<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ปลื้มมูดี้ส์คงเครดิตประเทศ เคาะจีดีพีปีนี้โตได้2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ส.ค. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า บริษัท Moody&amp;rsquo;s Investors Service (มูดี้ส์) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ &amp;nbsp;และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มูดี้ส์ ระบุว่าในระยะสั้นเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 2% และปี 2565 ที่ 5.8% เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยและเศรษฐกิจโลก และในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในวงจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประเทศไทยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่และหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่ได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดี และอุตสาหกรรมส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนประเทศไทยยังเป็นฐานของเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวที่โดดเด่นและมีชื่อเสียง อีกทั้งการจ้างงาน รายได้และผลที่เกิดจากการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ประเทศไทยมีความสามารถที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้ (Economic Shock) ขณะที่ฐานการเงินภาครัฐที่แข็งแกร่งทำให้มีพื้นที่ทางการคลังที่รองรับแรงกระทบจาก Economic Shock ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมูดี้ส์ คาดว่าการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะช่วยเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนและอุปสงค์ภายในประเทศในระยะ 2 &amp;ndash; 3 ปีข้างหน้า และการลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจะดึงดูดธุรกิจใหม่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมาก เป็นผลจากนโยบายและการบริหารจัดการทางการคลังที่โปร่งใส รอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อีกทั้งหนี้ภาครัฐบาลมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างยาว คือ 11 ปี โดยมีหนี้ระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำที่ 8% และมีสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลสกุลเงินต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก น้อยกว่า 2%เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน เช่น อินเดีย ฮังการี เม็กซิโก คาซัคสถาน อินโดนีเซีย โคลัมเบีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ที่มีค่ากลางของหนี้สกุลเงินต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ30% และไทยยังมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการเงินต่างประเทศยังมีความเข้มแข็ง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงและสามารถนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต อีกทั้งนโยบายการเงินมีประสิทธิภาพโดยสามารถคงอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ มูดี้ส์ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทย คือ ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเพื่อเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ปัญหาโครงสร้างประชากรสูงอายุ และปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มูดี้ส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ ปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาในระยะยาว การชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจและภาคการคลังของประเทศ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114363</URL_LINK>
                <HASHTAG>Moody’s Investors Service, คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย, มูดี้ส์, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2025 05:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.สั่งปรับแผนบริหารหนี้ปีงบ 64 เคาะกู้เพิ่ม1.5แสนล้านพร้อมรบโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 64 - นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2564 ได้มีมติอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2564 ปรับปรุงครั้งที่ 3 เพื่อปรับปรุงแผนการก่อหนี้ใหม่ โดยมีวงเงินปรับเพิ่มขึ้นสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท จากเดิม 1.64ล้านล้านบาท เป็น 1.79 ล้านล้านบาท ให้สอดคล้องกับความต้องการในการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลเพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม) เพื่อเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้สำหรับดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในปีงบประมาณ 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วงเงินดังกล่าวเป็นการเปิดกรอบวงเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงการคลังยังไม่ได้ดำเนินการกู้เงินแต่อย่างใด โดยจะกู้เงินเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณาและเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติแล้วเท่านั้น โดยกระทรวงการคลังไม่ได้กู้ทั้งจำนวนแต่จะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นของแผนการใช้จ่ายเงิน&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2564 ครั้งที่ 3 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 58.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111309</URL_LINK>
                <HASHTAG>แผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2564, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สบน. &#039; โต้ &#039;ธีระชัย&#039; ยืนยันรัฐบาลกู้เงินภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ตามที่คุณธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล ได้มีความสงสัยเกี่ยวกับการกู้เงินของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล ผ่าน Facebook นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ขอชี้แจงว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นเครื่องมือการระดมทุนหลัก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้เป็นแหล่งระดมทุนที่ยั่งยืน ควบคู่กับการกระจายการกู้เงินผ่านเครื่องมืออื่น ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน สัญญากู้ยืมเงิน พันธบัตรออมทรัพย์ และพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อดูแลให้สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้มีเพียงพอสำหรับการรองรับการกู้เงินจากทั้งภาครัฐและเอกชน และป้องกันไม่ให้ความต้องการกู้เงินที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกตราสารหนี้ของรัฐบาลเป็นการดำเนินการภายใต้กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออก การซื้อ การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พ.ศ. 2550 โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลจะดำเนินการผ่านการประมูลตราสารหนี้ด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction)โดยจะพิจารณาจากผู้ที่เสนออัตราผลตอบแทนต่ำที่สุดเป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนที่เข้าร่วมการประมูล ได้แก่ ผู้ค้าหลักสำหรับธุรกรรมประเภทซื้อขายขาดของกระทรวงการคลัง(Primary Dealer) ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันชีวิต กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำนักงานประกันสังคมสหกรณ์ ตลอดจนนักลงทุนต่างชาติ สำหรับการออกพันธบัตรออมทรัพย์จะดำเนินการผ่านการจำหน่ายโดยตรงให้กับนักลงทุนรายย่อย สภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ นิติบุคคลอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร และประชาชนทั่วไปเพื่อส่งเสริมการออมของนักลงทุนรายย่อย และการออกตั๋วสัญญาใช้เงินและการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์จะดำเนินการผ่านการเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนหรือวิธีการเสนอซื้อโดยพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนการกู้เงินสบน.ได้กำหนดกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium Term Debt Strategy: MTDS) โดยครอบคลุมความเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน &amp;nbsp;ด้านอัตราดอกเบี้ย และด้านการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อบริหารต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ มีความยืดหยุ่นตามภาวะตลาดการเงินที่ผันผวน ตลอดจนสามารถทำให้ Portfolio หนี้ของรัฐบาลไม่มีความเสี่ยงในการปรับโครงสร้างหนี้และการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สบน. ได้ปรับกลยุทธ์การกู้เงินของรัฐบาลให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยนับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สบน. ได้เพิ่มสัดส่วนการออกตราสารหนี้ระยะสั้น ได้แก่ &amp;nbsp; ตั๋วเงินคลังอายุ 6 เดือน และพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 ปี ให้ความสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนและลดต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การระดมทุนของรัฐบาลกระจุกตัวอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลเพียงเครื่องมือเดียวหรือกระจุกตัวในรุ่นอายุใดอายุหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้การระดมทุนของภาครัฐไปแย่งเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-Out-Effect) และเสริมสร้างสภาพคล่องในตลาดการเงิน ดังนั้นภายหลังจากการดำเนินการตามกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของหนี้รัฐบาลปรับลดลงจากร้อยละ 3.34 ในเดือนมกราคม 2562 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.46 ในเดือนพฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สบน.ขอย้ำว่า สบน. ได้วางแผนและดำเนินการกู้เงินโดยใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ความต้องการของนักลงทุน โดยคำนึงถึงต้นทุนที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นสำคัญอีกทั้งได้วางแผนการบริหารจัดการหนี้สาธารณะในภาพรวม อาทิ การบริหารความเสี่ยง การปรับโครงสร้างหนี้ และการชำระหนี้ควบคู่กันไปด้วยดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สบน.ได้บริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมและกรอบวินัยทางการคลัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), รัฐบาลกู้เงินภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวไม่จริง &#039;คลัง&#039;โต้โซเชียลสับไทยเสี่ยงล้มละลายยันจ่ายหนี้ตรงเวลาไม่เคยเบี้ยว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มิ.ย. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค โดยระบุว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงประเทศล้มละลาย เนื่องจากผิดนัดชำระหนี้&amp;rdquo; ว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความเท็จ และยังเป็นการบิดเบือนรายงานของธนาคาร Standard Chartered ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อประเด็นดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในแต่ละปีสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบชำระหนี้ให้กับกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำไปชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยที่ครบกำหนดชำระ โดยเมื่อได้รับงบชำระหนี้แล้ว สบน. ได้นำไปชำระหนี้โดยยึดหลักครบถ้วน ถูกต้อง ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละปี จะต้องได้รับการจัดสรรและชำระอย่างครบถ้วนไม่สามารถลด ตัดทอน หรือโยกงบดังกล่าวไปใช้ในการอื่นได้ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสียความน่าเชื่อถือจากการผิดนัดชำระหนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ปี 2561 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดให้สำนักงบประมาณต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลรับภาระ ในสัดส่วน 2.5 - &amp;nbsp;3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และในปี 2563 ได้มีการขยายกรอบดังกล่าวเป็น 2.5 &amp;ndash; 4.0% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี &amp;nbsp;โดยในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้รับงบชำระคืนต้นเงินกู้ 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.2% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐที่คณะกรรมการกำหนดที่ 2.5 &amp;ndash; 4.0% แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้คำนึงถึงการรักษาวินัยในการชำระหนี้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ ความมั่นคง และการมีเสถียรภาพทางการคลังเป็นสำคัญ&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัท Fitch Ratings (Fitch) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากประเทศสหรัฐฯ ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโควิด-19 นี้ได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2564 Fitch ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากกระทรวงการคลังได้ดำเนินกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มแข็ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สบน. ได้บริหารจัดการหนี้สาธารณะและการชำระหนี้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108377</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), แพตริเซีย มงคลวนิช, ไทยยังไม่ล้มละลาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดปัง! Fitch คงเครดิตเรตติ้งประเทศไทยที่ BBB+ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
19 มิ.ย. 64 - นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัท Fitch Ratings (Fitch) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) &amp;nbsp;เนื่องจากเชื่อมั่นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2/2564 จะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าและการเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ อีกทั้ง คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 จะขยายตัวที่ 4.2% เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย เศรษฐกิจฟื้นตัวและรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจะทำให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความแข็งแกร่งเป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง แม้ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เช่น การจัดทำงบประมาณรายจ่ายขาดดุล การตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;Fitch เชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทย สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือนเม.ย. 2564 มีอายุเฉลี่ย (Average Time to Maturity: ATM) ค่อนข้างยาว คือ 9.5 ปี และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะสกุลเงินบาทมากกว่า 98% ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (BBB peers) เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โปรตุเกส ฮังการี บัลกาเรีย รัสเซีย และคาซัคสถาน เป็นต้น ที่มีค่ากลางของหนี้สกุลท้องถิ่นอยู่ที่ 68.8%&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ Fitch คาดว่า สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อจีดีพีของประเทศไทย ในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.7% ต่อจีดีพีจากการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และการมีกฎหมายการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันที่ 59.4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่ยังคงมีความเข้มแข็ง และส่งผลต่อการจัดอันดับความเชื่อถือของประเทศไทย โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เพียงพอสำหรับใช้จ่ายถึง 10.8 เดือน รวมทั้งคาดว่าในปี 2564 ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะยังคงเกินดุลที่ 0.5% ต่อจีดีพี และจะเกินดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างกว้างขวางให้ครอบคลุมประชากรกว่า 70% ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. 2564 และแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยจะเริ่มจากจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง (Phuket Sandbox) ภายในเดือน ต.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ Fitch ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ธรรมาภิบาล รายได้เฉลี่ยต่อหัวหนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงทางการเมือง รวมทั้งโครงสร้างประชากรสูงอายุที่จะส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106883</URL_LINK>
                <HASHTAG>BBB+, Fitch Ratings (Fitch), เครดิตประเทศไทย, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังยัน! ไม่ได้กู้เงินเพื่อซื้อทองคำใช้เป็นทุนสำรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิถุนายน 2564&amp;nbsp; นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ชี้แจงว่า ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เฉพาะ 6 วัตถุประสงค์เท่านั้น กล่าวคือ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ บริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ และเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะปกติ กระทรวงการคลังจะกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2564 จำนวน 8.59 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินเพื่อการลงทุนสูงถึงร้อยละ 70 หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดถึง 165 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ในสาขาคมนาคมขนส่ง สาธารณูปการ พลังงาน สังคม และการพัฒนาพื้นที่ ทั่วภูมิภาคและทั่วประเทศ โดยมีโครงการที่แล้วเสร็จและเปิดให้บริการแล้วจำนวน 60 กว่าโครงการ และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีกกว่า 105 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในภาวะที่ไม่ปกติ กระทรวงการคลังจะกู้เงินโดยการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศเป็นการเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดหาเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2541 วงเงิน 500,000&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล้านบาท และ พ.ศ. 2545 วงเงิน 780,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 (Asian financial crisis)&amp;nbsp; พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพร์ม (Hamburger crisis) พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 500,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังขอเน้นย้ำว่า กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังและเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ไม่ได้กู้เงินเพื่อซื้อทองคำสำหรับเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ อีกทั้ง ยังได้บริหารจัดการหนี้สาธารณะและชำระคืนหนี้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และตรงเวลามาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106234</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินซื้อทองคำ, ปฏิเสธข่าว, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ย้ำไม่เคยแตกแถวจ่ายหนี้ประเทศตรงเวลาเป๊ะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 2564 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ณ สิ้นเดือน เม.ย. 2564 หนี้สาธารณะมีจำนวน 8.59 ล้านล้านบาท คิดเป็น54.91% ของจีดีพี ซึ่งหนี้สาธารณะจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมากู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณกู้เพื่อโครงการลงทุนของภาครัฐ ค้ำประกันเงินกู้ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล หรือมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในแต่ละปีสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบชำระหนี้ให้กับกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจเพื่อนำไปชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยที่ครบกำหนดชำระ โดยเมื่อได้รับงบชำระหนี้แล้ว สบน. ได้นำไปชำระหนี้โดยยึดหลักครบถ้วน ถูกต้อง ตรงเวลา อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละปี จะต้องได้รับการจัดสรรและชำระอย่างครบถ้วน ไม่สามารถลด ตัดทอน หรือโยกงบดังกล่าวไปใช้ในการอื่นได้ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสียความน่าเชื่อถือจากการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหากผิดนัดชำระหนี้แล้ว จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดสรรงบชำระต้นเงินกู้นั้น คณะกรรมการนโยบายวินัยการเงินการคลังของรัฐได้มีการประกาศเมื่อปี 2561 กำหนดสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐบาลรับภาระเพื่อเป็นการสร้างวินัยในการชำระหนี้ โดยต้องได้รับการจัดสรรไม่น้อยกว่า 2.5% แต่ไม่เกิน 3.5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวได้มีการศึกษาแล้วว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมในการบริหารหนี้ของประเทศ&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้รับงบชำระคืนต้นเงินกู้ 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น3.2% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐที่คณะกรรมการกำหนดที่ 2.5-4.0% โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้คำนึงถึงการรักษาวินัยในเรื่องการชำระหนี้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ ความมั่นคง และการมีเสถียรภาพทางการคลังเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104919</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายหนี้ประเทศ, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), หนี้สาธารณะ, แพตริเซีย มงคลวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_60868a6e810b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
