<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.เตรียมแผนลุยธุรกิจใหม่ มุ่งผลิตยา-อีวีตอบโจทย์ตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่านมาทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเกือบทุกสาขาต้องพัฒนาองค์กรไปในรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดให้มายิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงผลกระทบของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความขัดแย้งของแต่ละประเทศ การกีดกันทางการค้า ความนิยมของผู้บริโภค การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยีมีอำนาจมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงคนด้วยสื่อใหม่ ๆ หรือโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญมี่เปลี่ยนรูปแบบการค้าขายให้ก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่ถือว่าเป็นองค์กรที่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาจึงมีแนวทางที่จะพัฒนาองค์กรไปตามทิศทางของกระแสโลกเสมอ จากเดิมที่ทำเพียงธุรกิจน้ำมันเพื่อดูแลความมั่นคงในประเทศ จนปัจจุบันสามารถพัฒนาองค์กรไปยังรูปแบบอื่น ๆ โดยการตั้งเป็นบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่ม และด้วยเหตุนี้เองทำให้ ปตท ยังสามารถดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ล่าสุดก็ได้มีการแยกบริษัทเพื่อไปดูแลการขายน้ำมันและการค้าปลีกอย่างสมบูรณ์ในนาม โออาร์ หรือ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) เพื่อจำแนกการบริหารให้เป็นสัดส่วน ขณะเดียวกัน ปตท. บริษัทแม่เองก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาและยังมีโครงการเพื่อดำเนินการงานใหม่ ๆ อยู่มากมาย ซึ่งปัจจุบันเริ่มให้ความสนใจกับธุรกิจใหม่ โดยอนุมัติตั้ง บริษัท อินโนบิก เอเชีย จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสการลงทุนในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;Life Science&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มที่เน้นดำเนินงาน อาทิ ธุรกิจยา ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น โรคมะเร็ง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกส่วนในร่างกาย และสอดคล้องกับสังคมสูงอายุของไทย ซึ่งต้องร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศ และจะพิจารณาการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ (M&amp;amp;A) ด้วย เบื้องต้น ปตท.ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์ ตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ยังเน้นดำเนินงานในธุรกิจอาหารและโภชนาการ หรือ อาหารที่เป็นยาได้ และอาหารที่สร้างความแข็งแกร่งของร่างการ อาหารลดการเกิดโรค ซึ่งไม่เค็มหรือหวานไปแต่มีโปรตีนที่ผู้ป่วยทานได้ ซึ่งจะโฟกัสที่สารตั้งต้นหรือสารสำคัญที่มีคุณสมบัติในการรักษา หรือเพิ่มส่วนที่เป็นโภชนาการที่สำคัญต่อยอดสินค้าเกษตร โดยกำลังเจรจากับพันธมิตรตั้งโรงงานผลิตอาหารแพลนต์เบส กำลังการผลิต 3 พันตันต่อปี ซึ่งงถือว่าเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ระดับโลกและสามารถจะป้อนวัตถุดิบให้กับห่วงโซ่อุปทานได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท. ยังเตรียมดำเนินการธุรกิจ เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรืออีวี โดยล่าสุดบริษัท อัลฟ่า คอม จำกัด ที่บริษัทย่อยที่ปตท. ถือหุ้นทางอ้อม 100% ได้มีมติอนุมัติให้จัดตั้ง บริษัทออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท เพื่อดำเนินการและพัฒนาเครือข่ายสถานีเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ า (อีวี ชาร์จเจอร์ สเตชั่น) นอกสถานีบริการน้ำมัน เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน เป็นต้น รวมถึงจำหน่ายสินค้าและให้บริการที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เช่น จัดจำหน่ายและติดตั้ง อีวี ชาร์จเจอร์ ในที่พักอาศัย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมการลงทุนด้านอีวีนั้นปัจจับันยังมีการติดตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนอีวีอยู่ ซึ่งการดำเนินงานของออน-ไอออนปัจจุบันดำเนินการเพียงพัฒนาอุปกรณ์เพื่ชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีเท่านั้น แต่หากว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนพัฒนารถอีวีในประเทศ และปตท. เห็นว่าจะสามารถเติบโตไปได้ ก็สามารถใช้กลไกการดำเนินงานของออน-ไอออน เพื่อดำเนินการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหากมีการพัฒนาหรือผลิตรถอีวีแล้วก็จะมาหารือในกลุ่ม ปตท. ถึงการร่วมทุนในโครงการพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือจีพีเอสซี ที่ปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้วซึ่งเป็นการตั้งโรงงานในประเทศพัฒนาแบตเตอรี่ขนาด 1 กิกะวัตต์ หรืออาจะเป็นการลงทุนใหม่ร่วมกันซึ่งยังต้องหารือกับพาทเนอร์อยู่ แต่เบื้องต้นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มอีวีคาร์รูปแบบใหม่ เพื่อมาจัดการดูแลรถอีวีทั้งรูปแบบ 2 ล้อ 4 ล้อ หรือรถบรรทุก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินงานในธุรกิจใหม่นั้น กลุ่มปตท.ยั้นสามารถทำได้เนื่องจากความเข้มแข็งของธุรกิจปัจจุบันของปตท.ซึ่งในอนาคตอาจจะสามารถรับรู้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันในปีนี้ที่อยู่ท่ามกลางปัญหาหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ปตท.ก็จะพยายามดูแลการเติบโตขององค์กรให้ดีกว่าปีก่อนหน้านี้ให้ได้&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว (45)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผลการดำเนินของ ปตท. ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 นี้ สามารถทำรายได้ได้ 477,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 407,174 ล้านบาท แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 483,567 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ มำได้ 32,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในช่วงดังกล่าวทุกโรงงานของ ปตท. ไม่ได้ถูกปิดและสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นายอรรถพล ยังเปิดเผยถึงประเด็นเรื่องของการนำเข้าวัคซีนว่า ก่อนหน้านี้ ปตท.ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนของภาครัฐ ในการจัดหาและนำเข้าวัคซีนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชน ซึ่ง ปตท. ไม่ได้เป็นผู้นำเข้าแต่ช่วยเสริมการบริหารการกระจายวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวโดยเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระด้านงบประมาณให้กับทางภาครัฐบาลอีกด้วย ขณะนี้มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่หลายฝ่ายมาช่วยกันขับเคลื่อนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ส่วนปตท. จะได้รับวัคซีน หรือได้จำนวนวัคซีนในการบริหารจัดการเท่าไหร่นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนอยู่ระหว่างหารือ ซึ่งในวันที่ 28 พ.ค. 64 นี้ ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะออกมาแถลงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว คาดว่าอาจจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของความกังวลเรื่องวัคซีน นั้น เราไม่ได้มองที่ประเด็นดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ ปตท.พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับพื้นที่ให้บริการโดยเฉพาะต่างจังหวัด เพื่อให้การฉีดวัคซีนกระจายได้อย่างทั่วถึง โดยเบื้องต้นได้มีการหารือร่วมกับหอการค้าแห่งประเทศไทยในการรับมือหากมีวัคซีนเข้ามาจำนวนมาก นอกจากจะเตรียมความพร้อมเรื่องสถานที่แล้ว ยังมีการเตรียมความพร้อมเรื่องบุคคลากรทั้งทางการแพทย์ และระบบในการลงทะเบียนไว้ค่อยให้บริการประชาชนแล้วอีกด้วย&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท, ผลิตยา, รถอีวี, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f9ec51b7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สยามอะเมซิ่งพาร์คไม่ถอดใจโครงการใหม่ ลุยปรับบริการ-บริหารรับโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
คงไม่มีใครคาดคิดว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะหยุดชะงักและได้รับผลกระทบอย่างสาหัส จากในอดีตที่เพียงมีเงิน มีเวลา ก็สามารถเดินทางไปยังประเทศต่างๆ หรือท่องเที่ยวในประเทศอย่างไร้กังวล แต่หลังจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องประสบปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในเกือบทุกวงการ ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวอย่างฉับพลันและมีแผนสำรองภายใต้สถานการณ์ต่างๆ อยู่เสมอ โดยในส่วนของผู้ประกอบการสวนน้ำสวนสนุกรายใหญ่อย่าง &amp;quot;สยามอะเมซิ่งพาร์ค&amp;quot; หรือคงจะคุ้นกันใน &amp;quot;สวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ&amp;quot; ก็เจอโจทย์ที่ท้าทายไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการเข้มสร้างความมั่นใจเข้าใช้บริการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนพกาญจน์ เหลืองอมรเลิศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและการขาย บริษัท สยามพาร์ค บางกอก จำกัด ผู้บริหารสวนน้ำสวนสนุก&amp;rdquo;สยามอะเมซิ่งพาร์ค&amp;rdquo; เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในหลายมิติ โดยส่วนตัวแล้วได้ข้ามาช่วยงานธุรกิจของครอบครัวเป็นเวลาประมาณ 18 ปี ซึ่งที่ผ่านมานั้นการแข่งขันของธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกก็เริ่มมีความรุงแรงอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทเองมองว่าตัวเองเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มี Know-how มีความพร้อมในหลายด้าน บางทีการขับเคลื่อนในแต่ละทีอาจจะคิดเยอะสักหน่อย มีความกลัวในหลายอย่าง มองว่าอยู่แบบเดิมก็ปลอดภัยอยู่แล้ว หรือธุรกิจก็ไปได้ของตัวมันเอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปฏิบัติติงานหลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 อุบัติขึ้นและระบาดไปทั่วโลก ก็ทำให้ทุกอย่างช็อคไปตามๆ กัน ในแง่ของธุรกิจต้องมานั่งคิดว่าจะประคองไปอย่างไร การดูแลพนักงานต้องทำอย่างไร ที่สำคัญในแง่ของการเป็นผู้ประกอบการ ทำอย่างไรที่จะไม่เป็นตัวการที่ทำให้ประเทศแย่ลง ขณะเดียวกันลูกค้าที่ยังคงไว้ใจและเลือกเข้ามาใช้บริการท่ามกลางวิกฤติ ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนเหล่านั้นได้ก้าวข้ามความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย มีความไว้ใจที่จะเลือกใช้บริการของบริษัท &amp;nbsp;ก็ต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรเพื่อตอบแทนกลุ่มคนเหล่านั้น &amp;nbsp;เป็นคอนเซปต์ที่จะถูกเชื่อมต่อมาเป็นแนวทางการปฏิบัติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัจจัยข้างต้นทำให้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้องมีมาตรการหลายอย่าง ทำไมพนักงานต้องทำหลายอย่าง ทั้งที่พนักงานก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่การดำเนินงานมาตรการต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าการที่ไว้ใจบริษัทเป็นสิ่งที่คิดไม่ผิด และที่สำคัญบริษัทไม่อยากเป็นสถานที่แพร่เชื้อ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจอย่างแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิดส่งผลกระทบหนักรายได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ของบริษัทช่วงคลายล็อกดาวน์ครั้งแรกเมื่อปี 2563 ก็เหมือนจะดีขึ้นในช่วงปลายปี พบว่าการจัดเลี้ยง &amp;nbsp;กลุ่มนักเรียน การเข้าค่ายเริ่มกลับมาแล้ว แต่ก็ต้องมาเจอกับการแพร่ระบาดระลอกสอง ทำให้ต้องปิดให้บริการชั่วคราวตามประกาศอีกครั้ง ซึ่งบริษัทสามารถรับมือได้ดีขึ้น เนื่องจากได้มีการเรียนรู้หลายอย่างจากประสบการณ์ก่อนหน้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลประกอบการของปี 2563 ต้องยอมรับว่าติดลบค่อนข้างมาก เดิมที Break even ของบริษัทควรอยู่ที่ประมาณ 450 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมาพบว่ารายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท แม้ว่าจะเปิดให้บริการตลอด แต่ว่ายังคงมี Fixed Cost ที่ต้องจ่าย โดยปกติจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการปีละ 1.2 ล้านคน ในปีที่ผ่านมาลดเหลือ 3 แสนคน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัดแคมเปญรับซัมเมอร์ไฮซีซั่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถานการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2564 ก็ไม่ได้ดีนัก จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าเริ่มกระเตื้องขึ้น มองว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป ยิ่งกลุ่มลูกค้าที่มีเด็กเล็กก็ต้องมองหากิจกรรมให้ลูก ๆ ทำ ก็ต้องอยู่ที่ผู้ประกอบการที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ขนาดไหน เป็นหน้าที่ของบริษัทที่ต้องสื่อสารว่ามีความพร้อมอะไรบ้าง ขณะเดียวกันเรื่องของราคาก็ยังต้องเป็นปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ดังนั้น ต้องทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคลดน้อยลงไป บริษัทเองก็เดินหน้าจัดโปรโมชั่นอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงของซัมเมอร์ปี 2564 ในแง่ของกิจกรรมหลักคงไม่ได้แตกต่างจากเดิมมาก จะมีการแสดงต่างๆ เพียงแต่ว่ารูปแบบของกิจกรรมจะเปลี่ยนไป เพื่อยังคงมาตรการความปลอดภัยของโควิด-19 &amp;nbsp;สงกรานต์ก็เป็นไปตามภาครัฐ ส่วนวันแรงงานก็อาจจะจัดคอนเสิร์ตไม่ได้แบบทุกปี แต่เชื่อว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมี ความสนุกคงไม่ได้หายไป จึงได้จัดเทศกาล Aloha Big Holiday 2021 ขึ้นระหว่างวันที่ 3 เมษายน &amp;ndash; 16 พฤษภาคม 2564 โดยเปิดให้บริการเครื่องเล่นระดับโลกในสวนสนุก &amp;nbsp;ชมการแสดงโชว์พิเศษมากมายตลอดช่วงเทศกาล พร้อมเปิดโซนใหม่ Beach Bar สุดคูล ริมทะเล เป็นจุดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเมนูพิเศษ จุดถ่ายรูปเช็กอินใหม่ๆที่ไม่ควรพลาดอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คืบหน้าโครงการบางกอกเวิลด์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนพกาญจน์ กล่าวว่า โครงการบางกอกเวิลด์ที่เป็นแนวคิดของของนายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ผู้ก่อตั้งสวนน้ำสวนสนุกแห่งนี้นั้น ต้องยอมรับว่าเป็นการมองการณ์ไกลเป็นอย่างมาก เพราะการที่จะไม่ Diversify เลยคงอยู่ไม่ได้ จะอยู่แค่ธุรกิจเดียวไม่ได้ แม้ว่าทั้งสวนน้ำและสวนสนุกจะเชื่อมต่อถึงกันกับโครการใหม่ แต่ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ช่วยบริษัทได้ อาจจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยามโรคระบาดเช่นนี้ แต่ก็เชื่อว่าหากมีวิกฤติเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็ยังมีอีกหนึ่งขาธุรกิจที่ช่วยผยุงตัวใหญ่ของบริษัทได้อยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่เราจะยืนบนขาข้างเดียว หากล้มก็จะล้มเลย วันนี้บางกอกเวิลด์มีความชัดเจน และนั่นมาจากความคิดของคนอายุมากกว่า 80 ปี เพราะผู้ก่อตั้งมองว่าการให้เงินไว้เดี๋ยวก็หมด แต่หากทำโครงการนี้จะสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ แต่ก็จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่ง่าย เพราะแค่ธุรกิจสวน้ำสวนสนุกเองก็ค่อนข้างเหนื่อยแล้วในภาวะแบบนี้ แต่ก็เชื่อว่ากำลังเป็น Curve ที่กระเตื้องมากขึ้น หน้าที่ของบริษัทคือการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแข็งแรงของธุรกิจ บริการ ผลิตภัณฑ์ และคอนเซ็ปต์ต่างๆ ให้พร้อมเมื่อโอกาสมาถึง เพราะหากก้าวช้า เมื่อนั้นจะต่ายจริงๆ &amp;nbsp;แม้ว่าในยามนี้ผู้ประกอบการจะอ่อนแอกันหมด แต่ก็ต้องพร้อมที่จะลุกขึ้นมา และหากในวันที่คนอื่นแข็งแรงและบริษัทแข็งแรงไม่ทัน ก็จะลำบากแน่ๆ&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการบางกอกเวิลด์คาดการณ์ว่าจะสามารถเปิดให้บริการทั้งหมดในช่วงต้นปี 2565 ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเปิดขายพื้นที่ โดยในตอนนี้มีบางส่วนเปิดให้บริการบ้างแล้ว อย่างอาคารใหม่สถาปัตยกรรมบ้านขนมปังขิง จะเป็น World Learning Experience หรือคลาสเรียนทำขนม ควบคู่กับการใส่เอ็นเตอร์เทนเม้นลงไป เมนูที่ให้ทำก็จะมีความสนุกสานแทรกไปด้วย สวนพื้นที่ด้านบนจะเป็นพื้นที่ของการจัดเลี้ยง ส่วนเร็วๆ นี้จะเปิดพื้นที่ของอาคารบ้านพระอาทิตย์ เป็นการทำอาหารไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลายฝ่ายมองว่าช่วงปลายปีอาจจะดีขึ้น ช่วงที่ผ่านมาเราไม่ได้นิ่ง ถึงลูกค้าน้อยคนน้อยแต่ก็ไม่ได้หยุด มีการปรัปรุงหลายๆ อย่าง น่าจะเปิดพร้อมกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยบริษัทจะเตรียม Shuttle Service ก็จะทำให้การเดินทางสะดวกสบาย ในอนาคตหากโควิดคลี่คลายหรือหมดไปแล้ว ก็จะมีกลุ่มทาร์เก็ตเป็นต่างชาติ 40% คนไทย 60% เนื่องจากใกล้สนามบินมาก สวนสยามก็จะได้อานิสงส์จากสิ่งนี้ ลูกค้าจะเข้าใช้บริการทั้งสองพื้นที่&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Pain Point ในธุรกิจสวนน้ำสวนสนุก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าคนยังไม่พร้อมใช้จ่ายกับธุรกิจสวนน้ำสวนสนุกมากนัก เพราะมองว่าราคาสูงเกินไป ทั้งที่การลงทุนมหาศาลมาก ขณะที่ความคาดหวังสูงขึ้น แต่ว่าความพร้อมในการจ่ายอาจจะคิดหนัก ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดีติดต่อกันมาหลายปี และธุรกิจในลักษณะนี้จะหยุดนิ่งไม่ได้ จะต้องมีการลงทุนตลอดเวลา เพราะว่าลูกค้าเข้ามาใช้บริการก็ต้องการความสดใส ความใหม่ ทันสมัยตลอดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการเองค่อนข้างเหนื่อย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเป็นเรื่้องความพร้อมของตลาดแรงงาน เพราะว่าไม่ใช่ธุรกิจที่มีทั่วไป จะเห็นว่าทั้งประเทศไทยมีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง แต่ละที่ต้องการพนักงานคล้ายๆ &amp;nbsp;กัน &amp;nbsp;แน่นอนว่าต้องมี Service mind ต้องมีความสังเกตุสังการณ์ และอาจจะต้องมีวิชาชีพเฉพาะ ต้องเอาสกิลความพร้อมของพนักงานแต่ละคนมารวม เทรนนิ่งสำหรับธุรกิจแบบนี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่ Entry แต่ยังเป็นการเติบโตในสายงานเองที่ทำให้ตลาดแรงงานโตขึ้นระดับหนึ่ง ก็พร้อมจะไปธุรกิจอื่น โดยปัจจุบันบริษัทมีพนักงาน 400 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้เราต้องทำตัวให้พร้อมให้ลุกขึ้นมาให้เร็วที่สุด เพราะคนอื่นพร้อมแล้วเราไม่พร้อมก็ลำบาก มีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากในช่วงการแพร่ระบาดโควิด สิ่งที่เคยคิดว่ารู้ดีในธุรกิจนี้ คัมภีร์ไม่เพียงพอ ยิ่งพอเกิดเหตุการณ์ก็ต้องรื้อ Operation ใหม่ บางทีมองแต่ตัวเองไม่ได้อีกต่อไป&amp;quot; นางนพกาญจน์ &amp;nbsp;กล่าวปิดท้าย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99043</URL_LINK>
                <HASHTAG>สยามอะเมซิ่งพาร์ค, สวนสยาม, แผนธุรกิจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_60715aa7bfbac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2021 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิงห์ เอสเตท&#039;ขยายพอร์ตเสริมแกร่งเร่งโตก้าวกระโดดสามเท่าตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้สถานการณ์โควิด-19 จะทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักหลายภาคส่วน ทำให้ผู้ประกอบการต้องประสบปัญหาจากการดำเนินธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีหลายบริษัทที่มองเห็นโอกาสการลงทุน รวมถึงยังต้องการขยายธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตและแนวโน้มที่ดีในอนาคต โดยล่าสุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ก็มีความเคลื่อนไหวจาก บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังเดินหน้าแผนเชิงกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ เพื่อเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ โดยเตรียมรุกเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ อีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายเติบโตสามเท่าตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า สำหรับในปี 2564 นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่กำลังเข้าสู่เฟสต่อไปของการพัฒนาธุรกิจของสิงห์ เอสเตท โดยจะเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะมาต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อนำพาบริษัทก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทยที่ผนึกกำลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมองว่าธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง จะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น มีเป้าเพิ่มรายได้ขึ้น 3 เท่าตัว หรือให้กลายเป็นประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 3 ปี พร้อมกับสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 ไปเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 ขณะเดียวกัน ก็ตั้งเป้าเพิ่มอัตราผลกำไรในการทำธุรกิจด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หลากหลายโครงการในประเทศไทย และการเดินหน้าบูรณาการธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยผนึกกำลังธุรกิจในเครือ ได้แก่ 1.ธุรกิจโรงแรม 2.ธุรกิจที่พักอาศัย 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม และ 4. นิคมอุตสาหกรรม การผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจให้บริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่อง บริษัทมองว่าจะสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจให้กับบริษัทได้อย่างมาก และเพิ่มความสามารถในการคว้าโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่กำลังจะมีเข้ามาทางหนึ่งด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเป้าหมายเบื้องต้นของการขยายธุรกิจใหม่นั้น คือการมาเติมเต็ม ต่อยอด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจทั้งหมดในภาพรวมของสิงห์ เอสเตท โดยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่เล็งนั้น จะต้องเป็นธุรกิจที่มาส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจของสิงห์เอสเตทได้ โดยเป้าหมายนอกเหนือจากการสร้างการเติบโตของธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ มีความมั่นคงจากการผสมผสานของธุรกิจที่มีวงจรทางธุรกิจ และมีความเสี่ยงแตกต่างกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จับตาโควิดพร้อมเพิ่มศักยภาพโรงแรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางฐิติมา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทุกธุรกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่กระทบเรื่องกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการที่ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วย แม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะค่อนข้างดูดีกว่าในอีกหลายประเทศทั่วโลก แต่ต้องถือว่าภาพรวมทั้งหมด ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องรอบคอบและระมัดระวัง &amp;nbsp;ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของบริษัทฯ เพราะเล็งเห็นว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ โดยบริษัทฯ มีโรงแรมและรีสอร์ต 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง &amp;nbsp;สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งยืนยันการตัดสินใจที่ถูกต้องของบริษัทฯ ในการวางโครงสร้างธุรกิจเป็น 4 กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกันเพื่อจะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้อย่างสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากจะคาดเดาทั้งในประเทศและทั่วโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขยายพอร์ตเสริมแกร่งก้าวกระโดด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563 และโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด ส่งผลให้ในปี 2563 ที่ผ่านมา 3 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 96% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราหวังว่าจากนี้กลุ่มธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ได้อย่างมากมาย บริษัทกำลังเดินหน้าจัดทัพธุรกิจใหม่ เพราะมองเห็นความสำคัญของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพของธุรกิจก้าวต่อไปด้วย 4 กลุ่มธุรกิจ จากเดิมที่มี 3 กลุ่มธุรกิจคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย ธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการเงินของบริษัทจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำอยู่ที่ 0.96 เท่า ประกอบกับการมีเครดิตดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท ทำให้เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะเดินหน้ากลุ่มธุรกิจที่ 4 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบริษัทยังมีเป้าหมายที่จะแสวงหาความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสังหาฯปรับตัวสร้างการเติบโต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายโอภาส ถิรปัญญาเลิศ &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด กล่าวว่า ไม่แปลกใจข่าวที่สิงห์เอสเตทประกาศรุกธุรกิจอื่นๆ เพิ่ม ทั้งนิคมอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ผลิตกระแสไฟฟ้า ให้บริการทางวิศวกรรมและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพราะในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเร็วมาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจริงๆ ก็เป็นธุรกิจที่มีวงจรของมัน คือ สลับระหว่างแนวราบและแนวสูงเช่น ช่วงคอนโดมิเนียมขายดีหลายปีก็จะเป็นแนวราบที่ตลาดเงียบ พอตลาดแนวราบกลับมาบูม คอนโดมิเนียมก็จะซึม เป็นวงจรแบบนี้มาตลอด แต่ถ้ามีปัจจัยลบอย่างอื่นมากระทบเช่นโควิด-19 รอบนี้ ตลาดก็อาจจะซึมลงทั้งหมดได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น การแบ่งพอร์ตฟอลลิโอไปในธุรกิจอื่นจึงเป็นทางออกที่ถูกต้องของทุกบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ยิ่งถ้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยิ่งต้องทำ เพื่อรักษา Growth ของบริษัทและผลประกอบการไม่ให้พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง จึงเห็นหลายๆรายมีธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ &amp;nbsp;QH &amp;nbsp;PF และอื่นๆ หลายบริษัท ก็ขยายมาทำบริษัทเอเจนท์ดูแลทั้งการขาย การปล่อยเช่าอสังหาฯ เช่น ANAN &amp;nbsp;AP หรือหลายบริษัทขยายไปด้านดูแลจัดการนิติบุคคลจนโด่งดังเช่น LPN แสนสิริ รวมไปถึงงานแม่บ้าน งานบริหารงานด้านวิศวกรรมเลย เช่น ORIGIN &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่าการเข้ามาขยายธุรกิจของสิงห์ก็เป็นที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพียงแต่รอบนี้ อาจมีธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและผลิตกระแสไฟฟ้าที่น่าสนใจ เพราะในยุคต่อจากนี้ธุรกิจทั้งสองดังกล่าวน่าสนใจและกำลังโตอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตกระไฟฟ้าที่มีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดค่อนข้างมาก แต่ด้วยหน้าตักและคอนเน็คชั่นของทางสิงห์เอง เชื่อว่าจะมีความสามารถในการสร้างรายได้จากด้านนี้จนมาเป็นรายได้ที่มีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่าลืมว่าการที่สิงห์เอสเตทกล้าประกาศว่าจะเพิ่มรายได้ให้เป็น 3 เท่าตัว ภายใน 3 ปี ข้างหน้าแปลว่า &amp;nbsp;สิงห์เอสเตทเตรียมแผนการลงทุนที่น่าจะสามารถ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อให้เกิดรายได้โดยทันที&amp;rdquo; &amp;nbsp;ไว้แล้ว &amp;nbsp;ซึ่งนั่นแปลว่า ในเร็วๆนี้อาจจะได้เห็นการประกาศเข้าซื้อกิจการหรือเข้าร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจอื่นที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้อยู่แล้วและสามารถใช้พลังการ SYNERGY กับทางสิงห์เอสเตทได้เลยเพื่อให้รับรู้รายได้โดยเร็ว &amp;nbsp;และมั่นใจว่าในแผนธุรกิจของสิงห์ยังไม่จบเท่านี้ ยังมีจิ๊กซอว์ตัวอื่นที่จะมาต่อยอดต่อจากนี้ได้อีก &amp;nbsp;สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้ นอกจากติดตามข่าวว่าจะไปร่วมกับใคร ก้ต้องจับตามองราคาหุ้นบนกระดานให้ดีด้วยว่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไรต่อหรือไม่!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, สิงห์ เอสเตท (S), แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210306/image_big_6043066f5011f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อสมท’ปรับโครงสร้างใหม่ยังโฟกัสสื่อโทรทัศน์และวิทยุลุยหาพาร์ทเนอร์พัฒนาที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;25 ม.ค. 2564 นายสิโรตม์ รัตนามหัทธนะ กรรมการ และ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2564 บมจ. อสมท จะขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เป็นผู้นำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ เที่ยงตรง และรวดเร็ว Provider of trustworthy, accurate and timely content&amp;rdquo; มุ่งนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เสริมสร้างความฉลาด เพื่อสร้างสังคม &amp;nbsp; ตื่นรู้ ผ่านทุกช่องทางที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และรับผิดชอบต่อสังคม ภาพรวมในปีนี้ บมจ. อสมท จะมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสื่อดั้งเดิมที่มีอยู่คือธุรกิจสื่อโทรทัศน์และธุรกิจสื่อวิทยุ ซึ่ง อสมท มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชน&amp;nbsp;รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ในการแพร่ภาพและกระจายเสียง โดยดำเนินการแพร่ภาพออกอากาศ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลระดับชาติจำนวน 39 สถานีหลัก และ 129 สถานีเสริม&amp;nbsp;ทั่วประเทศ ตลอดจนความพร้อมในการให้บริการของเครือข่ายสถานีวิทยุ อสมท ที่มีมากถึง 62 สถานี&amp;nbsp;ซึ่งสามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ฝ่ายบริหาร บมจ.อสมท จึงต้องการพัฒนาธุรกิจเดิม ให้มีความแข็งแรง เพื่อรักษารายได้และเรตติ้ง ก่อนปรับระบบการผลิตให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันธุรกิจสื่อโทรทัศน์และวิทยุส่วนใหญ่จะปรับตัวให้เป็นสื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงยังเป็นที่ประจักษ์ว่าตัวเลขของคนที่รับชมโทรทัศน์ และวิทยุไม่ได้น้อยลงจากเดิมมาก &amp;nbsp;แต่กลับมีการเติบโตและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในทุกปี ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำมากที่สุดในตอนนี้คือ การพัฒนาธุรกิจเดิมที่เรามี ให้น่าสนใจ และหลากหลายเพื่อสอดรับกับคนทุกกลุ่ม รวมถึงเตรียมแผนปรับตัวให้พร้อมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต&amp;rdquo; นายสิโรตม์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิโรตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวของเศษฐกิจอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ประกอบกับการเกิดขึ้นของสื่อดิจิทัลภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและรุนแรง ทำให้ บมจ.อสมท ต้องปรับแผนธุรกิจ รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปี 2563 ที่ผ่านมา บมจ. อสมท ได้เปิดโครงการร่วมใจจากองค์กร (MSP) เพื่อปรับลดจำนวนบุคลากรให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจในอนาคต ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านบุคลากรได้มากถึง 25 % ขณะที่ปี 2564 ฝ่ายบริหารได้บูรณาการการทำงานของส่วนงานขาย&amp;nbsp;และส่วนงานการตลาดให้มีเป้าหมายในการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ของ อสมท และเตรียมใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลยุทธ์ Strategic Partnership ในการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการเงินของ อสมท&amp;rdquo; นายสิโรตม์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เราจะมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการพัฒนาสินทรัพย์ที่ดินที่ อสมท มีอยู่ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจ อาทิ การพัฒนาโครงการบนที่ดินย่านรัชดา-พระราม 9 หลังจากปีที่ผ่านมา บมจ.อสมท&amp;nbsp; ได้เปิดให้นักลงทุนและบุคคลที่สนใจร่วมเสนอแนวคิดในการพัฒนาที่ดินกรรมสิทธิ์ของ อสมท บนพื้นที่ 50 ไร่ ติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนาที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อว่าจะได้&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักลงทุนเข้ามาพัฒนาที่ดินฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับแฟนรายการของช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในปี 2564&amp;nbsp; บมจ.อสมท ได้ส่งรายการแนว ส่งเสริมความรู้และสาระบันเทิง หลากหลายแนวตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมซีรีส์ดังจากทุกมุมโลก&amp;nbsp; ทั้งเอเชียฟอร์มยักษ์ พรีเมียมจากประเทศอังกฤษ ตลอดจนซีรีส์อินเดียยอดนิยม ในส่วนของธุรกิจวิทยุ อสมท ได้วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่อาจจะมีขึ้นในปี 2565 โดยให้แต่ละคลื่น&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เตรียมความพร้อมในการนำเสนอเนื้อหาสาระใน Platform ออนไลน์มากขึ้น นำเสนอข้อมูลข่าวสาร&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือการนำเสนอในรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90957</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปี 2564, อสมท, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201112/image_big_5fac84da70863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.มองสถานการณ์น้ำมันครึ่งปีหลังทรงตัวเตรียมควัก2.5 หมื่นล.ลงทุนพลังงานทดแทน-ธุรกิจใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ส.ค.2563 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปตท.ประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกช่วงครึ่งปีหลังจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 40-45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศจึงทยอยคลายล็อกดาวน์ ทำให้เศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมันทยอยฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามการผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกที่ประกาศลดการผลิตลงอยู่ที่ 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนอยู่ที่ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่สงผลกระทบต่อความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น จากมาตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ หลังรัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารขยายตัวได้ดีตามความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนเหมือนก่อนหน้านี้ที่ลดลงไปถึง 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล การขาดทุนจากราคาน้ำมันดิบที่สต๊อกไว้จึงไม่น่าจะรุนแรงเหมือนครึ่งปีแรก ที่สำคัญถ้าหากประเทศไทยไม่เกิดเหตุโควิด-19 แพร่ระบาดซ้ำระลอกสอง ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีเปราะบางสูง โดยเฉพาะประเทศที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ เช่น สหรัฐ อินเดีย บราซิล ทำให้ต้องขยายระยะเวลาปิดเมืองส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้นระหว่างที่รอการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนจะแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่าปตท.ยืนยันในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเต็มที่ในวงเงินที่เหลือ 25,000 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งสิ้นของปี 2563 จำนวน 50,000 ล้านบาท ซึ่งได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วในครึ่งปีแรก 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีมีการทบทวนแผนลงทุน 5 ปี แต่จะนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันปตท.มองธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีการแข่งขันสูงและมีความท้าทายมากขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตรวมถึงมีผู้เข้ามาลงทุนในส่วนนี้เพิ่ม ซึ่งในแผนการลงทุน 5 ปีที่เราจะทบทวน ก็อาจจะมี แนวโน้มที่ ปตท.จะปรับโครงสร้าง เน้นด้านพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ที่สัดส่วนประมาณ 10% หรือมากขึ้น รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ เช่น ยา อาหารเสริม โลจิสติกส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีก 10% แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังลงทุนในธุรกิจหลักอยู่ เช่นธุรกิจแก๊สที่มีสัดส่วนประมาณ 40%&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายให้ปตท.เร่งลงทุนและกระตุ้นการจ้างงานทั้งเครือ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ขณะนี้จึงให้ทุกหน่วยไปดูรายละเอียดว่าจะจ้างงานส่วนไหนได้บ้าง จำนวนเท่าไหร่ จากปัจจุบันปตท.ได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเปิดพื้นที่ปั๊มให้นำสินค้ามาขาย รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มชุมชนยิ้มได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74882</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท., อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200811/image_big_5f324110e7c66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสมทตั้ง 2 หน่วยใหม่ลุยธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 2563 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท เปิดเผยว่า แผนปี &amp;nbsp;63&amp;nbsp;บริษัทได้เดินหน้าปรับธุรกิจใหม่ ด้วยการเพิ่มหน่วยธุรกิจอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ส่วน คือ สำนักธุรกิจดิจิทัล และสำนักดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคอนเทนต์เดิมที่มีอยู่สู่ดิจิตอล แพลตฟอร์ม เพื่อโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ ๆ นอกเหนือ จากธุรกิจมีเดียโทรทัศน์ รวมทั้งเปิดโอกาสเจรจากับพาร์ทเนอร์ไทยและต่างประเทศ รวมทั้งได้จัดตั้งฝ่ายพัฒนาโครงการใหม่ &amp;nbsp;เป็นคณะทำงานเร่งด่วน (ฟาส แทรค) เพื่อนำนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ที่วิเคราะห์ธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างธุรกิจให้ดำเนินการได้ด้วยตัวเองในอนาคต

ทั้งนี้ การเดินหน้าธุรกิจของบริษัท ไม่เป็นเพียงธุรกิจโทรทัศน์หรือวิทยุ แต่จะสร้างรายได้จากธุรกิจดิจิตอล และธุรกิจใหม่ ได้แก่ รายได้จากเว็บไซต์ และโซเชียล มีเดีย,&amp;nbsp;รายได้จากการขายคอนเทนต์ และรับจ้างผลิตรายการ ทั้งในและต่างประเทศ,&amp;nbsp;รายได้จากธุรกิจช่องทางใหม่ ๆ,&amp;nbsp;เพิ่มกลยุทธ์จากเอ็มคอท อะคาเดมี่ ที่เน้นพัฒนาหลักสูตรสำหรับการพัฒนาการสื่อสารด้านวิชาชีพ,&amp;nbsp;หลักสูตรมีเดีย เทรนนิ่ง และแบรนด์ สำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจดั้งเดิม หากดำเนินการได้ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ รายได้เฉลี่ยของบริษัท&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;63-67&amp;nbsp;จะเพิ่มขึ้น

&amp;ldquo;ปัจจุบันสถานการณ์ของอุตสาหกรรมสื่อ พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เพราะหันมาใช้เทคโนโลยีในการรับชมข่าวสารผ่านอุปกรณ์รับชมแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เทคโนโลยี&amp;nbsp;5จี,&amp;nbsp;และซุปเปอร์ ไวไฟ ส่งผลให้เงินโฆษณาสื่อดั้งเดิมลดลงโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ &amp;nbsp;ดังนั้นการวางรากฐานพัฒนาธุรกิจให้สอดรับความต้องการในตลาดมากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;

สำหรับ ธุรกิจโทรทัศน์ บริษัทมีนโยบายสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ และบริหารค่าใช่จ่ายในการดำเนินการ โดยจะลดการผลิตรายการสดที่ผลิตเองส่วนหนึ่ง เพื่อควบคุมต้นทุนในฟรีทีวี และเน้นให้ทีมข่าวหันไปเปิดตลาดออนไลน์มากขึ้น รวมทั้งร่วมผลิตรายการกับพันธมิตรมากขึ้น &amp;nbsp;เช่น ประเทศญี่ปุ่น,&amp;nbsp;ประเทศจีน รวมทั้งการลงทุนร่วมผลิตกับเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งเป็นการสร้างคอนเทนต์รายการคุณภาพที่มีความน่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54156</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุ่งคอสมอส, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180228/image_big_5a962c42bead6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์กางแผน 5ปี เสริมทัพทุกกิจการลุยเพิ่มปั๊มเพิ่มพร้อมขยายธุรกิจนอนออยล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย. 2562 น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนดำเนินธุรกิจ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี (ปี&amp;nbsp;2563-67)&amp;nbsp;อยู่ และคาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้ภายในปีนี้ เพื่อนำไปใช้ในช่วงปีงบประมาณหน้า โดยกำหนดเบื้องต้น เช่น แผนการลงทุนขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ จากปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ&amp;nbsp;1,850&amp;nbsp;แห่ง ต่างประเทศ เช่น ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา รวม&amp;nbsp;280&amp;nbsp;แห่ง

ทั้งนี้กลยุทธ์หลักการดำเนินธุรกิจของโออาร์ จะเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ เติบโตก้าวกระโดด มีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจน้ำมัน และขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(นอน-ออยล์) และต่างประเทศ ซึ่งในอนาคตสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (อิบิด้า) ของ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ธุรกิจนี้ จะเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ระดับ&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;และธุรกิจน้ำมันอยู่ที่&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;รวมถึงจะเน้นการตั้งบริษัทย่อยหรือร่วมทุนกับพันธมิตรในบริษัทต่าง ๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ นำจุดแข็งของแต่ละพันธมิตรมาสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน

&amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำโออาร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่เป็นเรือธง(แฟลกชิป) ของบมจ.ปตท. ส่วนแผนการกระจายหุ้นไอพีโอให้กับชุมชน ตามนโยบายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด ความเป็นไปได้ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย จึงยังไม่ชัดเจนในขณะนี้&amp;rdquo;น.ส.จิราพร กล่าว

ขณะที่ประเด็นการเตรียมนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้นยืนยันว่าจะมีแน่นอน รวมถึงการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก(ไอพีโอ) ด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดแบบแสดงรายการ (ไฟลิ่ง) เพื่อยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงยังไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้ แต่เชื่อว่าจะช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมีขนาดธุรกิจที่ค่อนข้างใหญ่

&amp;nbsp;น.ส.จิราพร กล่าวว่า โออาร์มีวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก ที่จะดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้ชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยจะนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ธุรกิจของเรา ไปขยายในตลาดต่างประเทศกับโออาร์ด้วย ส่วนแผนการสร้างโรงแรมในปั๊มน้ำมันนั้น ขณะนี้ก็อยู่ในกระบวนการพิจารณา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินที่มีอยู่

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการ ของโออาร์ กล่าวว่า เป้าต่อไปของโออาร์ คือ การนำแบรนด์คนไทยไปให้ต่างประเทศรู้จัก ไม่ใช่เฉพาะโลโก้ของแบรนด์โออาร์ แต่หมายถึงแบรนด์คู่ค้าที่ไปกับโออาร์ในปั๊มด้วย คือสิ่งที่มุ่งมั่นจะไป ขณะนี้โออาร์ทำให้คนไทย&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ล้านคนรู้จักแล้ว เป้าหมายต่อไปต้องทำให้&amp;nbsp;600&amp;nbsp;ล้านคนในอาเซียนรู้จักโออาร์




&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49360</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด, ปตท.โออาร์, แผนธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07cca75ab3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
