<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.ก้าวไกลค้านรัฐบาลแบ่งเค้กงบฟื้นฟูโควิด4.5หมื่นล้านแจกรายจังหวัดฐานเสียงรมต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 เม.ย.64 -&amp;nbsp; นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล คัดค้านคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 85/2564 เรื่องมอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแบ่งพื้นที่ให้รัฐมนตรีเป็นผู้ขับเคลื่อนงบประมาณโครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก กรอบงบประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตประเทศ ครม. กลับลักหลับออกคำสั่งแบ่งเค้กประเทศในครั้งนี้ออกมา คำสั่งแต่งตั้งให้รัฐมนตรีที่ทำงานกระทรวงในระดับประเทศให้มาขับเคลื่อนการใช้งบประมาณระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการบริหารงานที่คิดแต่หวังผลทางการเมือง ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และตั้งข้อสังเกตว่า การมอบหมายจังหวัดที่รัฐมนตรีรับผิดชอบนั้น ไม่ได้แบ่งตามเหตุผลความจำเป็นของประชาชน แต่แบ่งตามฐานเสียงของพรรครัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องที่ผมเห็นว่าผิดปกติ คือ การแบ่งพื้นที่ขับเคลื่อนงบประมาณเป็นไปตามฐานเสียงที่รัฐมนตรีท่านนั้นๆ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้ดู จ.สุโขทัย, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ได้ดู จ.ชลบุรี, นางสาวตรีนุช จากตระกูลเทียนทอง ได้ดู จ.สระแก้ว, ชัยวุฒิ ธนาคมนุสรณ์ รมว.ดิจิทัล ได้ดู จ.สิงห์บุรี ที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. หลายสมัย, นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ได้ดู จ.นครราชสีมา นอกจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นก็ได้ดูการใช้งบในจังหวัดตัวเองเช่นเดียวกัน ทั้งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ได้ดู จ.บุรีรัมย์, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวนายธาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ดู จ.อุทัยธานี, นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้ดู จ.สุพรรณบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ดู จ.ประจวบคีรีขันธ์ และนายสาธิต ปิตุเตชะ ที่ได้ดู จ.ระยอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิจารณ์ กล่าวว่า ที่น่าจับตา คือภาคใต้ที่รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลเพียง 2 คน คือนายเฉลิมชัย และนายนิพนธ์ ซึ่งนายนิพนธ์ก็ไม่ได้ดู จ.สงขลา แต่เป็น ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ลงมาดูพื้นที่หลายจังหวัดที่สำคัญของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นสงขลา, นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต แล้วให้ น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ขึ้นไปดูจังหวัดในโซนภาคเหนือของตัวเองแทน ก็ต้องจับตาความขัดแย้งภายในรัฐบาลตรงนี้ ไม่ว่าใครจะได้ดูจังหวัดใดก็แล้วแต่ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าการจัดสรรงบประมาณ 45,000 ล้านบาทครั้งนี้ เอาผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายพิจารณ์ ระบุว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนคำสั่งแต่งตั้งและการใช้งบประมาณในส่วนนี้ เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาวิกฤติเยียวยาประชาชน งบประมาณโครงการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่างบประมาณก้อนนี้ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล มีการอนุมัติโครงการและเบิกจ่ายล่าช้ามาก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยอนุมัติโครงการจากเงินกู้ให้กับจังหวัดต่าง ๆ ไปแล้ว 210 โครงการ งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีถึง 160โครงการ ที่ยังไม่ได้เริ่มเบิกจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว และส่วนที่เบิกจ่ายไปแล้วคิดเป็นเพียงแค่ 2% เท่านั้น พรรคก้าวไกลจึงอยากเสนอให้รัฐบาลทบทวนงบก้อนนี้ แล้วนำมาใช้เป็นงบเยียวยาประชาชนสำหรับโควิดระลอก 3 แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผมในนามพรรคก้าวไกลออกมาคัดค้านในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเงินที่ท่านจะเอาไปแบ่งเค้กกันนั้น มาจากที่ท่านขอกู้มาเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์วิกฤต เวลานี้รัฐบาลควรบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ไม่ใช่การนำงบประมาณมากระจายตามฐานเสียง ตอกย้ำกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาว่าอาจเกิดขึ้นจริง&amp;rdquo;นายพิจารณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100424</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งนายกรัฐมนตรี, งบโควิด4.5หมืื่นล้าน, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60825890d7d65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถวิชช์&#039;จี้รัฐเร่งแผนฟื้นฟูศก.พร้อมกรอบเวลารับนักท่องเที่ยวหลังได้วัคซีนเข็มแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.64-นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับประเทศไทยที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกในวันนี้ และขอบคุณผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ที่ฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกสร้างความมั่นใจให้กับคนทั้งประเทศ และทราบว่ามีการส่งวัคซีนให้โรงพยาบาลสมุทรสาครซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง 20,040 โดสแล้ว หวังว่ารัฐบาลจะสามารถกระจายวัคซีนได้ตามระบบและแผนที่วางไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งสำคัญที่ต้องคิดควบคู่กันไปคือการวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ เมื่อมีการฉีดวัคซีนในจังหวัดท่องเที่ยวหรือจังหวัดที่มีเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี จะต้องประเมินสถานการณ์ความพร้อมด้วย เช่น หากมีการฉีดวัคซีนเกินกว่าร้อยละ 60 อาจจะเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามาในประเทศได้ในลักษณะวัคซีนพาสปอร์ต รวมไปถึงการให้บริการวัคซีนสำหรับชาวต่างชาติก็อาจทำได้เช่นกัน และต้องคาดการณ์ช่วงเวลาที่เป็นไปได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคกล้า กล่าวว่า นอกจากการเตรียมแผนเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่จะเป็นควบคู่กันก็คือ รัฐบาลต้องวางแผนเปิดรับแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกลับเข้าประเทศ ด้วยการเพิ่มจำนวนสถานกักตัวของรัฐหรือ State quarantine ตามแนวชายแดน เพื่อรองรับการจ้างงานที่จะมีมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้รัฐบาลต้องคิดวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94513</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักท่องเที่ยว, อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b577db8bec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทยโชว์แผนฟื้นศก.สู้โควิดแนะลุยโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 2563 นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มาตรการการคลังสำหรับระยะฟื้นตัวจากโควิดต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ คือ 1. ต้องสรัางงานให้แรงงานที่ตกงานจำนวนมหาศาลในระยะสั้นได้ 2. ต้องผลักเศรษฐกิจในระยะกลางได้ 3. ต้องทำได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบของโจทย์นี้ ไม่ใช่ภาคบริการ รวมถึงท่องเที่ยว เพราะยังไม่มีอุปทานมารองรับ ต่างชาติยังเที่ยวไม่ได้ และไม่ใช่ภาคเกษตรที่แม้รองรับคนตกงานได้มาก แต่แรงผลักต่อเศรษฐกิจมีน้อย และยังไม่ใช่การแจกเงิน เพื่อหวังเรื่องกำลังซื้อ การแจกเงินเยียวยาเป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่จะหวังให้เป็นตัวดันกำลังซื้อตลอดการฟื้นตัว คงไม่ใช่ คำตอบต่อโจทย์นี้ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก หรือก่อสร้างขนาดเล็ก เพราะซึมซับแรงงานตกงานได้เยอะ ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้ทักษะมาก ส่งผลบวกต่อ ศก. สูง และมีห่วงโซ่อุปทานกว้าง ในประเทศกำลังพัฒนา ลงทุน 1 บาท สร้างเงินได้ถึง 4 บาท สูงกว่ามาตรการทางการคลังแบบอื่นมาก นั่นคือ ระยะสั้น ระยะยาว โจทย์คืออะไร พูดกันเยอะว่าไทยพึ่งพิงโลกมากไป ทั้งท่องเที่ยว ส่งออก ส่วนใหญ่เสนอว่า ก็หันมาพึ่งกำลังซื้อในประเทศ จะได้ไม่ต้องพึ่งพึงโลกเยอะ แต่กำลังซื้ออยู่ๆมันไม่เกิดขึ้นเอง ต้องสร้างมันขึ้นมา แต่การแจกเงิน กำลังซื้อเกิดขึ้นก็แค่ชั่วคราว คำตอบสำหรับระยะยาว คือ การสร้าง งานที่สร้างผลผลิตต่อหน่วยสูง งานแบบนี้ ไม่ใช่ภาคเกษตร หรือแม้แต่ภาคบริการรวมถึงท่องเที่ยว ที่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ สิ่งปลูกสร้าง ลองคิดภาพว่า อ้อยมีอายุเก็บเกี่ยว 10 เดือน ใช้เทคโนโลยีพัฒนายังไง อีก 20 ปี อายุเก็บเกี่ยวก็อยู่ราวๆนี้ ผลผลิตต่อหน่วยมันพัฒนาไม่ได้มาก แทบไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ใช้ภาคบริการ และภาคเกษตร ยกระดับตัวเองจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้ สินค้าจากที่เคยผลิต 1 เดือน สามารถพัฒนาให้ผลิตได้ใน 1 วันได้ ช่องว่างของการพัฒนามันแตกต่างกันมหาศาล&amp;nbsp; ถ้าเป้าหมายคือการยกระดับรายได้แบบก้าวกระโดด เพื่อสร้างงานรายได้สูงให้คนไทย เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศให้ได้ อย่างที่หวัง บทบาทภาครัฐเชิงรุกต่อ ภาคอุตสาหกรรม คือ คำตอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68021</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, การรับมือโควิด, แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
