<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.พิจิตรทุ่มงบ45 ล้านติดแบริเออร์หุ้มยางพารา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย.63-รายงานจากแขวงทางหลวงพิจิตร กรมทางหลวง (ทล.) แจ้งว่า แขวงทางหลวงพิจิตรได้ดำเนินโครงการนำยางพารามาใช้ เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยการใช้กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) โดยนำร่องนำยางพารามาใช้ทำกำแพงคอนกรีต (แบริเออร์) หุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติบนโครงข่ายถนนทางหลวงที่อยู่ในความรับผิดชอบจำนวน 3 เส้นทางระยะทางรวม 5.56 กม. งบประมาณ 45 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าติดตั้งแบริเออร์คอนกรีต 33 กว่าล้านบาท และ ค่านำแผ่นยางธรรมชาติมาหุ้มแบริเออร์คอนกรีต 11 กว่าล้าน&amp;nbsp;

สำหรับ 3 เส้นทางนี้ ได้แก่ 1.ทล. 113 ตอน เขาทราย-ฆะมัง ตอน 1 ช่วง กม.90+675-92+325 ระยะทาง 1,650 เมตร2.ทล.113 ตอน เขาทราย-ฆะมัง ตอน 2 ช่วง กม.92+975-96+209 ระยะทาง 2,790 เมตร ซึ่งทั้ง 2 ช่วงนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร และ 3.ทล. 1067 ตอน หอไกร-สี่แยกโพธิ์ไทรงาม ช่วง กม.7+100-15+500 ระยะทาง 1,125 เมตร พื้นที่ ต.ท่าบัว อ.โพทะเล จ.พิจิตร&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามขณะนี้แขวงฯ ทยอยติดตั้คอนกรีตแบริเออร์หุ้มแผ่นยางธรรมชาติ คาดว่าติดตั้งในส่วนของแบริเออร์คอนกรีตแล้วเสร็จต้นเดือน ธ.ค.63 จากนั้นจะดำเนินการสั่งซื้อแผ่นยางธรรมชาติ เพื่อนำมาหุ้มแบริเออร์คอนกรีตให้แล้วเสร็จต่อไป ก่อนที่จะเก็บข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุ การลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับการเกิดอุบัติเหตุช่วงก่อนที่ยังไม่ติดตั้งแบริเออร์หุ้มแผ่นยางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความพึงพอใจของผู้ใช้เส้นทาง หลังจากที่ก่อนดำเนินโครงการนี้ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ เพื่อแจ้งถึงการดำเนินโครงการแล้วพบว่า ประชาชนเห็นด้วย เพราะเป็นช่วยเพิ่มความปลอดภัย เมื่อได้ผลสติอุบัติเหตุแล้วจะนำเสนอ ทล. ให้ทราบต่อไป เพื่อพิจารณาดำเนินการขยายผลไปใช้เส้นทางอื่นๆ ในความรับผิดชอบของแขวงฯ พิจิตรเพิ่ม&amp;nbsp;

สำหรับการติดตั้งแบริเออร์หุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ ทล.113 ปัจจุบันเป็นถนน 4 ช่อง ไป-กลับ เกาะสี และเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่าง อ.เมือง และ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เพื่อเดินทางไปยัง จ.นครสวรรค์ และ จ.เพชรบูรณ์ ทั้งนี้ยังเป็นเส้นทางขนส่นสินค้าที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ ทล.1067 ที่ กม.7+875 ตัดกับทางหลวงชนบทหมายเลขพจ.4048 (แยกวัดบางคลาน) ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะเดินทางไปกราบสักการะหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน อ.โพทะเล&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามจากที่ผ่านมาเส้นทางดังกล่าวมีขนาด 4 ช่อง ไป-กลับ เป็นเกาะสี และเป็นทางแยกบริเวณชุมชนแห่งนี้มีการจราจรสับสน ทำให้มีการกลับรถไม่เป็นระเบียบกลับตรงไหนก็ได้ เกิดการตัดกระแสจราจรบนเส้นทาง สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และไม่ปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้ทางและชุมชนบริเวณ ดังนั้นแขวงฯ ดำเนินการดังกล่าว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และส่งเสริมการใช้ยางพาราสร้างรายได้ต่อเกษตรกรตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบรมว.คมนาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84756</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง (ทล.), จ.พิจิตร, แผ่นยางหุ้มแบริเออร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbb4be161a37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะใช้งบกลางปี63ลุยโปรเจ็กต์ยางพาราหุ้มแบริเออร์เชิญนายกฯคิกออฟโครงการ24 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมผ่านระบบ Zoom ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในวันนี้ (4 ส.ค. 2563) ได้มีมติรับหลักการให้กระทรวงคมนาคมที่ได้ขออนุมัติงบกลางประจำปี 2563 วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ตาม พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยมอบหมายให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ไปจัดทำรายละเอียดแผนปฎิบัติการให้ชัดเจน เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในโครงการกำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)

&amp;ldquo;ช่วยเขียนให้ชัดเจนว่าภายในปีงบประมาณนี้ แผนปฎิบัติการจะดำเนินการที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ และใช้งบประมาณเท่าไรให้ชัดเจน อย่าเขียนไปลอยๆ กว้างๆ เพราะว่ามีผลต่อการดำเนินการในการของบประมาณในปี 2564 เพราะฉะนั้นขอให้รีบไปดำเนินการ ซึ่งวันนี้ ครม.รับหลักการทั้งหมด 4 หมื่นกว่าล้านบาท ดังนั้น ต้องตรวจสอบความพร้อมของ ทล. และ ทช. ซึ่งต้องรีบดำเนินการ เพราะจะไปจัดซื้อจัดจ้างไม่ทัน โดยในวันที่ 24-25 ส.ค. 2563 จะมีการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดระยอง และในวันที่ 24 ส.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเป็นประธานคิ๊กออฟโครงการติดตั้ง RFB และ RGP ที่จังหวัดจันทบุรีด้วย&amp;quot; นายศักดิ์สยาม กล่าว

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้มีการหารือร่วมกันกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงเรื่องโครงการกำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ และหลักนำทางยางธรรมชาติ เพื่อเตรียมพร้อมในการเริ่มต้นโครงการฯ ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ รวมถึงกระบวนการผลิตและการตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องด้วย

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า (จท.) ไปตรวจสอบเรือหรือแพขนานยนต์ต่างๆ ให้เรียบร้อย และมีมาตรการที่เด็ดขาดในการดำเนินการ หลังจากเกิดเหตุการณ์เรือเฟอร์รี่ล่มที่เกาะสมุย เพื่อจะให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ โดยขอให้มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติ เรื่องร่างกฎกระทรวง พ.ร.บ.เดินอากาศ พ.ศ.2497 ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้เสนอ โดยได้มีการปรับข้อความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อบริษัทสายการบินต่างๆ ออก เพื่อจะได้เห็นว่ากฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ออกมาใช้บังคับ เพื่อเป็นหลักสากลของทุกบริษัทฯ จึงได้สั่งการให้ กพท. ไปดำเนินการติดตามและแก้ไขในเรื่องนี้

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ในส่วนของอุทกภัยที่เกิดขึ้นนั้น ขอให้ทุกหน่วยงานไปดำเนินการในภารกิจและดูอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน และต้องแถลงข่าวเป็นระยะๆ เช่น เรื่องของเรือเฟอร์รี่ที่ประสบภัยที่เกาะสมุย ซึ่งกรมเจ้าท่าต้องแถลงข่าวในการเข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการเข้าไปดำเนินการในการช่วยเหลือเยียวยา เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดฯ ไปสำรวจความต้องการแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหน่วยงานตัวเอง ทั้งในส่วนการก่อสร้างต่างๆ เช่น กรมทางหลวงชนบท ในส่วนของบริษัทที่มาประมูลงานที่ต้องการแรงงานต่างด้าวจำนวนเท่าใด เป็นต้น โดยให้สรุปเป็นรายจังหวัด หลังจากนั้นให้ส่งข้อมูลมาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อให้ปลัดกระทรวงคมนาคม รวบรวมข้อมูลเสนอไปยัง ครม. เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาในเรื่องของแรงงานต่างด้าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73453</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, แผ่นยางหุ้มแบริเออร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f8be3c0a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 10:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคม จ่อชง ครม.ไฟเขียวใช้ยางพาราหุ้มแบริเออร์สัปดาห์หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.63-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พ.ค. 2563 กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอบรรจุวาระพิจารณาการดำเนินการจัดทำแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ (Rubber Fender Barrier) สามารถใช้วิธีการจัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ เพื่อให้กรมบัญชีกลางบรรจุลงในรายละเอียดต่อไป รวมถึงนำเสนอ (ร่าง) บันทึกลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เกษตรกรเป็นผู้จำหน่ายและผลิตโดยตรงให้กับกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยไม่ผ่านบริษัทอื่นๆ หรือนายหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวนั้น จะนำมาใช้ในปีงบประมาณ 2563 บางส่วน และอยู่ระหว่างการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนที่เป็นพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (PARA AC) ให้เหลือเพียงแค่แอสฟัลท์ติกคอนกรีต (AC) เท่านั้น เพื่อนำงบประมาณส่วนที่เหลือ มาจัดทำแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์ และเสาหลักกันโค้งอย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมรายละเอียด และตรวจสอบว่าจากการเปลี่ยนแปลงงบประมาณนั้น มีเหลือเท่าใด ในวันที่ 14 พ.ค. 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงคมนาคมได้ตั้งเป้าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะนำยางพาราไปใช้กับถนนขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไประยะทางประมาณ 12,000 กิโลเมตร (กม.) โดยจะใช้ยางพาราประมาณ 300,000 ตัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ในการสร้างความต้องการ (Demand) ของใช้น้ำยางพารา รวมถึงความปลอดภัย ที่ผ่านการทดสอบมาแล้วจากทั้งในประเทศ และประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นสถาบันระดับโลกที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากวิธีการดำเนินการในอดีตที่ผ่านมานั้น หากใช้งบประมาณ 100 บาท เงินจะถึงมือเกษตรกรเพียง 5.1 บาท หรือ 5.1% เท่านั้น แต่วิธีที่กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการ ทั้งในเรื่องของแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์ และเสาหลักกันโค้ง หากใช้งบประมาณ 100 บาท เงินจะถึงมือเกษตรกรประมาณ 70 บาทขึ้นไป หรือ 70%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65798</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, แผ่นยางหุ้มแบริเออร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f8be3c0a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
