<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113587</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 13:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทยสภาจับมือ สภาดิจิทัลฯ พัฒนา โรงพยาบาลสนามดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยโควิด ลดภาระด่านหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค. 2564 &amp;ldquo;สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย&amp;rdquo; โดย &amp;ldquo;นายศุภชัย เจียรวนนท์&amp;rdquo; ประธานสภาดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และสมาชิกสภาดิจิทัลฯ ร่วมกับ &amp;ldquo;แพทยสภา&amp;rdquo; โดย &amp;ldquo;ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์&amp;rdquo; นายกแพทยสภา และ &amp;ldquo;พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ&amp;rdquo; เลขาธิการแพทยสภา และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. ร่วมแถลงโครงการ&amp;ldquo;Smart Field Hospital&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;Smart Home and Community Isolation Model&amp;rdquo; ที่เกิดจากการผนึกกำลังขององค์กรพันธมิตรดิจิทัล ทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า 85 องค์กร นำจุดแข็งและศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยีมาเสริมแกร่ง สนับสนุน เพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งแบ่งเบาภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านและการกักตัวในที่ชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;Smart Field Hospital&amp;rdquo; เป็นต้นแบบโรงพยาบาลสนามดิจิทัลที่ได้เริ่มติดตั้งในรพ.สนาม &amp;nbsp;3 แห่ง ได้แก่ รพ.สนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รพ.สนามกองทัพอากาศ ดอนเมือง และ รพ.สนามธรรมศาสตร์ พร้อมขยายผลสู่คู่มือแนวปฏิบัติโรงพยาบาลสนามดิจิทัล เพื่อให้โรงพยาบาลสนามต่าง ๆ นำไปเป็นแนวทางในการเสริมระบบและเชื่อมโยงการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด 19 ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดความเสี่ยงระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ สภาดิจิทัลฯ ยังได้ร่วมมือกับแพทยสภา และพันธมิตรดิจิทัล อย่างต่อเนื่องโดยต่อยอดสู่ &amp;ldquo;Smart Home and Community Isolation Model&amp;rdquo; ด้วยการนำดิจิทัลโซลูชันมาช่วยเหลือและดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านหรือศูนย์พักคอย โดย Smart Home Isolation ประกอบด้วย &amp;nbsp;1) การจัดลำดับคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด 19 ขณะนี้มียอดผู้ใช้งาน 86,656 คน &amp;nbsp;2) Remote Monitoring ช่วยติดตามสถานะผู้ป่วย เช่น อุณหภูมิ ค่าออกซิเจน เพื่อการดูแลรักษาทางไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มียอดผู้ใช้งาน 2,855 คน3) Consultation and Medicine Delivery ผู้ป่วยสามารถปรึกษาอาการจากแพทย์ในระบบ 150 คน เพื่อการคัดกรองอาการ ดูแลรักษาตัวเอง และเชื่อมต่อระบบส่งยา มียอดผู้ใช้งาน 86,032 คน&amp;nbsp;
สำหรับ Smart Community Isolation เป็นการต่อยอดระบบบริหารโรงพยาบาลสนามไปยังศูนย์พักคอย (สถานที่รองรับผู้ป่วยสีเขียวที่ไม่สามารถทำ Home Isolation ได้) เช่น ระบบติดตามสัญญาณชีพ, ระบบบริหารจัดการผู้ป่วยในพื้นที่, การ Check-in Check-out และการจัดการเตียง โดยมีเป้าหมาย 50 ศูนย์ รองรับผู้ป่วย 5,000 คน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 4 ศูนย์ ทั้งนี้ สภาดิจิทัลฯ มีความพร้อมที่จะสนับสนุนการจัดให้มีบริการ Digital Infrastructure เช่น อุปกรณ์สื่อสารเพื่อรองรับการบริหารจัดการทำ &amp;nbsp;Smart Home &amp;amp; Community Isolation รวมถึงการดำเนินการต่อยอดความร่วมมือในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนระบบสาธารณสุขด้านอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า &amp;ldquo;สภาดิจิทัลฯ ต้องขอบคุณแพทยสภา กสทช. และพันธมิตรกว่า 85 องค์กรที่ได้มาร่วมกันพัฒนาโรงพยาบาลต้นแบบดิจิทัลจำนวน 3 แห่งตามที่มุ่งหวัง ได้แก่ รพ.สนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รพ.สนามกองทัพอากาศ ดอนเมือง และ รพ.สนามธรรมศาสตร์ โดยนำดิจิทัลโซลูชัน เข้ามาเสริมศักยภาพโรงพยาบาลสนามให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย พร้อมทำให้การสื่อสารระหว่างโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามมีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาด ทั้งนี้สภาดิจิทัลฯและแพทยสภาจะขยายผลโดยการจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติโรงพยาบาลสนามต้นแบบดิจิทัลเพื่อให้โรงพยาบาล หรือหน่วยงานต่าง ๆ นำไปเป็นแนวทางจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอื่น ๆ &amp;nbsp;เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีเพิ่มมากขึ้นต่อไป &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ สภาดิจิทัลฯ ยังพร้อมต่อยอด Smart Field Hospital ไปสู่ Smart Home and Community Isolation Model ด้วยการนำดิจิทัลเทคโนโลยี และระบบดิจิทัลโซลูชันที่องค์กรพันธมิตรดิจิทัลพัฒนาขึ้น มาช่วยเหลือและดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่ต้องกักตัว หรือรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ศูนย์พักคอย เพื่อช่วยสนับสนุนและแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์ในการรับมือกับภาวะวิกฤตที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และทั้งนี้ขอฝากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์คู่มือการเสริมศักยภาพโรงพยาบาลสนามโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ DCT และจะมีคู่มือสำหรับผู้ที่ต้องกักตัวที่บ้าน และในชุมชนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มการเข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในลำดับถัดไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา กล่าวว่า &amp;ldquo;แพทยสภาในฐานะองค์กรสภาวิชาชีพซึ่งเป็นตัวแทนของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ต้องขอขอบคุณสภาดิจิทัลฯ องค์กรพันธมิตร เครือข่ายดิจิทัลทุกภาคส่วน ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนดิจิทัลเทคโนโลยีและการพัฒนาดิจิทัลโซลูชันต่าง ๆ ให้การทำงานของโรงพยาบาลสนามทั้ง 3 แห่ง มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระและสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี จนเกิดเป็นต้นแบบโรงพยาบาลสนาม Smart Field Hospital ในที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;การต่อยอดนำไปสู่ Smart Home and Community Isolation Model ถือเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขไทย ที่นอกจากจะช่วยแบ่งเบาและลดภาระการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญยังทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสายงานกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับสภาดิจิทัลฯ ในการส่งเสริมการนำระบบโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อรองรับการบริหารจัดการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด 19 ใน Smart Field Hospital และ Smart Home and Community Isolation Model โดยอำนวยความสะดวกให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สภาดิจิทัลฯ พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ สนับสนุน ประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตร และเครือข่ายในการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยี มาช่วยเสริมการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113587</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้ง สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย, แพทยสภา, โรงพยาบาลสนามดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b5157ef7c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเตอร์ ฟาร์มา ร่วมกับ ปธพ.9 ร่วมปันน้ำใจ ส่งต่อความห่วงใยให้พี่น้องผ่าน “ถุงกำลังใจปธพ.9” 1 หมื่นชุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นพี่ 9 (ปธพ.9 ) สถาบันพระปกเกล้า และแพทยสภา และเพื่อนบริษัทเอกชนชั้นนำ สนับสนุนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้แก่โรงพยาบาลสนาม หวังเป็นหนึ่งในการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วย ทีมแพทย์-พยาบาล ให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) ในฐานะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร ธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 9 (ปธพ.9 ) สถาบันพระปกเกล้า และแพทยสภา กล่าวว่า &amp;ldquo;ท่านผู้อำนวยการหลักสูตร ปธพ.และพี่ๆนักศึกษา ปธพ.9 เล็งเห็นว่า ในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ สิ่งที่ผู้ป่วย ทีมแพทย์-พยาบาล และ ผู้กักตัวต้องการไม่ต่างจาก เตียง ห้องพัก และยาที่ช่วยในการรักษาโรค ก็คือกำลังใจจากพี่น้องประชาชนด้วยกัน ดังนั้น จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการปันน้ำใจ ส่งต่อความห่วงใยให้พี่น้องผ่าน &amp;ldquo;ถุงกำลังใจ ปธพ. 9&amp;rdquo; จำนวน 1 หมื่นชุด มอบให้แก่ 26 โรงพยาบาลสนาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับถุงกำลังใจ ปธพ.9 จำนวน 1 หมื่นชุด ที่จะนำไปส่งมอบให้ 26 โรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลสนาม (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ รพ. จุฬาฯ, โรงพยาบาลสนามทหารบกเกียกกาย, โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, โรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดตาก เป็นการรวมพลังความสามัคคีและน้ำใจของพนักงานอินเตอร์ ฟาร์มา และ นักศึกษา ปธพ.9 ในการช่วยจัดเรียงข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่ผู้ที่พักพิงในโรงพยาบาลสนาม อาทิ ยาสีฟัน YUUU สูตรโปรไบโอติกและพรอโพลิส ที่ช่วยลดแบคทีเรีย สาเหตุของกลิ่นปาก เหงือกอักเสบ ฟันผุ, แปรงสีฟัน, แอลกอฮอล์เจล, ครีมอาบน้ำ, ยาสระผม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า, คุกกี้ S&amp;amp;P, ผ้าปิดตา, ที่อุดหู, ผ้าเปียก, น้ำเปล่า, ถ้วยพลาสติก และ หนังสือสวดมนต์ ฯลฯ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ นักศึกษา ปธพ.9 ทุกคนหวังว่า ถุงกำลังใจ ปธพ.9 ที่ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนามจะเป็นเสมือน กำลังใจ ที่ช่วยให้ ผู้ป่วย ทีมแพทย์-พยาบาล ผู้ปฎิบัติหน้าที่และผู้กักตัวทุกคน ก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์, บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน), ปธพ.9, สถาบันพระปกเกล้า, สำหรับถุงกำลังใจ ปธพ.9, แพทยสภา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fa7075d0fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อเร็วๆนี้ ที่ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 9 และแพทยสภา สถาบันพระปกเกล้า กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ร่วมกันจัดโครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส ของวัดในเขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี รวมจำนวน 14 วัด ณ อาคารปริยัตินุสรณ์ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทั้งนี้เป็นโครงการที่ ๑๗ ที่มีการออกหน่วยการตรวจรักษาพระภิกษุสงฆ์ โดยได้แพทย์ พยาบาลอาสา และบุคลากรอาสา จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันจัดคลินิกเฉพาะทาง ตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลินิกตา คลินิกหู คอ จมูก คลินิกกระดูกและข้อ และการจัดสอนการกู้ชีพพื้นฐาน (Basic CPR) เพื่อบริการให้แก่ภิกษุสงฆ์ สามเณร บุคลากรของวัด รวมทั้งสิ้น 642 คน&amp;nbsp; ตลอดจนการเสนอแนวทางในการเฝ้าระวังการป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งมีหลากหลายปัจจัยที่เป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดโรคต่างๆ พร้อมทั้ง ได้ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ และถวายเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติไว้ประจำวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร จำนวน 1 เครื่อง เพื่อทางวัดได้ใช้ประโยชน์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานจัดงานในครั้งนี้ และเป็นประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ผู้ก่อตั้งโครงการดังกล่าว ได้กล่าวว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ และพบว่ามีพระบางรูปมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบมาก่อน จึงนำเรียนสมเด็จพระสังฆราช ท่านจึงอนุโมทนาให้ทำการตรวจรักษาต่อเนื่อง โดยหลักการที่ว่าสังขารของพระภิกษุสงฆ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดโครงการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นับเป็นโครงการที่ ๑๗ ดูแลพระภิกษุสงฆ์ไปมากกว่า ๕,๐๐๐ รูป ในปีนี้ นักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ ๙ มีจิตกุศลขอจัดโครงการร่วมกับวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เพื่อตรวจสุขภาพและถวายความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์โดยการรวมใจของแพทย์เฉพาะทางจำนวนมากในหลักสูตร รุ่น ๑-๙ ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปี ๒๕๖๔ ของมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมต.สาธารณสุข กล่าวว่า ในการตรวจสุขภาพพระภิกษุ&amp;nbsp;ในโครงการนี้ จากหลายๆ วัดที่ผ่านมา พบว่ามีพระคุณเจ้าป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเกี่ยวกับดวงตาใน 3 อันดับแรก ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์มากๆ ที่ได้พา &amp;ldquo;หมอมาหา&amp;rdquo; การจัดโครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุในครั้งนี้ จึงนับเป็นการสร้างโอกาสในถวายการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพระคุณเจ้า เพราะเมื่อป่วยไข้ ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีเร็วขึ้นเท่านั้น กระทรวงสาธารณสุขเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงหมอได้อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดขึ้น แต่เราอาจลืมคิดไปว่ากลุ่มคนที่ดูเหมือนใกล้หมอแต่แท้จริงแล้วกลับไกลหมออย่างคาดไม่ถึงคือกลุ่มพระภิกษุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรุงเทพมหานคร มีวัดจำนวน ๔๕๖ วัด และพระภิกษุสงฆ์มากกว่า ๑๖,๐๐๗ รูป ซึ่งกรุงเทพมหานคร มีนโยบายในการดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ทั่วกรุงเทพมหานครอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้โครงการแพทย์อาสาถวายสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาร่วมเติมเต็มระบบสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ โดยแพทย์ พยาบาล และจิตอาสา ของมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ และ ปธพ.รุ่นที่ ๙ โดยในครั้งนี้มีการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ 642 รูป จำนวน 14 วัด ในเขตบางกอกใหญ่ และเขตธนบุรี ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร ยินดีและเต็มใจและสนับสนุนอย่างเต็มที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.ต.ท.นพ.วิฑูรย์ นิติวรางกูร ประธานนักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ ๙ ได้กล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการร่วมใจของนักศึกษา ปธพ. รุ่นที่ ๙ ที่มาจาก ๖ เสาหลักของการแพทย์ไทย ซึ่งเปิดการศึกษาตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ โดยทุกท่านมีจิตอาสาในการจัดโครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งในครั้งนี้ แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และจิตอาสา ตั้งใจดูแลพระภิกษุสงฆ์จำนวน 14 วัด ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ๑.วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ๒.วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร 4.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร 6.วัดนาคกลางวรวิหาร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.วัดดุสิตารามวรวิหาร&amp;nbsp; 8.วัดอมรินทรารามวรวิหาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9.วัดชิโนรสารามวรวิหาร&amp;nbsp; 10.วัดฉิมทายกาวาส&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 11.วัดประดู่ฉิมพลี&amp;nbsp; 12.วัดท่าพระ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 13.วัดใหม่พิเรนทร์&amp;nbsp; 14.วัดมะลิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยนักศึกษาในหลักสูตรร่วมใจกันออกหน่วยคลินิกเฉพาะทาง ตรวจเลือด เอกซเรย์ทรวงอก ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลินิกตา คลินิกหู คอ จมูก คลินิกกระดูกและข้อ และการจัดสอนการกู้ชีพพื้นฐาน (Basic CPR) เพื่อบริการให้แก่ภิกษุสงฆ์ สามเณร บุคลากรของวัด ตลอดจนมอบอุปกรณ์การศึกษาและเครื่องกีฬาให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร และมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีคุณธรรมและความประพฤติดีอีกด้วย ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ บริษัทมหาชน และหน่วยงานเอกชนทุกแห่ง ที่สนับสนุนโครงการฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลอากาศตรี นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ ผู้อำนวยการหลักสูตร ปธพ. กล่าวว่า หลักสูตรนี้ได้เปิดตั้งแต่ ปี ๒๕๕๕ มีนักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้ว ๘ รุ่น รุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นที่ ๙ ทุกรุ่นจะมีกิจกรรมเพื่อสังคม โดยกำหนดให้มีอย่างน้อย ๓ โครงการ โครงการนี้เป็นโครงการแรก คือ โครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยโครงการต่อไปจะจัดโครงการแพทย์อาสา ปธพ.สัญจร ที่จังหวัดนครปฐม ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๘ เมษายน ๒๕๖๔ และโครงการหน่วยแพทย์อาสาร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ ๙ จังหวัดราชบุรี ในเดือน พฤษภาคม-ตุลาคม ๒๕๖๔ ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ แพทยสภา สถาบันพระปกเกล้า และนักศึกษา ปธพ.รุ่น ๑-๙ โดยโครงการนี้ตั้งขึ้นโดยยึดถือพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงประทานให้แพทย์ผู้ถวายการรักษา ว่า &amp;ldquo;อ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าดูถูกใคร&amp;rdquo; นำผู้บริหารทางการแพทย์ เรียนรู้ร่วมกันกับผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาของวงการแพทย์ไทย และออกหน่วยแพทย์อาสาเพื่อเห็นปัญหาจริงของวงการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการไปแล้วจำนวนมาก หลักสูตรฯ ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการแพทย์อาสาทุกภาคส่วนเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ โดยในงานได้รับเกียรติจาก นายกแพทยสภา เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากร่วมมีจิตศรัทธาในการจัดงานในครั้งนี้ โดยเป็นการนำ &amp;ldquo;หมอมาหาพระ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องการสอบถามข้อมูลประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ไนน์ตี้ไนน์ คอมมิวนิเคชั่น เอเจนซี่ จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณธชาษร อัสดาธร (เกล้า) โทร 098-635-6365&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Email: 9@ninetynine99.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96572</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ปธพ., พล.ต.ท.นพ.วิฑูรย์ นิติวรางกูร, พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง, พลอากาศตรี นายแพทย์อิทธพร, มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย, สถาบันพระปกเกล้า, สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร), หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์, แพทยสภา, โครงการแพทย์อาสาถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์และฆราวาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_60543450e83ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 09:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายโรคไต จวก&quot;แพทยสภา&quot;ออกกฎผู้ป่วย เกินเลยอำนาจหน้่าที่ ถ่างความเหลื่อมล้ำหมอ กับคนไข้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ก.ค.63-เครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกประเภทค้านประกาศแพทยสภา &amp;nbsp; 10 ข้อ &amp;nbsp;ชี้ไม่ใช่หน้าที่และอำนาจในการออกระเบียบข้อบังคับต่อผู้ป่วย สะท้อนเหลื่อมล้ำแพทย์และผู้ป่วย ที่ถูกมองเป็นลบ อีกทั้ง ต้องระบุให้ชัดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีทางการแพทย์

นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกประเภท (Healthy forum) ให้ความเห็นคัดค้านการออกประกาศแพทยสภาเรื่องหน้าที่ของผู้ป่วย ซึ่งได้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าแพทยสภาไม่มีอำนาจในการออกหน้าที่ของผู้ป่วยแต่อย่างใด ดังนั้นประกาศดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมายของแพทยสภา

นายธนพลธ์ กล่าวว่า การที่แพทยสภาอ้างอิงตามความในมาตรา 21 (1) มาตรา 7 (2) และ (4) หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าแพทยสภาไม่มีอำนาจในการออกประกาศเรื่องหน้าที่ของผู้ป่วย เพราะในมาตรา 21 (1) ระบุว่า ให้อำนาจคณะกรรมการแพทยสภาในการบริหารกิจการแพทยสภาตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 และในส่วนของมาตรา 7 (2) ก็กำหนดวัตถุประสงค์ในเรื่องการส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบอาชีพในทางการแพทย์ ส่วนใน (4) ก็ระบุในเรื่องการช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชน และองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งจะเห็นว่าไม่ได้เป็นอำนาจในการออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยแต่อย่างใด ทำได้เพียงการช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และการให้การศึกษาแก่ประชาชน แต่ไม่ใช่การออกคำสั่งต่อการทำหน้าที่ของผู้ป่วยหรือประชาชน

&amp;quot;จริงๆ คือมันทำผิดหน้าที่ ที่บอกว่าตามมาตรา 7 จริงๆ มันเป็นเรื่องการวิจัย การพัฒนาแพทย์ ไม่ใช่การมาออกระเบียบข้อบังคับกับคนไข้ มันไม่ใช่หน้าที่แพทยสภา หากจะมีการออกหน้าที่ผู้ป่วยจริง ควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข&amp;quot; นายธนพลธ์ กล่าว

นอกจากนี้ หากหากพิจารณาหน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วยทั้ง 10 ข้อที่แพทยสภาระบุไว้ จะเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างแพทย์และผู้ป่วย และทัศนคติของแพทยสภาที่มองผู้ป่วยเป็นลบ มองว่าไม่สนใจปัญหาสุขภาพของตนเอง ทั้งๆ ที่เรื่องสุขภาพนั้นมีปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนหลากหลาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน หน้าที่ของผู้ป่วยหลายประการที่ระบุไว้ เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่จะซักถามจากผู้ป่วยเพราะผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าสิ่งไหนสำคัญไม่สำคัญที่จำเป็นจะต้องให้ข้อมูล และบางเรื่องก็สามารถอธิบายให้ผู้ป่วยหรือญาติได้รับทราบ เช่น การใช้ห้องฉุกเฉิน ความเหมาะสม หรือบางหน้าที่เป็นพฤติกรรมเฉพาะตนของผู้ป่วยในบางกรณีที่มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจ ซึ่งไม่ควรกำหนดเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยโดยภาพรวม

นายธนพลธ์ ยังกล่าวอีกว่า หากจะมีการออกระเบียบข้อบังคับกับคนไข้ ควรจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวาง ต้องมีการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่คิดแทนผู้ป่วย และต้องระบุอย่างชัดเจนว่า หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วยไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีทางการแพทย์

&amp;quot;ถ้าแพทย์เป็นคนกำหนด หากเกิดความเสียหายจากการให้บริการ คุณก็สามารถตัดสินได้เลย คิดแทนเราได้เลยว่าเขาต้องถูก ทั้งๆที่ บางครั้งอาจเกิดจากความผิดพลาดของแพทย์ ดังนั้นอยากให้ทำอะไรก็ตามต้องทำประชาพิจารณ์ ไม่ใช่คิดแทนเรา&amp;quot; นายธนพลธ์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70620</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎผู้ป่วย10ช้อของแพทยสภา, ธนพลว์ ดอกแก้ว, สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย, แพทยสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f0286323b15d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 21:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทยสภา ออกประกาศ 10 หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแพทยสภาที่ 50/2563 เรื่อง หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกระบวนการรักษาพยาบาลภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นไปเพื่อมุ่งหวังให้ผู้ป่วยพ้นจากความเจ็บป่วยและทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นสำคัญ แต่นอกเหนือจากความพยายามของผู้ประกอบชาชีพเวชกรรมและบุคลากรสาธารณสุขแล้วหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันจะท าให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ คือ&amp;ldquo;การได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วย&amp;rdquo; ซึ่งหลายประเด็นเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยอาจไม่ทันตระหนักหรือทราบมาก่อนว่า เป็นสิ่งจำเป็นและมีผลอย่างยิ่งต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๑) ประกอบกับมาตรา๗ (๒) และ๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ แพทยสภาจึงออกประกาศเรื่อง &amp;ldquo;หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย&amp;rdquo; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1 การเอาใจใส่และดูแลสุขภาพของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เป็นสิ่งส าคัญที่สุดในกระบวนการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเห็นว่าไม่อาจทำตามคำแนะนำดังกล่าวได้ ผู้ป่วยควรแจ้งให้ทราบโดยทันที เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ2 ผู้ป่วยพึงเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพ &amp;ldquo;ที่เป็นจริงและอยู่ในความรับรู้&amp;rdquo; ของผู้ป่วยแก่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้ เพื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะได้รับทราบข้อมูลด้านสุขภาพทั้งหมดอันจะเป็นประโยชน์ต่อการให้การรักษาพยาบาลและป้องกันมิให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อตัวผู้ป่วยเองและต่อผู้ป่วยรายอื่น รวมทั้งบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ3 ผู้ป่วยพึงปฏิบัติตามระเบียบที่สถานพยาบาลกำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4 ผู้ป่วยพึงตระหนักว่าการใช้สิทธิการรักษาพยาบาล รวมทั้งสิทธิผู้ป่วยตามที่กำหนดไว้ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยท่านอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5 ผู้ป่วยพึงหลีกเลี่ยงการกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและบุคลากรสาธารณสุขหากมีกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยต่อการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ท่านสามารถให้คำแนะนำหรือใช้สิทธิร้องเรียนได้ตามระเบียบปฏิบัติของสถานพยาบาลนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6 ผู้ป่วยพึงตระหนักว่า ห้องฉุกเฉินเป็นสถานที่ซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นการเฉพาะเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ตกอยู่ใน &amp;ldquo;ภาวะเร่งด่วนและเป็นภยันตรายอันใกล้ต่อชีวิต &amp;rdquo; เป็นสำคัญ บุคลากรสาธารณสุขจะให้การรักษาตามลำดับความเร่งด่วนทางการแพทย์เป็นสำคัญ ดังนั้นพึงหลีกเลี่ยงหรืองดเว้นการกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบของบุคลากรในห้องฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ7 ผู้ป่วยพึงตระหนักว่า&amp;ldquo;ทรัพยากรในระบบสาธารณสุขมีราคาแพงและมีจำนวนจำกัด&amp;rdquo;ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมร่วมกับสถานพยาบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการจัดสรรการใช้ทรัพยากรอันมีค่าอย่างระมัดระวัง การกระทำการใดๆ ของผู้ป่วยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรอันมีค่า และส่งผลเสียร้ายแรงต่อการรักษาพยาบาลของตัวผู้ป่วยเอง รวมทั้งต่อผู้ป่วยท่านอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8 ผู้ป่วยพึงเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วยท่านอื่นในสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามกระทำการถ่ายรูป บันทึกเสียงหรือภาพเคลื่อนไหวรวมทั้งกระทำการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยมิได้รับความยินยอมก่อนข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ผู้ป่วยพึงตระหนักว่า &amp;ldquo;เอกสารลงนามในการให้ความยินยอมเพื่อรับการรักษาพยาบาล&amp;rdquo; เป็นเอกสารสำคัญที่ให้รายละเอียด ตลอดจนข้อจำกัดและความเสี่ยงของการรักษาพยาบาล ดังนั้นก่อนทำการลงนามในเอกสารดังกล่าว ผู้ป่วยต้องอ่านและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือมีความไม่เข้าใจใด ๆ ควรสอบถามผู้เกี่ยวข้องก่อนการลงนามทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10 ผู้ป่วยพึงตระหนักว่า การละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามรายละเอียดข้างต้น อาจส่งผลเสียต่อการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยเอง และในบางกรณี หากเกิดความเสียหายต่อสถานพยาบาลหรือผู้ป่วยท่านอื่น ท่านอาจได้รับโทษตามที่กฎหมายบัญญัติทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓
ศาสตราจารย์เกียรติคุณสมศรี เผ่าสวัสดิ์
นายกแพทยสภา&amp;nbsp;อ่านต้นฉบับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราชกิจจานุเบกษา, แพทยสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัดเกรดนโยบายความปลอดภัยการทำงานวิชาชีพสุขภาพ แพทย์ยกให้&#039;อภิสิทธิ์&#039;เข้าใจปัญหามากสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.62- นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อสรุปหลังแพทยสภา แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;นโยบายพรรคการเมืองกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคคลในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย&amp;quot; ไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเชิญแกนนำหลายพรรคร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เมธีระบุว่าก่อนพูด เรา เป็นนาย คำพูด หลังพูด คำพูด เป็นนาย เรา อันอ้อยตาล หวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปาก หวานอยู่ มิรู้หาย หวังว่าเป็นพันธะสัญญา ไม่ใช่แค่การหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายกฎหมาย ขอสรุปใจความ ที่ได้ฟัง &amp;quot;ว่าที่&amp;quot; รัฐบาล ได้เสนอประเด็นการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอภิสิทธิ์ทำการบ้านมาดีมาก อาจเพราะมีtutorดี หรือไม่ก็เพราะ รู้ลึก รู้จริงและตั้งใจมาหาทางออกอย่างจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ตอบ คือสิ่งที่ได้พยายามทำไปหลายครั้งแล้ว คือ การร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกม.บัญญติ (แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกม.อาญา)และสบัญญัติ (ออก กม.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์) แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้เกี่ยวข้องตัวจริง (Stakeholder) ไม่ได้มาร่วมเวที...นักกฎหมาย อัยการ ผู้พิพากษา!!!!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่เข้าไปพบรัฐบาล ครม วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน สถาบันตุลาการ รวมทั้งกฤษฎีกา...ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ...&amp;quot;สองมาตราฐาน&amp;quot; ...ทำไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คุณอภิสิทธิ์น่าจะเป็นคนเดียวที่แสดงจุดยืนว่าว่าต้องไปดึงคดีทางการแพทย์ออกจากพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ต้องเป็นพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค!!!) ....ด้วยการมีกม.ของตนเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถมท้ายด้วยว่า...คุณอภิสิทธิ์เป็นคนเดียวที่พูดเรื่อง
(๑) ควรแยกฐานความผิดทางอาญาออกเป็นประมาทเลินเล่อร้ายแรง
(๒) ให้แยกเจตนาดีในการพยายามช่วยชีวิตคน ออกมาจาก ม. 291,300
(๓) Medical Expert Witness เป็นเรื่องสำคัญในการทำความจริงให้ปรากฎ..ว่า..แพทย์พยาบาล กระทำประมาทเลินเล่อร้ายแรง จริงหรือไม่ ...ที่ผ่านมาปล่อยให้พยานกำมะลอไปเที่ยวขึ้นให้การต่อศาล ปล่อยให้เกิดการแพ้ชนะคดีเพราะทนายพูดจนทำให้ศาลเชื่อ ทั้งๆ ที่สิ่งที่พูด ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามประเด็น ล้วนมีอยู่แล้วใน ร่าง พรบ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากคุณอภิสิทธิ์ยืนยันในคำพูดของตนเอง ..ก็ต้องขอสรุปว่า ทันที่ที่คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตนย์ ได้เข้าไปมีอำนาจในสภาผู้แทน หรือรัฐบาล..อย่างน้อย พรรคประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุน ร่าง พรบ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ เต็มสูบ!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทย นอกเหนือจากประเด็นอาญาและคดีผู้บริโภคแล้ว ยังเพิ่มเติมเรื่องของการแก้ปัญหาการบรรจุพยาบาล..แต่จริงๆ แล้วปัญหาอีกอย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไม่ออกจากระบบ ..ไม่งั้นบรรจุเท่าไรก็ไม่พอ ...อย่าลืมว่าจำนวนพยาบาลที่ขาดนี้ แม้จะเติมให้เต็มก็ยังมีปัญหา overworked + underpaid อยู่ดี...ทางออกจริง ๆ คือ ต้องsetมาตรฐานภาระงานว่าต้องมีเท่าไรก่อนเพื่อให้คงstandardไว้ให้ได้ โดยไม่เกิดความเสียหายจากการรักษาพยาบาลผิดพลาด เพราะงานล้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคพลังประชารัฐ...แรก ๆ เหมือนจะOK เพราะเน้นให้รัฐออกกฎหมาย(วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์)เป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไป ๆ มา ๆ อาจไม่เข้าใจปัญหาลึกพอ ..ที่น่าตกใจคือ สุดท้ายออกทะเลไปว่า ให้มี พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย (ผู้ได้รับผลกระทบ) โดยบอกว่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการจ่ายเงิน จะได้ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนอกจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว ดูเหมือนพรรคเพื่อไทย ก็ออกไปในแนวทาง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเช่นเดียวกัน...แสดงว่าผู้อภิปรายยังไม่ได้ศึกษาเนื้อหาของ พรบ.คุ้มครองแบบทุกมาตรา ...น่าจะดูแค่ชื่อกม. + หลักการและเหตุผล โดยไม่ได้อ่านเนือหาครบทุกมาตรา. ...จึงทำให้คิดว่าการจ่ายเงินแล้วจะทำให้ไม่มีการฟ้องร้อง ...ตรงกันข้าม ยิ่งจ่ายง่าย ยิ่งล่อเป้าให้เอาแพทย์พยาบาลเป็นเหยื่อ เพื่อให้ได้เงินง่าย ๆ ....แถมในพรบ.นี้จ่ายเงินแล้วยังให้ฟ้องต่อได้อีก!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าตกใจคือ พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าจะไม่กำหนดชั่วโมงการทำงาน แบบนักบิน...บอกว่าทำไม่ได้ สงสารคนไข้...แต่ไม่สงสารคนทำงานที่ต้องทำงาน overworked + overload + burnout โดยไม่สนใจว่าจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยด้วย...สรุปคือ พรรคพลังประชารรัฐจะให้แก้ไขด้วยการขอให้เสียสละเหมือนเดิม แต่จะไปผลักดันให้มีพรบ.คุ้มครองแทน!!!!!!!!!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคภูมิใจไทย..ท่านหัวหน้าพรรค คุณอนุทิน กรุณาให้เกียรติมาด้วยตนเอง ...เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์...&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ การยืนยันว่ารัฐต้องให้ความคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ เพราะเป็นผู้บังคับให้ทำงานหนัก..โดยการตั้งค้ำประกันความเสียหายและให้อัยการมาช่วย..แต่จริง ๆ แล้วเรามีพรบ.ความรับผิดทางละเมิดอยู่แล้ว...เสียดายที่ไม่ได้ไล่ประเด็นนี้ต่อว่า จะทำอย่างไรเพิ่มเติมให้เป็นรูปธรรม ที่ไม่ซ้ำกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เมธีสรุปว่า ทุกพรรค ให้สัญญาประชาคม ต่อหน้าคนหลายร้อยในห้องประชุมว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องคดีอาญาให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการช่วยชีวิตคน มีเจตนาดีแต่เริ่ม จึงไม่ควรไปล้อเอา ม. 291, 300 ที่มีไว้ใช้กับอาชญกร หรือคนที่เจตนาใช้ข้ออ้างเรื่องประมาทไปทำร้ายคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีทางการแพทย์ไม่ควรเป็นคดีผู้บริโภค เพราะหลักการและนิยามของกฎหมาย คดีผู้บริโภค ต่างกับปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีทางการแพทย์ จึงควรมีกม.เฉพาะแยกออกมาดูแล เพื่อให้ความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือ...ไม่มีพรรคไหนบอกว่าจะลดภาระงานให้เราได้อย่างไร .หลายพรรคพูดเรื่อง 2P Safety แต่นโยบายยังคงเป็นประชานิยม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31421</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เมธี วงศ์ศิริวรรณ, นโยบายพรรคการเมือง, มาร์ค-อภิสิทธิ์, แพทยสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b5c1f41cfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 16:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาเภสัชกรรม -แพทยสภา ออกแถลงการณ์ จี้คกก.วัตถุอันตราย ยกเลิก3สารเคมีเกษตร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;13ก.พ.62-สภาเภสัชกรรมได้ออกแถลงการณ์ ในนามของรศ.ดร.เภสัชกรหยิงจิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื้อหาระบุว่า จากการศึกษาข้อมูลวิชาการ ที่น่าเชื่อถือทั้งในประเทศและต่างประเทศ สภาเภสัชกรรม ได้พิจารณาหลักการควบคุมวัตถุอันตราย ทั้ง 3ประเภทดังกล่าวในประเทศไทย โดยคำนึงถึงความสมดุลการพัฒนาประเทศ พร้อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชนสรุป 3ประการดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.หลักการป้องกันไว้ก่อน ซึ่เป็นหลักสากลในการพิจาณาการควบคุมวัตถุอันตาย 2.เกษตรกร ควรมีสิทธิและทางเลือกที่จะทำเกษตรกรรม ที่ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพตนเอง และผู้บริโภค3.นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของประเทศในการพัฒนาเกษตรกรรมของไทย เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ &amp;quot;เกษตรมันงคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากหลัก 3ข้อ สภาเภสัชกรรม จึงของเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย &amp;nbsp;ขอให้ยกเระดับการควบคุม พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนิ่องจาก พาราควอตค เป็นสารมีพิษเฉียบพลัน ได้รับเพียงเล็กน้อย 1-2ช้อนชา ก็อาจถึงแก่ชีวิต มีงานวิจัยมากมายแสดงว่า พาราควอต เข้าสู่สมองมนุษย์ได้ และทำลายสมองโดยการสร้างสาร synmuclein เช่นเดียวกับที่พบในสมองของผู้ที่ตายจากการได้รับพาราควอตและผู้ป่วยอัลไซเมอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากการหาปริมาณสารพาราควอตในคนไทย พบทั้งเลือดในหญิงตั้งครรภ์ เลือดจากสายสะดือด และขี้เทาทารกแรกเกิด และพบปริมาณสารนี้ในสิ่งแวดล้อม น้ำ พืช อาหาร นอกจากนี้ ยังพบว่า สามารถทำการเกษตรกรรมที่ไม่ใช้พาราควอตและได้ผสมและได้ผลผลิตสูงแม้ในระดับเกษตรอุตสาหกรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนในต่างประเทศได้ยกเลิกาการใช้พาราควอต จำนวนกว่า 53 ประเทศ รวมทั้งจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพาราควอตที่มีขนาดใหญ่ที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสารคลอร์ไพริฟอส มีผลวิจัยจำนวนมากแสดงว่า มีผลต่อสมองเด็ก &amp;nbsp;ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ ยังพบคลอร์ไพริฟอส ในสิ่งแวดล้อม จากากรศึกษาในคนไทยพบปริมาณคลอร์ไพริฟอสในเลือดหญิงตั้งครรภ และในสายสะดืดเด็กทารก และยังพบอีกว่า สามารถทำการเกษตรกรรมที่ไม่ใช่คลอร์ไฟริฟอส และมีผลผิตสูงได้ แม้ในระดับเกษตรอุตสาหกรรม หลายประเทศยกเลิกการใช้สารนี้แล้ว และต้นเดือนส.ค.2561 ศาลรัฐบาลสหรัฐส่งสำนังานปกป้องสิ่งแวดล้อม ให้ห้ามขาย คลอร์ไพริฟอส ภายใน 60วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสารไกลโฟเสต เป็นสารพิษที่ International Agency for Research on cancer &amp;nbsp;ได้จัดเป็นกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง ผลวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ไกลโฟเสตตกค้างในซีรัมของแม่ และสายสะดือทารก ในมารดาที่พักอาศัย ในบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณที่มีการฉีดพ่นไกลโฟเสต หลายประเทศได้ยกเลิกการใช้สารนี้ และจากข้อมูลล่าสุด บริษัท ไบเออร์ มอนซานโตในเยอรมัน แพ้คดี จากการฟ้องร้องของผู้ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ และมีการฟ้องถึงหมื่นกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ด้วยเหตุนี้ สภาเภสัชกรรม จึงมีมติให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณายกระดับการควบคุม 3สารเคมี ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 และยกเลิกการใช้สารที่มีพิษสูงทั้ง3 ภายในพ.ศ.2562&amp;quot; แถลงการณ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านแพทยสภาได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายเช่นกันว่า ตามพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2524 ม.7 กำหนดให้แพทยสภามีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือ แนำนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข พร้อมทั้งให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาการแพทย์และสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีปัญหาในสังคมเรื่องผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต่อมนุษย์ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืลที่มีความเสี่ยงสูง ได้มีความเห็นในปี 2560 เห็นขอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเสต ต่อมาในปี 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้มีความเห็นชอบให้มีการเลิกใช้สารเคมี 3ชนิดดังกล่าวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะอนุกรรมการบริหารของแพทยสภา ได้พิจารณาปัญหาดังกล่าวแล้ว เห็นชอบการยกเลิกการใช้สารเคมี 3ชนริด ดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืลที่มีความเสี่ยงสูง &amp;nbsp;และกระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อคุ้มครองประชาชนให้มีความปลอดภัย ในสุขภาพ อนามัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;-----------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29045</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สภาเภสัชกรรม, 3สารเคมีอันตราย, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต, แพทยสภา, ไกลโฟเสต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63dcfb8ed08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
