<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 21:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 21:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์ 3 สถาบัน ประสานเสียง ฉีดวัคซีนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการต่อสู้ไวรัสร้าย อันตรายต่ำกว่าติดเชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11พ.ค.64-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ผ่าวัคซีน COVID-19 ฟังชัด ๆ กับ ทีมแพทย์ 3 สถาบัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากจำนวนคนไทยมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1.7 แสนคน ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน แต่ทุกวันมีคนเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ประมาณ 1-2 ใน 100 คนทุกวัน จึงควรกลัวโรคมากกว่ากลัววัคซีน ส่วนผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน คนที่เป็นแผลพบประมาณ 1ใน1 แสนคน ส่วนคนที่มีอาการไข้ ปวดบวมแดงร้อน พบประมาณ 10% และหากพบว่าฉีดวัคซีนแล้วมีไข้ขึ้นสูง โดยเฉพาะในคนหนุ่มสาวจะแสดงถึงปฏิกิริยาของร่างกายต่อวัคซีน ยิ่งไข้สูงภูมิคุ้มกันก็จะสูงขึ้นตามด้วย โดยจะมีอาการประมาณ 1-2 วัน ร่างกายก็จะปกติ แต่ในผู้สูงอายุ อย่าง คุณพ่ออายุ 92 ปี หลังจากฉีดแล้ว พบว่าไม่มีไข้ และใช้ชีวิตปกติ ต่างจากพี่สาวอายุ 60 ปี มีอาการไข้ต้องนอนพักถึง 2 วัน จึงหายเป็นปกติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.กุลกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนมีอาการชาข้างใดข้างหนึ่ง ก็เป็นปฏิกิริยา ที่บ่งบอกถึงร่างกายอาจจะยังไม่พร้อม มีอาการอ่อนเพลีย หรืออาการกลัว ก็จะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน - 1 สัปดาห์ถึงหายเป็นปกติ &amp;nbsp;จึงไม่ต้องตกใจทุกอย่างปลอดภัย ไม่มีใครเสียชีวิต พิการ หรืออันตรายเรื้อรังถาวร ทั้งนี้ ณ จุดที่มีการฉีดวัคซีนจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และอุปกรณ์ในการแก้ดูแลหากมีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงคอยให้ความช่วยเหลือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีการตีพิมพ์ผลงานของการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ และแอสตร้าเซนเนก้า โดยลักษณะการปูพรมฉีดเข็มเดียวให้กับประชากร และมีการวัดประสิทธิผลออกมาดีเท่ากัน 90% ป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นโมเดลที่ควรจะนำมาใช้กับประเทศไทย จึงอยากขอให้ทุกคนกลัวโควิด-19 อย่ากลัวการฉีดวัคซีน ฉีดก่อนป้องกันก่อน และเราทุกคนจะปลอดภัย ทำให้โควิด-19 จากโรคร้ายกลายเป็นโรคหวัดธรรมดาด้วยวัคซีน&amp;rdquo; ผอ.ศูนย์วิจัยคลินิก กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้จะแก้ปัญหาและยุติได้ด้วยวัคซีนอย่างเดียว จะเห็นได้ว่าทั่วโลกทำไมถึงต้องไขว่คว้าหาวัคซีน และขณะนี้ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 1,300 ล้านโดส โดยมีเป้าหมายางน้อยอย่อยู่ที่ 10,000 ล้านโดส ซึ่งในประเทศไทยก็ต้องฉีดให้ครบไม่น้อยกว่า 100 ล้านโดส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการฉีดวัคซีน นพ.ยง กล่าวว่า ในเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย อย่าง สายพันธุ์อังกฤษไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน ส่วนสายพันธุ์แอฟริกาหรือบราซิล ยอมรับว่าอาจจะมีผลบ้าง แต่ในสายพันธุ์อินเดียยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่าจะทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงหรือไม่ &amp;nbsp;และการฉีดวัคซีนสำหรับอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการทำการศึกษาพบว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ในคนอายุน้อยจะมีอาการข้างเคียงมากกว่าผู้สูงอายุ และซิโนแวค ฉีดได้สำหรับคนทุกวัยมีอาการข้างเคียงน้อย &amp;nbsp;ทั้งนี้ คนที่หายป่วยจากโควิด-19 แล้ว ก็ยังคงต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 เพราะเมื่อเป็นแล้วหายเปรียบเสมือนกับได้ฉีด 1 เข็ม หากได้รับวัคซีนเพิ่มอีก 1 เข็ม หลังจากนั้นช่วง 3-6 เดือน ภูมิต้านทานในร่างกายที่เพิ่มขึ้น แต่ในกรณีที่ติดเชื้อแล้วหายกว่า 1 ปี แนะนำให้ฉีดใหม่ครบ 2 เข็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ยง เปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่มีประชากรจำนวนประมาณ 65 ล้านคนเท่ากัน โดยอังกฤษมีการใช้วัคซีนไฟเซอร์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ประชากรได้ฉีดเข็มแรกครอบคลุมกว่า 70% ซึ่งในวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์ ในขณะที่ฝรั่งเศสมีความกังวลผลข้างเคียงการเกิดภาวะลิ่มเลือด จึงทำให้ชะลอการฉีดวัคซีน ประชากรที่ได้ฉีดเข็มแรกจึงอยู่ที่ 34% ทำให้พบผู้ป่วยโควิด-19 อยู่ถึง 1-2 หมื่นคนต่อวัน และผู้เสียชีวิตอีก 200-300 คนต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าเราต้องรีบฉีดให้ได้มากที่สุดและไวที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการกลายพันธุ์ใหม่ของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความกังวลการเกิดภาวะลิ่มเลือด เมื่อฉีดวัคซีน &amp;nbsp;ศ.นพ.พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า วัคซีนโควิด-19 ไม่ได้เพิ่มอุบัติการณ์การเกิดลิ้มเลือดอุดตันทั่วไป โดยเฉพาะในประชากรไทยจะมีการเกิดลิ้มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำต่ำกว่าประชากรตะวันตกประมาณ 10 เท่า อาจจะด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม และจากข่าวที่เผยแพร่จากในฝั่งยุโรปว่ามีการเกิดลิ่มเลือดอุดตันชนิดพิเศษ คือ นอกจากมีลิ่มเลือดอุดตันยังมีเกล็ดเลือดต่ำด้วย ซึ่งจะเจอน้อยมากในประชากร 1ในแสนคน ถึง 1 ในล้านคน จึงไม่ต้องตกใจ เพราะอาการดังกล่าวอาจจะเกิดเพราะการตอบสนองของภูมิต้านทานในร่างกายบังคับ ถ้ารุนแรงเกินไปก็จะไปกระตุ้นให้เกล็ดเลือดทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันขึ้นมา สามารถรักษาได้ แต่โอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดอุดตันมีมากในคนไทยหากติดโควิด-19 ซึ่งคนไข้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ที่มีอาการปอดอักเสบเรื้อรัง อยู่ในไอซียู ประมาณร้อยละ 20 คนไข้จะมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ดังนั้นหากกลัวเกิดลิ้มเลือดอุดตันอยากจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ดีกว่า เพราะจากที่มีการฉีดวัคซีนในคนไทยยังไม่มีใครเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันชนิดพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม &amp;nbsp;นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างฉีดวัคซีนกับไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า มีความแตกต่างอย่างมาก เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด-19 จะลดลงถึง 50% ทันที และเมื่อฉีดวัคซีนครบแล้ว ก็จะมีภูมิต้านทานก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีความปลอดภัย สำหรับประสิทธิภาพยี่ห้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวค เมื่อทำกราฟเปรียบเทียบจะเห็นว่ามีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้การทดลองในแต่ละชนิดไม่ได้ทำในสถานที่เดียวกัน จะมีการเปรียบเทียบตรงๆไม่ได้ แต่ก็เห็นประสิทธิภาพของวัคซีน โดยเทียบการป้องกันโควิด-19 ในประชากรที่ฉีดวัคซีน 1,000 คน จะป้องกันได้ 10-20 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ &amp;nbsp;รองหัวหน้าภาควิชากุมาร เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริม สำหรับการติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กที่มีมากขึ้น อย่าง ผู้ติดเชื้อเด็กที่รักษาอยู่รพ.จุฬาฯ ประมาณ 100 ราย ดังนั้นในระหว่างที่เด็กกำลังรอการฉีดวัคซีน คงต้องรอผู้ใหญ่ในสังคมที่จะช่วยกันฉีดวัคซีนให้ไปถึง 70% เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อไปสู่เด็ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.พญ.กุลกัญญา ได้กล่าวเสริมในกรณีที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกยี่ห้อหนึ่ง แล้วเข็มที่สองอีกยี่ห้อ ยังไม่มีผลการศึกษาหรือข้อมูลอย่างชัดเจน ดังนั้นตอนนี้แนะนำให้ใช้ยี่ห้อเดียวกันทั้ง 2 เข็ม แต่ถ้ามีความจำเป็น อย่าง หากมีอาการแพ้ยี่ห้อหนึ่งในเข็มแรก เข็มที่สองก็สามารถเปลี่ยนได้ เท่าที่มีการศึกษาการใช้วัคซีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนยี่ห้อไม่ได้ทำให้เกิดผลเสีย เพียงแต่บอกไม่ได้ชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันจะเสริมได้ดีขึ้นแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบัน ด้วยระบบที่ได้ถูกออกแบบไว้ให้พร้อมและปลอดภัยมากกว่าการฉีดครั้งไหนๆในประเทศไทย&amp;rdquo; รศ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102580</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, #ฉีดวัคซีน, #ศิริราช, #โควิด19, แพทย์รามาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a9678de37b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 00:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 00:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นุสบา’ปลื้ม‘น้องปุณณ์’สอบติดทั้งประเทศไทยและอังกฤษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นความภูมิใจของคนเป็นแม่จริงๆ สำหรับนักแสดงสาว นุสบา ปุณณกันต์ ที่ตอนนี้ลูกชายคนโตปุณณ์ ปุณณกันต์ สอบติดแพทย์รามาฯ แถมยังยื่นคะแนนผ่านในสถาบันที่ประเทศอังกฤษถึง 2 สถาบัน ล่าสุดคุณแม่นุสควงลูกชายสุดหล่อ&amp;nbsp;&amp;quot;น้องปุณณ์&amp;quot; มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ถึง วิธีการเลี้ยงลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนั้นเขาโทรศัพท์มาบอก ต้องควานหาเก้าอี้นั่ง คือดีใจเหมือนกับพ่อแม่คนอื่น ซึ่งเขาทุ่มเทและตั้งใจมานานหลายปี&amp;nbsp; และน้องปุณณ์บอกว่า เตรียมตัวที่จะเป็นแพทย์มา 2 ปี คือรู้ว่าอยากจะเป็นหมอตั้งแต่ ม.4 เทอม2 ก็ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งเราโตมากับโรงพยายาลเพราะคุณปู่เป็นแพทย์เราก็เลยซึมซับเข้าไป แต่คุณปู่ก็ไม่ได้สนับสนุนเพราะเขาบอกว่าเส้นทางการเป็นแพทย์มันเหนื่อยมาก ต้องสละเวลาส่วนตัว ให้ความตั้งใจกับมันมากๆ เราไหวหรือเปล่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนแรกก็คิดเหมือนคุณปู่ ถามเขาว่าพร้อมหรือเปล่าคือบางสายอาชีพมันยาก แค่สอบเข้าก็ยากแล้ว ต่อให้พ่อแม่สนับสนุนยังไง แต่ถ้าเขาไม่ชอบมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราก็เห็นความพยายามของเขาตั้งแต่ม.ปลายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการเลี้ยงลูก เราเลี้ยงเขาแบบเพื่อน ไม่เคยต้องบังคับเขา เมื่อก่อนเขาก็เรียนแบบกลางๆ ไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาคิดได้เอง เพราะว่าเขาต้องตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งท้ายที่สุดนุสก็ให้กำลังใจเขา ไม่ว่าลูกจะเรียนอะไร หรือเป็นอะไรแม่ก็รักลูกเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่บางคนคิดว่าลูกสอบติดเพราะชื่อเสียงของครอบครัว นุสว่ามันอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน ซึ่งนุสเห็นลูกมาตั้งแต่เด็กเขาตั้งใจมาก อีกอย่างทางมหาวิทยาลัยเขาก็มีการตั้งคะแนนเอาไว้เพื่อนเป็นการสกรีนเด็กที่เข้าไปต้องไปต่อให้ได้ แต่ถ้าเข้าไปแล้วเหนื่อยก็ไม่ควรจะเข้าไป แล้วน้องเรียนภาคอินเตอร์คะแนนยื่นทั่วโลก น้องเขายื่นที่อังกฤษ อเมริกา และเมืองไทย น้องเขาได้การตอบรับมาจากอังกฤษสองมหาวิทยาลัย ที่อเมริกาผลยังไม่ออกจะออกเดือนมีนาคม แต่เราคุยกันแล้วว่าอาชีพหมอเราควรจะเริ่มต้นที่เมืองไทย แล้วจะไปต่อเฉพาะทางที่ไหนก็ค่อยว่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเรื่องความรัก ทั้งห่วงและหวง แต่ตอนนี้กังวลมากกว่า เพราะว่าเขาเรียนหนักกลัวว่ากว่าจะเจอคนที่ใช่ ผมเขาจะหงอกไม่หล่อแล้ว แต่ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้อยู่กับเรา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้น้องปุณณ์บอกอีกว่า ตอนนี้โสด แต่เคยมีแฟนตอนเด็กๆ มีคนมาจีบไหม ก็ไม่รู้เพราะสนิทกับเพื่อนๆผู้หญิงเกือบทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากอินสตาแกรม&amp;nbsp;nusbapunnakanta&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28659</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษาแพทย์, นุสบา, นุสบา ปุณณกันต์, ปุณณ์ ปุณณกันต์, สอบติด, แทพย์, แพทย์รามาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190209/image_big_5c5dbe576f9a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
