<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รักษ์ ยกระดับ EXIM BANK เป็น ’เครื่องยนต์รุ่นใหม่’ ผลักดันส่งออกไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เมษายน&amp;nbsp; 2564 นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาทของ EXIM BANK ภายหลังเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เมื่อต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย เปรียบเสมือนรถยนต์ที่กำลัง &amp;quot;ติดหล่ม&amp;quot; และต้องการการผลักดันให้เคลื่อนไปข้างหน้าในหลายมิติ ได้แก่ 1. การลงทุน 2. การพัฒนานวัตกรรม 3. การเชื่อมโยง Supply Chain ของโลกยุคใหม่ 4. การสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ โดยเฉพาะ SMEs&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจและการส่งออกของไทย ยังถูกกดดันจากกระแส Disruption ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การเกิดโควิด-19 สงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขหรือพัฒนาก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยหยุดอยู่กับที่หรือกลายเป็นรถยนต์ที่วิ่งได้ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ EXIM BANK ต้องทำหน้าที่ &amp;quot;เครื่องยนต์รุ่นใหม่&amp;quot; ผลักดันให้ประเทศไทยหลุดจากภาวะติดหล่มข้างต้น โดยใช้นโยบาย Dual-track Policy ชูบทบาทธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank) ควบคู่กับการเป็นศูนย์บริการครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภารกิจหลักของ EXIM BANK ในปี 2564 ได้แก่ การเร่ง &amp;quot;ซ่อม สร้าง เสริม&amp;quot; การพัฒนาประเทศไทย ประกอบด้วย การเร่งซ่อม และสร้างภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตไปสู่อนาคต ประคับประคองผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่ประสบวิกฤต การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น เทคโนโลยีด้านสุขภาพ รถยนต์ไฟฟ้า) เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมขนานใหญ่การเร่งสร้างผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายกลางและรายใหญ่ ทำให้ Supply Chain ภาคส่งออกไทยแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับการลงทุนภายในประเทศและระหว่างประเทศ เป็นสะพานเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ โดยเฉพาะการแชร์ความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นของโครงการ การสร้างผู้ส่งออก SMEs รายใหม่ให้ส่งออกได้และแข็งแรงขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าในระยะถัดไป การสนับสนุนซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการทั้งหมดใน Supply Chain การส่งออก สร้างช่องทางในลักษณะ Thai Pavilion นำสินค้าไทยสู่ตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ส่งออก และนักลงทุนไทยในตลาดหลักและตลาดใหม่ (New Frontiers) อย่างสมดุล โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้ โดยเฉพประเทศที่ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นของโครงการลงทุน ป้องกันความเสี่ยง พร้อมเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;EXIM BANK วันนี้ต้องมีจุดยืนที่มีเสน่ห์ เพื่อทำให้องค์กรโตขึ้น ชัดเจนขึ้น และช่วยพัฒนาประเทศได้มากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการช่วยให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพเข้าไปรับงานในต่างประเทศได้มากขึ้น ควบคู่กับการขยายโครงการลงทุนภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ โดยสร้างนวัตกรรมหรือกระบวนการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&amp;quot; นายรักษ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน EXIM BANK จะเข้าไปดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถค้าขายหรือลงทุนระหว่างประเทศได้โดยสะดวกขึ้น สามารถบริหารความเสี่ยงและเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ นำไปสู่การพัฒนาภาคส่งออกและการลงทุนของไทยตลอดทั้ง Supply Chain ของไทยให้เชื่อมโยงกับ Supply Chain ของโลกในยุค New Normal ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนหลักการแห่งความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เส้นทางใหม่ของ EXIM BANK ครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนที่จะ &amp;lsquo;ฝันให้ใหญ่&amp;rsquo; สู่การเป็น Thailand Development Bank แล้ว &amp;lsquo;ไปให้ไกล&amp;rsquo; สู่ New Frontiers โดย &amp;lsquo;ไม่ทิ้งคนตัวเล็ก&amp;rsquo; หรือ SMEs เพราะทุกภาคส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงประเทศ&amp;quot; นายรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ หลังจากในปีที่ผ่านมาหดตัวสูงสุด นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าภายในประเทศยังเปราะบาง และการท่องเที่ยวยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน การฟื้นตัวของภาคการส่งออกจึงเป็นความหวังในระยะสั้น แต่การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยและภาคการส่งออกเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ยังติดขัดปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังเผชิญปัญหาความย้อนแย้งในเชิงโครงสร้างของผู้ประกอบการ แม้มีจำนวน SMEs มากถึง 3.1 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของทั้งระบบ ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีเพียง 1.5 หมื่นรายหรือ 0.5% ของทั้งระบบ แต่กลับมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสูงเกือบ 60% ของ GDP รวม อีกทั้งเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย GDP ต่อกิจการ พบว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจสูงกว่า SMEs ถึง 350 เท่า ยิ่งตอกย้ำว่าแม้ SMEs มีจำนวนมาก แต่ยังสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ SMEs ส่วนใหญ่ยังค้าขายอยู่ในประเทศ โดยมีไม่ถึง 1% ของ SMEs ทั้งหมดที่สามารถเป็นผู้ส่งออกได้ และสัดส่วนนี้แทบไม่ขยับเลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ SMEs ส่วนใหญ่เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดต่าง ๆ ภายในประเทศ ลดทอนโอกาสการเติบโตและการเป็นเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100207</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), รักษ์ วรกิจโภคาทร, เอ็กซิมแบงก์, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fdaa425dcb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ประกาศเดินหน้า14ภารกิจช่วยเหลือเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ม.ค.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2564 ว่า ได้หารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันวางแผนการทำงานในปี 2564 แล้ว โดยเห็นร่วมกันที่จะดำเนินการตามแผนงานเดิมที่ได้ทำมาแล้วในปี 2563 และเพิ่มเติมงานใหม่ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2564 รวมแล้วมีถึง 14 แผนงาน ครอบคลุมการทำงานทุกด้านที่จะช่วยดูแลเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยงานแรกที่จะดำเนินการต่อ คือ โครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรปีที่ 2 ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้คุ้มต้นทุน และมีเงินไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 2.การลดราคาในโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ที่จะมีล็อตต่อไป และจะลงลึกถึงระดับตำบล เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน 3.เดินหน้านโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 4.โครงการอาหารไทย อาหารโลก ที่จะมุ่งเน้นขยายตลาดอาหารไทยไปตลาดโลก และจะเน้นเพิ่มการส่งออกอาหารฮาลาล มังสวิรัติ และอาหารแนวใหม่ที่เป็นเทรนด์สำคัญของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.ผลักดันการค้าออนไลน์ มีแผนงานสำคัญ เช่น ปั้นเจนซีให้เป็นซีอีโอ 12,000 ราย , ผลักดันผู้ผลิต ผู้ส่งออกให้เป็นผู้ค้าออนไลน์ , พัฒนาตลาดสด ร้านธงฟ้า ให้สามารถขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ , สร้างยี่ปั้วออนไลน์ เพื่อให้ร้านธงฟ้า โชวห่วย ตลาดสด สามารถเข้ามาซื้อสินค้า และผลักดันสร้างทีมเซลส์แมนจังหวัดให้เป็นเซลส์แมนแม่ไก่ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องการค้าออนไลน์ให้กับผู้ผลิตในระดับฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.พัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคบริการ ทั้งผู้ค้าปลีก ค้าส่ง สมาร์ทโชห่วย โลจิสติกส์ บริการเพื่อสุขภาพ ดิจิทัลคอนเทนท์ ร้านอาหาร บริการการพิมพ์ 7.พัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคการผลิตฐานราก ทั้ง SMEs และ Micro SMEs โดยจะช่วยอบรมให้ความรู้ ช่วยหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งนำระบบบล็อกเชนมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.เร่งรัดการส่งออกในยุค New Normal โดยใช้นวัตกรรมใหม่ทางการตลาดผ่านแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพทั้งของไทยและระดับโลก การจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบไฮบริดและ Mirror Mirror และอื่นๆ รวมทั้งเข้าไปช่วยแก้ปัญหาเรื่องการส่งออก เช่น เรื่องการต่ออายุใบอนุญาต หรือการตรวจสอบโรงงาน ที่จะขอให้ยืดเวลาออกไป หรือให้หน่วยงานไทยรับรองแทน 9.เดินหน้าการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนเชิงรุก โดยด่านที่เปิดอยู่แล้ว 35 แห่งจาก 97 แห่ง ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ปิด และจะเร่งเปิดด่านที่เหลือทันที หากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.เร่งรัดการเจรจาการค้าเพื่อขยายการค้าของไทยไปยังตลาดโลกในทุกรูปแบบ โดยจะเร่งรัดการให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับสหภาพยุโรป (อียู) สหราชอาณาจักร (ยูเค) EFTA สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย และอาเซียน-แคนนาดา และเร่งรัดนโยบายทำมินิเอฟทีเอกับรัฐและมณฑล เช่น เตลังกานา และไห่หนาน การจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างระบบจับตามองสินค้านำเข้า เพื่อเตรียมการใช้มาตรการป้องกันการทุ่มตลาดและการใช้มาตรการปกป้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.ด้านทรัพย์สินทางปัญญา จะผลักดันให้มีการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่จดแล้ว 134 รายการ ขาดอ่างทองจังหวัดเดียวก็จะมีครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันให้มีระบบแจ้งเตือนกรณีสิทธิบัตรที่จะหมดอายุ ในกลุ่มอาหาร เกษตร และยา เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวใช้ประโยชน์ ลดระยะเวลาการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้สั้นลง ช่วยคุ้มครองกรณีสินค้าไทยถูกละเมิด เริ่มต้นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ขายบนแพลตฟอร์มต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 12.การให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนเชิงรุก ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เช่น การจองชื่อนิติบุคคล การขอหนังสือรับรองธุรกิจต่างด้าว การขอใบอนุญาตส่งออกนำเข้า ขอใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตร การร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 เพิ่มเป็นให้ร้องเรียนได้ทางไลน์ เป็นต้น 13.ทำงานร่วมกับราชการและเอกชน ในรูปแบบ กรอ.พาณิชย์ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้าไทย 5 ปี (2564-68) เป็นครั้งแรกของประเทศ และ 14.เดินหน้าให้บริการประชาชนแบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว มีทั้งสิ้น 85 บริการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3035ad4fecb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2021 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อธิรัฐ&#039;สั่งจท.-กทท. อัพเกรดการขนส่งทางน้ำหวังเชื่อม&#039;รถ-ราง-เรือ&#039;หนุนการคมนาคม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค. 2564 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานปี 2564 ที่จะสานต่อจากปี 2563 ว่า กรมเจ้าท่า (จท.) กระทรวงคมนาคม จะดำเนินการปรับปรุงท่าเรือตามแนวฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ท่าเรือกรมเจ้าท่า, ท่าเรือราชวงศ์, ท่าเรือสะพานพุทธ, ท่าเรือราชินี, ท่าเรือบางโพ, ท่าเรือท่าเตียน,ท่าเรือท่าช้าง, ท่าเรือพระปิ่นเกล้า, ท่าเรือเรือเกียกกาย และท่าเรือนนทบุรี โดยจะยกระดับท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นสถานีเรือ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ สามารถเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างรถ ราง เรือ รวมถึงสร้างเครือข่ายคมนาคมแบบไร้รอยต่อ อีกทั้งยังส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ นักท่องเที่ยวจะสามารถเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ได้สะดวกสบายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการพัฒนาท่าเรือทั้ง 10 แห่งนั้น ได้ดำเนินการต่อจากปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้ใช้พลังงานสะอาด คือ การใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอกชนที่ให้บริการในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้มีการดำเนินการแล้ว นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ จท. ไปดำเนินการใช้พลังงานไฟฟ้าในคลองแสนแสบ หลังจากเปิดทดลองมาแล้วหลายเดือน และได้มีการปรับปรุง ดังนั้นจึงได้ให้ผู้ประกอบการเร่งดำเนินการต่อเรือขึ้นมา โดยตั้งเป้าว่า จะสามารถเปิดใช้เรือไฟฟ้าในคลองแสนแสบในช่วงกลางปี 2564 ซึ่งจะช่วยลดมลพิษอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกเหนือจากนี้ ได้มอบหมายให้ จท.ไปศึกษาเส้นทางการเดินเรือในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ว่า จะสามารถพัฒนาคลองเหล่านี้ เพื่อที่จะให้ครอบคลุมระบบขนส่งรอง (ฟีดเดอร์) เข้าไปให้ถึงรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ ตามแนวพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน&amp;rdquo; นายอธิรัฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิรัฐ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เร่งรัดให้ดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชนคลองเตย (Smart Community) แม้ว่าที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19) จึงไม่สามารถลงพื้นที่ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้ โดยขอความร่วมมือจาก กทท. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปี 2564 ยังได้มอบหมายให้ กทท. เร่งดำเนินการนโยบายท่าเรือสีขาว เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีข่าวตามสื่อต่างๆในการจับยาเสพติด หรือของหนีภาษีในท่าเรือมาตลอด และยังไม่ได้มีมาตรการการตรวจอย่างเข้มข้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากเรื่องการลักลอบของหนีภาษีเข้ามาในประเทศไทย ซึ่ง กทท. ในฐานะเป็นเจ้าบ้านในการขนตู้สินค้า อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพ จึงได้เน้นย้ำให้กำหนดมาตรการตั้งด่านตรวจให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิรัฐ กล่าวอีกว่า ยังได้มอบหมายให้ กทท. ไปจัดทำแผนพัฒนาท่าเรือภูมิภาค เช่น ท่าเชียงแสน ท่าเรือเชียงของ ท่าเรือระนอง ท่าเรือคลองใหญ่ เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการปล่อยทิ้งร้างเอาไว้โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ประกอบกับตนได้ให้การบ้านเมื่อปีที่ผ่านมาว่า จะมีแนวทางใดให้เอกชนเข้ามาลงทุน และพัฒนาธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้เอกชนในจังหวัดนั้นๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม และช่วยพัฒนาท่าเรือภูมิภาค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88972</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนส่งทางน้ำ, ท่าเรือกรมเจ้าท่า, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff539d04f561.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์กางแผนการค้าปี 64 ลุย  FTA เต็มสูบ 12 กรอบเจรจา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามข้อสั่งการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า กรมฯ มีแผนใช้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทยรวม 12 กรอบเจรจา มีทั้งการฟื้นการเจรจา FTA การเปิดเจรจา FTA ใหม่ การเร่งรัด FTA คงค้าง และการอัพเกรด FTA ที่มีอยู่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการฟื้นการเจรจา FTA จะเจรจาไทย-สหภาพยุโรป (อียู) โดยได้มีการศึกษาประโยชน์และผลกระทบใกล้เสร็จแล้ว จะเผยแพร่ได้ปลายเดือนต.ค.2563 และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นความพร้อม ท่าทีเจรจาของไทย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรี ธ.ค.2563 และไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบ คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปีหน้า และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องความพร้อมและการเตรียมการของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเปิดเจรจา FTA ใหม่ ได้เตรียมเจรจาไทย-สหราชอาณาจักร (ยูเค) คาดว่าการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปี 2564 และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือเบื้องต้นกับยูเคเพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบาย และไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน และรัสเซีย ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบแล้ว คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกันจะรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และหารือกับ EAEU เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป รวมทั้งจะหารือความเป็นไปได้เรื่องการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เดือน ม.ค.2564 เพื่อนำไปสู่การจัดทำเอกสารระบุขอบเขต ความคาดหวัง และข้อบทที่คาดว่าจะบรรจุไว้ในความตกลง FTA เพื่อเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา พิจารณาในเดือน ส.ค.2564 ว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ FTA คงค้าง 3 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา จะเร่งรัดผลักดันให้มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุป และจะเดินหน้ายกระดับและปรับปรุงความตกลง FTA กรอบอาเซียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-อินเดีย FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมในรายการสินค้าที่ยังไม่ได้เปิดตลาด และยกระดับความตกลงข้อบทต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบทางการค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการประชุมระดับทวิภาคีและการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆ มีแผนจะประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน เช่น กัมพูชา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เอเชีย เช่น จีน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และภูฏาน และภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะจัดในรูปแบบการประชุมทางไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุน FTA แบบถาวร และจัดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมาเป็นระยะ โดยตั้งเป้าจะเสนอรายละเอียดการขอจัดตั้งกองทุนต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในปลายปี 2563 เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมน กล่าวว่า การลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ขณะนี้สมาชิกได้ยืนยันที่จะลงนามความตกลงในช่วงการประชุมผู้นำ RCEP เดือนพ.ย.2563 ที่จะจัดประชุมผ่านทางไกลตามกำหนดเดิม โดยวิธีการลงนาม ทางเวียดนาม ซึ่งเป็นเจ้าภาพกำลังหาวิธีอยู่ อาจจะเป็นการลงนามวิธีใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องรอดูว่าจะเป็นวิธีการไหน และหลังจากลงนามแล้ว ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่ออาเซียน 6 ประเทศ และคู่เจรจา 4 ประเทศให้สัตยาบัน ซึ่งหลังจากลงนาม กรมฯ จะเดินหน้าเผยแพร่ความตกลง ชี้แจงผลประโยชน์ และการรับมือผลกระทบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80042</URL_LINK>
                <HASHTAG>FTA, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, แผนปี 2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac34635b0c4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
