<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.สผ. ตั้งงบ 5 ปีใช้งบลงทุน 23,637 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค. 2563 นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไว้ที่ 4,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สรอ.) (เทียบเท่า 132,174 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure หรือ CAPEX) จำนวน 2,588 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 81,522 ล้านบาท) และรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure หรือ OPEX) จำนวน 1,608 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 50,652 ล้านบาท) เพื่อรองรับแผนงานหลัก ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รักษาปริมาณการผลิตจากโครงการผลิตหลักที่สำคัญ ได้แก่ โครงการเอส 1 โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการในประเทศมาเลเซีย และโครงการซอติก้าในประเทศเมียนมา รวมถึง เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการโครงการจี 1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการจี 2/61 (แหล่งบงกช) โดยได้จัดสรรรายจ่ายลงทุน จำนวน 1,943 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 61,204 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มปริมาณการผลิตในอนาคต โดยมุ่งเน้นและผลักดันโครงการหลักที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการโมซัมบิก แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ให้สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผน และเร่งการพัฒนาโครงการมาเลเซีย ซาราวัก เอสเค 410 บี ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจาะสำรวจเมื่อปลายปีที่แล้ว ให้สามารถเข้าสู่ขั้นตอนของการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) โดยบริษัทได้จัดสรรรายจ่ายลงทุนในส่วนนี้ เป็นจำนวนเงิน 493 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 15,530 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เร่งกิจกรรมการสำรวจเพื่อค้นหาทรัพยากร รองรับการเติบโตในระยะยาว โดยได้จัดสรรรายจ่ายลงทุน จำนวน 152 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 4,788 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายในการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลสำหรับโครงการสำรวจในประเทศมาเลเซีย และประเทศเม็กซิโก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี (2564-2568) นั้น บริษัทได้จัดสรรงบประมาณรวม 23,637 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 734,845 ล้านบาท) จากแผนงานดังกล่าว ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของปริมาณการขายโดยเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ในช่วง 5 ปี ที่ประมาณร้อยละ 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2564 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความต้องการใช้พลังงานและราคาน้ำมัน ที่ผ่านมา ปตท.สผ. มีการปรับตัวทั้งในส่วนของโครงสร้างองค์กรและการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนโดยรวม เพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่งพร้อมรับกับความผันผวน โดยในปีนี้เราได้ทบทวนแผนการลงทุน 5 ปีภายใต้กลยุทธ์ Execute and Expand ซึ่งจะส่งผลให้เรามีการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของประเทศและยังเติบโตได้ และด้วยโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่ง ประกอบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในแต่ละปี จะสามารถรองรับแผนการลงทุนดังกล่าว รวมทั้ง โอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตแม้ในสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ&amp;rdquo; นายพงศธร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยศึกษาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ เช่น โครงการ Gas to Power ในประเทศเมียนมา เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแหล่งก๊าซธรรมชาติที่บริษัทมีการดำเนินการอยู่แล้ว, การขยายธุรกิจของบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) รวมทั้ง การแสวงหาโอกาสการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85733</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท.สผ., พงศธร ทวีสิน, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc7418c0c704.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41445</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.กางแผนปิโตรฯทุ่มเงิน3แสนล้าน/3ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.2562 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย(ดาวสตรีม) ของกลุ่ม ปตท. มีแผนการลงทุนในโครงการที่มีความชัดเจนแล้ว มูลค่ารวมประมาณ 300,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี โดยปีนี้ จะทยอยใช้เงินลงทุนราว ปีละ 100,000 ล้านบาท โดยโครงการที่ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายแล้วได้แก่ โครงการพลังงานสะอาด (CFP) ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่จะเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบัน 275,000 บาร์เรลต่อวัน และ โครงการมาบตาพุด เรโทฟิต ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็นการปรับปรุงคุณภาพการผลิตของโรงงานที่มาบตาพุด ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง ขณะที่กำไรจะเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปีได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนร่วมกันให้ได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและผลกระทบ ของสงคราม การค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่ส่งผ่านมายังราคาปิโตรเคมี และกำไรของธุรกิจขั้นปลาย&amp;rdquo;นายอรรถพล กล่าว
ส่วนโครงการมาร์ส(MARS) เพื่อขยายกำลังผลิตอะโรเมติกส์ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) โดยจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตพาราไซลีน และผลิตเบนซินเพิ่มขึ้น ยังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกันกับปตท. โดยยังไม่มีการล้มโครงการแต่อย่างไร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41445</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปตท., อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b626319eb422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีโวยอดขายปี 61 โต 6% แต่กำไรวูบ 19%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2561 บริษัทมีผลประกอบการปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ซึ่งเป็นยอดขาย สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 184,965 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปีก่อน คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม ขณะที่ทำกำไรสำหรับปีนี้ได้ 44,748 ล้านบาท ลดลง 19% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวน และการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีแผนลงทุน 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 57,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบกำหนดออกทดแทน 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในโครงการที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงการลงทุนในส่วนของสตาร์ตอัพชั้นนำที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตอลประมาณ​ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10-15% และเน้นการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2562 เติบโต 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยคาดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตได้ 3-5% จากปีก่อนโต 3% โดยประเมินความต้องการใช้ปูนจะขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ดีซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ต้องรอผลเลือกตั้งให้มีความชัดเจนอีกครั้ง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 เอสซีจียังคงเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมาโต 9% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่สอง คือการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการออกแบบบรรรจุภัณฑ์รวมกับลูกค้า การให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะยาว เอสซีจีจะเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคตทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27952</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กำไรลด, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการปี 61, ยอดขายพุ่ง, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
