<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัยลงตรวจห้างอิเกีย บางนา ย้ำถ้าคนใช้บริการเยอะ ยิ่งต้องจัดระเบียบเข้ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
​22 พ.ค.63- พญ.พรรณพิมล &amp;nbsp;วิปุลากร &amp;nbsp;อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่อิเกีย บางนา ว่า จากการที่รัฐบาลได้มีการผ่อนปรน สถานประกอบกิจการต่าง ๆ อาทิ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านตัดผม ส่งผลให้ประชาชนได้รับการผ่อนคลายในการใช้ชีวิตประจำวันนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าที่มีประชาชนใช้บริการ ต้องมีการเฝ้าระวังและ จัดระเบียบอย่างเข้มข้น ซึ่งการลงพื้นที่อิเกีย บางนาในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้ประชาชนใส่ใจสุขอนามัยตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยต้องสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน พบปะพูดคุยกับผู้อื่น หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 &amp;ndash; 2 เมตร หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ และมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อใช้เวลานอกบ้านให้น้อยที่สุด
&amp;ldquo;ทั้งนี้ อิเกียได้มีการจัดการตามคำแนะนำด้านการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยมี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จุดคัดกรองด้วยการวัดอุณหภูมิร่างกาย จัดให้มีแอลกอฮอล์เจลล้างมือบริการตามจุดต่างๆ ทั่วสโตร์ และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เว้นระยะห่าง แต่เนื่องจากมีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก กรมอนามัย จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการคุมเข้มให้จำกัดจำนวนลูกค้าที่มาเลือกสินค้า โดยใช้แพลตฟอร์ม &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; บันทึกข้อมูลการเข้า &amp;ndash; ออก &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อลดความหนาแน่นและความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด 19 นอกจากนี้ สำหรับร้านอาหารในอิเกียที่เปิดให้บริการนั่งกินในร้านต้องปฏิบัติตามมาตรการของร้านอาหาร ซึ่งหลักสำคัญต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1 - 2 เมตร และเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณพื้นผิวที่มีการจับหรือสัมผัสบ่อยครั้ง เช่น บันไดเลื่อน ลิฟต์ และห้องน้ำ เพราะถึงแม้ว่าขณะนี้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังป้องกันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดต่อไป&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หลังการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ระยะที่ 2 ในวันแรก คือเมื่อวันอาทิตย์ที่ &amp;nbsp;17พ.ค. และอนุญาตให้ห้างเปิดบริการได้ ปรากฎว่ามีภาพผู้คนแออัด เบียดเสียด ที่ห้างอิเกีย บางนา จำนวนมาก เป็นเหตุให้กรมอนามัยต้องลงพื้นที่ ตรวจสภาพการให้บริการห้างฯดังกล่าว
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66639</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมอนามัย, ห้างอิเกีย บางนา, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200522/image_big_5ec7a20f0ea87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะระงับทำฟัน หวั่นติดไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เตือนอย่าเพิ่งไปทำฟันในช่วงนี้ ไม่ว่าขูดหินปูน อุดฟัน ทำฟันปลอม เว้นแต่เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อป้องกันติดเชื้อไวรัสโควิดจากน้ำลายที่อาจปนเปื้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย ยังคงต้องมีมาตรการคุมเข้มการคัดกรอง เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสื่อสารความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ทุกสถานประกอบการต่างป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นที่สุด แม้กระทั่งคลินิกทันตกรรมก็เป็นอีกหนึ่งสถานประกอบการที่มีโอกาสเสี่ยงในการแพร่โรคสูง จากน้ำลายที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำฟันที่ยังไม่มีอาการ เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน ผ่าฟันคุด ทำฟันปลอม ควรรอให้พ้นระยะระบาดของโรคก่อน หากมีอาการฉุกเฉิน เช่น ปวดฟัน เหงือกบวม เป็นหนอง ได้รับอุบัติเหตุฟันหัก สามารถพบทันตแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลหรือคลินิกทำฟันในช่วงนี้ ประชาชนทุกกลุ่มวัยควรดูแลสุขภาพช่องปากให้สะอาดด้วยหลัก 2-2-2 คือ แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นานอย่างน้อย 2 นาที และภายใน 2 ชั่วโมงหลังแปรงฟันควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่ม ใช้อุปกรณ์เสริมทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน ล้างแปรงสีฟันให้สะอาดหลังการใช้งาน ไม่ควรเก็บแปรงสีฟันใกล้กันจนหัวแปรงสัมผัสกับแปรงสีฟันของคนอื่น เพื่อป้องกันการถ่ายเทเชื้อโรค ลดการรับประทานของหวาน เน้นการรับประทานผักและผลไม้เพื่อป้องกันฟันผุ หากสุขภาพช่องปากดีก็ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60671</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e78b9a3763f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอเตือนปู่ย่าตายาย อย่าบีบหัวนมเด็ก เพื่อไม่ให้หัวนมบอด เป็นความเชื่อที่ผิด อาจทำให้เกิดแผลอักเสบติดเชื้อได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22ต.ค.62-&amp;nbsp; แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีมีกระแสในโลกออนไลน์ได้โพสต์เรื่องย่าบีบหัวนมหลานสาวซึ่งเป็นเด็กแรกเกิด โดยเชื่อว่าจะทำให้หัวนมไม่บอดนั้น เป็นความเชื่อที่ผิด การที่เราจะดูว่าหัวนมบอดหรือไม่ ส่วนใหญ่จะดูตอนที่คุณแม่ตั้งครรภ์หรือใกล้คลอดซึ่งตอนนั้นเต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจะช่วยให้สามารถดูได้ง่าย ในกรณีที่เด็กทารกคลอดมาอาจพบว่ามีเต้านมใหญ่และมีน้ำนมที่ไหลออกจากนมเด็กแรกเกิดอายุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2-3 วัน มักพบได้ทั้งทารกเพศชายและเพศหญิง ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใด เพราะเกิดขึ้นจากอิทธิพลฮอร์โมนเพศ (ฮอร์โมนโพรแลกตินและโกรธฮอร์โมน) ที่ได้รับมาจากแม่ผ่านทางสายสะดือ เป็นภาวะปกติในทารกแรกเกิด ซึ่งจะมีเต้านมและฮอร์โมนที่ได้รับจากแม่ จะกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมของทารกทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปฮอร์โมนจะลดลงได้เอง เต้านมจะยุบลงไปเป็นปกติได้เองภายใน 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องรักษาใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอฝากเตือนปู่ย่า ตายาย หรือผู้ปกครอง ที่ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ ห้ามบีบเพื่อให้น้ำนมออกมาหรือนวดที่เต้านม เพราะอาจทำให้เต้านมยุบช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นหรือเนื้อเยื่อเต้านมบาดเจ็บ เกิดการอักเสบติดเชื้อหรือกลายเป็นฝีที่เต้านมได้ เนื่องจากผิวเด็กมีความบอบบางและแพ้ง่าย ส่วนใหญ่อาการแพ้จะเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังคลอด&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48597</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, เตือนอย่าบีบหัวนมเด็กแรกเกิด, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daeb60eb696a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปี 64 ผู้สูงอายุไทยพุ่งสูง 5.6 ล้านคน กรมอนามัยเตรียมแผนงานส่งเสริมสุขภาพสู้รับมือสังคมสูงวัยระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน &amp;nbsp;เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ในระดับ cluster กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัด ณ โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จังหวัดปทุมธานี ว่า ปัจจุบันผู้สูงอายุไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึงร้อยละ 17.52 ซึ่งคาดว่าภายใน 3 ปีประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งประเทศ ซึ่งผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีจำนวน 4.6 ล้านคน หรือร้อยละ 42.9 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.6 ล้านคนในปีพ.ศ. 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งจากการเพิ่มจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมโดยรวม เพราะจากการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยปี 2553-2583 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สูงถึง 20.5 ล้านคนหรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด แต่จะมีประชากรวัยแรงงานเพียง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;35.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีประชากรวัยแรงงานจำนวน 42.74 ล้านคน หรือลดลง 7.6 ล้านคน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อไปว่า จากการลดลงของจำนวนและสัดส่วนของประชากรวัยแรงงานและการเพิ่มของจำนวนประชากรผู้สูงอายุสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระบบบริการด้านสุขภาพ ให้กับประชากรที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงต้องเผชิญกับปัญหาสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และระบบการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความมั่นคงทางด้านรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ที่มีฐานะยากจน ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องรายได้ การขาดผู้ดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการวางแผนรองรับกับสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;ภายในทศวรรษต่อไป คนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; โดยกำหนดผลกระทบระดับชาติ 20 ปีไว้ คือ 1.อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดไม่น้อยกว่า 85 ปี และ 2.อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีไม่น้อยกว่า 75 ปี ส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุโดย ผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานนำแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุไปใช้กับแรงงานในสถานประกอบการ พัฒนาระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงานตอนปลาย (ระบบSelf-Assessment และให้ความรู้ผ่าน Digital platform) และพัฒนาความร่วมมือ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย เช่น ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายระดับเขตร่วมกับสถานประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานตอนปลายในสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในผู้สูงอายุ โดยการยืดเวลาของการเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการเข้าสู่ภาวะทุพพลภาพออกไปที่เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงการเตรียมการเพื่อรองรับสภาพปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; กรมอนามัย จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานแก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุในระดับ cluster &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มผู้สูงอายุส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และระดับจังหวัดในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และชี้แจงนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว 2 แผนงาน ได้แก่ 1.แผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต โดยมีกิจกรรมประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อม และโครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ และ2.แผนบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งประกอบด้วย โครงการพัฒนาระบบการดูแลด้านสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชน และโครงการบูรณาการการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุภายใต้แผนงานทันตสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย พ.ศ.2558-2565 แก่ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ โดยมี ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่ายการดำเนินงาน cluster กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับส่วนกลาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศูนย์อนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จำนวน 250 คน&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21887</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ผู้สูงอายุไทย, สังคมสูงวัย, สุขภาพ, อธิบดีกรมอนามัย, แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea842da0994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
