<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 18:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 18:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติร่างแผนคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์อย่างน้อย 12 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแผนระดับที่ 3 ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นร่างแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปี 2542 ฉบับที่ 1 (ปี2564-2565) มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หรืออาจได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ รวมทั้งเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานเชิงบูรณาการเพื่อเสนอแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์รายพื้นที่อย่างน้อย 12 แห่งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามร่างแผนฯดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญประกอบด้วย อนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครองสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพรในเขตพื้นที่อนุรักษ์และมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน, เสริมสร้างศักยภาพ บทบาท การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการคุ้มครองสมุนไพร, สำรวจ ศึกษาวิจัยสมุนไพรและบริเวณถิ่นกำเนิดของสมุนไพร และเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกพื้นที่เพื่อประกาศเป็นแผนจัดการคุ้มครองสมุนไพรระดับพื้นที่เช่น&amp;nbsp;เป็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบกระเทือนจากการกระทำของมนุษย์ได้โดยง่ายหรือการเข้าไปใช้ประโยชน์จากสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นการเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรือการลดลงของพันธุกรรม, เป็นพื้นที่ถิ่นกำเนิดของสมุนไพรที่มีระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจถูกทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงต้องสำรวจพบสมุนไพรสำคัญในพื้นที่ คือ สมุนไพรที่มีค่าต่อการวิจัย สมุนไพรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และสมุนไพรที่อาจจะสูญพันธุ์ เป็นพื้นที่ที่ชุมชนและประชาชนมีความต้องการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรอย่างเหมาะสม และต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงาน องค์กร ภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคมในระดับพื้นที่ในการบริหารจัดการเป็นแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณนั้นจะใช้จ่ายจากเงินกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยได้ประมาณการวงเงินแผนระยะสั้น 2 ปีจำนวนทั้งสิ้น&amp;nbsp;1,735,000บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ครม., สมุนไพร, แพทย์แผนไทย, โควิด, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae60c92f6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.1 จ.ชัยนาท ชูภูมิปัญญาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน “ฟ้าทะลายโจร” ต้านภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 (สสก.1) จังหวัด​ชัยนาทเปิดเผยว่า ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดแผนแม่บทในการพัฒนาและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยการนำจุดเด่นของสินค้าของอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาใช้ในการผลิตและจำหน่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและชุมชน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สสก.1 จ.ชัยนาท จึงได้ส่งเสริมพืชสมุนไพรพื้นบ้าน &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตกรุงเทพมหานครได้ดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร &amp;ldquo;ฟ้าทะลายโจร&amp;rdquo; เพื่อบรรเทาอาการของโรคหวัดและใช้เพื่อรักษาโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งได้ถูกบรรจุไว้ใน บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายเฉลิม อารีย์ เกษตรกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า &amp;ldquo;กลุ่มแปรรูปสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี้ คือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2564 โดยมีจุดเด่นคือมีการรวมกันและแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินธุรกิจแปรรูปสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โดยวัตถุดิบหรือสมุนไพรที่นำมาใช้ทั้งหมด เป็นสมุนไพรสดจากเครือข่ายในท้องถิ่นพื้นที่เขตหนองจอกและมีนบุรีจนสามารถผลิตสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ด้าน นางสาวปริยากร เนียมหะ เลขานุการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านปาริชาต กล่าวถึงกลุ่มว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ได้มีผู้สนใจทำการศึกษาการแปรรูปสมุนไพรมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มในปี 2548 ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ภาวนาเฮิร์บ&amp;rdquo; กลุ่มได้มีการผลิตและแปรรูปฟ้าทะลายโจร และสมุนไพรอื่น ได้แก่ ดอกสายน้ำผึ้งเปลือกส้มโกศเขมา ใบหม่อนเก๊กฮวยชะเอมเทศ และ หนุมานประสานกายมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบของสมุนไพรแผนโบราณ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรทามือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาผิว และผลิตภัณฑ์ดูแลบำรุงเส้นผม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;จนในปัจจุบันเมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่สามารถบรรเทาอาการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ได้ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีการระบาดอย่างรุนแรงทำให้ทุกโรงพยาบาลมีภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต ซึ่งมีความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย จึงร่วมกับกลุ่มเพื่อนแพทย์แผนไทยใจอินดี้ ได้ร่วมกันผลิตยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและแจกจ่ายไปยังกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง เพื่อแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยหายจากการป่วยได้ในเบื้องต้น โดยผู้ป่วยที่หายป่วยหรือบุคคลทั่วไป ได้ร่วมบุญ โดยนำเงินมาช่วยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตยาเพื่อส่งต่อให้กับผู้ป่วยท่านอื่นต่อไป ทั้งนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านปาริชาต สนับสนุนยาสมุนไพรช่วยเหลือประชาชนทั่วไปใน รพ.สนามหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ด้วยการบริจาคยาสมุนไพร ชาสมุนไพร และเจลล้างมือ เพื่อร่วมป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นางสาวปริยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า&amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน รวมถึงการจดแจ้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และได้ผ่านการคัดเลือกรางวัล OTOP&amp;nbsp; รางวัล Bangkok brand และในปี 2564 ได้รับรางวัลที่ 1 จากการเข้าประกวดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของกรุงเทพมหานคร และได้รับรางวัลชมเชยของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาทอีกด้วย สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ผ่านทาง Facebook : สมุนไพรภาวนา หรือ ID Line : PAWANA-PARICHAT&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ในส่วนของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปของจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง หากสนใจนำฟ้าทะลายโจรไปปลูก สามารถติดต่อศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี เพื่อขอสนับสนุนต้นฟ้าทะลายโจรไปปลูกบริโภคในครัวเรือนได้ โดยติดต่อที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.ลพบุรี โทรศัพท์&amp;nbsp; 0-3646-1038 ในวันและเวลาราชการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวีระชัย เข็มวงษ์ ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110343</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, PAWANA-PARICHAT, กลุ่มแม่บ้านปาริชาต, จังหวัด​ชัยนาท, นางสาวปริยากร เนียมหะ, นายวีระชัย เข็มวงษ์, นายเฉลิม อารีย์, ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1, พืชสมุนไพรพื้นบ้าน, ฟ้าทะลายโจร, ภาวนาเฮิร์บ, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร, สสก.1, สินค้าเกษตร, แปรรูปสมุนไพร, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5656acf2d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รฎาวัญ&#039; ผุดโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติ เฟส 2 ส่งยาช่วยผู้ป่วยโควิดกักตัวที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.64 - นางรฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรมช.แรงงาน ในฐานะประธานองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้จัดโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติร่วมกับสภาครูแพทย์แผนไทย ทับลานคลินิกการแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยอาสาจำนวนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2564 เป็นต้นมา เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้ป่วยที่มีอาการ เจ็บคอ ไอ มีไข้ ไม่สามารถไปรักษาที่ตัวโรงพยาบาลได้ ต้องกักตัวรอเตียงอยู่ในบ้าน โดยไม่มียารับประทานเป็นจำนวนกว่า 10,000 คน แต่สามารถผลิตตำรับยาแผนไทยส่งให้รับประทานที่บ้านได้เพียง 2,000 คนเท่านั้น เราพบว่าในจำนวนนี้หลายคนมีอาการน่าเป็นห่วง คือมีไข้สูง อาเจียน แน่นหน้าอก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส อ่อนเพลียไม่มีแรง แต่ก็ไม่มีโรงพยาบาลใดส่งรถไปรับอ้างว่าเตียงเต็มแล้ว และมีจำนวนไม่น้อยที่รับแจ้งทางโทรศัพท์หลังการตรวจแล้วว่าติดเชื้อให้กักตัวที่บ้านโดยไม่มีเอกสารยืนยันเลย นับว่าเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางรฎาวัญ กล่าวว่า คณะแพทย์แผนไทยช่วยชาติเราทำงานกันด้วยจิตอาสาออกค่าใช้จ่ายกันเอง มีประชาชนร่วมบริจาคยาและค่าผลิตยาแผนไทยมาส่วนหนึ่ง พบว่าคนที่ได้รับประทานยาแผนไทยสามตำรับคือ ยาห้าราก ยาจันทลีลา ยาประสะฟ้าทะลายโจร บางรายต้องทานยาสัตตะโกฐเพิ่ม ล้วนมีอาการดีขึ้นภายในเวลา 5 วันหลายรายมีผลตรวจเป็นลบไม่พบเชื้อโควิด-19มีใบรับรองแพทย์ยืนยันได้ว่าหายป่ายแล้ว ด้วยเหตุนี้ดิฉันและคณะแพทย์ทุกท่านจึงจะทำโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติเฟส 2 ต่อไปอีกเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ป่วยไข้ไร้ที่พึ่ง โดยตั้งเป้าจะระดมทุนผลิตยาทั้งสามตำรับ จำนวน 3,000,000 แคปซูลสำหรับผู้ป่วยที่มีเอกสารยืนยันผลตรวจเป็นบวกติดเชื้อโควิด-19ประมาณ 10,000 คน เพื่อจะช่วยคนที่มีผลตรวจเป็นบวกให้ได้รับประทานยาแผนไทยบรรเทาอาการป่วยไข้ในระยะเริ่มต้นระหว่างรอไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางรฎาวัญ กล่าวอีกว่า องค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยจะนำร่องโครงการใหม่ บ้านคือโรงพยาบาล แม่คือหมอในครอบครัว โดยจะให้บทบาทแก่สตรีเพศแม่คือ แม่ ภรรยา พี่ ป้า น้า อา ย่า ยาย ในครอบครัวผู้ป่วยทั้ง 10,000 คนที่เราจะส่งยาแผนไทยไปให้ถึงบ้านฟรี มีความรู้เรื่องการใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันการติดเชื้อ และลดอาการรุนแรงของการป่วยไข้ให้แก่ญาติพี่น้องที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน รวมทั้งในทุกครอบครัวทั่วประเทศ โดยจะเผยแพร่องค์ความรู้ที่นำไปปฏิบัติได้ในทุกช่องทางการสื่อสาร และเครือข่ายแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านและหมอชนเผ่าทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเตรียมผลิตและเผยแพร่สื่อองค์ความรู้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่นำไปปฏิบติในครอบครัวได้ง่ายๆสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้เม็ดเลือดแดง ปอด หัวใจ อวัยวะทุกส่วนในร่างกาย โดยประหยัด ไม่สิ้นเปลืองเงินมากมายเลย โครงการบ้านคือโรงพยาบาล แม่คือหมอในครอบครัว เป็นโครงการที่ดีมากควรจะเป็นภาระกิจของส่วนราชการที่รับผิดชอบด้านคุณภาพชีวิตและด้านสุขภาพของประชาชน เช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ เข้ามาร่วมดำเนินการกับองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเพื่อจัดทำในทุกหลังคาเรือน ทุกห้องพัก ทุกอพาร์ทเม้นท์ ทุกคอนโดมีเนียม คือใช้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยป้องกันการติดเชื้อ. และใช้ตำรับยาแผนไทยรักษาอาการไข้ ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาด การป่วยไข้และการเสียชีวิตจากไวรัสโควิด19ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีเอกสารผลตรวจเป็นบวกกักตัวรอเตียง &amp;nbsp;ประชาขนกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;สตรีและประชาชนทั่วไป ติดต่อแพทย์แผนไทยช่วยชาติที่สะดวกที่สุดได้ที่ สายด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp;081-8352895 ,&amp;nbsp;083-2936644 ,062-5982355&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์เวชกรรมไทย ณิชกรณ์วัน วัดพุทธญาณวงศ์ หัวหน้าทีมแพทย์แผนไทยช่วยชาติ กล่าวว่า เรามีกำลังใจและมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นเมื่อเราให้ผู้ป่วยที่มีอาการตรงกับไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้กาฬ ตามคัมภีร์ตักกะศิลาแล้วมีอาการดีขึ้นภายใน 5 วันในช่วงสองเดือนกว่านับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เราส่งยาไปให้ที่บ้านแล้วก็มีการแนะนำวิธีรับประทานยาอย่างถูกต้อง มีการติดตามผลตลอด 5 วันอย่างใกล้ชิด ซึ่งจำเป็นมากที่การจ่ายยาให้คนป่วยจะต้องทำโดยแพทย์เวชกรรมไทย เพราะข้อมูลทางสรีระของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เราไม่สามารถให้ยาเท่ากันได้ทุกคน เราต้องละเอียดรอบคอบที่สุดเพราะนี่คือการรักษาชีวิตของประชาชนที่ป่วยไข้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์แผนไทยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์เวชกรรมไทย โสภณภัคจ์ วัดพุทธญาณวงศ์ ประธานสภาครูแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจที่ในหลวงรัชกาลที่5ทรงโปรดเกล้าฯให้บันทึกคัมภีร์ตำรับยาแผนไทยไว้ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์แห่งชาติ ซึ่งทับลานคลินิกการแพทย์แผนไทยและอีกหลายคลินิกทั่วประเทศก็ได้ปรุงยาตามคัมภีร์ตักกะศิลาและคัมภีร์อื่นๆรักษาโรคให้ผู้ไข้ตลอดมา ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19แล้ว ขณะนี้สภาครูแพทย์แผนไทยกำลังขอให้อาจารย์รฎาวัญ หาทุนมาจัดอบรมถ่ายทอดทักษะประสบการณ์การให้ยาแผนไทยแก่ผู้ป่วยโควิด19ซึ่งมีอาการคล้ายโรคไข้พิษเหนือกาฬในอดีตให้แก่แพทย์เวชกรรมไทยที่สนใจ รุ่นแรกจำนวน 250 คน จะจัดอบรมใน 5 ภาค คือภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคละ 50 คน เพื่อจะได้มีแพทย์แผนไทยที่มีความรู้เฉพาะโรคอุบัติใหม่กระจายกันดูแลรักษาประชาชนที่ป่วยไข้ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109753</URL_LINK>
                <HASHTAG>รฎาวัญ วงศ์ศรีวงศ์, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_60854ff0cea84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 23:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 23:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บูม กิตต์ก้อง’ร้องลั่น หลังเข้ารักษาด้วยแพทย์แผนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิ LOVE TO CARE ร่วมกับ สมาคมแพทย์ไทยบูรณาการและการบริบาลแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว อุดรโมเดล เมืองสุขภาพ ไร้เข่าเสื่อม ไร้โรคร้าย ไร้ความพิการ พร้อมเปิดคลินิกการแพทย์ไทยบูรณาการ ในโครงการ 1 ตำบล 1 การแพทย์ไทย ได้รับเกียรติจาก พลเอก รุ่งโรจน์ จำรัสโรมรัน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธี &amp;nbsp;มี นายวันชัย จันทร์พร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ,นายอิสระ เจียวิริยบุญมา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็ง ให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ยังมี ดร.ภูมิรวิชญ์ ชัยภูริหิรัณยกุล นายกสมาคมแพทย์ไทยบูรณาการและการบริบาลแห่งประเทศไทย และประธานโครงการ 1 ตำบล 1 การแพทย์ไทย ,นายภัทร ศรีกายกุล ประธานมูลนิธิ LOVE TO CARE ,ดร.อนิวัธติ์ ศิริเดชวราวงศ์ ประธานที่ปรึกษา มูลนิธิ LOVE TO CARE &amp;nbsp;, &amp;nbsp;บูม-กิตต์ก้อง ขำกฤษ ,กีฟ-ดราภดา โสตถิพิทักษ์&amp;nbsp; 2 นักแสดงจากช่อง 7 ,&amp;nbsp; ตาต้าร์-ชาติชาย ชินศรี (พระเอกไทยบ้านเดอะซีรีส์)&amp;nbsp; ,โน่-ภูวเนตร สีชมพู และ ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพชร ผู้กำกับภาพยนตร์ เรื่อง เล่าฤาสื่อIV หรือ THE MESSAGE เข้าร่วมงาน ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในงานดังกล่าวยังมีการเสวนาเรื่อง การแพทย์ไทยก้าวไกลสู่ระดับโลก ตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การใช้กัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;มีนักวิชาการและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ มาให้ความรู้แก่ประชาชน นอกจากนี้ทางโครงการ 1 ตำบล 1 การแพทย์ไทย ยังได้เปิดลงทะเบียนสำหรับผู้ป่วยยากไร้จำนวน 1,000 คน ที่มีปัญหาสุขภาพ ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม สามารถเข้ารักษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บูม กิตต์ก้อง ได้เผยถึงการมาร่วมโครงการในวันนี้ว่า &amp;ldquo;บูมเป็นคนที่ชอบสนุนไพรอยู่แล้ว ชอบที่การใช้สนุนไพรมันจะไม่มีสารตกค้างในร่างกาย ถึงแม้เราไม่ได้เจ็บป่วยอะไรก็ใช้ได้ ยิ่งมาในงานวันนี้ มีหลายบูธ หลายกระบวนการรักษาที่เกี่ยวกับสนุนไพรก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก &amp;nbsp;วันนี้ที่ชอบที่สุดคือเป็นบูธที่มีการนวดเพื่อการรักษา ได้เจอกันคุณหมอที่เก่งๆ หลายท่าน คือตัวบูมมีปัญหาเกี่ยวกับแขนข้างซ้าย รู้สึกชาที่ปลายนิ้วก้อย แขนก็เหมือนไม่ค่อยมีแรง คุณหมอก็ได้ให้คำปรึกษา ได้แนะนำ แล้วก็ได้มีการนวดเบื้องต้นแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้รู้สึกโล่งมาก ไม่ว่าจะเป็นการยกแขนหรืออะไร ตอนแรกยอมรับว่าเจ็บมาก แต่หลังจากที่เราได้นวดไปจากคุณหมอที่มีประสบการณ์ คือเป็นการนวดเพื่อรักษาจริงๆ ตอนนี้รูสึกดีขึ้นมาก หลังจากนี้คงรักษาอย่างต่อเนื่องครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33945</URL_LINK>
                <HASHTAG>กีฟ-ดราภดา โสตถิพิทักษ์, ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพชร, ตาต้าร์-ชาติชาย ชินศรี, บูม-กิตต์ก้อง ขำกฤษ, มูลนิธิ LOVE TO CARE, สมาคมแพทย์ไทยบูรณาการและการบริบาลแห่งประเทศไทย, เล่าฤาสื่อIV, แพทย์แผนไทย, โน่-ภูวเนตร สีชมพู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8aa59d404a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/10/2018 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระวัฒน์ &quot;เผยรู้สึกละอายใจ เคยมองข้ามกัญชาในแพทย์แผนไทย ชี้หากปลดล็อกต้องครอบคลุมทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;23 ต.ค.61--ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า สิ่งที่กังวลในการเสนอปลดล็อกกฎหมาย โดยใช้รูปแบบเปลี่ยนจากสารเสพติดประเภท 5 เป็นประเภท 2 เพื่อให้เป็นยานั้น คือ จะใช้ได้เฉพาะสารสกัด แต่ดอก ใบ ที่เป็นพืชยาจะใช้ไม่ได้ แต่หาก ทาง อย.สามารถระบุไปได้ว่า พืชยาให้เป็นยาได้ด้วยนั้นก็จะเป็นเรื่องดี ทั้งนี้ตนมองว่าการแพทย์แผนไทย หรือการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบำบัดรักษาโรคเป็นสิ่งจำเป็น และต้องใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการที่ตนได้ทำงานด้านกัญชามา 8 เดือน เริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมาตนเองอาจใจกว้างไม่พอ และจะรู้สึกละอาย หากไม่รับฟังภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้พัฒนาสูตรการบำบัดรักษาโรคมานานจนกระทั่งปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า หลังจากตระหนักแล้วว่า ตนเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน เรามักตีกรอบตัวเอง โดยเชื่อหลักฐานเชิงประจักษ์จากต่างประเทศ และหลักฐานดังกล่าว ส่วนมากจะเป็นการเรื่องการศึกษาเทียบเคียงความปลอดภัย และประสิทธิภาพทางคลินิก คือ จะบอกว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล ซึ่งมีตัวแปรหลายอย่างในเรื่องของข้อมูล อาจมีการละเลย การใช้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้ผลที่ได้ออกมาไม่ตรงกับความเป็นจริงก็มี ดังนั้น การจะทำอะไรต้องดูให้ลึกซึ้ง 2 ประการ คือ 1.ต้องทราบกลไกการเกิดของโรคนั้นๆ ให้มากที่สุด ทั้งกลไกของยา ของสารประกอบอะไรก็ตามที่จะมาขัดขวางกระบวนการเกิดโรคนั้นได้หรือไม่ และ2.ต้องดูกลไกที่เราอาจยังไม่ทราบ &amp;nbsp;โดยการศึกษาจากภูมิปัญญาการแพทย์ท้องถิ่น ซึ่งมีการพัฒนาและประยุกต์ จนเริ่มมีมาตรฐานขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สิ่งจำเป็นที่หากจะปลดล็อกกฎหมายต้องครอบคลุมทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ซึ่งวันที่ 24 ต.ค.นี้ ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผมได้รับเชิญให้ร่วมประชุมจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเพิ่งแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบาย แนวทาง และการดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ&amp;hellip; ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเพสติด (ฉบับที่&amp;hellip;) พ.ศ.. ครั้งที่ 1/2562 โดยมีนพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการชุดนี้ ซึ่งผมจะเสนอแนวทางการปลดล็อกกัญชา และล่าสุดจากภาคประชาชน ภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้จัดทำร่างกฎหมายฉบับประชาชน คือ ร่างพ.ร.บ.พืชยา กัญชา พืชกระท่อม พ.ศ. .... &amp;nbsp;ซึ่งได้ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 21 ตุลาคม 2561 โดยจะจัดทำเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อให้สามารถนำไปรักษาทางการแพทย์ และการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด&amp;rdquo; ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเสนอร่างพ.ร.บ.ใหม่ จะทำให้กฎหมายออกมาล่าช้าหรือไม่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องตกผลึกให้ได้เสียก่อนว่าจะใช้อะไร รูปแบบไหน &amp;nbsp;อย่างหากเป็นการใช้กฎหมายเฉพาะ ก็ต้องมาหาวิธีลัดที่จะทำให้กฎหมายออกมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ในฐานะประธานกรรมการกำหนดนโยบาย แนวทาง และการดำเนินการตามร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดฯ กล่าวว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯชุดนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 เพื่อทำหน้าที่ในการออกอนุบัญญัติเพื่อสอดคล้องกับพ.ร.บ.ฯฉบับใหญ่ที่อยู่ในขั้นตอนตามกฎหมายอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นแค่การออกอนุบัญญัติ หรือกฎหมายรอง ว่าในส่วนของกระทรวงฯ โดย อย.จะมีกฎหมาย หรือมีอะไรมารองรับ ยังไม่ใช่ว่าจะเป็นชุดที่จะได้ข้อสรุปเรื่องการพิจารณากัญชาทางการแพทย์แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20520</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลดล็อกกัญชา, ภาคประชาชนเสนอกม.กัญชาอีกฉบับ, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, แพทย์แผนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb165fa1e9e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท้องอืดต้องลอง! เผายาให้ไฟลุกบนหน้าท้องรักษาผู้ป่วยได้ผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลนาโยง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ได้เปิดให้บริการเผายาบนหน้าท้องของผู้ป่วยหรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;เผาเครื่องยาร้อน&amp;rdquo; เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับเลือดลมและช่องท้อง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูกและอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะเข้ารับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว แต่ไม่หายขาดจึงหันมารักษากับแพทย์ทางเลือกหรือแพทย์แผนไทยเพื่อลดการกินยาและผลข้างเคียงที่อาจตามมาในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเผายาบนหน้าท้องของผู้ป่วยนั้น เริ่มทำการรักษากันมาตั้งแต่ปี 2555 ก่อนการรักษาแพทย์แผนไทยจะต้องคัดกรองผู้ป่วยก่อน หากมีไข้ มีแผลผ่าตัดหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มีกำเดากำเริบ ก็จะไม่เผายาให้&amp;nbsp;สำหรับศาสตร์การเผาเครื่องยาร้อน ใช้กันมากในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข วัตถุดิบหลักๆ ได้แก่ สมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ขมิ้น,ผิวมะกรูด,ตะไคร้,หัวไพล,เหง้าข่า,เหง้ากระทือและเกลือ นำวัตถุดิบหลักมาตำให้เข้ากัน ก่อนนำมาพอกบนหน้าท้องของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องนวดน้ำมันเพื่อกระตุ้นบริเวณช่องท้องก่อนประมาณ 5-10 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อโรยเครื่องยาลงไปแล้วก็ใช้ผ้าชุบน้ำปิดลงไปบนหน้าท้อง ก่อนจะเทเมทิลแอลกอฮอล์แล้วจุดไฟเผานาน 1-3 นาที รวมคนละ 3 ครั้งหรือจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกว่าร้อน จึงใช้ผ้าชุบน้ำคลุมทับเพื่อยุติการรักษา ซึ่งแต่ละคนจะรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งโดยใช้ตัวยาเดิมที่เก็บไว้ใช้เฉพาะคนหรือจนกว่าจะหมดกลิ่นหรือสีเปลี่ยนไป ซึ่งทุกขั้นตอนจะต้องทำโดยแพทย์แผนไทยที่ผ่านการฝึกอบรมและมีใบประกาศรับรองมาแล้วเท่านั้น ซึ่งแต่ละเดือนมีผู้ป่วยมาขอรับบริการกว่า 30-40 รายทั้งในและนอกเวลาราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางณัฐยมน พุฒนวล ผู้ป่วยรายหนึ่งที่มารับบริการเผายาบนหน้าท้อง กล่าวว่า หลังเผายาแล้วรู้สึกว่าตัวยาจะซึมเข้าไปในท้อง ทำให้รู้สึกสบายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสิตาพัชญ์ ธีรนิจคุณานนต์ แพทย์แผนไทยปฎิบัติการ โรงพยาบาลนาโยง กล่าวว่า จริงๆแล้วการเผาเครื่องยามีมาแต่สมัยโบราณกาลแล้วโดยเฉพาะทางภาคเหนือ ซึ่งโรงพยาบาลนาโยงนำมาใช้ประกอบการรักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้องและปวดกล้ามเนื้อหลัง เคล็ดขัดยอก โดยมีผู้ป่วย 30-35 รายต่อเดือน ส่วนใครที่สนใจสามารถติดต่อได้ทั้งในและนอกเวลาราชการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17324</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพทย์ทางเลือก, จังหวัดตรัง, เผายาบนหน้าท้อง, เผาเครื่องยาร้อน, แพทย์แผนไทย, โรงพยาบาลนาโยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b97a196b6ea7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ฤาษีดัดตน&#039;บริหารกายด้วยตัวเอง บรรเทา&#039;ปวดเมื่อย&#039;ศีรษะจรดเท้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นท่านวดสร้างความผ่อนคลายสำหรับผู้สูงอายุเสมอๆ สำหรับ &amp;ldquo;กายบริหารฤาษีดัดตน&amp;rdquo; ที่นอกจากปลอดภัย เพราะได้รับรองมาตรฐาน กระทั่งได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่สำคัญคือผู้สูงอายุสามารถทำที่บ้านเองได้ โดยเฉพาะคุณตาคุณยายที่มีปัญหาเดินหลังโก่งหรือหลังงอ และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขน-ขา กระทั่งอาการแน่นหน้าอกขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ศาสตร์การนวดแบบแพทย์แผนไทยดังกล่าวสามารถช่วยผู้สูงวัยได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงาน &amp;ldquo;ศิริราช 130 ปี 130 โครงการ ทำงานเพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาจารย์พนิตสุภา เชื้อชั่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์พนิตสุภา เชื้อชั่ง แพทย์แผนไทยประยุกต์ รพ.ศิริราช มาแนะนำท่าฤาษีดัดตนเพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุไว้น่าสนใจว่า &amp;ldquo;ปัญหาหนึ่งที่พบได้ในผู้สูงอายุคือ ปัญหาเรื่องความเสื่อมของกระดูก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการ &amp;ldquo;เดินหลังโก่ง&amp;rdquo; สำหรับกายบริหารท่าฤาษีดัดตนท่านี้ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่แนะนำให้ผู้สูงอายุพยายามยืดตัวขึ้น ถึงไม่ตรงมากก็ไม่เป็นไร แต่ให้เอาความรู้สึกมายืด (ให้ผู้สูงวัยรู้สึกในใจว่าตอนนี้กำลังยืดหลังอยู่) หลังจากที่ผู้สูงอายุปฏิบัติตามท่ากายบริหารดังกล่าว จะถือเป็นการบริหารภายในอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างการไหลเวียนของลมที่ดี ช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ท่าแก้ก่อน&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ฤาษีดัดตน &amp;ldquo;ท่าแก้ก่อน&amp;rdquo; ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการหลังโก่งได้เช่นเดียวกัน โดยเริ่มจาก 1.นั่งยืดขาบนเก้าอี้ (เก้าอี้ 2 ตัวหันหน้าเข้าหากัน) พร้อมกับกระดกปลายเท้าเข้าหาลำตัว 2.ใช้มือจับที่ปลายเท้าให้พอตึง (ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการเจ็บสามารถแตะที่บริเวณหัวเข่าหรือหน้าแข้งได้เช่นกัน) 3.เงยหน้าขึ้นพร้อมกับนับในใจ 5-10 วินาที จากนั้นให้คลายออก สำหรับท่านี้ให้ทำเช้า-เย็น โดยทำครั้งละ 3 รอบ (1 รอบ = นับ 1-10 ในใจ) ความพิเศษของท่ากายบริหารนี้ หากฝึกบ่อยๆ หลังที่โก่งจะเริ่มดีขึ้น และทำให้เดินได้คล่องขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ท่าดำรงกายอายุยืน&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนท่าต่อมาอย่าง &amp;ldquo;ท่าดำรงกายอายุยืน&amp;rdquo; สำหรับท่านี้จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าทั้งสองข้าง 1.ให้ยืนตรงและแบะปลายเท้าออกเล็กน้อย พร้อมกับกำมือทั้งสองข้างวางเรียงกันไว้ที่น่าอก 2.จากนั้นค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ พร้อมกับทำค้างไว้ 5-10 วินาที 3.ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นในท่ายืนเดิม ท่านี้ไม่เพียงลดอาการปวดเมื่อย แต่ยังช่วยฝึกเรื่องการทรงตัวที่ดีให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย แนะนำให้ฝึกวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 รอบ (1 รอบ = นับ 1-10 ในใจ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ท่าแก้ลมแน่นหน้าอก&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ท่าแก้ลมแน่นหน้าอก&amp;rdquo; 1.ยืนตรงพร้อมกับแยกขาออกเล็กน้อย (หากผู้สูงอายุทรงตัวไม่ดีให้แยกขา แต่ถ้าทรงตัวดีให้ยืนขาชิดกัน) 2.ยืดแขนทั้ง 2 ข้างไปด้านหลัง พร้อมกับเงยหน้า แบะไหล่ ให้แขนทั้งสองข้างยืดให้มากที่สุด (หรือทำแค่พอตึงหากรู้สึกเจ็บ) จากนั้นให้คลายสู่ท่าเตรียม ประโยชน์ของกายบริหารท่านี้จะทำให้ช่องทางเดินลมทำงานได้ดีขึ้น จึงช่วยลดอาการแน่นจุกเสียด แนะนำว่าให้ทำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ครั้งละ 2 รอบ (1 รอบ = นับ 1-10 ในใจ).&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กายบริหารฤาษีดัดตน, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, คุณภาพชีวิต, ท่านวดสร้างความผ่อนคลาย, ผู้สูงอายุ, ม.มหิดล, อาการแน่นหน้าอก, เดินหลังโก่ง, แพทย์แผนไทย, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180509/image_big_5af2e986ee708.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
