเทพฯ เพื่อดูแลเนื้อหาเกี่ยวกับพม่าโดยเฉพาะ รวมถึงผู้ที่ใช้ภาษาพม่าด้วย แต่เขาไม่เปิดเผยว่าใช้เจ้าหน้าที่กี่คนในเรื่องนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10918</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัญชีดำ, พม่า, พระสงฆ์พม่า, เฟซบุ๊ก, เมียนมา, แบล็กลิสต์, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b193ea04d08f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9218</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาปแช่งคนฆ่าเสือดำ!กลุ่มทีชาล่าบุกทำเนียบจี้รัฐบาลขึ้นแบล็กลิสต์อิตาเลียนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.61-ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานกพ. นายธัชพงศ์ แกดำ ผู้ประสานงานกลุ่มทีชาล่า พร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือ พร้อมรายชื่อจำนวน 23,507 ชื่อ ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อขอให้พิจารณาการทำเอ็มโอยูกับบริษัทของผู้ถูกกล่าวหา กรณีคดีฆ่าเสือดำ และสัตว์ป่าสงวน ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการอ่านแถลงการณ์ นายธัชพงศ์ ได้แสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อสาปคนที่ฆ่าเสื้อดำ ด้วยการจุดธูปหนึ่งดอก และนำกระดาษที่เขียนว่า &amp;ldquo;เปรมชัย&amp;rdquo; เผาลงหม้อดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายธัชพงศ์ อ่านประกาศเจตนารมณ์ของกลุ่มทีชาล่าว่า เรื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;ประชาชนยังไม่เห็นความรับผิดชอบใดๆจาก ประธานบริหาร และกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำผิดต่อบรรษัทภิบาลของบริษัท ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำตามในฐานะเป็นบริษัทคู่สัญญากับรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเราขอเรียกร้องข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคือ 1.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิก การจัดซื้อจัดจ้าง การทำเอ็มโอยู กับบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ทุกโครงการ จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีถึงที่สุดว่าประธานบริหารมิได้กระทำความผิด หรือได้มีการเปลี่ยนแปลงประธานบริษัทเพื่อแสดงความรับผิดชอบ 2.ขอให้รัฐบาลพิจารณาขึ้นทะเบียนบัญชีดำกับ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ ให้เป็นบริษัทที่ขาดธรรมาภิบาล ตัดสิทธิ์การเข้าร่วมประมูล หรือต่อสัญญาเอ็มโอยู ในโครงการต่างๆของรัฐที่จะมีในอนาคต จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีถึงที่สุดว่าประธานบริหารมิได้กระทำความผิด หรือได้มีการเปลี่ยนแปลงประธานบริษัทเพื่อแสดงความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางกลุ่มขอประกาศว่า ต่อไปขอให้มาตรการลงโทษทางสังคม เริ่มทวีคูณมากขึ้น ให้สาสมกับพฤติกรรมของผู้ฆ่าเสือดำที่ยังลอยหน้าลอยตาในสังคมโดยไม่สำนึกและรับผิดชอบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การฆ่าเสือดำ แต่เป็ฯการฆ่ากฎหมาย&amp;rdquo;นายธัชพงศ์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9218</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มทีชาล่า, ทำเนียบรัฐบาล, บัญชีดำ, อิตาเลียนไทย, เสือดำ, แบล็กลิสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afa7a845e141.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2018 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2018 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความผิดส่วนบุคคล&#039;วิษณุ&#039;ยันรัฐบาลยังไม่ขึ้นแบล็กลิสต์อิตาเลียนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ.61- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเสนอให้แบล็กลิสต์ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในการทำสัมปทานกับรัฐ หลังเจ้าหน้าจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ลักลอบล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร ว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น เร็วไปที่จะพูด เพราะไม่ได้ผิดในนามของบริษัท เป็นการทำผิดของส่วนบุคคล การสัมปทานกับรัฐต้องไปประมูล ในบริษัทนี้มีหลายหุ้นส่วน ดังนั้น จะไปเอาผิดทั้งบริษัทไม่ได้ คนอื่นไม่ได้รู้เรื่องด้วย นอกจากว่ามีความเชื่อมโยงไม่ถึงบุคคลอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เหมือนกรณีมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ทำผิด ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนในโรงพิมพ์จะต้องผิด กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ อาจจะปรับเปลี่ยนผู้บริหารออกไปก็ได้ แน่นอนเรื่องนี้ต้องสอบในแง่ของธรรมาภิบาลของบริษัท ว่ามีอะไรที่พัวพันกันหรือไม่ แต่เร็วไปที่เราจะพูดว่ามีความพัวพันกันแล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ต่างประเทศให้ความสนใจ จะกระทบกับภาพพจน์ประเทศหรือไม่ รองนายกฯตอบว่า ดีแล้ว ถูกต้อง เรื่องแบนนี้เกิดขึ้นที่ไหน คนสนใจทั้งนั้น ถ้าเราอยู่ในประชาคมของโลก และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยชนิดสัตว์ป่าและพืชป่า (ไซเตส) เขาดูแลคุ้มครองสัตว์ป่าอยู่ เราต้องให้ความสนใจว่าคนคนนั้นจะรับผิดอย่างไร จะมีโทษอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น สนใจว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รัฐเข้าไปรู้เห็นเป็นใจอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีคือไม่มี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนไว้ และเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทยที่เราหวงแหน และมีประวัติความเป็นมาที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ ยังกล่าวว่า คนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียง เรื่องนี้จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับนายเปรมชัย แต่การเข้าป่าล่าสัตว์นั้น มันไม่ควรจะมีขึ้นอีกแล้วในยุคที่เป็นบาป ผิดกฎหมาย และยังผิดศีลธรรมด้วย ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทุกคนจะต้องจับตาดูแลละเอาใจช่วยเจ้าหน้าที่ อย่าไปพูดอะไรที่จะบั่นทอนหรือหาทางจ้องจับผิด ท่ามกลางคนที่เป็นวีรบุรุษ ทำอะไรที่ดี ตนว่าเป็นการสร้างกระแสกลบอะไรบางอย่าง ดังนั้น จึงไม่ควรสนใจ ปล่อยให้ความจริงมันออกมาให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะแก้ไขกฎหมายกำหนดโทษให้แรงขึ้นนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ให้เสนอมา แต่กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเพิ่งจะแก้ไปไม่นาน เพื่อให้เข้ากับไซเตส เราจะไปแก้กฎหมายตามกระแสไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งไปเรียกร้องว่าจะต้องลงโทษให้หนักอย่างนั้นอย่างนี้ รอให้กระบวนการกฎหมายเดินไป พยานหลักฐานจะปรากฏเอง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2663</URL_LINK>
                <HASHTAG>ล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวร, วิษณุ เครืองาม, อิตาเลียนไทย, เปรมชัย กรรณสูต, แบล็กลิสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180119/image_big_5a61e5495ca2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
