<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2020 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชนะโควิดต้องไม่ทิ้งเศรษฐกิจให้อับเฉา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิกิริยารัฐบาลในการจัดการเศรษฐกิจ ดูจะเป็นไปในลักษณะแบบ&amp;rdquo;กระดานหก&amp;rdquo; ซึ่งสะท้อนถึงความขาดดุลยภาพอย่างชัดเจน และน่าเป็นห่วงเป็นกังวลอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัง้ แต่วันที่ 26 มี.ค.เป็นต้นมา พร้อมกับระดม
บุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญงานด้านสาธารณสุขชัน้ นำของประเทศมาช่วยระดมความคิดเห็น ร่วมกับบุคลากรด้านการปกครองและด้านความมั่นคง ออกแบบแนวทางการจำกัดและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้กลไก&amp;rdquo;คณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรั สโคโรน่า 2019 (โควิด-19) &amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;ศบค.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ผลยอดเยี่ยม กระทั่งประเทศไทยได้รับยกย่องจากประชาคมโลก ให้เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดีที่สุดในลำดับต้นๆของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่า
ชื่นชมอย่างยิ่งในทางกลับกันนายกรัฐมนตรี ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจแถวหน้าของประเทศ มาช่วยระดมชุดความคิดออกแบบแนวทางมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏ กลับมิได้เป็นไปในท่วงทำนองเดียวกับการควบคุมการแพร่ระบาดในโควิด-19 ชุดมาตรการแรกในการเยียวยาประชาชน จากผลกระทบอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นำเสนอโดยกระทรวงการคลัง และได้รับความเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่ประชุมคณะรั ฐมนตรีคือ&amp;rdquo;มาตรการเราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo;สาระสำคัญของมาตรการเราไม่ทิ้งกัน คือการจัดสรรวงเงินงบประมาณ ไปแจกฟรีแก่ประชาชนอัตราคนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือนต่อเนื่องกันระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2563 โดยกำหนดจำนวนประชากรเป้าหมายไว้ 3 ล้านคนและกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณไว้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าสังเกตว่าทันทีที่มาตรการดังกล่าวถูกแถลงออกไปอย่างเป็นทางการแทนที่จะได้รับความชื่นชม กลับกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชน และนักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือจำนวนประชากรเป้าหมายที่กำหนดไว้เพียง 3 ล้านคน ไม่ครอบคลุมประชาชนที่ถูกกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งสะท้อนชัดเจนถึงความบกพร่องของกระทรวงการคลังในการสังเคราะห์ข้อมูล และปราศจากการบูรณาการข้อมูลจำนวนประชากรที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กับสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งสำนักงานประกันสังคมกระทรวงแรงงงาน และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดกระทรวงการคลัง ต้องจำนนด้วยข้อมูลความจริงที่ปรากฏจากจำนวนผู้ลงทะเบียนที่เดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสูงเกินกว่า 23 ล้านคนมากกว่าที่กำหนดไว้เดิมเกือบ 8 เท่าตัว ทำให้กรอบวงเงินที่เตรียมไว้เบื้องต้น
50,000 ล้านบาท จำเป็นต้องขยายเป็นกว่า 3 แสนล้านบาทมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลักดันออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจบริการท่องเที่ยว ก็ดูจะไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ในการบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการตามที่ได้ตั้งใจ แต่กลับยังคงดึงดันดำเนินการต่อไป ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนผู้ลงทะเบียนใช้ประโยชน์จากมาตรการ ควบคู่ไปกับการขยายระยะเวลาการ
สิ้นสุดออกไปจากเดือนธ.ค.2563 เป็นเดือนเม.ย.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับปรุงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ประกอบการยืดเวลามาตรการเที่ยวด้วยกัน ยังผ่อนปรนให้กิจการโรงแรมที่พัก ซึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เข้าร่วมในมาตรการนี้ได้ อีกทัง้ การจองใช้สิทธิ์ยังเปิด
โอกาสให้จองผ่านแพลทฟอร์มของต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งเป็นลักษณะการกระทำที่ไม่น่าจะถูกต้องและไม่น่าจะเหมาะสม ทั้งยังอาจเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฏหมายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มาตรการเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการผ่านโครงการสินเชื่อนับสิบโครงการ รวมวงเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ดูจะมิได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากมีผู้ประกอบการ
จำนวนมาก ต่างโอดครวญเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน มาตรการที่ดูจะถูกใจมหาชนอย่างที่สุด และได้รับการชื่นชมยินดีมากที่สุดเหนือ ทุกมาตรการของรัฐบาลคือมาตรการ&amp;ldquo;คนละครึ่ง&amp;rdquo; ที่มีลักษณะเป็นมาตรการ&amp;rdquo;ร่วมจ่าย&amp;rdquo;
ระหว่างรัฐ กับประชาชน ฝ่ายละครึ่ง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 52,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จากผลกระทบของโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งเกี่ยวพันกับเงินงบประมาณมูลค่านับล้านล้านบาท และเกี่ยวพัน
กับภาระหนี้สาธารณะที่ขยายตัวสูงขึ้น ยังเป็นที่น่าสงสัยอย่างมากต่อผลสัมฤทธิ์ในการบรรเทาผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศน่าสงสัยว่าความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการใช้
จ่ายเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลผ่านมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ตลอดจนผู้ประกอบการ จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมิได้ส่งผลทางบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางตรงกันข้าม กลับมีนักลงทุนทะยอยปิดกิจการ เลิกจ้าง และถอนการลงทุนจากประเทศไทย ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทัง้ ที่มีประสิทธิภาพการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้อยกว่าประเทศไทย ปรากฏการณ์ย้อนแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างความเชื่อมั่นในการควบคุมการ แพร่ระบาดของโควิด-19 กับความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายขีดความสามารถของรั ฐบาลอย่างมากรัฐบาลจะบริหารจัดการกับสถานการณ์เชิงลบทางเศรษฐกิจ ที่มีแนวโน้มเลวร้ายและรุนแรงมากขึ้นอย่างไร ในเมื่อสายป่านของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือแม้กระทั่งขนาดใหญ่ นับวันจะเหลือน้อยเต็มที อีกทั้งโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องก็แสนริบหรี่
ยิ่งไปกว่านั้นแนวโน้มการว่างงาน ก็มีความโน้มเอียงจะมีความน่าวิตกกังวลมากขึ้น โดยมีสาเหตุจากการปิดกิจการ-เลิกจ้างแรงงานที่มีจำนวนมากขึ้น สมทบกับแรงงานใหม่จากสถาบันการศึกษา ที่ไม่มีแหล่งงานรองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจำเป็นต้องตระหนักถึงมหันตภัยวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ อันสืบเนื่องมาจากโควิด-19 ที่กำลังก่อตัวขึ้่น และกัดกร่อนรากฐานความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ด้วยการประมวลข้อมูลผลกระทบอย่างละเอียดและมีความถูก
ต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อการกำหนดแผนงาน โครงการ และมาตรการที่สอดคล้องกับปัญหา ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบกระบวนการในการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายในการหยุดวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และกระตุ้นการจ้างงานให้เกิดขึ้นโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลต้องไม่ปล่อยทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด !!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87207</URL_LINK>
                <HASHTAG>แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f6941c6d1617.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2020 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตรียมชงศบศ.เคาะมาตรการกระตุ้นศก.ระยะสั้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค. 2563 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเตรียมหารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปในรายละเอียดก่อนเสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน พิจารณาในวันที่ 7 ต.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวทางเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว จะเน้นให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการหรือกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีความชัดเจน และถูกฝาถูกตัวมากขึ้น เพื่อให้ผลที่ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็นควรว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาจะต้องชัดเจน ถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเคยทำมาแล้ว ในเรื่องบุคคลธรรมดา คลังก็พยายามออกแบบหลายมาตรการให้ถูกฝาถูกตัว เพราะเป้าหมายหลักคือต้องการดูแลเศรษฐกิจในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี งบประมาณ รายจ่าย สินเชื่อ โดยที่ผ่านมาแนวโน้มเศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่จะทำหลังจากนี้ต้องเริ่มทำให้ถูกฝาถูกตัว ก็ได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาหารือ เพื่อให้ สศค.นำแนวทางทั้งหมดไปวางแผนให้ชัดเจนเพื่อดำเนินการในระยะต่อไป ไม่เพียงระยะสั้น แต่ยังมองระยะกลาง และระยะยาวด้วยว่าควรจะมีมาตรการอะไรบ้าง ซึ่งการประชุมกันในวันนี้เพื่อนำข้อเสนอแนะจากทุกหน่วยงานมาพิจารณาการทำมาตรการของกระทรวงการคลังที่ออกมาจะต้องเดินหน้าได้จริง ไม่ฝัน ทำแล้วต้องเห็นผลอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ได้หารือกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันชัดเจนว่าแผนการกู้เงินของรัฐบาลในช่วง 5 ปี จะไม่ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศขยายตัวเกิน 60% ของจีดีพี โดยจากประมาณการพบว่าสูงสุดจะอยู่ที่ 57% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และกรอบความยั่งยืนทางการคลังตลอด 5 ปีจากนี้ ส่วนงบประมาณขาดดุลจะอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปกติที่ผ่านมาที่งบประมาณขาดดุลจะอยู่ที่ 2.8-2.9% ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2.67 ล้านล้านบาท ภายใต้ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2564 ที่ สศค. ประเมินว่าจะขยายตัวที่ 4-5% โดยทุกหน่วยงานยืนยันว่าสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีขั้นตอน วิธีการที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่าปีงบประมาณ 2564 จะเป็นปีที่ยากลำบากในเรื่องการจัดเก็บ แต่ผู้บริหารกระทรวงการคลังยืนยันการจัดเก็บรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน ส่วนการเบิกจ่าย ได้พยายามเร่งรัดให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการ ทั้งรัฐวิสาหกิจ และส่วนราชการทั้งหมด เพื่อรักษาบทบาทของภาครัฐในการเป็นผู้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ไม่คุยเรื่องการปรับเป้าหมาย หรือลดเป้าหมายการจัดเก็บ ทุกอย่างต้องเดินหน้าตามเอกสารงบประมาณ ตอนนี้สิ่งที่คลังพยายามทำคือ ดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ตามแผน เพราะตัวเลขรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ก็ต่ำกว่าตัวเลขการจัดเก็บจริงในปีงบประมาณ 2562 อยู่แล้ว ส่วนปีงบประมาณ 2563 คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีเหตุเข้ามากระทบ โดยปีงบประมาณ 2564 สศค.เองก็มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น หากเศรษฐกิจโตได้อย่างที่คิด ก็มีโอกาสและความเป็นไปได้สูงที่จะทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งวันนี้คลังมาคุยกัน ต้องทำงานเป็นทีมคลัง ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มาปรึกษากันเพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างต้องเป็นรูปธรรมมากขึ้น ก็หวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาหลังจากนี้จะทำให้การทำงานของคลังราบรื่นขึ้น&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมทำงานกับทุกคนที่จะเข้ามานั่งในตำแหน่ง รมว.การคลัง หลังมีกระแสข่าวว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีต รมว.คมนาคม จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง พร้อมระบุว่า เชื่อว่าบุคคลที่จะเข้ามานั่งเป็น รมว.การคลังหลังจากนี้ เป็นบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งในส่วนของนายอาคมเอง ก็เป็นบุคคลที่มีความเข้าใจด้านเศรษฐกิจและใกล้ชิดกับภาคเอกชนด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, จีดีพีปี 64, แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f3009aa0d4c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดคลังคนใหม่เตรียมถกทำแผนดูแลศก. จ่อออกมาตรการอุ้มรายอุตสาหกรรม  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค. 2563 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ต.ค.2563 จะเรียกประชุมผู้บริหาร และอธิบดีกรมต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงการคลังมาหารือ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงาน หรือข้อจำกัดในการทำงานของแต่ละหน่วยงานในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำแผนดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น 6 เดือน ถึง 1 ปี ได้อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมไว้รอเสนอให้กับ รมว.การคลังคนใหม่ พิจารณาต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะดูทั้งระยะสั้นว่าควรจะมีมาตรการอะไรออกมาหรือไม่ แต่ละหน่วปลัดยงานทำงานเป็นอย่างไร มีข้อจำกัดอะไร ที่ทำได้ไม่ได้บ้าง เพื่อเตรียมทำแผนระยะสั้น และจะดูต่อไปว่าในระยะกลาง จะทำอะไรต่อได้บ้าง คิดทุกอย่างเอาไว้ให้ชัดเจน เผื่อถ้ามี รมว.การคลังคนใหม่เข้าก็ ก็จะได้นำแผนเหล่านี้ไปเสนอ&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังจะสั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปหาข้อมูลผลกระทบจากโควิด-19 ของแต่ละรายภาคธุรกิจว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจยานยนต์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเป็นรายธุรกิจ ให้ตรงจุด และถูกฝาถูกตัวมากขึ้น ซึ่งจะรวมไปถึงการพิจารณาตามแนวทางที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบศ. ที่อยากให้มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูง ผ่านมาตรการภาษีด้วย ว่าสามารถทำได้หรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สศค.ก็จะต้องกลับไปดูว่า หากจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือรายธุรกิจใด จะต้องช่วยเหลือในลักษณะไหน และจะกระทบต่อฐานะการคลังมากน้อยเพียงใด หรือเมื่อหากต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไป จะคุ้มค่ากับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือไม่ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ คงไม่รื้อแผนการพิจารณาของ สศค.ที่ดำเนินการไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะนำมาดู เพื่อพิจารณาว่าภาษีตัวใดจะนำมาใช้ในช่วงเวลาใดถึงจะเหมาะสมมากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่จะมีผลกับหลายภาคส่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79225</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา จีนะวิจารณะ, ปลัดกระทรวงการคลัง, แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190704/image_big_5d1dc1cc1d48c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
