<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. ลั่นงานพัฒนาโรงไฟฟ้าตามแผน&#039;พีดีพี&#039; คืบหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 2564 - นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรายภูมิภาค โดยแต่ละภาคจะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักที่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคเศรษฐกิจ เป็นที่พึ่งพาและสอดรับกับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืนในอนาคต และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดคลี่คลาย ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการที่ กฟผ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าทั้ง 4 ภาค มีความคืบหน้า ดังนี้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กฟผ. มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร ขนาด 45 เมกะวัตต์ มีความคืบหน้าในภาพรวม ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2564 ที่ 93.30% และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ประมาณปลายเดือนมิ.ย. 64 นอกจากนี้ยังมี โครงการโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทน ขนาดกำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ&amp;nbsp; จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการภายในเดือนธ.ค. 64

ขณะที่ภาคกลาง โครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ และ โครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ระยะที่ 1 ขนาด 700 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาจากกระทรวงพลังงาน กกพ. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในเรื่องรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยโครงการโรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ส่วนเพิ่ม) อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ครั้งที่ 3 เพื่อประกอบ
การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) และโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ระยะที่ 1 อยู่ในขั้นตอนการเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ครั้งที่ 2 เพื่อประกอบการจัดทำรายงานอีไอเอ

ส่วนภาคใต้ โครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 ขนาดกำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ และ ภาคเหนือ โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกพ. และ สศช. ในเรื่องรายงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ พร้อมกันนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างจัดทำรายงานอีไอเอ ของโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 และรายงานอีเอชไอเอ โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอ กก.วล. ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม. อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ภายในเดือนพ.ย. 64 และโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1 - 2 ภายในเดือนมี.ค. 2565&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;กฟผ. ดำเนินการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล มีทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงควบคู่กันไป เพื่อให้ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะทำให้พลังงานหมุนเวียนเกิดความเสถียร อย่างเช่น แบตเตอรี่ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ในระหว่างนี้โรงไฟฟ้าหลักเพื่อความมั่นคงจึงต้องเป็นโรงไฟฟ้าพี่เลี้ยงไประยะหนึ่งก่อน อีกทั้งการพัฒนาโรงไฟฟ้านี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดคลี่คลาย ทำให้เกิดการจ้างงาน และส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย&amp;rdquo; นายประเสริฐศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ก่อสร้างโรงไฟฟ้า, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609105191964f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานมึนวางแผนพีดีพียากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน-เจอโควิดกระทบซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย. 2563นายทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พฤติกรรมของประชาชนทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ส่งผลต่อการวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2018) มีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกลดต่ำลงประมาณ 10% ดังนั้นภาครัฐจะเป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงพลังงานได้เข้าร่วมงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2020 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-26 ก.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นมหกรรมอุตสาหกรรมด้านพลังงานที่รวบรวมนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือกที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค เพื่อสร้างความตื่นรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)กล่าวว่า กฟผ.จะร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย และนวัตกรรมภายใต้แนวคิด EGAT&amp;rsquo;s E-mobility เพื่อให้ความสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต กฟผ. จึงมุ่งวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบตามนโยบายของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้เกิดการใช้งานอีวีในประเทศหลากหลายด้านทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า และสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานการอัดประจุไฟฟ้า และการบริหารการจัดการการใช้ไฟฟ้าจากอีวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนที สิทธิประศาสน์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่าในส่วนของภาคเอกชนมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีรองรับยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันอย่างต่อเนื่อง แต่นโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทนของภาครัฐที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่องเมื่อมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำให้เอกชนบางส่วนหันไปลงทุนด้านพลังงานในต่างประเทศระหว่างที่รอนโยบายในประเทศมีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2020 (ASE 2020) ภายใต้รูปแบบ นิวนอร์มอล ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ที่มีการจัดระเบียบการเข้าร่วมชมงานตามมาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย โดยการจัดงานครั้งนี้จะมีการปรับรูปแบบการจัดงานแสดงเป็น ไฮบริดเอ็กซ์ซิบิชั่น หรือการจัดแสดงแบบครบองค์รวมที่รองรับทั้งการจัดแสดงงานในรูปแบบปกติ และการจัดแสดงแบบเสมือนจริง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าชมงานชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางมาด้วยตัวเองให้ได้พบปะพูดคุยกับผู้จัดแสดงงานผ่านออนไลน์ แพลตฟอร์ม ตลอดระยะเวลาการจัดงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ทวารัฐ สูตะบุตร, พฤติกรรมเปลี่ยน, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f51a9dfe0503.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 00:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;สนธิรัตน์&quot; ปรับแผนพีดีพีเอื้อเพิ่มรายได้ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวล่าวปาฐกถาในงาน&amp;quot;เจาะลึกแผนพีดีพีทิศทางพลังงานไทยภายใต้รัฐบาลใหม่&amp;quot; ว่ากระทรวงมีนโยบายที่จะปรับทิศทางแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี2018) ใหม่ให้สามารถเข้าถึงชุมชนมากขึ้น และเป็นกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายประชาชนในระดับฐานราก โดยจะเปิดรวบรวมความคิดเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูว่าอะไรที่เหมือนและต่างกัน เพื่อนำมาเป็นข้อวิพากษ์ ปรับปรุงให้ตอบสนองทิศทางพลังงานในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เป็นการรื้อและทำใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นการปรับปรุงแผนพีดีพี2018 ครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากแผนพีดีพี ไม่ใช่มิติการลงทุนของของภาคเอกชนรายใหญ่อย่างเดียว ในอนาคตจะต้องมองมองถึงแนวทางที่จะส่งเสริมไปยังประชาชนระดับฐานรากของประเทศ โดยจะต้องใช้ศักยภาพของชุมชนมาเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจพลังงานมากที่สุด เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่จะไปยกระดับรายได้ของคนในชุมชน ซึ่งต้องมองในหลายมิติ อย่างเช่น อุปสรรค์ใดที่ทำให้ชุมชนเข้ามาสู่กลไกพลังงานได้ยาก จะต้องปลดล็อคให้เข้าสู่ระบบก่อน เช่นการส่งเสริมที่เข้าถึงในวงแคบเกินไป หรือการไม่เชื่อมโยงภายในชุมชน โดยมั่นใจว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะพัฒนาให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของของอาเซียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความคิดของผม แผนจะต้องอยู่บนรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากในยุคหลายปีที่ผ่านมา และจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของโลก ด้านพลังงานทดแทนเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจะเข้ามาทดแทนทิศทางพลังงานเดิม ๆ โดยเมื่อดูจากการกำหนดทิศทางพลังงานของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ได้กำหนดไว้ 2 เรื่องได้แก่ 1.ต้องเป็นพลังงานที่พี่น้องประชาชนแบกรับภาระได้ ทิศทางราคาต้องต่ำลง 2.จะต้องเป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม และมันจะเชื่อมโยงไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลก&amp;quot;นายสนธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนฐิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนในเรื่องของแผนปรับปรุงค่าไฟ ภายใต้แผนพีดีพี 2018 มองว่าแผนนี้อาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างราคาจากเดิมที่อยู่ในระดับราคา &amp;nbsp;3.58 บาทต่อหน่วย มองว่าราคาไฟฟ้ายังสามารถปรับให้ถูกลงได้อีก ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในแผนพลังงานไฟฟ้าราคาถูก สำหรับคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า คือต้องสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงกว่าชุมชนอื่น ซึ่งอาจจะต้องบรรจุอยู่ภายใต้แผนพัฒนากองทุนไฟฟ้า และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนต.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะมีการปรับหลักเกณฑ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีกรอบวงเงินอยู่ 12,000 ล้านบาท โดยจะปรับให้มีแนวทางการพิจารณาโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดโครงการที่เกิดผลประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง โดยจะมีการปรับเปลี่ยนวิธี เงื่อนไขและการติดตามประเมินผล สอดรับกับพลังงานชุมชนและกระจายไปยังระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านพลังงานรายใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพลังงานของประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โรงไฟฟ้าชุมชนหลักการเราจะเน้นพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงไฟฟ้าจากขยะที่จะต้องหารือกับมหาดไทยในส่วนนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกันนี้ได้มอบให้ไปดูพื้นที่ว่าสายส่งที่ใดจะรับซื้อไฟฟ้าจากชุมชนเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงไฟฟ้าได้ทันทีเมื่อมีความชัดเจนก็จะทราบถึงพื้นที่แน่ชัดไม่ต้องไปวิ่งเต้นขอผลิตไฟ&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42447</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf3518eb5db7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.รอพีดีพีสรุปก่อนลุยคลัง LNG ลอยน้ำที่พม่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปตท.&amp;rdquo; รอความขัดเจนพีดีพี ก่อนลุยโครงการคลังแอลเอ็นจี ลอยน้ำที่พม่า เผยเอฟเอสอาร์ยูภาคใต้กำลังศึกษาศักยภาพพื้นที่ &amp;rdquo;ศิริ&amp;rdquo;ย้ำความมั่นคงไฟฟ้าต้องมีเป็นรายภาค ลงพื้นที่เก็บข้อมูลหากต้องขยายกำลังการผลิตไฟในภาคใต้ ด้าน&amp;rdquo;เอ็กโก&amp;rdquo;ยันมีความพร้อมเพิ่มกำลังผลิตไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังรับคณะผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ตรวจเยี่ยมโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าความคืบหน้าของการศึกษาดำเนินโครงการสถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ(เอฟเอสอาร์ยู) ที่ประเทศเมียนมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ร่วมทุนหลายรายและรัฐบาลเมียนมา รวมถึงรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ฉบับใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากการสร้างเอฟเอสอาร์ยูนี้เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับพีดีพีฉบับใหม่ที่จะกำหนดความต้องการและโควต้าการนำเข้าอยู่ที่เท่าใด เพื่อให้ ปตท. ส่งก๊าซกลับมายังประเทศไทย ทั้งนี้โดยทั่วไปการสร้างคลังลอยน้ำจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี เพื่อให้เกิดการคุ้มทุนสามารถรองรับความต้องการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันโครงการเอฟเอสอาร์ยูในพื้นที่ภาคใต้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ โดยจะเลือกระหว่างพื้นที่อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช หรือพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งต้องดูถึงศักยภาพของพื้นที่ ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเลือกที่ไหน แต่อย่างไรก็ตามต้องดูถึงความต้องการ และความสะดวกในการส่งผ่านก๊าซธรรมชาติเพื่อให้กระจายใช้ในพื้นที่โดยรอบได้และส่งไปยังอีกโรงไฟฟ้าหนึ่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมชพื้นที่โรวไฟฟ้าขนอม ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (เอ็กโก) ว่าในระยะต่อไปทุกภาคของประเทศไทยจะต้องมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้ารายภาค เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องหรือดับ ซึ่งในภาคใต้เป็นพื้นที่ที่สำคัญมาก จากปัจจุบันที่มีโรงไฟฟ้าหลักเพียง 2 แห่งได้แก่โรงไฟฟ้าขนอมและโรงไฟฟ้าจะนะ กำลังการผลิตรวม 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงกำลังศึกษาแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งอาจจะเป็นการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าหลักทั้ง 2 แห่งนี้เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อนำข้อมูลของพื้นที่ขนอมไปศึกษาถึงศักยภาพก่อนที่จะมีการกำหนดตั้งคลังเอฟเอสอาร์ยู แต่อย่างไรก็ตามยังพอมีเวลาอยู่ เนื่องจากสำรองไฟฟ้าของประเทศยังเพียงพอ ขณะเดียวหากแผนพีดีพีจะแล้วเสร็จแต่ก็ยังเปิดทางเลือกให้มีความยืดหยุ่นอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่าหากรัฐบาลมีนโยบายสั่งการให้ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอมเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟในภาคใต้นั้น บริษัทมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนา ซึ่งเบื้องต้นได้เตรียมตัวเพื่อขยายกำลังการผลิตไว้แล้วบางส่วนแล้ว แต่ก็ยังรอคำสั่งจากกระทรวงพลังงานด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15831</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลังแอลเอ็นจีลอยน้ำ, ปตท., พีดีพี, วิรัตน์ เอื้อนฤมิต, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สถานีเก็บก๊าซธรรมชาติแบบลอยน้ำ, เมียนมา, เอฟเอสอาร์ยู, แผนพีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423d49084d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
