<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถกด่วน!ห่วงเชื่อมั่นระส่ำ ส่งออกวูบติดลบเดือนที่3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สมคิด&amp;quot; ถกด่วน &amp;quot;อุตตม&amp;quot; ห่วงเชื่อมั่นระส่ำ เร่งเข็นแพ็กเกจชุดใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี สั่ง ธ.ก.ส.ออกมาตรการช่วยเกษตรกร ส่งออก ต.ค.ยังไม่ฟื้น วูบ 4.54% ติดลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน พาณิชย์มั่นใจทั้งปีติดลบ 1.6% คาดปี 63 กลับมาบวกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นการด่วน โดยได้เรียกนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าร่วมหารือถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และหามาตรการใหม่เพื่อออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปลายปีว่า เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือเรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้เป็นปีที่สำคัญ ต้องไม่ให้แรงส่งในการสนับสนุนขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไป เพื่อที่จะได้เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้าและระยะต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจช่วงเวลานี้สำคัญ ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีนี้ดีขึ้่น เพื่อเป็นแรงส่งต่อให้เศรษฐกิจปีหน้า เพราะตอนนี้คนไม่รู้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงต้องดูแลเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้แข็งแรง&amp;quot; นายสมคิดระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการส่งออกไทยในเดือน ต.ค.2562 ที่ยังขยายตัวติดลบมากนั้น ต้องไปถามกระทรวงพาณิชย์ว่าจะแก้ไขอย่างไร โดยต้องยอมรับว่าการส่งออกที่ชะลอตัวมากโทษใครไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากสงครามการค้า ที่กระทบการส่งออกทุกประเทศในโลก ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี ในส่วนของกระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะมีการประกาศออกมาเร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นายสมคิดได้สั่งให้กระทรวงการคลังเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า โดยช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย โดย ธ.ก.ส.จะออกมาตรการให้เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยวในไม่ช้านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังให้ ธ.ก.ส.ไปพิจารณาความเป็นไปได้ของการพักหนี้กองทุนหมู่บ้านให้กับลูกหนี้ ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพื่อช่วยเหลือความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอีกทางหนึ่ง รวมทั้งจะมีมาตรการเสริมมาตรการชิมช้อปใช้ ให้มีการจับรางวัลชิงโชคทองคำมูลค่าสูง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ได้สิทธิ์ในโครงการประมาณ 15 ล้านคน ใช้เงินในกระเป๋าตัง 2 มากขึ้น ซึ่งมีการใช้เพิ่มมากขึ้นวันละ 200-300 ล้านบาท โดยธนาคารกรุงไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ จะทำให้มีการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปลายปีนี้เพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ต.ค.2562 มีมูลค่า 20,757.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.54% เป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เพราะการส่งออกยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลงในรอบหลายปี ทำให้มีการนำเข้าสินค้าลดลง และยังได้รับผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน ทำให้มูลค่าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดถึง 35.40% และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลด 25.8% แต่หากหักมูลค่าการส่งออกน้ำมันและทองคำออก จะเหลือติดลบเพียง 1% เท่านั้น ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,251.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.57% โดยยังเกินดุลการค้ามูลค่า 506.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การส่งออกในช่วง 10 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 207,329.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.35% การนำเข้ามีมูลค่า 199,441.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.09% เกินดุลการค้ามูลค่า 7,887.9 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกจะลดลง แต่มูลค่าที่ทำได้เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจ และยังพบอีกว่าการส่งออกสินค้าหลายตัวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะตัวที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนประกอบ เป็นบวกได้ในรอบ 13 เดือน มูลค่าใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่มาตรการภาษีภายใต้สงครามการค้าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเดือน ก.ย.2561 และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นบวกได้ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีสินค้าหลายรายการมีสัญญาณการส่งออกขยายตัว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น น้ำตาลทราย, ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งกระป๋องและแปรรูป, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ, เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง, รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ, เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และนาฬิกาและส่วนประกอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่การส่งออกยังคงลดลง เช่น ข้าว, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ยางพารา, กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป, สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับตลาดส่งออก ส่วนใหญ่หดตัว ทั้งสหภาพยุโรป (15 ประเทศ) ลด 8.8%, อาเซียน (9 ประเทศ) ลด 9.3%, จีน ลด 4.2%, &amp;nbsp;อินเดีย ลด 17.2%, ฮ่องกง ลด 3.4%, เกาหลีใต้ ลด 1.15%, ทวีปออสเตรเลีย ลด 7.1%, ลาตินอเมริกา ลด 13.2%, &amp;nbsp;รัสเซียและซีไอเอส ลด 10.8% เว้นสหรัฐ เพิ่ม 4.8%, ญี่ปุ่น เพิ่ม 0.5%, สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 97%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการนำเข้าเดือน ต.ค.2562 ที่ลดลง 7.57% มาจากการลดลงของสินค้าเกือบทุกหมวด โดยหมวดเชื้อเพลิง ลด 28.5%, สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลด 9.3%, สินค้าอุปโภคบริโภค ลด 0.8% ยกเว้นยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง เพิ่ม 3.1%, อาวุธยุทธปัจจัย และสินค้าอื่นๆ เพิ่ม 18.9% รวมถึงสินค้าทุน เพิ่ม 3.1% และยังมีการนำเข้าเครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 79.3%, รถไฟ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 293.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ คาดว่าการส่งออกเดือนพ.ย.2562 น่าจะยังติดลบอยู่ แต่จะเป็นบวกในเดือน ธ.ค.2562 เพราะเดือน ธ.ค.2561 ฐานต่ำมาก มีมูลค่าเพียง 19,400 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2563 น่าจะขยายตัวติดลบ 1.55-1.60% ไม่น่าจะติดลบถึง 2% ส่วนปี 2563 ประเมินว่าการส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะบวกได้ใกล้เคียง 2% แต่ต้องรอเป้าหมายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง&amp;quot; น.ส.พิมพ์ชนกระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร โฆษกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาศึกษาเรื่องการประเมินผลเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชิมช้อปใช้ โดยเชิญนายภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมประชุม สรุปได้ว่านโยบายชิมช้อปใช้ เป็นนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่สามารถเติบโตในระยะยาวได้ โดยมีข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐควรเน้นการใช้จ่ายที่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยและไม่มีหนี้ เนื่องจากจะเกิดการใช้จ่ายเงินทันทีและไม่ใช้เพื่อการชำระหนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, แพ็กเกจชุดใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd69aa348872.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
