<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>28637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2019 21:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เบโซส&#039; เผยโดนแท็บลอยด์ฉาวแบล็กเมล์ ขู่ลงรูปกับชู้รัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เจฟฟ์ เบโซส ซีอีโอแอมะซอนและเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลก กล่าวหานิตยสารแท็บลอยด์ของสหรัฐฉบับหนึ่งว่าพยายามแบล็กเมล์โดยขู่จะตีพิมพ์ภาพส่วนตัวของเขากับชู้รัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งแอมะซอนและบลูออริจิน / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ เบโซสโพสต์ทางบล็อกว่า อเมริกัน มีเดีย อิงค์ (เอเอ็มไอ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของนิตยสารแท็บลอยด์กอสซิป &amp;quot;เนชั่นแนลเอนไควเรอร์&amp;quot; ต้องการให้เขายุติการสอบสวนเรื่องที่ว่าทางนิตยสารได้รับข้อความส่วนตัวของเขามาได้อย่างไร จากกรณีที่เบโซสและภรรยา แมคเคนซี เบโซส แถลงการหย่าร้างกันเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง นิตยสารฉบับนี้ตีพิมพ์รายละเอียด รวมถึงข้อความส่วนตัวของเบโซส ที่เกี่ยวกับสัมพันธภาพนอกสมรสของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบโซสโพสต์อีเมลที่ตัวแทนของเอเอ็มไอส่งมาขู่ว่าจะลงภาพส่วนตัวของเขากับคู่รัก ลอเรน ซานเชซ ที่เป็นอดีตผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวบันเทิง และเผยว่า เอเอ็มไอต้องการให้เขาออกแถลงการณ์เท็จต่อสาธารณะว่า รายงานของเนชั่นแนลเอนไควเรอร์เรื่องเขากับชู้รักไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเมือง ทนายความของเอเอ็มไอยื่นข้อเสนอเมื่อวันพุธว่า ถ้าเขาแถลงการณ์ยืนยันว่า เขาและทีมงานไม่รู้ หรือไม่มีข้อมูลพื้นฐานว่าใครเป็นผู้ต้องสงสัยที่นำข้อความส่วนตัวของเขามาเปิดเผย ก็จะไม่มีการตีพิมพ์ภาพส่วนตัวของเขากับซานเชซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบโซสเขียนว่า แทนที่จะยอมจำนนในการขู่กรรโชกและแบล็กเมล์ เขาตัดสินใจเผยแพร่สิ่งที่พวกนั้นส่งมา แม้จะต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวและมีความลำบากใจอย่างที่พวกนั้นข่มขู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบโซสเผยทางบล็อกดังกล่าวด้วยว่า การที่เขาเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ทำให้กลายเป็นศัตรูของผู้มีอำนาจไปด้วย รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นเพื่อนกับเดวิด เพ็คเกอร์ เจ้าของเอเอ็มไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ เอเอ็มไอยอมรับว่า ร่วมมือกับทีมงานหาเสียงของทรัมป์ จ่ายเงินค่าปิดปาก 150,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับคาเรน แมคดูกัล อดีตนางแบบเพลย์บอย เพื่อไม่ให้เธอออกมาพูดเรื่องความสัมพันธ์กับทรัมป์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28637</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจฟฟ์ เบโซส, เนชั่นแนลเอนไควเรอร์, แท็บลอยด์, แบล็กเมล์, แอมะซอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190208/image_big_5c5d92cbdd0ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฝ้าระวังสื่อทำร้ายเยาวชน แค่เขียนเสือให้วัวกลัว!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันเด็กยุคใหม่กลายเป็นเหยื่อของโลกโซเชียลมากขึ้น ทั้งถูกล่อลวงไปทำอนาจารและถ่ายคลิปไว้สำหรับแบล็กเมล์ เยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไหนจะถูกหลอกให้ซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาลดความอ้วน จากปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งลงพื้นที่ให้ความรู้น้องๆ หนูๆ ในการรู้เท่าทันภัยโซเชียล และบางแห่งก็มีจัดการทำแอปพลิเคชันตรวจสอบเว็บไซต์ออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม หรือบางหน่วยงานก็ได้มีการเปิดรับจิตอาสา เพื่อทำหน้าที่รับตรวจสอบและติดตามสื่อโซเชียลที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าคำถาม??? ที่เกิดตามมา คือภารกิจที่เครือข่ายรู้เท่าทันสื่อได้สร้างขึ้นมา มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ อีกทั้งเมื่อดำเนินงานไปแล้วมีการติดตามผลการทำงานอย่างไรบ้าง เพราะกระแสข่าวสถิติเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อแช้ตและแชร์นั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่ปู-วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ข้อมูลว่า แม้ปัจจุบันจะมีเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อเกิดขึ้นหลายแห่งด้วยกัน แต่การจะบอกว่ามีประสิทธิภาพประสิทธิผลแค่ไหน ก็ต้องดูที่เจตนาของผู้เฝ้าระวังสื่อ เพราะถ้าหากทำด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้แอบแฝงการกลั่นแกล้งสื่อออนไลน์ที่เป็นคู่แข่งกัน และหาก &amp;ldquo;กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อ&amp;rdquo; ได้รับการฝึกฝนทักษะ ในการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดี ตรงนี้ก็จะทำให้เขาสามารถเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดีได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า ดีกรีของเฝ้าติดตามสื่อที่กระทำไม่เหมาะสมต่อเยาวชนก็จะดีขึ้นเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่สำคัญนอกจากเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ที่ดีแล้ว แต่ต้องทำงานใน 2 ลักษณะควบคู่กันก็จะทำให้ประสบผลสำเร็จ หรือสะท้อนไปยังผู้ผลิตสื่อออนไลน์ไม่เหมาะสมได้ตระหนักรู้และระวังมากขึ้น ในสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการทำให้เขารู้ว่าตอนนี้กำลังมีคนจับจ้องเขาอยู่ หากว่าผลิตสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ออกมาต้องติดอาวุธรู้เท่าทันตั้งแต่เล็ก
ต้องติดอาวุธรู้เท่าทันตั้งแต่เล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่างแรกที่จะทำให้เด็กรู้เท่าทันสื่อแบบไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็คงต้อง &amp;ldquo;สอนให้เด็กเรียนรู้ตั้งแต่ระดับประถมและมัธยม&amp;rdquo; ว่าตัวเยาวชนอาจตกเป็นเหยื่อของโฆษณาที่ไม่เหมาะสม ทั้งจากทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ที่สำคัญเด็กจะต้องไม่นิ่งเฉย ซึ่งความรู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ต้องผลักดันให้เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนเด็กเยาวชนทั่วประเทศมีสูงถึงราว 25 ล้านคน ดังนั้นการมี &amp;ldquo;ระบบมอนิเตอร์&amp;rdquo; หรือการที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มาให้ข้อมูลความรู้ในลักษณะของการบอกข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเท่าทันสื่อที่ไม่เหมาะสม และมีภูมิต้านทานสิ่งที่ไม่ดีมากขึ้น เช่น หากมีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสินค้าและอาหารไม่ปลอดภัยในโลกโซเชียล ซึ่งหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญก็จะให้ข้อมูลว่าจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร โดยไม่ชี้ผิดถูก แต่จะให้เด็กเป็นตัดสินใจเอง เป็นต้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำถามที่ว่าช่องทางในการเฝ้าระวังสื่อในปัจจุบัน ที่องค์กรเครือค่ายเฝ้าระวังสื่อต่างๆ ได้จัดทำออกมานั้นมีเพียงพอหรือไม่ อย่างไร พี่วันชัยบอกให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเครื่องมือหรือแม้แต่แอปพลิเคชันต่างๆ ไม่สำคัญเท่ากับการที่ชุดเครื่องมือเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้คนตื่นตัว และไม่นิ่งเฉยเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตื่นตัวของผู้บริโภค เมื่อกำลังรู้สึกว่าตัวเองได้รับความไม่เป็นธรรมจากสื่อโซเชียล เช่น &amp;ldquo;เรื่องอาหารและบริการที่ไม่ปลอดภัย&amp;rdquo; เรื่องนี้คนจะตื่นตัวมากครับ ก็รู้สึกว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่คนเริ่มตระหนักรู้และใส่ใจในการไม่ตกเป็นเหยื่อโลกออนไลน์ในเรื่องนี้มากขึ้นครับ&amp;quot;
กฎหมายต้องครอบคลุมและศักดิ์สิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ตัวแทนเครือข่ายสิทธิเด็กแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองว่า สำหรับเรื่องการเฝ้าระวังและติดตามสื่อที่ไม่เหมาะสม ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ แต่ทั้งนี้คงไม่ถึงกับไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่จำเป็นต้องร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ยกตัวอย่างว่า นอกจากการเพิ่มช่องทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับเฝ้าระวังสื่อออนไลน์ที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก เยาวชนแล้ว กฎหมายในการเอาผิดกับผู้ที่ผลิตสื่อไม่เหมาะสมก็ต้องออกมาให้สอดรับกัน ที่สำคัญผู้บริโภคเมื่อได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงจากโซเชียล ก็ต้องช่วยกันแจ้งความ หรือแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เจ้าพนักงานทุ่มกำลังมาตรวจติดตามเรื่องนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ค่อนข้างมีภารกิจมาก ดังนั้นหากมีผู้เสียหาย หรือผู้ปกครองพาเด็กและเยาวชนมาร้องเรียน ก็จะทำให้เรื่องนี้ไม่ถูกเพิกเฉยหรือถูกมองข้ามไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาหลายคนที่เล่นเฟซบุ๊กอาจเคยถูกหลอกขายสินค้าที่ด้อยคุณภาพ แต่เยาวชนหรือคนทั่วไปที่ใช้สื่อโซลเชียลดังกล่าวก็มักจะช่วยกันเตือนภัยกันเองในรูปแบบของการแชร์ข้อมูล หรือแม้แต่การเข้าไปแสดงความคิดเห็นที่ไม่สุภาพกับผู้ที่หลอกขายของออนไลน์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีผู้ที่อยากได้โดยไม่ได้เข้าไปหาคอมเมนต์เตือนภัยดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่าได้เข้าไปสั่งซื้อสินค้า เพราะความอยากได้ ประกอบข้อความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นด้านลบจากการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานก็สามารถลบออกได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายอาจจำเป็นต้องแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายไป อีกทั้งการให้ข้อมูลของหน่วยงานเฝ้าระวังสื่อก็ต้องบอกให้ผู้บริโภครู้ว่า ขั้นตอนการแจ้งความเอาผิดเมื่อถูกหลอกจากโลกโซเชียลนั้นทำอย่างไร เช่น ต้องเริ่มจากการก๊อบปี้หน้าจอ ของโฆษณาชวนเชื่อเอาไว้ ชื่อเฟซบุ๊กอะไร และจะต้องแจ้งที่ไหน ทั้งนี้ เพื่อทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเห็นว่า เมื่อการแจ้งกับหน้าที่ตำรวจแล้วได้มีการจับปรับ หรือเห็นเป็นรูปธรรมมากแค่ไหน หรือได้เงินคืนจากการถูกหลอกซื้อสินค้าครบหรือไม่ อย่างไร ในส่วนของพ่อแม่และครูอาจารย์ในโรงเรียน ก็ต้องหมั่นคอยเตือนหรือพูดคุยให้เด็กๆ ระมัดระวังตัว เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการเล่นโซเชียล เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าการเฝ้าระวังสื่อไม่เหมาะสม ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่ายค่ะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการติดตามผลจากการได้รับผลกระทบในการใช้โซเชียล โดยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านไอทีนั้น ทั้งเรื่องสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ตลอดจากการที่เด็กถูกหลอกลวงให้ติดเกมออนไลน์ หรือที่เด็กถูกถ่ายคลิปอนาจาร ดร.ศรีดา สะท้อนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องบอกว่ายังไม่ค่อยมีการติดตามผลจากผู้ร้องเรียน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับระบบไซเบอร์จะค่อนข้างยากในการติดตามและหาข้อมูล หรือต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะขึ้นอยู่กับองค์กรที่รับแจ้งว่าต้องการที่จะแถลงผลให้กับประชาชนรับรู้มากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างว่า เมื่อมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวงจากโซเชียล กระทรวงดิจิทัลฯ ที่ทำงานด้านนี้ก็จะออกมาแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า ตอนนี้ได้บล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมไปเท่าไรแล้ว เป็นต้นค่ะ กล่าวได้ว่า หน่วยงานที่ทำงานด้านเฝ้าระวังสื่อ ในปัจจุบันเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้รู้ถึงวิธีการป้องกันการถูกหลอกลวงในโลกโซเชียล แต่ถ้าสามารถตรวจสอบ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานได้ ก็จะช่วยกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นไป เพราะอย่างที่เรียนไปว่า การทำงานเรื่องเฝ้าระวังสื่อไม่เหมาะสมต้องร่วมมือกันหลายฝ่ายๆ ค่ะ&amp;rdquo;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยติดโซเชียลงอมแงม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากงานเสวนาเพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันปัญหาการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางสื่อออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;พฤติกรรมออนไลน์ ภัยหรือสร้างสรรค์&amp;rdquo; ที่สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมจัดขึ้น ระบุว่า ข้อมูลของสำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ที่สำรวจพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า คนไทยใช้สื่อออนไลน์มากถึงร้อยละ 86.9 โดยใช้ในวันทำงาน หรือวันเรียน 3.30 ชม./วัน วันหยุด 3.36 ชม. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่โพสต์ข้อความ ภาพและคลิปต่างๆ เพื่อสร้างกระแสรับรู้ทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ และถ่ายทอดสดหรือ &amp;nbsp;Live สด มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ฆ่าตัวตาย ทำร้าย แสดงออกเกี่ยวกับพฤติกรรมหัวร้อนที่เป็นกระแสทางลบ ส่งผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบให้เด็กที่ยังขาดวิจารณญาณ สอดรับกับสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพล ที่ระบุว่า ร้อยละ 61.45 ยอมรับว่า Live สด ทำให้มีการใช้งาน Social Media เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.04 เห็นว่า Live สดที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้เกิดการเลียนแบบ ร้อยละ 66.72 คิดว่าทำให้เกิดความเครียด ร้อยละ 71.83 เห็นว่าสื่อโทรทัศน์ที่นำภาพการที่ไม่เหมาะสมของสื่อออนไลน์ไปเผยแพร่ยิ่งเพิ่มความรุนแรงในสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, วันชัย บุญประชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฟซบุ๊ก, แบล็กเมล์, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7ffde49d746.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 21:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนฉะทรัมป์ &#039;แบล็กเมล์&#039; ภาษีอีก 2 แสนล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลจีนกล่าวโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ &amp;quot;แบล็กเมล์&amp;quot; ลั่นจีนจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐตอบโต้ในแบบเดียวกันอีก หลังจากผู้นำสหรัฐขู่จะเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่ม 10% มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ผลักดันให้ยักษ์ใหญ่สองชาติขยับใกล้สงครามการค้าเต็มรูปแบบมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2561 ว่าเขาได้ขอให้ผู้แทนการค้าสหรัฐหาช่องทางเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของจีน 10% เป็นมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (ราว&amp;nbsp; 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อตอบโต้ที่จีนตัดสินใจขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าสหรัฐ 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทรัมป์ระบุว่า &amp;quot;ยอมรับไม่ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจของจีนเป็นการตอบโต้ที่ทรัมป์ประกาศไว้เมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่าเขาจะขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าของจีน 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยในคราวนั้นทรัมป์ขู่ไว้ว่าจะขยายการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มอีกหากจีนตอบโต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภายหลังกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้น ภาษีศุลกากรเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้หากจีนปฏิเสธจะเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติของจีน รวมถึงหากจีนยังยืนกรานจะเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มตามที่เพิ่งประกาศไว้&amp;quot;&amp;nbsp; ทรัมป์แถลงเมื่อวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้จีนเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เปิดตลาดจีนรับสินค้าของสหรัฐ และยอมรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐที่มีความสมดุลมากขึ้น&amp;quot; ทรัมป์กล่าว&amp;nbsp; &amp;quot;ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนต้องมีความเท่าเทียมกันมากกว่านี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรัมป์กล่าวว่า ตัวเขาและประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อกัน และจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ มากมาย แต่สหรัฐจะไม่ยอมให้จีนและประเทศอื่นๆ ในโลกเอาเปรียบทางการค้าอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงตอบโต้ทันควันในวันอังคารตามเวลาปักกิ่งว่า วิธีการกดดันถึงขีดสุดและการแบล็กเมล์ของสหรัฐนั้น แตกต่างจากฉันทมติที่ทั้งสองฝ่ายเคยเห็นพ้องกันระหว่างการเจรจาต่อรองหลายครั้งที่ผ่านมา และยังสร้างความผิดหวังต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างใหญ่หลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากสหรัฐประพฤติอย่างไร้เหตุผลและประกาศรายการสินค้า จีนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้มาตรการตอบโต้ที่ครอบคลุมทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพอย่างรุนแรงและทรงพลัง&amp;quot; คำแถลงของจีนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จอภาพแสดงตัวเลขบนกระดานหุ้นในฮ่องกงเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ภายหลังดัชนีฮั่งเส็งฮ่องกง ปิดลดลง 2.78% ที่ 29,468.75 จุด / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวการประกาศใช้มาตรการทางภาษีศุลกากรตอบโต้กันไปมาสร้างความวิตกต่อบรรดานักลงทุน ว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกคืบใกล้สู่การทำสงครามการค้าเต็มรูปแบบ และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงในวันอังคาร โดยตลาดเซี่ยงไฮ้ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและเงินหยวนของจีนก็อ่อนลงทั้งคู่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11704</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ทรัมป์, ภาษีนำเข้า, ภาษีศุลกากร, สงครามการค้า, แบล็กเมล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b2915689419e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
