<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2026 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพร่!ติดเพิ่มอีก5รายสะสมอยู่ที่60คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.2564 &amp;ndash; เพจข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่ โพสต์สั้นๆ ว่า วันนี้ !!ติดเชื้อเพิ่มอีก 5 ราย รวมติดเชื้อสะสม 60 ราย แถลงข่าว 15.00 น.&lt;/p&gt;
bk8
gb69
kubet
faw99
789bat
dafabet
bgame888
188bet
acash888
mk888</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100164</URL_LINK>
                <HASHTAG>รายใหม่, แพร่, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607f8dab19391.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากแพร่ถึงเชียงราย ไม่ยอมพ่ายแก่โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่องราวในตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบของทริปเที่ยวเหนือเมื่อช่วงวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา เริ่มต้นด้วยการออกเดินทางจากโรงแรมในตัวเมืองแพร่ไปแวะคุ้มเจ้าหลวง หรือ &amp;ldquo;คุ้มหลวงนครแพร่&amp;rdquo; ที่ประทับของเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย หัวหน้าคณะของเราซึ่งเป็นอดีตนักข่าวผู้อาวุโสสูงยิ่ง มีเชื้อสายมาจากท่านเจ้าหลวงเมื่อสืบย้อนไป 5 รุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวเกิดเหตุ &amp;ldquo;เงี้ยวปล้นเมืองแพร่&amp;rdquo; เมื่อ พ.ศ.2445 เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์ไม่สามารถจัดการกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ ก่อนที่ทางกรุงเทพฯ จะส่งกองทหารม้ามาปราบกบฏเงี้ยวและรักษาความสงบ เจ้าหลวงตัดสินใจหนีออกจากเมืองแพร่ไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง ราชอาณาจักรลาว ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้ามหาชีวิตลาวและเจ้าอุปราช อีกทั้งยังได้หลานสาวของเจ้าอุปราชเป็นภริยา วาระท้ายๆ ของชีวิตย้ายไปพำนักที่แขวงซำเหนือจนกระทั่งถึงพิราลัยในปี พ.ศ.2452
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตนักข่าวอาวุโสเล่าให้ฟังว่า ก่อนหนีออกจากเมืองแพร่ไปคนละทิศละทาง เจ้าหลวงได้บอกแก่เทียดหรือปู่ทวดของผู้อาวุโส ซึ่งเป็นหนึ่งในบุตรจำนวนหลายคนของท่านให้หนีไปทางภาคอีสาน โดยเอาย่ามใส่ข้าวของให้ 1 ใบ สะพายเดินทางไกลแต่เพียงผู้เดียว จนสุดท้ายไปเป็นนายฮ้อยอยู่ทางนั้นและได้แต่งงานกับสตรีที่ราบสูง ตั้งรกรากและสร้างครอบครัว ให้กำเนิดบุตรหลานจนมาถึงรุ่นอดีตนักข่าวอาวุโส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคต้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป เรียกว่า &amp;ldquo;ทรงขนมปังขิง&amp;rdquo; สร้างด้วยอิฐถือปูน 2 ชั้น หลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยวก็ได้กลายเป็นจวนข้าหลวงหรือบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี รวมถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยประทับแรมเมื่อคราวเสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี พ.ศ.2540 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงมีชื่อว่า พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ &amp;ldquo;คุ้มเจ้าหลวง&amp;rdquo; มีอนุสาวรีย์เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์อยู่ด้านหน้า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงนิทรรศการประวัติเจ้าหลวงเมืองแพร่และชายา ข้าวของเครื่องใช้ทั้งที่เคยเป็นของเจ้าหลวงและของโบราณที่พบในจังหวัดแพร่ ไม่เก็บค่าเข้าชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเคยเดินทางมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนและได้ถ่ายภาพอาคารไว้ เมื่อกลับมาค้นในคอมพิวเตอร์ไม่พบภาพเก่านั้นเสียแล้ว จึงน่าเสียดายที่ไม่มีภาพอาคารให้ชม เพราะครั้งนี้ไม่มีจังหวะกดชัตเตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความขัดแย้งกันในข้อมูลเรื่องคุกภายในอาคารซึ่งอยู่ชั้นล่างสุด สูงจากพื้นไม่มาก ทางหนึ่งบอกว่าเป็นคุกคุมขังนักโทษที่กระทำความผิดในสมัยโน้น ข้อมูลอีกทางคือตึกนี้แรกเริ่มได้สร้างขึ้น 3 ชั้น แต่ชั้นล่างเตี้ยประมาณ 2 เมตร นัยว่าจะเป็นชั้นใต้ถุนมากกว่า และว่าในเวลานั้นมีคุกคุมขังนักโทษอยู่แล้วในบริเวณคุ้ม แต่แยกจากตัวอาคาร และตามหนังสือแจ้งกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูล เมื่อปี 2444 มีใจความว่าคุกเดิมเป็นที่คับแคบ เจ้าหลวงพิริยเทพวงษ์จึงได้ออกเงินส่วนตัว 637 บาทสร้างคุกใหม่ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าห้องชั้นล่างสุดนี้ใช้เป็นที่คุมขังเฉพาะข้าทาสบริวารของเจ้าหลวงเอง ส่วนคุกสำหรับคนทั่วไปก็ขังแยกออกไปอีกแห่ง และก็เป็นไปได้เช่นกันว่ามีการใช้ห้องชั้นล่างนี้สำหรับเก็บเงินและอัฐทองแดงตามการตั้งข้อสังเกตในหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยบางฉบับในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ที่พักและคาเฟ่ในอาคารเดียวกัน ภาพน่ามองบนถนนไตรรัตน์อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะของเราใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ออกจากคุ้มเจ้าหลวงในเวลาเกือบๆ 10 โมงเช้า เดินทางต่อด้วยรถยนต์แบบ SUV จำนวน 2 คัน ผ่านจังหวัดพะเยาโดยไม่ได้พักจอด แวะกินมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน อ้อมตัวจังหวัดเชียงราย ตรงขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ หากไม่เลี้ยวที่ไหนก็จะเข้าอำเภอแม่สาย และจังหวัดท่าขี้เหล็กของสาธารณรัฐแห่งสภาพเมียนมา แต่ใครคิดทำเช่นนั้นก็บ้าเต็มที เมื่อถึงอำเภอแม่จัน คณะของเราเลี้ยวซ้ายและขึ้นสู่ดอยแม่สลอง ถึงที่พักเวลาบ่าย 3 นิดๆ เช็กอินแล้วก็ออกไปพบปะสังสรรค์กับอดีตคนข่าวผู้ผันตัวมารับใช้สังคมคนชายขอบ ท่านพี่ผู้นี้ทิ้งเมืองหลวงมาอยู่จังหวัดเชียงรายเสียนานหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อากาศช่วงเชื่อมต่อระหว่างก่อนและหลังพระอาทิตย์ตกดินต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แจ็กเกตธรรมดาถึงกับเอาไม่อยู่ หากว่าไม่มีซิงเกิลมอลต์และกองไฟเล็กๆ แล้วคงยากจะรับมือกับความหนาวบนดอย และสถานที่ซึ่งท่านพี่อดีตคนข่าวและภรรยาจัดเตรียมไว้ต้อนรับพวกเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันต่อมา คนที่ตื่นตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นรายงานให้ทราบว่า หมอกที่แลเห็นดูจะเป็นหมอกผสมควันไฟอยู่ในปริมาณมากพอสมควร เพราะจมูกรู้สึกได้ การเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกฤดูใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมแยกตัวจากคณะผู้อาวุโสไปกับท่านพี่อดีตคนข่าวลงไปยังตัวเมืองเชียงราย เพราะได้จองตั๋วบินกลับกรุงเทพฯ จากท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงในวันถัดไป ฝ่ายคณะหลักเดินทางต่อไปดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านพี่อดีตคนข่าวแนะนำโรงแรมให้และขับรถไปส่งถึงที่ โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากวัดมิ่งเมืองและหอนาฬิกา มีห้องว่างอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเวลานี้คือช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของโควิดนำเข้าจากท่าขี้เหล็ก เช่นเดียวกับเป็นช่วงไฮซีซั่นเที่ยวเหนือ ทำให้มีผู้จองห้องพักแจ้งยกเลิกเฉลี่ยแต่ละแห่งประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนแวะดื่มชาเลือดมังกรและหอมหมื่นลี้ระหว่างทางลงดอย หนุ่มเจ้าของคาเฟ่ผู้ช่างเจรจาบอกว่าหญิงงามเมืองผู้เสี่ยงเข้าไปรับเชื้อโควิดในโรงแรมฝั่งท่าขี้เหล็ก รับเงินกันคนละประมาณ 250,000 ต่อเดือน ขณะที่การท่องเที่ยวเสียหายทันทีคงจะหลายร้อยล้านบาทหลังมีข่าวว่าพวกหล่อนนำเชื้อกลับเข้าประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเช็กอินแล้วออกไปกินมื้อเที่ยง กลับโรงแรมไปงีบหลับตามสูตรสุขภาพดีของชาวลาติน (ทั้งยุโรปและอเมริกา) เมื่อเรี่ยวแรงกลับมาเต็มร้อยก็พร้อมเดินชมวัดในระยะทางที่พอเดินได้ โดยเริ่มต้นที่วัดมิ่งเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ แต่โบราณสถานทั้งวิหารและเจดีย์มีความงดงามยิ่ง เป็นศิลปะผสมล้านนาและพม่า ประวัติการสร้างวัดตามเว็บไซต์ต่างๆ ดูจะขัดแย้งกันอยู่ ข้อมูลที่ตรงกันคือเคยถูกเรียกว่าวัดช้างมูบ (ช้างหมอบ) และวัดเงี้ยว (ไทใหญ่) คราวหนึ่งในการบูรณะเจดีย์ของวัดได้พบจารึกบนแผ่นเงินเป็นภาษาพม่า หากเป็นความจริงอย่างจารึกว่า วัดนี้ก็มีอายุเท่ากับเมืองเชียงราย (ราว 750 ปี) นอกจากนี้องค์พระประธานปูนปั้นศิลปะเชียงแสนสิงห์ 1 ยุคต้น มีอายุมากกว่า 400 ปี ผ่านการซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง นามว่า &amp;ldquo;หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(มุมหนึ่งในวัดมิ่งเมือง จังหวัดเชียงราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากวัดมิ่งเมืองผมเดินขึ้นเหนือไปกิโลกว่าๆ ผ่านทางขึ้นวัดดอยงำเมืองไปไม่ไกลก็ถึงทางขึ้นวัดพระธาตุดอยจอมทอง หนึ่งใน &amp;ldquo;พระธาตุ 9 จอม&amp;rdquo; ของจังหวัดเชียงรายซึ่งกระจายอยู่ในหลายอำเภอ สันนิษฐานว่าวัดสร้างขึ้นก่อนพญามังรายเสด็จมาและบัญชาให้สร้างเมืองเชียงรายในปี พ.ศ.1805 องค์พระเจดีย์ประธานของวัดสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาเถระชาวลังกานำมาถวายแด่กษัตริย์ของแคว้นโยนกราว 300 ปีก่อนการสร้างเมืองเชียงราย ผมกราบพระธาตุแล้วเข้าไปกราบพระพุทธรูปในวิหาร พระสงฆ์รูปหนึ่งนำไม้เรียวหวดเข้าที่ก้นของสามเณรประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งคงทำผิดวินัยอะไรบางอย่าง เห็นภาพนี้เข้าผมก็รีบเดินลงจากวิหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระเจดีย์ประธานของวัดพระธาตุดอยจอมทอง จังหวัดเชียงราย ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ติดกับวัดพระธาตุดอยจอมทองมีเสาสะดือเมืองเชียงราย (เสาหลักเมือง) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2530 ป้ายข้อมูลเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;...เสาสะดือเมืองเชียงราย สร้างในรูปแบบศิลปะขอมแบบพนมบาแกง โดยยึดตามรูปแบบสมมติของจักรวาล หันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก ...ตัวเสาสะดือเมืองตั้งโดดเด่นดั่งเขาพระสุเมรุ อยู่บนฐานสามเหลี่ยมยกพื้นสูง ซึ่งเปรียบเสมือนตรีกูฏบรรพต หรือผา 3 เส้า มีเสาบริวารล้อมรอบจำนวน 108 ต้น โดยตัวเสาสะดือเมืองมีขนาดใหญ่เท่ากับ 5 กำพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งเป็นไปตามคติความเชื่อของล้านนาโบราณที่จะต้องสร้างเสาสะดือเมืองให้มีขนาดใหญ่เท่ากับ 5 กำพระหัตถ์ และมีความสูงเท่ากับส่วนสูงของพระวรกายของพระมหากษัตริย์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสร็จจากสักการะเสาสะดือเมืองแล้ว ผมเดินย้อนกลับทิศทางเดิมไปสัก 300 เมตร ก็เลี้ยวไปทางใหม่เพื่อเข้า &amp;ldquo;วัดพระแก้ว&amp;rdquo; บนถนนไตรรัตน์ ป้ายบริเวณทางเข้าวัดเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;ชื่อเดิม &amp;ldquo;ญรุกขวนาราม&amp;rdquo; ซึ่งแปลว่าวัดป่าญะหรือป่าเยียะ (ป่าไผ่ชนิดหนึ่ง) เป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยได้พบพระแก้วมรกตหลังจากที่ฟ้าได้ผ่าองค์พระเจดีย์พังทลายลงในปี พ.ศ.1977 วัดนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่าวัดพระแก้ว&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกป้ายใกล้ๆ กันเขียนประวัติพระแก้วมรกต &amp;ldquo;ตำนานรัตนพิมพ์วงศ์ กล่าวไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.300 เทวดาได้สร้างพระแก้วมรกตถวายพระนาคเสนเถระที่เมืองปาฏลีบุตร (ปัจจุบันเรียก ปัตนะ) ประเทศอินเดีย ต่อมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองลังกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อ (พระเจ้าอนุรุทธะ) แห่งเมืองพุกามได้ส่งสมณทูตไปขอจากเจ้าเมืองลังกาซึ่งถูกพวกทมิฬรุกราน จึงมอบพระแก้วมรกตพร้อมพระไตรปิฎกให้ แต่สำเภาที่บรรทุกได้พลัดหลงไปเกยอยู่ที่อ่าวเมืองกัมพูชา พระแก้วมรกตจึงตกเป็นของกัมพูชา และต่อมาได้ถูกนำไปไว้ที่เมืองอินทาปัฐ (นครวัด) กรุงศรีอยุธยา และกำแพงเพชร ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อประมาณ พ.ศ.1933 พระเจ้ามหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายได้ไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเมืองกำแพงเพชร และนำมาซ่อนไว้ที่เจดีย์วัดป่าเยียะ เมืองเชียงราย กระทั่ง พ.ศ.1977 อสนีบาต (ฟ้าผ่า) เจดีย์ จึงได้ค้นพบพระแก้วมรกต ต่อมาได้ถูกอัญเชิญไปไว้เมืองต่างๆ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมืองเชียงราย พ.ศ.1934-1979, เมืองลำปาง พ.ศ.1979-2011, เมืองเชียงใหม่ พ.ศ.2011-2096, เมืองลาว (หลวงพระบางและเวียงจันทน์) พ.ศ.2096-2321, กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2321-ปัจจุบัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระหยกเชียงราย หรือพระแก้วมรกตจำลอง วัดพระแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเข้ากราบ &amp;ldquo;พระหยกเชียงราย&amp;rdquo; หรือพระแก้วมรกตจำลองที่ประดิษฐานในหอพระหยก เดินชมภายในบริเวณวัดอยู่ครู่หนึ่ง ขณะนี้เวลาเย็นมากแล้วจึงไม่ได้เดินไปยังวัดพระสิงห์ อีกวัดสำคัญของชาวเชียงรายที่อยู่ไม่ไกลกัน แต่เลือกเดินลงใต้ไปตามถนนไตรรัตน์แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนอุตรกิจ เลี้ยวขวาที่หอนาฬิกาเก่าผ่านตลาดสด ผัก ผลไม้ และอาหารพร้อมรับประทาน ลงใต้ไปอีก 350 เมตรถึงหอนาฬิกาใหม่ ท้องก็หิวพอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากพินิจร้านอาหารบนถนนบรรพปราการอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยผ่านไป เพราะดูๆ แล้วออกไปทางร้านเหล้ามากกว่า อีกทั้งช่วงย่ำสนธยายังแทบไม่มีลูกค้า จึงเดินต่อไปอีกราวครึ่งกิโลเมตรถึงเชียงรายไนท์บาซาร์ เข้าโซนร้านอาหารลักษณะคล้ายฟู้ดคอร์ตขนาดใหญ่ หลังคาเปิดโล่งบริเวณตรงกลางที่เต็มไปด้วยโต๊ะนั่ง แต่แทบไม่มีคน อาจเป็นเพราะว่ายังหัววันเกินไป ผมซื้อสตรอว์เบอร์รีตัดแต่งในแก้วพลาสติกมานั่งกิน 1 แก้วแล้วก็เดินออกมา สำรวจโซนดื่มกินใกล้ๆ โรงแรมวังคำที่ขึ้นป้ายลดราคาเหลือคืนละ 600 บาท โซนนี้เต็มไปด้วยร้านนวด บรรดาคุณหมอส่งเสียงเรียกผมเป็นภาษาอังกฤษให้ระงม คงคิดว่าใบหน้าที่ซ่อนไว้หลังหน้ากากอนามัยเป็นฝรั่งตัวเล็ก ไม่ก็ชาวญี่ปุ่นหรือเกาหลี มีกล้องถ่ายรูปห้อยคอและหมวกแก๊ปบนศีรษะเป็นอุปกรณ์เสริมที่ทำให้เหล่าคุณหมอคิดเช่นนั้น พอผมเปิดหน้ากากเฉลย พวกเธอก็เปลี่ยนเสียงร้องเรียกเป็นภาษาไทยและระดับเสียงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หอนาฬิกา (ใหม่) บนถนนบรรพปราการ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมเดินออกไปยังถนนเจ็ดยอดซึ่งพุ่งตรงลงทิศใต้มาจากหอนาฬิกา เพื่อสำรวจบาร์ที่ตั้งเรียงกันอยู่เป็นแถวริมถนน ปกติบริเวณนี้เป็นย่านของนักดื่มต่างชาติ มันจึงดูเงียบเหงาวังเวง ไร้พลังงานและสีสัน ผมตัดสินใจแวะกินมื้อเย็นในร้านอาหารข้าวแกงขนาดใหญ่ร้านหนึ่งบนถนนบรรพปราการ แล้วเดินกลับโรงแรม อาบน้ำ ดูข่าวสารในทีวี แล้วคิดจะนอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาทบทวนดู เราจะยอมจำนนให้กับโควิด-19 ด้วยการเก็บตัวในห้องพักเมื่อยามเดินทางมาต่างเมืองเช่นนี้ได้ลงคอเชียวหรือ? ถ้าเราเกรงกลัว มันก็จะชนะเราโดยที่ไม่ต้องทำให้เราติดเชื้อด้วยซ้ำ คิดได้ดังนี้ก็สวมเสื้อตัวหนาแขนยาว ใส่หน้ากากออกจากโรงแรม แล้วพบตัวเองในซอยพิสิทธิ์สงวน ใกล้ๆ หอนาฬิกา เลือกร้านดื่มกินที่ลูกค้าไม่หนาแน่น ความจริงแทบไม่มีร้านไหนเลยที่คนหนาแน่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หญิงสาวเสิร์ฟเบียร์แล้วหยุดยืนคุยเมื่อทราบว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ เธอบอกว่าช่วงนี้มีลูกค้าเฉพาะคนในพื้นที่และขอให้ผมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องโควิด ร้านแถวนี้มีแต่ลูกค้าวัยทำงาน เป็นคนที่ระมัดระวังตัว หากดื่มในละแวกนี้ถือว่าไม่มีความเสี่ยง ไม่เหมือนกับโซนที่เรียกว่าซอยโลกีย์ ใกล้ห้างใหญ่ แถวนั้นเด็กวัยรุ่นเที่ยวกันเยอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านของเธอมีหุ้นส่วนหลายคน ล้วนเป็นเพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน ทุกคนอายุเท่ากัน จึงนำปีเกิดคริสต์ศักราชมาตั้งเป็นชื่อร้าน เธอยืนคุยอยู่หลายนาทีจนผมเผลอพูดออกไปว่า &amp;ldquo;เชิญน้องดูแลโต๊ะอื่นตามสบายเลยนะ&amp;rdquo; หลังจากนั้นเธอก็ไม่แวะมาที่โต๊ะผมอีกเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมดขวดที่ 2 ผมเรียกเก็บเงินแล้วเดินไปอีกร้านที่อยู่ใกล้ๆ กัน หนุ่มนักดนตรีเล่นกีตาร์อะคูสติกและมีเสียงร้องที่ไพเราะมาก น่าเสียดายที่เขาประกาศออกมาว่าเพลงที่เล่นอยู่เป็นเพลงสุดท้าย ผมให้กำลังใจไป 100 บาท นึกว่าเขาจะแถมให้สักเพลง แต่พอจบเพลงเขาก็เก็บเครื่องดนตรีเดินมาขอบคุณแล้วออกจากร้านไปตอนที่วิสกี้ไฮบอลจากญี่ปุ่นของผมพร่องลงไปยังไม่ถึงครึ่งแก้ว ลังเลว่าหมดแก้วนี้ก็จะกลับ แต่พอได้ฟังเพลงที่เปิดต่อเนื่องกันสองสามเพลงก็ตัดสินใจนั่งต่อพร้อมกับเบอร์เบินออนเดอะร็อกอีก 1 แก้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันต่อมาหลังมื้อเช้าและกาแฟ ผมก็เช็กเอาต์จากโรงแรม เรียก Grab ไปยังสนามบิน โดยเที่ยวบินกลับกรุงเทพฯ ช่วงสายๆ วันที่ 8 ธันวาคม มีผู้โดยสารประมาณ 30 คนเท่านั้น หลายคนคงยกเลิกทั้งเที่ยวบินมายังเชียงรายและเชียงรายกลับกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุเพราะมีแก๊งหญิงไทยใจกล้าข้ามช่องทางธรรมชาติไปหาโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87362</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ทรงขนมปังขิง, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81588</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 07:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2020 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทอน&#039; ไปแพร่ขอโทษมีงูเห่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค.63 - คณะก้าวหน้าเปิดเผยว่า 23 ตุลาคม 2563 ที่จังหวัดแพร่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เข้าพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่ อ.เมือง จ.แพร่ ในโอกาสที่คณะก้าวหน้าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) ที่จะมาถึงในวันที่ 20 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งจังหวัดแพร่เป็นหนึ่งในพื้นที่ๆคณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครชิงตำแหน่ง ซึ่งก็คือนายสุภวัฒน์ ศุภศิริ ปัจจุบันเป็นทั้งประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชลประธาน (JMC), สจ.อำเภอเมืองเขต 3, และผู้ร่วมก่อตั้งอะคาเดมี่ฟุตบอล แพร่ยูไนเต็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายธนาธรได้ร่วมประชุมกับทีมงานผู้สมัครนายก อบจ.และ สจ.แพร่ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนถึงวิสัยทัศน์และแนวทางนโยบายในการพัฒนาจังหวัด ก่อนที่จะเดินทางไปพบปะประชาชนในพื้นที่ ที่ตลาดสำเภาทอง ตลาดพระหลวง และประตูชัยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรได้ขึ้นปราศรัย รวมทั้งเดินพบปะพูดคุยกับชาวบ้านในทั้งสามที่ๆมาต้อนรับ ซึ่งในเบื้องต้นนายธนาธรได้กล่าวขอโทษประชาชนที่ ส.ส.จังหวัดแพร่อดีตพรรคอนาคตใหม่ ได้ทรยศประชาชนกลายเป็นงูเห่า ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวทางการยืนหยัดต่อสู้หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ว่าทั้งพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้าที่ก่อร่างขึ้นมาหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ จะยังคงสืบสานเจตนารมณ์ของพรรคอนาคตใหม่อย่างเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งคณะก้าวหน้าที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ กำลังจะลงแข่งขันในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะมาถึงในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ซึ่งเบื้องต้นคณะก้าวหน้าจะส่งทีมผู้สมัครลงรับเลือกตั้งใน 35 จังหวัด และมีจังหวัดที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจังหวัดแพร่ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ๆคณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งในครั้งนี้ด้วย&amp;quot;นายธนาธร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภวัฒน์ ได้ขึ้นกล่าวถึงแนวนโยบายและวิสัยทัศน์ของตนในฐานะผู้สมัครชิงนายก อบจ.แพร่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านสาธารณสุข ที่ในปีหน้าที่จะมาถึงนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในจังหวัดแพร่ 84 แห่งกำลังจะถูกโอนย้ายเข้ามาสู่การบริหารของ อบจ. ซึ่งตนมีแนวนโยบายที่จะทำข้อตกลงกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้มีการจัดบริการด้านสาธารณสุขถึงบ้านประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ได้รับความยากลำบากในการเดินทางไปรับบริการด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงนโยบายด้านการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางให้ชาวจังหวัดแพร่ เชื่อมโยง 10 โรงเรียน 10 สถานที่ราชการ และ 5 สถานที่ทางเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆที่มีอยู่เดิมและกำลังจะมีการก่อสร้างขึ้นใหม่ เช่นรถสองแถว รถบัส และรถไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และยังมีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการน้ำ ที่มีปัญหากรณีน้ำแล้งเกิดขึ้นทุกปี ที่ตนเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับเกษตรกรในจังหวัดแพร่ที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติในการทำการเกษตร รวมถึงนโยบายด้านการพัฒนาพื้นที่และโครงการต่างๆของ อบจ.แพร่ที่ยังไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพในวันนี้ด้วย&lt;/p&gt;


	3 นิ้วนอนยาว!&amp;nbsp;
	ดร.ไตรรงค์ : มารยาททางการเมืองกับกฎหมายดูหมิ่นบุคคลในสถาบันกษัตริย์
	ขนลุกซู่ &amp;#39;ไผ่ดาวดิน&amp;#39; คำรามลั่น
	&amp;#39;ลุงสุทิน&amp;#39; คาดไม่เกินปีหน้า ผู้บงการม็อบ 3 นิิ้วต้องชดใช้กรรม
	ดิ้นใหญ่แล้ว! แกนนำม็อบ 3 นิ้วบอก 23 ตุลาตาสว่าง
	หางโผล่! &amp;#39;3 นิ้ว&amp;#39; งัดแผนชักศึกเข้าบ้านนัดชุมนุม 7 ประเทศ&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81588</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้าวหน้า, ธนาธร, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f93760e46758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช็อก!ทุบอาคารเก่า ชาวแพร่ร้องผู้ว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวแพร่ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ ตรวจสอบการรื้อถอน &amp;quot;อาคารบอมเบย์ เบอร์มา&amp;quot; อายุ 127 ปี ผู้ดูแลแจงระงับดำเนินการแล้ว ด้านผู้ว่าฯ สั่งตั้งกรรมการสอบเอาผิด ยันเสียใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำชับก่อสร้างให้เหมือนเดิม ด้านนักวิชาการ-ชาวเมืองแพร่ถล่มยับ ป่าไม้ทุบอาคารประวัติศาสตร์จนเหลือแต่ซาก ผอ.สบอ.13 ยันเจตนาดี แต่ไม่คาดคิดจะเกิดผลกระทบขนาดนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ศาลากลางจังหวัดแพร่ มีตัวแทนภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย เข้าพบและยื่นหนังสือถึงนางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กรณีการรื้อถอนอาคารบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง ที่เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2432 ซึ่งมีอายุราว 127 ปี ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยบริษัทรับเหมาเข้ามาดำเนินการรื้อถอนโดยไม่มีการทำประชาคม หรือสอบถามความคิดเห็นของคนเมืองแพร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรวุธ กล่อมแล้ว ประธานภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่ และชาวบ้านเชตวัน ได้เข้ายื่นหนังสือประท้วงการกระทำดังกล่าว โดยระบุถึงประกาศให้เมืองแพร่เป็นเมืองเก่าว่าด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ตามมติ ครม. 10 ก.พ.2558 จึงเรียกร้องให้จังหวัดดำเนินการดังนี้ 1.ให้ระงับการก่อสร้างทั้งหมด 2.เปิดเผยข้อมูลงบประมาณ แผนการรื้อถอนและก่อสร้าง 3.หาผู้รับผิดชอบการทุบทิ้งอาคารประวัติศาสตร์ 4.สร้างประชาคมให้มีส่วนร่วมพัฒนาสวนรุกขชาติเชตวัน และ 5.ให้หน่วยงานรับผิดชอบเสนอแนวทางฟื้นฟู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีรวุธกล่าวว่า ได้มายื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินงานในโครงการที่ระบุว่าซ่อมแซม ปรับปรุง แต่กลับให้ผู้รับเหมาเข้ามารื้อถอนทำใหม่ด้วยงบ 4.5 ล้านบาท เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ในงบนี้ และที่สำคัญการออกแบบยังไม่ชัดเจนทั้งแบบที่สมบูรณ์ หรือเอกสารประกอบในด้านสถาปนิกที่ถูกต้อง ก็ยังไม่ชัดเจน แต่หน่วยงานกลับเข้าไปรื้อถอน ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ ส่วนชาวบ้านในเขตเทศบาลเมืองแพร่ ชุมชนเชตวัน ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับโครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยมีนายอิศเรศ สิทธิโรจนกุล ผู้อำนวยการสำนักฯ รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า ในความรับผิดชอบในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง คงต้องฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และได้ระงับการดำเนินการไว้ก่อนขณะนี้เพื่อทบทวน แต่เราจะทำให้อาคารนี้กลับมาในรูปแบบเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่สวนรุกขชาติเชตวัน สังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ดำเนินการของบประมาณจากจังหวัดแพร่เพื่อดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ ภายในสวนรุกขชาติเชตวัน ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2432 ซึ่งอาคารนั้นถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของการทำไม้ของประเทศไทยมายาวนาน โดยบริษัทที่ทำไม้ในเขตภาคเหนือตอนบนได้สร้างอาคารบ้านพัก สำนักงาน ที่พักคนงาน เป็นที่รวมไม้ซุงก่อนจะล่องซุงไปตามแม่น้ำยมลงไปยังภาคกลางและกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิศเรศกล่าวอีกว่า ทางสวนรุกขชาติเชตวันเห็นว่าอาคารไม้ดังกล่าวมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงได้ของบประมาณจากจังหวัดแพร่เพื่อทำการซ่อมแซมปรับปรุงให้มั่นคงแข็งแรง โดยของบตั้งแต่ปี 2561 จนได้รับการอนุมัติงบประมาณในปี 2563 จำนวน 6.7 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดแพร่ได้มอบอำนาจให้กับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ มีราคากลาง 5.3 ล้านบาท มีผู้ดาวน์โหลดแบบประมูลไป 23 ราย แต่มายื่นประมูล 3 ราย โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัด แพร่โกสินทร์ก่อสร้าง ชนะการประมูลที่ราคา 4,560,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมีเจตนาดีในการปรับปรุงอาคาร แต่ไม่คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบมากขนาดนี้ ส่วนแนวทางรื้อถอนอยู่ที่ผู้รับเหมาและนายช่างวิศวกร ซึ่งจะมาชี้แจงในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ เป็นวันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ได้นัดให้มีการชี้แจงอีกรอบ&amp;quot; นายอิศเรศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากโครงการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารไม้เก่า กลับกลายเป็นถูกรื้อถอนออกจนไม่เหลือสภาพเดิม ส่งผลต่อจิตใจชาวจังหวัดแพร่ที่เห็นอาคารไม้ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ควบคู่กับการทำไม้ของจังหวัดแพร่ในอดีตเป็นอย่างยิ่ง เกิดความไม่พอใจในการกระทำดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้เดินทางลงพื้นที่ดูสภาพอาคารประวัติศาสตร์ป่าไม้เมืองแพร่ที่ถูกทุบทิ้งที่บริเวณสวนรุกขชาติเชตวัน ซึ่งเป็นอาคารไม้ประยุกต์แบบอาณานิคมอังกฤษ เคยเป็นสำนักงานบริษัท บอมเบ เบอร์มา และยังเคยเป็นท่าเรือล่องซุงของบอมเบ เบอร์มา-บริษัท อิส เอเซียติค สมัยยังมีเจ้าหลวงผู้ครองนครแพร่อยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนางกานต์เปรมปรีด์เห็นสภาพถึงกับอึ้ง โดยได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดกรณีการรื้อถอนอาคารดังกล่าว โดยให้นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าฯ แพร่ เป็นประธานในการสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารให้กลับมาเหมือนเดิม และเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบประชุมด่วนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางกานต์เปรมปรีด์กล่าวว่า เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ทราบว่าการของบประมาณไปเพื่อซ่อมแซมอาคารเก่า จำนวน 4 ล้านบาท แต่ผลออกมาเป็นการรื้อถอนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขอให้รอการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน ขอให้ชาวแพร่อดใจรอผลการสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพัฒนา แสงเรียง นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองแพร่ แต่ทำไมการซ่อมแซมถึงกลายเป็นการรื้อไปได้ ซึ่งการขอดูขั้นตอนการทำงานทางวิศวกรรมก็ไม่มีหมายความแล้ว เรื่องนี้คงต้องใช้กฎหมายจัดการ เพราะความผิดสำเร็จแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์เมืองแพร่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ เริ่มทำไม้ในประเทศเมียนมาก่อนเพื่อส่งออกไม้ไปยังจีน อินเดีย ต่อมาเริ่มเข้ามาทำไม้ในภาคเหนือของไทย เนื่องจากป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ และค่าสัมปทานถูกกว่าในเมียนมา โดยเข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2432 ได้รับสัมปทานทำไม้ในบริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก และได้สร้างอาคารสำนักงานดังกล่าวจนถึงปัจจุบันมีอายุราว 127 ปี ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตวัน อ.เมือง จ.แพร่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68881</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาคารบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง, อาคารบอมเบย์ เบอร์มา, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8ba0c9d79f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝุ่นลำปาง-แพร่ อยู่เกณฑ์สีแดง กทม.ได้ฝนช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำปาง แพร่ ค่าฝุ่นจิ๋วพุ่งแตะโซนสีแดงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่มาจากการเผาป่า เผาไร่ กทม.ได้ฝนช่วงเช้าทำให้อากาศดีขึ้น ตั้งคลินิกมลพิษทางอากาศใน 3 รพ. พบประชาชนป่วยเข้ารักษาใน รพ.เกือบ 4 หมื่นราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในหลายจังหวัดภาคเหนือยังคงอยู่ในสภาวะอันตราย ที่ลำปาง ห้วงวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัวเมืองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันไฟสีเทาไปทั้งเมือง หลายพื้นที่กลายเป็นเขตสีแดงมีอันตรายต่อสุขภาพ โดยกรมควบคุมมลพิษรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ค่า PM 2.5 สูงสุดที่จุดตรวจวัด ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ วัดได้ 105 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือจุดตรวจวัด ต.พระบาท อ.เมือง วัดได้ 103 มคก./ลบ.ม. และที่จุดตรวจวัด ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ วัดได้ 102 มคก./ลบ.ม. ส่วนที่จุดตรวจวัด ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ ใกล้ทะลุสีแดงวัดได้ 85 มคก./ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง ให้คำแนะนำว่า ประชาชนหากหลีกเลี่ยงได้ก็ขอให้อยู่เฉพาะในอาคาร งดเว้นการทำกิจกรรมหรืออยู่ในที่โล่งแจ้ง หากมีความจำเป็นออกนอกเคหสถานก็ขอให้ใช้หน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อช่วยกรองฝุ่นในอากาศ และขอให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบ หืด ถุงลมโป่งพอง หัวใจ หรือภูมิแพ้ ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดื่มน้ำมากๆ ส่วนบ้านเรือนก็ควรหาอะไรมาปิดกั้นไม่ให้ฝุ่นเข้าตามช่องประตู หน้าต่าง ด้านในอาจจะต้องใช้เครื่องฟอกอากาศช่วย หรือสเปรย์น้ำโดยรอบที่พักเพื่อลดปริมาณฝุ่น ที่สำคัญต้องไม่เผาขยะ หรือเศษวัสดุทางการเกษตรใดๆ เลย ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องช่วยตรวจสอบระบบไม่ให้ส่งมลพิษออกสู่อากาศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ได้มีการกระจายหน้ากากอนามัยไปไว้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล และโรงพยาบาลทุกแห่ง เกือบสามแสนชิ้น คาดว่าเพียงพอในการให้บริการประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจังหวัดลำปางที่ค่าฝุ่นจิ๋วสูงแตะ 100 ไมโครกรัมแล้ว จังหวัดอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน 60, ต.นาจักร อ.เมืองแพร่ 100, ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่ สภาพท้องฟ้าตัวเมืองเชียงใหม่ และอีกหลายอำเภอ มีฝุ่นควันปกคลุม ทัศนวิสัยขุ่นมัว มลพิษเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 100 จุด กระจายในหลายอำเภอ ทั้ง อ.เมือง อ.สารภี อ.สันทราย อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ออน อ.ดอยเต่า ค่า PM 2.5 เมื่อเวลา 08.00 น.ที่ผ่านมา สูงขึ้น อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่นที่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง ค่า PM 2.5 อยู่ที่ 60 มคก./ลบ.ม. ที่ ต.สุเทพ อ.เมือง วัดได้ 66 มคก./ลบ.ม. ประชาชนหันมาสวมใส่หน้ากากอนามัยกันจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตาก ยังคงมีไฟป่าเกิดขึ้นหลายแห่งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิง เขตในพื้นที่ อ.สามเงา เจ้าหน้าที่หลายหน่วยต้องช่วยกันดับอย่างยากลำบาก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีหมอกควันและฝุ่นละอองลอยปกคลุมตัวชุมชน อ.สามเงา โดยเฉพาะบริเวณถนนสายปากทางเข้าเขื่อนภูมิพล หน้าโรงพยาบาลสามเงา มีหมอกควันลอยฟุ้งกระจาย ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่มองเห็นประมาณ 500 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้เกิดฝนตกเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00-06.00 น.เศษ ช่วยชะล้างฝุ่นละอองที่ปกคลุมมาหลายวัน โดยในช่วงเช้า กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พบว่าเกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ซอยลาดพร้าว 95 ตรวจวัดค่าได้ 52 มคก./ลบ.ม. และเขตพระนคร ภายในสำนักงานเขตพระนคร วัดได้ 54 มคก./ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สำนักการแพทย์ได้เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้บริการประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยดำเนินการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองตามอาการที่เกิดขึ้น พร้อมรายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละออง เพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ป่วยยามจำเป็น โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขกรณีฝุ่นละออง PM 2.5 เกิน 75 มคก./ลบ.ม. เกิน 3 วัน โดยขณะนี้ได้สั่งการให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์เปิดให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศ เพื่อให้คำปรึกษาและนำไปสู่การรักษาพยาบาลต่อไป ดังนี้ โรงพยาบาลตากสิน (จันทร์ อังคาร เวลา 13.00-15.30 น.) โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ (พุธ เวลา 13.00-15.30 น.) โรงพยาบาลกลาง (เวลา 13.00-15.30 น.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากรายงานสถิติผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองของโรงพยาบาลในสังกัด ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.62-9 ม.ค.63 มียอดผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวน 38,803 ราย ดังนั้นแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐานให้เฝ้าระวังสุขภาพ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กและผู้ป่วยทางเดินหายใจ และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากเกิดความจำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54462</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์, ลำปาง, ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c6c9d252bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แล้ง-ท่วม&#039;สมศักดิ์เตรียมฟื้นหารือเขื่อนแก่งเสือเต้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.2562 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย เพื่อรับฟังปัญหาต่างๆ โดยมีพี่น้องประชาชนจาก จ.แพร่ และพะเยามาเข้าพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องการพัฒนาลุ่มน้ำยมและปัญหาภัยแล้ง-อุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหานั้นเรามี เช่น การสร้างเขื่อน การสร้างฝาย แต่ก็ยังมีคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยังกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อลูกหลานภายในวันข้างหน้า บริเวณดังกล่าวนั้นใกล้กับ แก่งเสือเต้น ทำให้คนที่เคยคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเกรงว่า หากมีการสร้างเขื่อนหรือฝาย จะกินพื้นที่ของบริเวณที่น้ำท่วมไปไกล เราจึงไม่อยากให้กระทบความรู้สึกตรงนั้น และเรื่องเดิมที่มีผลกระทบจิตใจอาจจะเกิดจากการได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้หลายคนเกิดความกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การลดระดับการก่อสร้างลง อาจจะไม่กระทบก็ได้ ซึ่งในวงสนทนาเราแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มนักวิชาการ NGO ซึ่งเราต้องรับฟังเสียงของพวกเขาให้ครบถ้วน ว่าจะมีข้อดีข้อเสีย และผลกระทบกับคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน คงต้องหาทางสำรวจพูดคุยกับหลายๆกลุ่มให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้การจะสร้างเขื่อนยังบอกไม่ได้ว่าจะมีหรือไม่ หรือจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งทางอื่นอย่างไร อยู่ที่ประชาชนในพื้นที่และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่ ต้องรอดูต่อไป ทั้งนี้ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ แต่ในฐานะคนในพื้นที่ก็อยากที่จะรับฟังและช่วยสะท้อนสิ่งต่างๆไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราต้องรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45792</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาภัยแล้ง, พะเยา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุโขทัย, อุทกภัย, เขื่อนแก่งเสือเต้น, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d70bc6e05e26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยือนหมู่บ้านชาวลัวะ อ.บ่อเกลือ  จ.น่าน  ชาวห้วยขาบ 60 ครอบครัววอนเร่งสร้างบ้านถาวร หลังดินถล่ม 1 ปียังสร้างบ้านไม่เสร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(1.บ้านห้วยขาบในหุบเขา 2.สภาพบ้านที่โดนดินจากภูเขาถล่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน 60 ครอบครัว &amp;nbsp;วอนเร่งสร้างบ้านพักถาวร&amp;nbsp; เพราะต้องทนอยู่ในบ้านพักชั่วคราวที่คับแคบและแออัดมานาน 1 ปีแล้วหลังประสบภัยดินถล่ม &amp;nbsp;แต่ผู้รับเหมายังสร้างบ้านได้เพียง 2 หลัง&amp;nbsp; เผยงานก่อสร้างบ้านพักถาวร 60 หลังล่าช้าเพราะติดปัญหาสภาพพื้นที่เป็นภูเขา&amp;nbsp; การขนส่งลำบาก&amp;nbsp; มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้บริษัทรับเหมาทิ้งงานสร้างบ้าน 30 หลัง&amp;nbsp; ด้านกองทัพภาคที่ 3 จ.พิษณุโลกเตรียมส่งทหารช่างช่วยสร้างบ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากเหตุการณ์ดินจากภูเขาถล่มลงใส่หมู่บ้านชาวลัวะ&amp;nbsp; บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; ต.บ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 28&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;ทำให้บ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่บริเวณเชิงเขาถูกดินถล่มพังทลาย 4 หลัง&amp;nbsp; และเสียหายบางส่วน 2 หลัง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต 8&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; ต่อมาทางจังหวัดน่านมีคำสั่งอพยพชาวห้วยขาบทั้งหมู่บ้าน&amp;nbsp; 60 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากร 253 คน&amp;nbsp; ลงมาพักอาศัยที่บ้านพักชั่วคราว&amp;nbsp; บริเวณสนามกีฬา&amp;nbsp; อบต.ดงพญา &amp;nbsp;อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; เพื่อรอการสร้างบ้านพักถาวรในที่ดินแปลงใหม่ โดยมีพิธีลงเสาเอกสร้างบ้านเมื่อปลายเดือนมกราคม 2562 &amp;nbsp;ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีนี้&amp;nbsp; แต่จนถึงบัดนี้การก่อสร้างบ้านพักถาวรและสาธารณูปโภคต่างๆ ยังมีความล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;รำลึก 1 ปีดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเมื่อวันที่&amp;nbsp; 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;รำลึกภัยพิบัติดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ&amp;rsquo; ที่บริเวณบ้านห้วยขาบเดิม ต.บ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ร่วมจัดโดยหน่วยงานภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; (องค์การมหาชน) บริษัทไทยเบฟเวอเรจ&amp;nbsp; จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; อำเภอบ่อเกลือ&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีการทำบุญอุทิศกุศลและรำลึกผู้เสียชีวิตตามประเพณีทางศาสนาพุทธและคริสต์ รวมทั้งพิธีกรรมดั้งเดิมของชาวลัวะ &amp;nbsp;โดยมีนายสัมฤทธิ์&amp;nbsp; สวามิภักดิ์&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; มีชาวห้วยขาบและผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนในภาคเหนือเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 150&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภานุวิชญ์ &amp;nbsp;จันที&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp; ในฐานะผู้แทนชาวบ้านห้วยขาบกล่าวถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวห้วยขาบในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบทั้งหมดจำนวน 60 ครัวเรือน&amp;nbsp; 253&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ต้องย้ายออกจากหมู่บ้านเดิมมาอยู่ในบ้านพักชั่วคราวตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนงบประมาณและช่วยกันก่อสร้าง&amp;nbsp; เป็นห้องแถวสังกะสี&amp;nbsp; แต่สภาพค่อนข้างคับแคบ&amp;nbsp; กว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 4X4 ตารางเมตร&amp;nbsp; ต้องอยู่กันอย่างแออัด&amp;nbsp; ไม่มีห้องน้ำในตัว&amp;nbsp; ต้องใช้ห้องน้ำรวม&amp;nbsp; และตั้งอยู่ไกลจากบ้านพัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ภานุวิชญ์กับหินจากภูเขาที่หล่นลงมาจากด้านบน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คนลัวะจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่&amp;nbsp; บ้านหลังหนึ่งอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า 4&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; บางหลังมี 7-8 คน&amp;nbsp; พอมาอยู่บ้านพักชั่วคราวจึงต้องอยู่อย่างแออัดยัดเยียด&amp;nbsp; ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็ยิ่งลำบาก&amp;nbsp; เพราะบ้านสร้างด้วยสังกะสี&amp;nbsp; มีหน้าต่างบานเดียว&amp;nbsp; อากาศไม่ค่อยถ่ายเท&amp;nbsp; ยุงก็เยอะ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สุขภาพจิตไม่ดี&amp;nbsp; ทำให้ซึมเศร้า&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ช่วยกันเร่งสร้างบ้านถาวร&amp;nbsp; เพราะมีพิธีลงเสาเอกไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตามแผนงานจะใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน&amp;nbsp; หรือจะเสร็จกลางปีนี้&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เลยกำหนดแล้ว&amp;nbsp; แต่ยังสร้างบ้านได้แค่ 2 หลัง&amp;nbsp; และ 2 หลังนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จด้วย&amp;nbsp; ชาวบ้านอยากได้บ้านใหม่เร็วๆ&amp;nbsp; จะได้อยู่ดีกว่าเดิม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนชาวห้วยขาบบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กองทัพภาคที่ 3 เตรียมส่งทหารช่างช่วยสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้การก่อสร้างบ้านพักถาวรให้กับประชาชนที่ประสบภัยบ้านห้วยขาบจำนวน 60 หลังคาเรือน&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 22,500,000 บาท &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;อุดหนุนการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; รวม 1,320,000 บาท &amp;nbsp;อบต.ดงพญา&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค สนับสนุนการจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; ประมาณ 4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ตามแผนงานจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา &amp;nbsp;6 เดือน&amp;nbsp; หรือภายในเดือนกรกฎาคม 2562&amp;nbsp; นี้&amp;nbsp; โดยมีพิธียกเสาเอกเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยพลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้น&amp;nbsp; เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้จังหวัดน่านใช้ที่ดินบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดอยภูคา-ป่าผาแดง &amp;nbsp;หมู่ที่ 2&amp;nbsp; ต.ดงพญา อ.บ่อเกลือ จ.น่าน &amp;nbsp;ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบที่เกิดภัยดินถล่มประมาณ 3 กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื้อที่ 39 ไร่ &amp;nbsp;เพื่อสร้างบ้านพักถาวรและเป็นที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; ระยะเวลาอนุญาตให้ใช้ที่ดิน (ช่วงแรก) 30 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่มกราคม 2562 - มกราคม&amp;nbsp; 2592&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินสร้างบ้านและทำกินครัวเรือนละ 120&amp;nbsp; ตารางวา (ยังสามารถเข้าทำกินในที่ดินเดิมที่บ้านห้วยขาบได้) สร้างบ้านขนาด&amp;nbsp; 5X8 ตารางเมตร&amp;nbsp; (มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น)&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและเหล็ก&amp;nbsp; รูปแบบบ้านประยุกต์มาจากบ้านของชาวลั๊วะ&amp;nbsp; หลังคาทรงจั่ว (คล้ายเรือนกาแลของล้านนา)&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างประมาณหลังละ&amp;nbsp; 269,924 -293,014 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ้านใหม่ถาวรเพิ่งสร้างได้ 2 หลัง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; การก่อสร้างบ้านพักถาวรในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp; บริษัทไทยเบฟฯ ได้ว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 2 ราย&amp;nbsp; สร้างบ้านรายละ 30 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การก่อสร้างบ้านในช่วงที่ผ่านมาเกิดความล่าช้า&amp;nbsp; เนื่องจากทางเข้าพื้นที่ก่อสร้างบ้านเป็นเนินเขาสูงต้องทำถนนและต้องปรับพื้นที่ก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่งวัสดุก่อสร้างต้องสั่งมาจาก อ.ปัว&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ห่างจาก อ.บ่อเกลือประมาณ 60 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นทางเป็นภูเขาคดเคี้ยว&amp;nbsp; ทำให้การขนส่งลำบาก &amp;nbsp;ใช้เวลาขนส่งไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง&amp;nbsp; มีค่าใช้จ่ายสูง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนการขนส่งยิ่งยากขึ้นอีก&amp;nbsp; บริษัทรับเหมารายหนึ่งจึงทิ้งงานไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การก่อสร้างบ้านทั้งหมด 60 หลัง&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้างบ้านตัวอย่าง 2 หลัง&amp;nbsp; ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการก่อสร้างงานฐานรากและขึ้นโครงบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(สภาพบ้านพักชั่วคราวเป็นเรือนแถวสังกะสี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สัมฤทธิ์&amp;nbsp; สวามิภักดิ์&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัญหาความล่าช้าเรื่องการก่อสร้างบ้านพักถาวรนั้น&amp;nbsp; ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ&amp;nbsp; และได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาแล้ว&amp;nbsp; โดยตนทราบว่าผู้บัญชาการทหารบกจะเอาทหารช่างมาช่วยสร้างบ้านให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; คาดว่าภายในปลายปีนี้การก่อสร้างบ้านจะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; รวมทั้งเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; น้ำประปา&amp;nbsp; ซึ่งหากจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดคงจะเป็นเดือนธันวาคม 2564 &amp;nbsp;นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ จะเข้ามาช่วยส่งเสริมอาชีพชาวบ้านเพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเพาะเห็ด&amp;nbsp; การส่งเสริมเรื่องกาแฟอินทรีย์&amp;nbsp; และการปลูกถั่วดาวอินคา&amp;nbsp; รวมทั้งผลิตสินค้าต่างๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพราะอำเภอบ่อเกลือเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาเที่ยวชมธรรมชาติ&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า จากปัญหาการก่อสร้างบ้านพักถาวรให้ชาวห้วยขาบมีความล่าช้า&amp;nbsp; ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเพราะอยู่บ้านชั่วคราวมานาน 1 ปี&amp;nbsp; สภาพบ้านคับแคบและแออัด&amp;nbsp; ทางกองทัพภาคที่ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดน่านแล้ว&amp;nbsp; โดยกองทัพภาคที่ 3 จะส่งทหารช่างจากจังหวัดพิษณุโลกเข้ามาช่วยก่อสร้างบ้านแทนบริษัทเอกชนที่ทิ้งงานไป จำนวน 30 หลัง&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างศึกษาแบบแปลนการก่อสร้าง&amp;nbsp; และคาดว่าจะเริ่มส่งทหารช่างพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เข้ามาช่วยก่อสร้างบ้านได้ในเร็วนี้ๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:72.0pt&quot;&gt;เสียงสะท้อนของ &amp;lsquo;ชาวลัวะ&amp;rsquo; จากหมู่บ้านร้างกลางดอยน่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:72.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(1.ชาวลัวะบ้านห้วยขาบ 2.เมืองบ่อเกลือในหุบเขา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อําเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่านประมาณ 134 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 838&amp;nbsp; ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; มี 4 ตำบล&amp;nbsp; ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ลัวะ ขมุ&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; เย้า&amp;nbsp; คนเมือง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ปลูกข้าว&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; พืชไร่&amp;nbsp; และผลไม้ต่างๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; อะโวคาโด้&amp;nbsp; ลิ้นจี่&amp;nbsp; ลำไย&amp;nbsp; เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์มาแต่โบราณ&amp;nbsp; และเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติ&amp;nbsp; เพราะภูมิประเทศมีความสวยงาม&amp;nbsp; เงียบสงบ&amp;nbsp; โอบล้อมไปด้วยขุนเขาเขียวขจี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว&amp;nbsp; เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วยไอหมอกและอากาศที่หนาวเย็น&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศจึงอยากมาสัมผัส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;lsquo;ลัวะ&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ละว้า&amp;rsquo;&amp;nbsp; เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;มีภาษาพูดเป็นของตนเอง&amp;nbsp; (อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร&amp;nbsp; สำเนียงพูดคล้ายภาษาเขมร) แต่ด้วยผลจากสงครามการสู้รบในอดีต&amp;nbsp; ทำให้อาณาจักรลัวะแตกพ่ายล่มสลาย&amp;nbsp; แต่ชนเผ่าลัวะยังสืบเชื้อสายกระจายตัวอยู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; น่าน&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ปัจจุบันชนเผ่าลัวะรวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ประสบปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;พ.ร.บ.ป่าไม้&amp;nbsp; ทำให้คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและภูเขามาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกป่า&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนหมู่บ้านชาวลัวะห้วยขาบ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในตำบลบ่อเกลือเหนือ &amp;nbsp;ก่อนดินถล่มมี 61 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรจำนวน 261 คน (เมื่อเกิดดินถล่มเสียชีวิตทั้งครอบครัว 1 ครอบครัว) &amp;nbsp;มีเด็กเล็กที่กำลังเรียนหนังสือประมาณ 30 คน&amp;nbsp; ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอยู่อาศัยที่นี่มานานไม่ต่ำกว่า 100 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีอาชีพปลูกกาแฟ&amp;nbsp; ถั่วดาวอินคา (ถั่วชนิดหนึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบอเมริกาใต้&amp;nbsp; เมล็ดกินได้ หรือสกัดเอาน้ำมัน&amp;nbsp; ใช้ทำอาหาร เครื่องสำอาง&amp;nbsp; เปลือกใช้ชงเป็นชา)&amp;nbsp;&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่ (ข้าวเหนียว) ตามเชิงเขาเอาไว้กินในครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่มาของหมู่บ้านมาจากชื่อลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน&amp;nbsp; ในอดีตมีแมลง &amp;lsquo;ขาบ&amp;rsquo;(ภาษาลัวะ) หรือแมลงเม่าอาศัยอยู่ตามลำห้วยชุกชุม&amp;nbsp; จึงเรียกชื่อหมู่บ้านตามนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านเรือนของชาวห้วยขาบปลูกกระจายอยู่ตามที่ราบเชิงเขา&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง&amp;nbsp; ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่&amp;nbsp; มีลำห้วยขาบใสเย็นไหลผ่านกลางหมู่บ้าน&amp;nbsp; เป็นเสมือนหมู่บ้านในนิทานที่สงบสุขและร่มเย็นมาช้านาน...หากดินบนภูเขาจะไม่ถล่มลงมา...!!&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังเหตุการณ์ดินถล่มบ้านห้วยขาบในเดือนกรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ &amp;nbsp;ศรลัมพ์ &amp;nbsp;หน่วยวิจัยดินถล่ม &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&amp;nbsp; และนักวิชาการจากกรมทรัพยากรธรณี&amp;nbsp; ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่ที่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงได้มีการแถลงข่าว&amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ว่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พื้นที่ในอำเภอบ่อเกลือเป็นภูเขาที่มีแนวรอยเลื่อนตัดที่ซับซ้อนต่างจากที่อื่น &amp;nbsp;สิ่งที่พบที่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; คือ จุดที่ดินถล่มเป็นชั้นหินทรายกับหินทรายแป้งเป็นชั้นๆ &amp;nbsp;ชาวบ้านบอกว่าเคยเป็นถ้ำมาก่อน &amp;nbsp;เมื่อฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำจึงซึมลงไปตามพื้นที่รับน้ำบนภูเขาหินทรายซึ่งชันกว่าที่อื่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดการกัดเซาะไปเรื่อยๆ จนชะง่อนเขาพัง &amp;nbsp;และพบหลักฐานว่าพื้นที่นี้ในสมัยโบราณเคยเกิดดินถล่มมาก่อน &amp;nbsp;และในอนาคตก็อาจเกิดดินถล่มได้อีก &amp;nbsp;ดังนั้นชาวบ้านควรย้ายออกมา &amp;nbsp;เพราะเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงภัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้น&amp;nbsp; โดยคำสั่งของจังหวัดน่านที่ประกาศให้พื้นที่บ้านห้วยขาบเป็นเขตภัยพิบัติ&amp;nbsp; จึงให้อพยพชาวบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัวย้ายเข้าอยู่อาศัยในบ้านพักชั่วคราวที่สร้างขึ้นบริเวณสนามกีฬา อบต.ดงพญา&amp;nbsp; แต่ละครอบครัวเข้าอยู่อาศัยในห้องแคบๆ ขนาด 3.6 x 4 ตารางเมตร&amp;nbsp; เมื่อรวมกับข้าวของ&amp;nbsp; เสื้อผ้า ฯลฯ ที่ขนมาจากหมู่บ้านเดิมจึงทำให้ห้องพักคับแคบลงอีก&amp;nbsp; ส่วนห้องอาบน้ำและห้องสุขาเป็นห้องรวม&amp;nbsp; ครอบครัวที่ได้ห้องพักห่างจากห้องสุขาฯ ต้องเดินไปใช้บริการประมาณ 150-200 เมตร&amp;nbsp; ถือว่าไกลพอสมควร&amp;nbsp; โดยเฉพาะในเวลาค่ำคืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิถีชาวลัวะบ้านห้วยขาบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สมศักดิ์&amp;nbsp; ใจปิง&amp;nbsp; อายุ 38 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะว่า&amp;nbsp; ชาวลัวะส่วนใหญ่เป็นคนรักสงบ&amp;nbsp; หาอยู่หากินกับธรรมชาติมานาน&amp;nbsp; มีชีวิตเรียบง่าย&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่เอาไว้กินเอง&amp;nbsp; เป็นข้าวเหนียว&amp;nbsp; ใช้วิธีปลูกข้าวแบบหยอดหลุมและหมุนเวียนตามที่ราบเชิงเขาเพราะพื้นที่มีน้อย&amp;nbsp; ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่หมุนเวียนประมาณ 6-7 แห่ง&amp;nbsp; เมื่อครบ 7 ปีจะหมุนเวียนกลับมาทำไร่ข้าวในพื้นที่เดิม&amp;nbsp; เพื่อให้สภาพดินฟื้นตัวและกลับมาอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; เพราะคนลัวะปลูกข้าวโดยไม่ใช่ปุ๋ย&amp;nbsp; แต่จะให้ธรรมชาติ&amp;nbsp; หรือเจ้าป่า&amp;nbsp; เจ้าเขา&amp;nbsp; ช่วยดูแล&amp;nbsp; โดยจะมีพิธีบูชาระหว่างการปลูกข้าว&amp;nbsp; และเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวประมาณช่วงเดือนมกราคมจะมีพิธี &amp;lsquo;กินดอกแดง&amp;rsquo; เพื่อขอบคุณเจ้าป่า&amp;nbsp; เจ้าเขา&amp;nbsp; ที่ช่วยดูแลทำให้ข้าวอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ปีหนึ่งครอบครัวผมจะปลูกข้าวได้ประมาณ&amp;nbsp; 30 กระสอบ &amp;nbsp;ก็ถือว่าพอกินทั้งปี&amp;nbsp; แต่บางปีก็ได้ไม่พอกิน&amp;nbsp; เพราะมันแล้ง&amp;nbsp; ต้องปลูกพืชอย่างอื่นด้วย&amp;nbsp; ตอนนี้ส่วนใหญ่จะปลูกถั่วดาวอินคา&amp;nbsp; ปลูกกาแฟ&amp;nbsp; มีพ่อค้ามารับซื้อ&amp;nbsp; ช่วงที่ว่างงานในไร่ก็จะไปทำงานรับจ้างในไร่ของคนอื่น&amp;nbsp; เขามาจ้างปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; หรือให้ถางหญ้า&amp;nbsp; ได้ค่าจ้างวันละ 200-300 บาท&amp;nbsp; เอามาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยขาบเล่าถึงการทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังเหตุการณ์ดินถล่มใส่หมู่บ้าน&amp;nbsp; ชาวลัวะบ้านห้วยขาบอพยพลงมาอยู่ที่บ้านพักชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณสนามกีฬา อบต.ดงพญา&amp;nbsp; อ.บ่อเกลือ&amp;nbsp; ห่างจากหมู่บ้านห้วยขาบเดิมประมาณ&amp;nbsp; 3 กิโลเมตร&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561&amp;nbsp; สภาพเป็นห้องแถวสังกะสี&amp;nbsp; สร้างเป็นแนวยาวแถวละ 30 หลัง&amp;nbsp; 2 แถว รวม 60 หลัง&amp;nbsp; รองรับชาวลัวะบ้านห้วยขาบทั้ง 60 ครอบครัว&amp;nbsp; ซึ่งพวกเขาบอกว่า &amp;ldquo;เหมือนกับแคมป์คนงานก่อสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูร้อนอากาศในพื้นที่สูงเช่นอำเภอบ่อเกลือจะร้อนกว่าพื้นที่ราบทั่วไป&amp;nbsp; โดยเฉพาะในบ้านพักชั่วคราวที่พวกเขาอยู่ &amp;ldquo;ร้อนเหมือนอยู่หน้ากองไฟ&amp;rdquo; เพราะที่พักสร้างด้วยแผ่นสังกะสี&amp;nbsp; มีประตูหน้า-หลัง&amp;nbsp; และหน้าต่างเพียง 1 บานช่วยระบายอากาศเท่านั้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;บางครอบครัวอยู่กัน 8 คน&amp;nbsp; ต้องนอนเบียดกัน&amp;nbsp; บางบ้านก็ต้องต่อหลังบ้านออกมาเป็นที่นอน&amp;nbsp; เพราะนอนกันไม่หมด&amp;nbsp; หน้าร้อนบางคนต้องออกไปนอนที่ไร่&amp;nbsp; เพราะอากาศในไร่จะเย็นกว่า&amp;nbsp; พวกเราจึงอยากจะให้ทางราชการเร่งการสร้างบ้านให้เสร็จเร็วๆ&amp;nbsp; เพราะอยู่ที่นี่ลำบากมาก&amp;nbsp; แล้วชาวบ้านก็อยู่ที่บ้านพักชั่วคราวมา 1 ปีแล้ว&amp;nbsp; สงสารเด็กๆ เพราะการอยู่การนอนลำบาก&amp;nbsp; และที่นี่ยังไกลจากโรงเรียนเดิมประมาณ 7 กิโลเมตร&amp;nbsp; คนที่ไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ก็ต้องเสียค่ารถรับ-ส่งลูกไปโรงเรียนอีก&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่ตอนนี้ชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะมีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านระบายความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาวลัวะที่บ้านพักชั่วคราว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ชาวลัวะบ้านห้วยขาบยังได้รับอนุญาตจากทางอำเภอให้เข้าไปทำกินในที่ดินเดิมได้&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่เชิงเขาบริเวณรอบหมู่บ้านเดิมนั่นแหละ&amp;nbsp; บางคนก็ถือโอกาสเข้าไปตรวจตราดูบ้านเรือนของตัวเอง&amp;nbsp; แทบทั้งหมดอยู่ในสภาพเหมือนเดิม&amp;nbsp; แต่ไร้ร้างคนอยู่&amp;nbsp; และมีกุญแจคล้องเอาไว้แน่นหนา&amp;nbsp; รวมทั้งบ้านเรือนที่ถูกดินและหินทับถล่มเสียหายทั้งหลังจำนวน 4 หลัง&amp;nbsp; และเสียหายบางส่วน 2 หลังก็ยังคงสภาพความเสียหายเอาไว้&amp;nbsp; ส่วนในยามเย็นจะมี อส.ตั้งจุดตรวจบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน&amp;nbsp; ห้ามไม่ให้ใครเข้าไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความหวังของชาวห้วยขาบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ครบรอบ 1 ปีดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; ชาวห้วยขาบและหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดงาน &amp;lsquo;&amp;lsquo;รำลึกภัยพิบัติดินโคลนถล่มบ้านห้วยขาบ&amp;rsquo; เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่บ้านห้วยขาบเดิม&amp;nbsp; บริเวณจุดที่ดินถล่มลงมาจากภูเขา&amp;nbsp; ท่ามกลางสายฝนที่พรมลงมาตั้งแต่ช่วงเช้า ชาวห้วยขาบบางคนกระซิบบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;บรรยากาศเหมือนวันที่ดินถล่มเลย&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพราะยังมีหินก้อนใหญ่ที่หล่นลงมาจากภูเขานอนนิ่งสงบอยู่ทางด้านซ้ายของปะรำพิธี&amp;nbsp; ส่วนด้านขวาเป็นบ้านที่ถูกดินโคลนถล่มจนพังยับทั้งหลัง&amp;nbsp; ถ้าแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบนก็จะเห็นรอยโหว่แหว่งของภูเขาที่ถล่มลงมาเป็นทางยาวกว่า 100 เมตร&amp;nbsp; เหมือนมีมือยักษ์ไปตะกุยภูเขาลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(พิธีทำบุญรำลึก 1 ปีดินโคลนถล่ม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ธนวัฒน์&amp;nbsp; จรรมรัตน์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; การจัดพิธีรำลึกภัยพิบัติขึ้นมาก็เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะครอบครัวที่สูญเสียญาติพี่น้องยังรู้สึกเศร้าโศก&amp;nbsp; บางครอบครัวเสียชีวิตทั้งหมด 6 คน&amp;nbsp; จึงจัดพิธีขึ้นมาเพื่อทำบุญให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้งหมด&amp;nbsp; มีทั้งพิธีลัวะ&amp;nbsp; พุทธ&amp;nbsp; และคริสต์&amp;nbsp; เมื่อทำบุญแล้วก็จะทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ&amp;nbsp; และยังมีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วม&amp;nbsp; มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาร่วมให้กำลังใจ&amp;nbsp; และรับปากที่จะช่วยเร่งรัดการสร้างบ้านพัก&amp;nbsp; รวมทั้งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าที่หมู่บ้านห้วยขาบ&amp;nbsp; บ้านเรือนทั้งหมดที่ไม่โดนดินถล่มยังมีสภาพดี&amp;nbsp; ไม่ได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; แต่เมื่อทางจังหวัดให้ชาวบ้านทั้งหมดอพยพออกมา&amp;nbsp; พวกเราก็ยินยอมทำตามคำสั่ง&amp;nbsp; ทั้งที่ชาวบ้านต่างก็รู้สึกเสียดายบ้านเรือน&amp;nbsp; เพราะต้องเก็บเงินสร้างมาตลอดชีวิต&amp;nbsp; และเมื่อย้ายออกมาแล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านก็อยากจะได้อยู่บ้านใหม่ที่ถาวรโดยเร็ว&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่บ้านชั่วคราวมาแล้ว 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปีเต็มๆ&amp;nbsp; มันคับแคบและอยู่กันอย่างยากลำบาก&amp;nbsp; จึงอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างบ้านใหม่ให้เสร็จโดยเร็ว&amp;nbsp; เพื่อพวกเราจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านห้วยขาบสะท้อนความรู้สึกออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภานุวิชญ์ &amp;nbsp;จันที&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ่อเกลือเหนือ&amp;nbsp; ชาวห้วยขาบ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนแรกบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้ง 2 บริษัทบอกว่าจะสร้างบ้าน 60 หลัง (สร้างบริษัทละ 30 หลัง) ให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ต่อมาบริษัทก็ขอยืดเวลาออกไปเป็นเดือนกันยายน&amp;nbsp; แต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้วบริษัทรับเหมารายหนึ่งได้ทิ้งงานไป&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่สร้างบ้านยังไม่เสร็จสักหลัง&amp;nbsp; ตอนนี้จึงมีบริษัทรับเหมาอยู่รายเดียว&amp;nbsp; และเพิ่งสร้างบ้านได้ 2 หลัง&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่เสร็จทั้งหมด&amp;nbsp; หากมีทหารมาช่วยสร้างก็คิดว่าจะทำให้บ้านเสร็จเร็วขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้ชาวบ้านอยากเข้าอยู่บ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; หากเสร็จทันช่วงปลายปีก็ยังดี&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านจะได้ย้ายข้าวของเข้าไปอยู่&amp;nbsp; แม้ว่าพื้นที่จะไม่มาก&amp;nbsp; เพราะได้ที่ดินครอบครัวละ 120 ตารางวา&amp;nbsp; เป็นที่ปลูกบ้านและทำกิน&amp;nbsp; แต่ก็ดีกว่าบ้านชั่วคราวแน่ๆ&amp;nbsp; เพราะอย่างน้อยๆ เราก็มีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; เป็นสัดเป็นส่วน&amp;nbsp; ไม่ใช่อยู่เหมือนแคมป์คนงานก่อสร้าง&amp;nbsp; มีพื้นที่ว่างเราก็จะปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงเป็ด&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เลี้ยงกบ&amp;nbsp; หรือเลี้ยงปลาในบ่อเล็กๆ ก็ได้&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาหลายคนต้องป่วยซึมเศร้า&amp;nbsp; หากได้ย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตต้องดีขึ้นแน่ๆ&amp;nbsp; เพราะจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาส่งเสริมเรื่องอาชีพของชาวบ้าน&amp;nbsp; และหากทำได้&amp;nbsp; ห้วยขาบก็จะเป็นตัวอย่างในการฟื้นฟูชุมชนที่โดนภัยพิบัติ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวแทนชาวลัวะห้วยขาบกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนน้ำเลา&amp;nbsp; อ.ร้องกว้าง&amp;nbsp; จ.แพร่&amp;nbsp; ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; แก้ปัญหาที่ดินทำกินและใช้หลักการ &amp;lsquo;DSLM&amp;rsquo; แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(1.ชาวบ้านตำบลน้ำเลาใช้เครื่องมือจับพิกัดแปลงที่ดินเพื่อใช้เป็นข้อมูลแก้ปัญหา&amp;nbsp; 2.การแก้ไขปัญหาน้ำในตำบลน้ำเลาโดยใช้หลัก DSLM)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; อ.ร้องกวาง&amp;nbsp; จ.แพร่&amp;nbsp; มี 10 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 1,714 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ&amp;nbsp; 5,400 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกถั่วเหลือง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; เพราะทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาอยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมในฤดูฝน&amp;nbsp; และขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาพวกนี้มันมีมานานแล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้าน&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน&amp;nbsp; กลัวว่าจะถูกทางราชการยึดที่ดินคืน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเอาที่ดินไปจำนองกับ ธกส.เพื่อเอาเงินมาหมุนเวียนลงทุนทำไร่&amp;nbsp; ทำนาก็ไม่ได้&amp;nbsp; ส่วนปัญหาเรื่องน้ำ&amp;nbsp; เป็นเพราะในตำบลยังมีแหล่งน้ำไม่พอเพียง&amp;nbsp; ช่วงหน้าฝนน้ำจะท่วมบ้านเรือน&amp;nbsp; ไร่นาเสียหาย&amp;nbsp; ช่วงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำ&amp;nbsp; ทำให้เดือดร้อนไปทั่วตำบล&amp;rdquo;&amp;nbsp; กังสดาล&amp;nbsp; พรมเสน&amp;nbsp; แกนนำการพัฒนาในตำบลน้ำเลาพูดถึงปัญหาของชาวบ้านในตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตำบลน้ำเลามีพื้นที่ 43,193 ไร่&amp;nbsp; จำนวน 1,741 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีปัญหาเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่เติ๊ก&amp;nbsp; แม่ถาง&amp;nbsp; และแม่กำปอง (พื้นที่ป่าสงวนฯ รวมประมาณ 188,000 ไร่)&amp;nbsp; จำนวน 731 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 4,495 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กังสดาล&amp;nbsp; แกนนำพัฒนาตำบลน้ำเลา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กังสดาล&amp;nbsp; พรมเสน&amp;nbsp; สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; แกนนำการพัฒนาในตำบล&amp;nbsp; เล่าถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลาจัดตั้งขึ้นในปี 2553 ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อให้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ (ดูรายละเอียดใน www.krisdika.go.th/data/law/law2/77/77-20-2551-a0001.htm)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนถึงปี 2555-2556 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือ พอช. มีโครงการ &amp;lsquo;แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แนวใหม่&amp;rsquo; ทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;และขยายโครงการมาที่ภาคเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลาจึงเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ต่อมาในปี 2557 สภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลาได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.จำนวน 30,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อนำมาใช้จัดเวทีสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp;จัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ข้อมูลรายครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;อบรมการจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) จับพิกัดที่ดินรายแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการจัดตั้งคณะทำงาน &amp;lsquo;เครือข่ายปฏิรูปที่ดินตำบลน้ำเลา&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีตัวแทนจากสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตัวแทนชาวบ้านทั้ง 10 ตำบล &amp;nbsp;สมาชิก อบต.&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ ร่วมเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในช่วงแรกที่ทำโครงการนี้ขึ้นมาชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ต้องใช้เวลาชี้แจงนานหลายเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะช่วงปี 2557 เป็นช่วงที่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และมีนโยบายทวงคืนผืนป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวบ้านจึงกลัวว่าการสำรวจข้อมูลจะทำให้ถูกยึดที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่หลังจากคณะทำงานได้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านทั้งตำบลแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;เราจึงเดินหน้าต่อไปได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;กังสดาลเล่าถึงก้าวย่างการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านน้ำเลาตรวจสอบที่ดินของตนเองจากภาพถ่ายดาวเทียม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp; 5 เมษายน 2558&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ได้เดินทางมาที่ตำบลแม่ทา&amp;nbsp; อ.แม่ออน&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; เพื่อเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนฯ เนื้อที่ประมาณ 7,200 ไร่ที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมานานให้แก่ชาวแม่ทาประมาณ&amp;nbsp; 2,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธาน&amp;nbsp; โดยตัวแทนชาวตำบลน้ำเลาได้เดินทางมาศึกษาดูงานการแก้ไขปัญหาที่ดินในครั้งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมาศึกษาดูงานที่ตำบลแม่ทาด้วย&amp;nbsp; เห็นนายกรัฐมนตรีมามอบหนังสือที่ดินทำกินให้ชาวแม่ทาจึงเห็นทางออก&amp;nbsp; และจะใช้ตำบลแม่ทาเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เพราะแม่ทาเป็นตำบลนำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดินตามนโยบายของ คทช.&amp;nbsp; หลังจากที่ชาวแม่ทาต้องต่อสู้เรื่องที่ดินมานานหลายปี&amp;rdquo; กังสดาลเล่าต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากกลับมาจากตำบลแม่ทา&amp;nbsp; คณะกรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินตำบลน้ำเลาจึงรวบรวมข้อมูลปัญหาที่ดินในตำบล&amp;nbsp; มีข้อมูลครัวเรือนที่เดือดร้อนบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์&amp;nbsp; การใช้ประโยชน์ในที่ดิน&amp;nbsp; แผนที่แสดงแปลงที่ดินตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; แผนที่แสดงแปลงที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; แผนที่แสดงพื้นที่ทำกินทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ให้ อบต.น้ำเลานำเสนอต่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่&amp;nbsp; และคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดแพร่ (คทช.จังหวัด&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน) เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนของ คทช.จังหวัดนานหลายเดือน&amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2562 คทช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่&amp;nbsp; ได้เข้ามาตรวจสอบข้อมูลในตำบลน้ำเลาร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และ อบต.น้ำเลา และมาตรวจสอบซ้ำอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เพื่อตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านและถูกต้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การกันพื้นที่ป่าสงวนฯ ออกจากที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จำนวนครัวเรือน&amp;nbsp; และข้อมูลการครอบครองที่ดินหรือแปลงที่ดินทำกินของชาวบ้านแต่ละราย&amp;nbsp; โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545&amp;nbsp; และ 2557 ตรวจสอบการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านตำบลน้ำเลาร่วมประชุมแก้ไขปัญหาที่ดิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัชรพงศ์&amp;nbsp; วิยะ&amp;nbsp; รองนายก อบต.น้ำเลา&amp;nbsp; ในฐานะที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินตำบลน้ำเลาร่วมกับสภาองค์กรชุมชนฯ มาตลอดบอกว่า&amp;nbsp; ขณะนี้ อบต.ทราบจากทาง คทช.จังหวัดแพร่ว่า&amp;nbsp; คทช.ได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งจากที่ชาวบ้านทำขึ้นมา&amp;nbsp; และจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมตรวจสอบที่ดินแล้ว&amp;nbsp; มีมติเห็นชอบให้จัดสรรที่ดินในเขตป่าสงวนฯ ที่ชาวบ้านเข้าทำกินแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 2,440 ไร่&amp;nbsp; ให้แก่ชาวตำบลน้ำเลาจำนวน&amp;nbsp; 756&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; (เฉลี่ยครอบครัวละ 3 ไร่เศษ)&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินตามขั้นตอนของกรมป่าไม้&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นป่าสงวนฯ&amp;nbsp; จึงต้องใช้อำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้&amp;nbsp; ตามมาตรา 16 &amp;nbsp;พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507&amp;nbsp; และคาดว่าจะมีการออกหนังสืออนุญาตให้ชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยและทำกินได้ในเร็วๆ นี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในลักษณะให้เข้าทำกินแต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์&amp;nbsp; ห้ามซื้อขาย&amp;nbsp; หรือให้คนอื่นเช่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งกองทุนที่ดินแก้ไขหนี้นอกระบบ-ป้องกันที่ดินหลุดมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยใช้ฐานข้อมูลจากการสำรวจ&amp;nbsp; และการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ดังกล่าว&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนยังได้จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินตำบลน้ำเลาขึ้นมาในปี 2558&amp;nbsp; มีคณะกรรมการดำเนินงานมาจากตัวแทนชาวบ้านตัวแทน อบต.&amp;nbsp; และกลุ่มกองทุนต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; มีระเบียบให้ชาวบ้านที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนที่ดินเป็นรายปีๆ ละ 100 บาท&amp;nbsp; ผู้สมัครจะต้องเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนด้วย&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกองทุนและช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนที่ดินมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้สินอื่นๆ&amp;nbsp; และหากสมาชิกกองทุนรายใดเดือดร้อนเรื่องที่ดินหรือที่ดินจะหลุดมือ&amp;nbsp; กองทุนจะนำเงินไปซื้อที่ดินหรือไถ่ถอน&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของนายทุน&amp;nbsp; หรือคนต่างถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสมาชิกสามารถกู้ยืมเงินกองทุนมาแก้ไขปัญหาที่ดินได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท (หรือตามความเห็นของคณะกรรมการ) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 1 ปี&amp;nbsp; ร้อยละ 2.50 บาทต่อปี ฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้สมาชิกสามารถฝากเงินเป็นเงินสะสมประจำได้ด้วย&amp;nbsp; โดยจะได้รับดอกเบี้ย 1.50 บาทต่อปี&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน&amp;nbsp; 1,419 ราย&amp;nbsp; มีเงินกองทุนทั้งหมดประมาณ &amp;nbsp;340,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางพรรณิดา&amp;nbsp; ศิริพันธุ์&amp;nbsp; เลขานุการกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2552&amp;nbsp; ให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนเป็นรายเดือนๆ ละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือสมทบเป็นรายปีๆ ละ 365 บาท&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 1,419&amp;nbsp; ราย&amp;nbsp; มีเงินกองทุนประมาณ&amp;nbsp; 3,500,000 บาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร&amp;nbsp; ช่วยเหลือรายละ 500 บาท&amp;nbsp; เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล&amp;nbsp; ช่วยเหลือคืนละ 300 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 5 คืน&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยเหลือสูงสุดไม่เกินรายละ 7,500 บาท&amp;nbsp; หากไม่เจ็บป่วยภายใน 3 ปี&amp;nbsp; กองทุนจะให้เงินสนับสนุนรายละ 500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากนี้&amp;nbsp; กองทุนยังนำไปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้ทุนการศึกษานักเรียน&amp;nbsp; ช่วยกิจกรรมผู้สูงอายุ&amp;nbsp; การออกกำลังกาย&amp;nbsp; การดูแลสุขภาพคนในตำบล&amp;nbsp; รวมทั้งยังร่วมกับสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และ อบต.สนับสนุนให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมีในไร่นา&amp;nbsp; โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะมีการใช้สารเคมี เช่น&amp;nbsp; ยาฆ่าหญ้า&amp;nbsp; ฆ่าแมลงกันมาก&amp;nbsp; ทำให้สารเคมีสะสมอยู่ในร่างกายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ&amp;nbsp; เราจึงสนับสนุนให้ปลูกพืชชนิดอื่นๆ ทดแทนข้าวโพด&amp;nbsp; หรือในช่วงแรกก็ปลูกแซมในไร่ข้าวโพดก่อน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กล้วย&amp;nbsp; มะขาม&amp;nbsp; มะม่วง&amp;nbsp; ถั่ว&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ตอนนี้ก็มีชาวบ้านหลายรายแล้วที่ทำแบบนี้&amp;nbsp; และระยะยาวเมื่อพืชพวกนี้ทำรายได้ก็อาจจะเลิกปลูกข้าวโพดไปเลย&amp;rdquo;&amp;nbsp; เลขาฯ กองทุนสวัสดิการชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;DSLM&amp;rsquo; แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ่างเก็บน้ำห้วยขึมมีพื้นที่ 112 ไร่&amp;nbsp; ลึก 21 เมตร&amp;nbsp; ความจุ 1.2 ล้านลูกบากศ์เมตร&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างเสร็จแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำบลห้วยน้ำเลามีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและใหญ่รวมกันทั้งหมด 8 อ่าง&amp;nbsp; ขนาดความจุตั้งแต่ 24,000 ลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; จนถึงขนาดใหญ่สุด&amp;nbsp; คืออ่างเก็บน้ำแม่คำปอง&amp;nbsp; ขนาดความจุ&amp;nbsp; 6.5 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านทั้งตำบล&amp;nbsp; เพราะต้องใช้เพื่อการเกษตรและทำน้ำประปาแจกจ่ายไปทุกครัวเรือน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กังสดาล&amp;nbsp; พรมเสน&amp;nbsp; สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; แกนนำการพัฒนาในตำบลเล่าว่า&amp;nbsp; ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งถือเป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี&amp;nbsp; เพราะสภาพพื้นที่ตำบลน้ำเลามีลักษณะเป็นที่ราบสูงและเป็นภูเขา&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝนน้ำจากพื้นที่สูงจะไหลหลากลงมายังที่ราบ&amp;nbsp; แต่ไม่มีอ่างเก็บน้ำรองรับพอเพียง&amp;nbsp; น้ำจึงไหลหลากท่วมบ้านเรือนและท่วมพื้นที่ไร่นาเป็นประจำ&amp;nbsp; ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สิน&amp;nbsp; ส่วนในช่วงฤดูแล้งปริมาณน้ำในอ่างก็ไม่เพียงพอที่จะแจกจ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2559 มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดในจังหวัดแพร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ (อบจ.แพร่) เข้าร่วมด้วย&amp;nbsp; โดยขณะนั้น&amp;nbsp; อบจ.แพร่มีโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp; จึงนำมาเสนอในที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ ระดับจังหวัด&amp;nbsp; และต่อมาสภาองค์กรชุมชนและ อบต.น้ำเลาได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมอบรมด้วย&amp;nbsp; โดยใช้หลักการ DSLM บริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;DSLM &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;Demand &amp;nbsp;การสำรวจปัญหาความต้องการน้ำของชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; Supply คือการสำรวจปริมาณน้ำหรือแหล่งน้ำที่มีอยู่ในชุมชนเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;Logistic &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือการสำรวจและจัดทำผังทิศทางน้ำและระบบส่งน้ำในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ Management การนำข้อมูล DSL ที่ได้ทำการสำรวจมาบริหารจัดการในพื้นที่ชุมชนของตนเอง ซึ่งหลักการนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในตำบลได้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; กังสดาลอธิบายหลักการของ DSML&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนอบรมให้ความรู้แก่ผู้นำชุมชนในหัวข้อต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ภาคทฤษฎี &amp;nbsp;ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดการป่าไม้จังหวัดแพร่และการขอใช้พื้นที่ป่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำผังน้ำและการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไข&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการจัดทำผังน้ำชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากนั้นจะเป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อสำรวจข้อมูล &amp;nbsp;และจัดทำฝายชะลอน้ำในพื้นที่ชุมชนของตนเอง&amp;nbsp; ทั้งนี้ในการสำรวจและจัดทำผังทิศทางไหลของน้ำจะใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ใช้แผนที่ทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยหาพิกัด&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการสำรวจข้อมูลเรื่องที่ดินที่เคยทำมาก่อนจึงทำให้ผู้นำตำบลน้ำเลาเรียนรู้ได้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราได้เรียนรู้เรื่องการจัดทำฝายชะลอน้ำแบบถาวร&amp;nbsp; จากเดิมที่ชาวบ้านเคยทำฝายโดยใช้ไม้&amp;nbsp; หิน&amp;nbsp; ทราย&amp;nbsp; มาทำเป็นฝายชะลอน้ำ&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้น้ำที่ไหลลงมาตามลำห้วยไหลเร็วเกินไปจนชะหน้าดินหรือกักน้ำไม่อยู่&amp;nbsp; แต่ฝายแบบนี้จะอยู่ได้ไม่นาน&amp;nbsp; ไม้จะผุพังหรือเปื่อยสลายไป&amp;nbsp; จึงเปลี่ยนมาทำฝายถาวรบริเวณป่าชุมชนและป่าต้นน้ำในตำบล&amp;nbsp; โดยใช้ปูนซีเมนต์มาผสมกับทรายและหิน&amp;nbsp; แล้วเทลงในฝายไม้&amp;nbsp; วิธีนี้จะทำให้ฝายแข็งแรงถาวรขึ้น&amp;nbsp; ช่วยชะลอน้ำและดักตะกอนไม่ให้ไปทับถมทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน&amp;nbsp; น้ำที่ไหลลงมาก็จะซึมไปอยู่ใต้ดิน และไหลเข้าสู่พื้นที่การเกษตร&amp;rdquo; กังสดาลอธิบาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวบ้านช่วยสร้างฝายชะลอน้ำที่ป่าชุมชนต้นน้ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้การสร้างฝายชะลอน้ำยังเป็นการช่วยฟื้นฟูป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ทำให้ดินชุ่มชื้น&amp;nbsp; ป่าไม่แห้งแล้งเพราะมีน้ำจากใต้ดินหล่อเลี้ยง&amp;nbsp; ชาวบ้านได้เก็บหาอาหารจากในป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; แมลง&amp;nbsp; และเห็ดต่างๆ&amp;nbsp; ตอนนี้ชาวบ้านช่วยกันทำฝายบริเวณป่าชุมชนต้นน้ำไปแล้วประมาณ 70 แห่ง&amp;nbsp; โดย อบจ.ช่วยสนับสนุนปูนซีเมนต์&amp;nbsp; ชาวบ้านช่วยกันลงแรง&amp;nbsp; หาไม้&amp;nbsp; หิน&amp;nbsp; ทรายมาสร้างฝาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิอุทกพัฒน์หนุนชุมชนสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขึม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของ อบจ.แพร่ที่มีมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นผู้สนับสนุนในปี 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2560 สภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำเลาและ อบต.น้ำเลาจึงได้นำหลักการ DSLM&amp;nbsp; มาใช้แก้ไขปัญหาน้ำในตำบล&amp;nbsp; โดยนำข้อมูลปัญหาความต้องการน้ำ (Demand)&amp;nbsp; การสำรวจปริมาณน้ำในชุมชนที่มีอยู่ (Supply) จัดทำผังทิศทางน้ำและระบบส่งน้ำ (Logistics)&amp;nbsp; แนวทางการสร้างอ่างเก็บน้ำและบริหารจัดการ (Management)&amp;nbsp; มาจัดทำโครงการขุดอ่างเก็บน้ำในตำบล&amp;nbsp; และเสนอขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เพื่อขุดอ่างเก็บน้ำบริเวณบ้านห้วยขึมหมู่ที่ 3 ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้ในตำบลอีกแห่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี 2560 นั้นเอง&amp;nbsp; มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ได้ส่งทหารช่างจากราชบุรีมาสำรวจพื้นที่&amp;nbsp; และได้พิจารณาอนุมัติโครงการในปี 2561&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจำนวน 53 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ต้นปี 2562 &amp;nbsp;ทหารช่างเริ่มขุดอ่างเก็บน้ำห้วยขึม&amp;nbsp; ขนาดพื้นที่ 112 ไร่&amp;nbsp; ความจุน้ำ 1,200,000&amp;nbsp; ลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; ขณะนี้ขุดเสร็จแล้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวน้ำเลาช่วยกันปลูกต้นไม้รอบอ่างห้วยขึมเมื่อวันแม่ที่ผ่านมา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าฝนมีปริมาณมาก&amp;nbsp; อ่างน้ำก็จะช่วยรองรับน้ำไม่ให้ไปท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ไร่นา&amp;nbsp; ส่วนในช่วงหน้าแล้งก็จะช่วยพื้นที่การเกษตรได้ 3 ตำบล&amp;nbsp; พื้นที่ประมาณ 6,500 ไร่&amp;nbsp; และทำน้ำประปาได้ด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;นอกจากนี้เมื่อวันแม่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวบ้านได้ร่วมกับ อบจ.แพร่&amp;nbsp; และอบต.น้ำเลา ช่วยกันปลูกต้นไม้รอบอ่างเก็บน้ำจำนวน 1,800 ต้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พะยูง&amp;nbsp; มะค่า&amp;nbsp; ประดู่&amp;nbsp; ไม้สัก&amp;nbsp; ไม้ดอกต่างๆ และหญ้าแฝก เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม&amp;nbsp; พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในตำบล&amp;nbsp; และต่อไปจะนำพันธุ์ปลามาปล่อยเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารและส่งเสริมอาชีพชาวบ้านได้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; กังสดาลแกนนำชาวตำบลน้ำเลาบอกถึงประโยชน์ของอ่างเก็บน้ำแห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือตัวอย่างการร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัยและปัญหาน้ำในตำบลน้ำเลา&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนร่วมกับ อบต.น้ำเลา&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบจ.แพร่&amp;nbsp; คทช.จังหวัด&amp;nbsp; ที่ดิน&amp;nbsp; ป่าไม้&amp;nbsp; และมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; แต่ที่สำคัญก็คือ คนน้ำเลาจะต้องร่วมกันและลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเองก่อน...!!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44130</URL_LINK>
                <HASHTAG>DSLM, กังสดาล  พรมเสน, ชาวลัวะ, น่าน, บ้านห้วยขาบ, ภานุวิชญ์  จันที, รศ.ดร.สุทธิศักดิ์  ศรลัมพ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5fc6b618e04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
