<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2018 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนข.ลุยทบทวนหั่นแผนลงทุนโครงการซ้ำซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สนข.เดินหน้าทบทวนแผนด้านขนส่งระยะ 20 ปีลุยหั่นแผนลงทุนมอเตอร์เวย์-ทางด่วน หลังพบทับซ้อนโครงการ คมนาคมสั่งเน้นย้ำให้พิจารณาทางรถไฟเป็นหลัก


นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่าขณะนี้ สนข.อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนแผนลงทุนด้านขนส่งในระยะ 20 ปี เนื่องจากพบว่าบางโครงการนั้นทับซ้อนกัน จึงควรนำมาทบทวนและตัดทอนบางโครงการลงเช่นแผนแม่บททางด่วนที่ทับซ้อนกับโครงการมอเตอร์เวย์ในต่างจังหวัดอาจต้องปรับลดลง 3-4 เส้นทางจากเดิมเช่นเดียวกับแผนมอเตอร์เวย์ที่ทับซ้อนกับรถไฟทางคู่ในภาคอีสาน


อย่างไรก็ตามยังมีโครงการท่าเรือบก โครงการศูนย์ขนส่งสินค้าชายแดนและศูนย์กระจายสินค้าเมืองหลักที่ต้องนำมาทบทวนเรื่องความซ้ำซ้อนด้วย โดยต้องพิจารณาอย่างละเอียด หากอยู่บริเวณใกล้กันควรเลือกทำแค่อย่างเดียว


สำหรับการพิจารณาแผนแม่บทการพัฒนาทางด่วนระยะ 20 ปี ซึ่งจะต้องดูร่วมกับแผนแม่บทการพัฒนามอเตอร์เวย์เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการว่าควรจะพัฒนาเส้นทางใดก่อนในแต่ละพื้นที่ โดยระบบมอเตอร์เวย์นั้นจะรองรับการเชื่อมต่อระหว่างเมืองและในพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะที่ระบบทางด่วนจะเป็นการเสริมโครงข่ายการขนส่งในพื้นที่เมืองหลวงและจังหวัดโดยรอบ โดยมองว่าแผนพัฒนาทางด่วนในต่างจังหวัดที่จะสามารถแก้ไขปัญหาจราจรได้


นอกจากกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้ สนข.พิจารณากรอบการพัฒนาของเส้นทางของ ทล.และการทางพิเศษฯ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้อนทับนั้นยังต้องมีการนำแผนการพัฒนาของรถไฟมาพิจารณา หากเส้นทางไหนมีรถไฟให้พิจารณาการใช้รถไฟเป็นหลักเนื่องจากขนส่งทั้งสินค้าและคนได้เยอะและขณะนี้โครงการแผนลงทุนพัฒนารถไฟส่วนใหญ่ลงทุนไปเยอะและมีความคืบหน้าไปมาก นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโครงการพัฒนาท่าเรือบก(Dry port) ที่จะทำให้การขนส่งสินค้าในอนาคตสะดวกขึ้นรถบรรทุกสินค้าวิ่งขนส่งสินค้าในระยะทางสั้นขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเน้นการพัฒนามอเตอร์เวย์เพิ่มอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20799</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างทางด่วน, ทบทวน, มอเตอร์เวย์, สนข., แผนลงทุนย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a428c8cfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลัง-คมนาคมลงนามกู้เอดีบีสร้างถนน 4 เลน 3.4 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง-คมนาคม&amp;rdquo; ลงนามกู้เงินเอดีบี 3.4 พันล้านบาท ลุยก่อสร้างถนน 4 เลน เส้นทางอีสานระยะที่ 2 ใน 3 เส้นทาง คาดแล้วเสร็จปี 2562 พร้อมดันรถไฟทางคู่ 9 เส้นทางเข้า ครม. ภายในปีนี้ มั่นใจแม้เปลี่ยนรัฐบาลไม่กระทบแผนลงทุนด้านคมนาคม วงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กรอบวงเงินไม่เกิน 99.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าไม่เกิน 3.4 พันล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างถนน 4 เลน เส้นทางสายอีสาน (ระยะที่ 2) 3 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงอำเภอหนองหาน - อำเภอพังโคน ทางหลวงหมายเลข 22 ช่วงสกลนคร - นครพนม (กิโลเมตรที่ 180 - 213) และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วงร้อยเอ็ด - ยโสธร &amp;nbsp;รวมระยะทาง 124.9 กิโลเมตร &amp;nbsp;โดยทั้ง 3 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินในเส้นทางสายตะวันออกสู่ตะวันตก และถือเป็นการกู้กับเอดีบีครั้งแรกในรอบ 8-9 ปี โดยเป็นรูปแบบการกู้เป็นแบบเต็มจำนวนในคราวเดียว ไม่ใช่การทยอยเบิกเงินเหมือนที่ผ่านมา โดยวิธีนี้จะทำให้มีการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งคิดแล้วเป็นดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 2.5% ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังออกพันธบัตรในประเทศเอง และหลังจากนี้กระทรวงการคลังมีแผนจะกู้เงินเอดีบี เพิ่มเติมในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม เส้นทางมีนบุรี- ศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน อีก แต่ยังไม่ได้กำหนดวงเงินการกู้อย่างเป็นทางการ&amp;rdquo; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รมว.การคลัง ระบุว่า มั่นใจว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลในระยะต่อไป แต่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมที่มูลค่ารวม 2.3 ล้านล้านบาท จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ได้มีการวางนโยบายไว้หมดแล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและให้การบริการกับประชาชน จึงไม่น่ามีปัญหาในการเดินหน้าต่อแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 &amp;nbsp;อีก 9 เส้นทางเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถเสนอให้ ครม. พิจารณาโครงการรถไฟทางคู่เส้น เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของได้ และภายในสิ้นปีนี้ จะเสนอโครงการรถไฟทางคู่ เส้นบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม โดยหากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยจะทำให้โครงการรถไฟทางคู่เริ่มก่อสร้างได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ครบตามเป้าหมายระยะหนึ่งและระยะสอง 16 เส้นทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, คมนาคม, คลัง, ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย, สร้างถนน, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์, อีสาน, เอดีบี, แผนลงทุนย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3c7c5746256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
