<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>76 จังหวัดไม่รอดโควิด! มีเพียงจังหวัดเดียวติดเชื้อเป็น 0</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 -ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ได้รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค.64 เวลา 01.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 76 จังหวัด ยกเว้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่วันนี้ติดเชื้อเป็น 0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิน100 รายใน 24 จังหวัด โดยผู้ติดเชื้อสูงสุดยังคงเป็นภาคกลาง มี 9 จังหวัดที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินหลักร้อย ประกอบด้วย กทม. สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และสุพรรณบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110423</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด, แม่ฮ่องสอน, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f667b9a0404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  ปักหมุด “แม่สะเรียง”  ต้องไปเยือนในวันที่ทุกอย่างพร้อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์โควิดแบบนี้ ใครที่ชอบท่องเที่ยวก็อาจจะได้รับผลกระทบทางจิตใจอยู่บ้าง เพราะอาจจะต้องกักตัว ทำงานอยู่บ้าน แม้จะมีเวลาว่าง แต่ก็ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ และด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลกระทบกันไปเป็นลูกโซ่ เพราะเมื่อคนไม่สามารถเดินทางได้เหมือนอย่างเคย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบโดยตรง รวมไปถึงการค้าขายในพื้นที่ ร้านอาหาร โรงแรม ลูกจ้างก็ได้รับผลกระทบหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ &amp;ldquo;อาทิตย์เอกเขนก&amp;rdquo; ฉบับนี้ก็ยังอยากที่จะพาไปท่องเที่ยวด้วยกันอยู่ดี เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ในการท่องเที่ยวบางครั้งก็อาจจะมาพร้อมกับการอ่านได้เช่นเดียวกัน ซึ่งครั้งนี้เรากำลังจะขึ้นไปภาคเหนืออีกครั้ง และไปอยู่ในจุดที่หลายๆ คนยังไม่เคยไป รวมถึงผู้เขียนด้วย ไปอยู่ในอำเภอที่อาจจะเป็นแค่ทางผ่านของใครหลายๆ คน นั่นก็คือ อำเภอแม่สะเรียง หนึ่งใน 7 อำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในช่วงนั้นเรายังพอที่จะสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าช่วงนี้ ภายใต้การกำกับดูแลอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการเดินทางไปพร้อมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลงพื้นที่ไปตรวจโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ ในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง และ อ.แม่เหาะ โดยการเดินทางเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และนั่งรถยาวๆ ต่อไปยังแม่สะเรียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากถึงพื้นที่แล้วรับประทานอาหารกลางวัน จากร้านอินทิราที่ถือว่าเป็นร้านเด็ดในย่านนี้ ซึ่งเมนูเด็ดของที่นี่คือเมนูที่ทำจากปลาแม่น้ำสาละวิน...หลายคนคงมีคำถามในใจ รวมถึงผู้เขียนเองด้วยว่า ปลาแม่น้ำสาละวิน คือปลาอะไร? จากความสงสัยนี้จึงได้สอบถามคนในพื้นที่และได้คำตอบมาว่า &amp;ldquo;ก็เป็นปลาจากแม่น้ำสาละวินนั่นแหละ&amp;rdquo; ฟังจากคำตอบแล้วคงไม่สามารถคลายความสงสัยได้ จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการค้นหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จึงพบว่า...พันธุ์ปลาจากแม่น้ำสาละวินนั้นมีเยอะมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าปลาแม่น้ำที่เราได้ทานนั้น คือชนิดไหน แต่ถ้าจะให้บอกรสสัมผัสจะคล้ายๆ ปลาบึก ปลาคัง หรือปลาสวายบ้านๆ เรานี่แหละ...แม้จะไม่ได้คำตอบที่กระจ่างมากนัก แต่เมนูหลากหลายที่ทำจากปลาแม่น้ำสาละวินก็ถือว่าอร่อยจนทำให้อิ่มจนพุงกางได้ พร้อมเดินทางต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากจุดรับประทานอาหาร ก็เดินทางขึ้นไปยังพื้นที่ของ อบต.แม่เหาะ เพื่อเดินทางไปยัง บ้านกิ่วลม อ.แม่สะเรียง ตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐตามแผนการลงพื้นที่ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งอีกหนึ่งพื้นที่นั่นก็คือบ้านแม่กะไน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถือว่าห่างไกลความเจริญเป็นอย่างมาก จะต้องนั่งรถขึ้นเขาไปกว่า 1 ชั่วโมง ตลอดสองข้างทางจะเป็นหน้าผา ซึ่งคนขับรถจะต้องมีสติและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
แต่จากการเดินทางครั้งนี้ก็ได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของแม่สะเรียงได้อีกทางหนึ่ง ทิวทัศน์ที่มีภูเขาสลับสับซ้อนกันและไกลสุดลูกหูลูกตา เป็นวิวที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นเท่าไหร่ และเมื่อเปิดกระจกรถไปก็จะได้สัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์พร้อมกับชมธรรมชาติที่สวยงาม ทำเอาเพลินมากๆ กับการเดินทางครั้งนี้ แม้จะต้องมีให้ลุ้นอยู่หลายๆ จุด แต่ก็คุ้มที่ได้ขึ้นไปชมด้วยตาของตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีน้ำประปา ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เดิมผู้คนที่นั่นจะต้องเดินไปหาบน้ำจากลำธารขึ้นมาใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค แต่ด้วยโครงการของกระทรวงพลังงาน ที่สนับสนุนงบประมาณในการขึ้นมาพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ เพื่อให้สามารถติดตั้งเครื่องสูบน้ำและนำไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้ จนทำให้การดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ดังกล่าวมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หลังจากจบภารกิจก็เดินทางเข้ามายังตัวอำเภอแม่สะเรียงเพื่อพักผ่อน ในช่วงนั้นจึงมีเวลาว่างนิดหน่อยในการเดินสำรวจเมือง ตลอดถนนสายหลังที่คู่ขนานไปกับแม่น้ำยวมนั้น เห็นได้ว่าจะมีโรงแรม บ้านพัก เกสต์เฮาส์ รวมถึงร้านขายของและร้านอาหารตลอดสาย แต่สิ่งที่ผิดปกติคือความคึกคักที่ลดลง ร้านบางร้านปิด โรงแรมหรือที่พักบางแห่งปิด เนื่องจากในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 นักท่องเที่ยวก็น้อยลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้เขียนได้รับการการันตีจากผู้ที่เคยมาเยือนแม่สะเรียงในช่วงที่สถานการณ์ปกติว่า แม่สะเรียงคึกคัก และสวยงามกว่านี้ ผู้คนเดินจอแจเต็มถนนสายหลัก หลายที่พักต้องจองล่วงหน้าถึงจะได้เข้าอยู่ ร้านอาหารและสถานที่ต่างๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเยอะมาก ทุกอย่างสนุกกว่านี้ แต่แม้วันนี้จะเงียบเหงาลงไปบ้าง แต่เสน่ห์ของแม่สะเรียงก็ยังทำให้คิดถึงอยู่ตลอดเวลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เชื่อว่าเมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว ความคึกคักของแม่สะเรียงจะกลับมา สีสันกับบรรยากาศที่สวยงามจะกลับมาเป็นเหมือนอย่างที่เคยเป็น และในวันนั้นเองเชื่อว่านักท่องเที่ยวคนไทยหลายๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วยก็จะกลับไปเยือนแม่สะเรียงอีกครั้ง หรือใครที่ยังไม่เคยไปก็อยากให้ปักหมุดไว้เลยว่าจะต้องไปให้ได้ จะต้องไปชมบรรยากาศที่อบอุ่นนั้นให้ได้.&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109343</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านกิ่วลม, แม่สะเรียง, แม่ฮ่องสอน, แม่เหาะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea98aba4fe5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่วยโควิดยังทะลุ6พัน! จับตา‘เดลตา’ลามตจว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดเชื้อโควิดยังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ทะลุ 6 พันรายเป็นวันที่สองติดต่อกัน เหลืออีกแค่ 4 จังหวัดไม่พบผู้ติดเชื้อ พังงา ชัยนาท บึงกาฬ และแม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมควบคุมโรคยอมรับน่าห่วง &amp;quot; เดลตา&amp;quot; แพร่เร็วลงไปถึงครอบครัว จับตาต่างจังหวัดหลังแรงงานกลับถิ่น &amp;quot;ตรัง&amp;quot; เจอแล้วสายพันธุ์อินเดีย เดินทางจาก กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,230 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 5,932 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 4,412 ราย, มาจากการค้นหาเชิงรุกในชุมชน 1,520 ราย, จากเรือนจำและที่ต้องขัง 294 ราย และเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 4 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 277,151 ราย ผู้หายป่วยเพิ่ม 3,159 ราย ยอดรวมหายป่วยแล้ว 217,499 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 57,470 ราย อาการหนัก 2,045 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 589 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 41 ราย เป็นชาย 21 ราย หญิง 20 ราย อยู่ใน กทม. 29 ราย, ยะลา สมุทรสาคร จังหวัดละ 2 ราย, กาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา นนทบุรี นครนายก ระนอง อ่างทอง อุดรธานี จังหวัดละ 1 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสม 2,182 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนวันที่ 2 ก.ค. 345,109 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 275,533 ราย เข็มที่สอง 69,576 ราย ทำให้ขณะนี้มียอดฉีดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 10,572,292 โดส ขณะที่สถานการณ์โลกมีผู้ป่วยสะสม 183,850,940 ราย เสียชีวิตสะสม 3,979,901 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 10 จังหวัดแรกที่มีผู้ป่วยรายใหม่สูงสุด ได้แก่ กทม. 1,971 ราย, &amp;nbsp;สมุทรปราการ 479 ราย, ปทุมธานี 448 ราย, ชลบุรี 294 ราย, สมุทรสาคร 277 ราย, นนทบุรี 257 ราย, ปัตตานี 197 ราย, &amp;nbsp;สงขลา 172 ราย, นครปฐม 169 ราย และยะลา 159 ราย ส่วนคลัสเตอร์ใหม่พบใน จ.ชลบุรี อ.บางละมุง โรงงานน้ำแข็ง มีผู้ติดเชื้อ 56 ราย และ จ.นครปฐม อ.กำแพงแสน พบคลัสเตอร์ใหม่ในมหาวิทยาลัย 6 ราย และ อ.สามพราน พบในโรงงานเฟอร์นิเจอร์ 11 ราย โดยวันนี้มีเพียง 4 จังหวัดเท่านั้นที่ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ คือ พังงา ชัยนาท บึงกาฬ และแม่ฮ่องสอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ว่าสถานการณ์ของไทยน่าเป็นห่วง อีกทั้งสายพันธุ์เดลตาที่เข้ามาใหม่มีการแพร่เชื้อที่เร็ว แต่การแพร่ระบาดในช่วงหลังจะมีการแพร่ระบาดจะอยู่ในพื้นที่แออัดอย่างเช่น โรงงาน และลามไปยังครัวเรือนมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล แต่เมื่อมีมาตรการปิดแคมป์ ทำให้ผู้ติดเชื้อเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งในต่างจังหวัดได้รับการประสานงานและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว จะต้องติดตามดูในอีกสักระยะหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าหากประชาชนช่วยกันลดการแพร่เชื้อในระยะนี้ ตัวเลขก็จะค่อยๆ ลดลง นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มที่มีโรคเรื้อรัง เพราะอยู่ในช่วงที่อาจจะเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ มาตรการสำคัญคือเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มเปราะบางให้ได้มากที่สุด ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้วในคนกลุ่มนี้ รอประมาณ 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันก็จะขึ้น และจะลดอัตราการเสียชีวิตได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พรณรงค์ ศรีม่วง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรปราการ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 479 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่จำนวน &amp;nbsp;417 ราย, อำเภอเมืองสมุทรปราการ จำนวน 142 ราย, อำเภอพระประแดง จำนวน 69 ราย, อำเภอพระสมุทรเจดีย์ 43 ราย, อำเภอบางพลีจำนวน 141 ราย, อำเภอบางเสาธงจำนวน 16 ราย, อำเภอบางบ่อ จำนวน 6 &amp;nbsp; ราย, โรงพยาบาลเอกชนรับมารักษาต่อในสมุทรปราการ จำนวน 62 ราย ไม่มีเสียชีวิต รวมเสียชีวิตสะสม 177 ราย การตรวจคัดกรองเฝ้าระวังในคลินิก ARI และในชุมชน จำนวน 232,652 ราย พบเชื้อ 15,375 ราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินจังหวัดนครราชสีมา โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฯ รายงานสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 44 ราย กระจายอยู่ในหลายอำเภอ &amp;nbsp;31 อำเภอจาก 32 อำเภอ โดย อ.เมือง 16 ราย, อ.โชคชัย 5 ราย, อ.ประทาย 4 ราย, อ.พิมาย 4 ราย, สูงเนิน 3 ราย, อ.ด่านขุนทด 2 ราย, อ.โนนแดง 2 ราย, อ.ขามทะเลสอ 1 ราย, อ.ขามสะแกแสง 1 ราย, อ.ครบุรี 1 ราย, อ.ชุมพวง 1 ราย, อ.เทพารักษ์ 1 ราย, อ.โนนไทย 1 ราย, อ.ปักธงชัย 1 ราย และ อ.ห้วยแถลง 1 ราย ขณะที่สถานการณ์ในภาพรวมของจังหวัดนครราชสีมา พบผู้ติดเชื้อโควิดระลอกใหม่สะสมจำนวน 1,357 ราย รักษาหายแล้ว 994 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ 346 ราย และเสียชีวิตสะสม 17 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยพบว่าวันนี้มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในเขต จ.ขอนแก่น เพิ่มขึ้น 25 ราย &amp;nbsp;เสียชีวิต 1 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมจากการระบาดระลอกที่ 3 รวม 790 ราย รักษาหายขาดจากอาการและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ 567 ราย รักษาอยู่ 217 ราย เสียชีวิตสะสม 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 28 ราย กระจายใน 12 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ 6 ราย, อ.สตึกกับ อ.นาโพธิ์ อำเภอละ 5 ราย, อ.ห้วยราช 3 ราย, อ.กระสัง 2 ราย, อ.แคนดง อ.บ้านกรวด อ.ลำปลายมาศ อ.ละหานทราย อ.โนนสุวรรณ อ.ประโคนชัย และ อ.คูเมือง อำเภอละ 1 ราย ผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านแล้ว 233 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 119 ราย และเสียชีวิตสะสม 3 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ประธานกรรมการโรคติดต่อ จ.สงขลา เปิดเผยว่า มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 172 ราย มาจากกลุ่มเดิมๆ คือกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในโรงงาน กลุ่มรอสอบสวนโรค กลุ่มสัมผัสผู้ป่วยเสี่ยงสูงในชุมชน กลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในบริษัท/ห้างร้าน กลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อในพื้นที่ และกลุ่มผู้สัมผัสอื่นๆ และกลุ่มสัมผัสเสี่ยงโรงเรียนสอนศาสนา รวมสะสม 6,074 ราย เสียชีวิต 22 คน นอนโรงพยาบาลกว่า 2,440 คน รักษาหายแล้วกว่า 3,450 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช พบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่ม 22 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 1,589 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 321 ราย รักษาหายแล้วสะสม 1,246 ราย เสียชีวิตสะสม 22 ราย เป็นผู้สูงเพศชาย อายุ 82 ปี ภูมิลำเนา ต.เกาะทวด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีโรคประจำตัวและเป็นบิดาของ อสม.ผู้หญิงที่เสียชีวิตรายที่ 2 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช สำหรับผู้ติดเชื้อใหม่ 22 ราย แยกเป็นจาก อ.เมืองฯ 9 ราย, อ.ทุ่งสง 8 ราย, อ.ฉวาง 3 ราย, อ.ท่าศาลา 1 ราย และ อ.ทุ่งใหญ่ 1 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ตุลกานต์ มักคุ้น นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.ตรัง ในฐานะโฆษก ศบค.จ.ตรัง แถลงสถานการณ์โรคโควิด-19 ว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่จำนวน 10 ราย โดยพบติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาเป็นรายแรก คือผู้ป่วยหมายเลขที่ 1,551 เป็นผู้ป่วยชายไทย อายุ 36 ปี เป็นพนักงานบริษัท โนว่าโฟน จำกัด พื้นที่ กทม. โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวเป็นผู้ป่วยยืนยันซึ่งเดินทางมาจากพื้นที่ กทม. เข้าพื้นที่ จ.ตรังเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108523</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยนาท, ติดเชื้อโควิดยังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ, ทะลุ 6 พันราย, บึงกาฬ, พังงา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เหลืออีกแค่ 4 จังหวัดไม่พบผู้ติดเชื้อ, แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210703/image_big_60dfbca7b00c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนค. เร่งผลักดัน &#039;ธุรกิจน้ำแร่ร้อน&#039;จังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน ลุยพัฒนาสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 2564 นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2564 สนค. ได้จัดทำโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับห่วงโซ่บริการยุคใหม่ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการค้าและบริการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไทย โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาโครงการ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาภาคบริการ โดยเฉพาะภาคบริการในชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และสอดรับกับแนวโน้มการค้าในยุค New Normal&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการดำเนินโครงการในปีนี้ สนค. ได้เน้นธุรกิจบริการดูแลรักษาสุขภาพ (Wellness) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีความโดดเด่นในระดับโลก และเป็นสาขาบริการที่สามารถผสมผสานการผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความคิดสร้างสรรค์ และการให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาปรับใช้ได้ และยังสอดคล้องกับนโยบายศูนย์กลางการบริการสุขภาพและการแพทย์นานาชาติ (Medical and Wellness Hub) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism Hub)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้คัดเลือกจังหวัดระนองและแม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดต้นแบบ เพราะเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีน้ำแร่และผลิตภัณฑ์จากน้ำแร่เป็นตัวชูโรงด้านสุขภาพ โดยได้นำร่องธุรกิจน้ำแร่ร้อน มาเป็นกลุ่มธุรกิจบริการชุมชนต้นแบบ มีทั้งตัวสินค้า คือ น้ำแร่บริสุทธิ์ ปราศจากกำมะถัน จากบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น สบู่น้ำแร่ ครีมทาหน้าน้ำแร่ สเปรย์น้ำแร่ เชื่อมโยงกับบริการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพได้&amp;rdquo;นายภูสิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูสิตกล่าวว่า แนวทางการช่วยเหลือ สนค. จะร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในชุมชน โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง มีกลยุทธ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ยกระดับการให้บริการ Wellness และการผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง 2.เสริมความสามารถด้านการตลาดและการค้าสู่สากล 3.พัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.สร้างความเข้มแข็งของการจัดการและกิจการสนับสนุน และจะขยายโมเดลธุรกิจการพัฒนานี้ไปยังธุรกิจบริการอื่นที่คล้ายคลึงกันหรือไปยังพื้นที่อื่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สนค. มั่นใจว่าการจัดทำโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยหากสามารถพัฒนาภาคธุรกิจบริการระดับชุมชนให้มีศักยภาพและมีความเข้มแข็ง จนสามารถเข้าร่วมอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าของประเทศได้ ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ห่วงโซ่การค้าโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากรายงานของสถาบันดูแลรักษาสุขภาพโลก (Global Wellness Institute) พบว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดบริการดูแลรักษาสุขภาพของโลกในปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าตลาดส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขภาพ ดูแลความงาม และต่อต้านวัย มูลค่า 1.083 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของตลาดโลก รองลงมา คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มูลค่า 0.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ส่วนตลาดสปาและน้ำพุร้อน/น้ำแร่ มูลค่ารวม 0.18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 4 แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3 ปี ร้อยละ 10 และ 5 ตามลำดับ และยังคาดว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดีภายหลังสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นในธุรกิจสปา มีกิจการที่อยู่ในกลุ่มนี้เกือบ 1400 กิจการ ซึ่งจำนวนนี้เป็นกิจการขนาดเล็กกว่า 1300 ราย (ยังไม่นับรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกิจการร้านค้าเจ้าของคนเดียว) คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม กว่า 8 พันล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจน้ำแร่ร้อน, นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ระนอง, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.), แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b05e6980749.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกะเหรี่ยงหนีตายทหารพม่าบุกโจมตีฐานที่มั่นเคเอ็นยู ปักหลักริมแม่น้ำสาละวินรอข้ามฝั่งไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.64 -&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงที่หนีภัยจากการโจมตีของทหารพม่าที่ใช้เครื่องบินรบบุกทำลายฐานที่มั่นทางทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) ยังคงทยอยเดินทางมายังริมแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นเส้นพรมแดนระหว่างไทย-พม่า เพื่อขอเข้ามาหลบพักพิงในฝั่งไทย โดยล่าสุดในช่วงบ่ายชาวกะเหรี่ยง 46 คนซึ่งมีทั้งเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ได้เดินทางจากบ้านชอโบยเดอ บ้านโตโย และบ้านโนปุ ที่อยู่ลึกเข้าไปในรัฐกะเหรี่ยงซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินเท้ากว่า 5 ชั่วโมงมาถึงริมแม่น้ำสาละวินบริเวณแก่งแม่ขอเก ที่ตรงกันข้ามกับตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยทั้งหมดเตรียมตัวข้ามมาฝั่งไทยแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทย ทำให้ต้องปักหลักหลบซ่อนอยู่ในป่าริมแม่น้ำสาละวิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า หนีมาพร้อมลูกหลาน เพราะอยู่บ้านไม่ได้ จะขอข้ามไปไทยเพื่อหลบภัย เนื่องจากมีเสียงปืนใหญ่และ เครื่องบิน มายิงใกล้หมู่บ้านทำให้ไม่กล้าอยู่ และรู้สึกกลัวจึงขอมาอยู่ฝั่งไทยโดยต้องการอยู่แค่ชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อยากให้ฝั่งไทยช่วยจัดที่อยู่ให้ที่ปลอดภัย &amp;nbsp;หลบจากการถูกโจมตี ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์แบบนี้เลย เราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา กับข้าวกับปลาก็ไม่มี ถ้าจะมีคนสงสารให้ช่วยหาทาง ถ้าไม่สงสารขอให้บอกตรงๆ แต่อยากมาพักพิงเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว&amp;quot;&amp;nbsp;หญิงชาวกะเหรี่ยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้หญิงอีกคนกล่าวว่า จากหมู่บ้านกว่าจะเดินมาถึงแม่น้ำสาละวินใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง ซึ่งระหว่างทางได้ยินเสียงปืนใหญ่ตลอด ไม่รู้ว่าเป็นระเบิดด้วยหรือไม่ ทำให้กังวลในเรื่องความปลอดภัย จึงต้องหนีออกมาจากพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เขายิงปืนใหญ่ และมีเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดใกล้หมู่บ้าน ทำให้พวกเรากังวลมาก ไม่กล้านอนอยู่ในบ้าน นอนไม่หลับ ต้องหนี เครียดจนจะบ้าอยู่แล้ว คิดมาก ยังไงก็ต้องหนีออกจากพื้นที่มาเพื่อความปลอดภัย&amp;quot;&amp;nbsp;หญิงชาวกะเหรี่ยง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เพจ Friends Without Borders Foundation ของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดนระบุว่า คำประกาศของคณะรัฐประหารเมียนมาว่าจะ &amp;quot;หยุดยิงฝ่ายเดียว&amp;quot; 1 เดือน ยกเว้นการตอบโต้กับ &amp;quot;การกระทำใด ๆที่ขัดขวางรัฐบาล และการปกครองของรัฐบาล&amp;quot; นั้นไม่มีความหมายใด ๆ ในทางปฏิบัติ เนื่องจากทุกการโจมตีของกองทัพพม่าก็จะถือว่าเป็นการตอบโต้ผู้ต่อต้านอำนาจของตนทั้งสิ้น โดยในตอนสายวันที่ 31 มีนาคม ขณะที่กองทัพไทยส่งกลับผู้ลี้ภัยจากทั้ง อ.แม่สะเรียง และอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอนกว่า 600 คน ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้หญิงและเด็กนักเรียน แต่ยังมีการโจมตีทางอากาศที่บ้านเดปูโหน่ ใกล้กับสถานพยาบาลอยู่ในขณะนั้น หากชุมชนเหลือแต่เพียงเป็นบ้านร้าง ชาวบ้านได้ละทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินของตนเองหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจดังกล่าวรายงานด้วยว่า แม้บ้านเดปูโหน่ ซึ่งเป็นชุมชนใหญ่ ศูนย์กลางของจังหวัดมือตรอ จะไม่ได้ตั้งอยู่ติดชุมชนต้นทางของผู้ลี้ภัยที่ถูกผลักดันกลับ และไม่ได้ติดกับพรมแดนซึ่งผู้ลี้ภัยที่ถูกผลักดันกลับไปจะหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า โขดหิน และริมห้วย มือตรอก็ไม่ใช่จังหวัดใหญ่โตเลย เครื่องบินรบลำหนึ่งก็สามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่จะพุ่งโจมตีจุดใดก็ได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ หมู่บ้านเกือบทั้งหมดยังอยู่ในระยะของกระสุนปืนใหญ่ที่สามารถยิงมาจากฐานทัพพม่าที่กระจัดกระจายทั่วจังหวัดกว่า 70 ฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช้าวันนี้ เวลาราวตีสองและตีสี่ การโจมตีทางอากาศก็ยังคงดำเนินต่อเนื่องที่เขตดเว่โล ด้านใต้ของบ้านเดปู่โน่ และบ่ายวันนี้ ยังมีการส่งเครื่องบินและโดรนสำรวจเหนือบ้านเดปู่โน่และตำบลเดว่โลอยู่ตลอดเวลาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา โดรนของกองทัพพม่าได้บินสำรวจอยู่เหนือชุมชนอีดูท่า ที่ซึ่งผู้ลี้ภัยถูกผลักกลับไปเมื่อวันที่ 29-30 มีนาคมที่ผ่านมา หากไม่มีใครกล้าอยู่ในชุมชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพจดังกล่าวรายงานด้วยว่า ไม่มีภาพประกอบการผลักดันกลับผู้ลี้ภัยของวันที่ 31 มีนาคม โดยชาวบ้านกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ และหากมีภาพหรือวิดีโอปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์ ก็จะถูกผลักกลับทันที &amp;nbsp;ซึ่งในที่สุดแม้จะไม่มีภาพใด ๆ ออกไป ชาวบ้านก็ถูกผลักดันกลับอยู่เช่นเดิม หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า &amp;quot;เรากลัวเกินกว่าจะกล้าถ่ายภาพอะไรแล้ว&amp;quot; หากรัฐยืนยันทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักมนุษยธรรม ภาพถ่ายก็คือการยืนยันดังภาพคนไข้จากรัฐกะเหรี่ยงที่มีรถพยาบาลไทยมารับ ดังนั้นการปราศจากภาพใด ๆ ให้คนไทยหรือทั่วโลกได้เห็น จะถือเป็นการยืนยันว่าอย่างไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ ว่าในทางนโยบายรัฐบาลประกาศไม่ผลักดันชาวบ้านกลับและยินดีให้มาพึ่งพิง แต่ประเด็นที่มีอยู่เพราะความสัมพันธ์ทางทหารของไทยและพม่าในพื้นที่ ถ้าให้เราไปถาม รัฐบาลไทยก็จะยืนยันว่าดำเนินการตามหลักมนุษยธรรม จริงๆแล้วเมื่อยืนยันเช่นนั้นก็ต้องให้ชาวบ้านที่หนีภัยเข้ามาได้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กองทัพพม่าเพิ่งประกาศว่าจะหยุดยิง 1 เดือน แต่ในวันนี้กลับทำตรงข้ามกับการประกาศดังนั้น ข้ออ้างทหารไทยก็พูดถึงประเด็นมนุษยธรรมสำคัญ จริงๆ เรื่องการตั้งศูนย์นั้น มีอยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่ต้องการเพราะรู้สึกว่ากว่าจะใช้เวลาหลายปีกว่าผู้หนีภัยจะกลับไปที่เดิม หรือไม่รัฐบาลก็อาจเลือกไพ่กองทัพพม่า เพราะคิดว่ากลุ่มชาติพันธุ์ถึงรบอย่างไรก็ไม่อาจชนะ แต่เราน่าพูดกับรัฐบาลตรงๆ ในเมื่อรัฐบาลต้องยินดีช่วยเหลือเรื่องมนุษยธรรม ถ้าไม่ทำเองก็ควรให้องค์กรสาธารณกุศลหรือองค์กรระหว่างประเทศที่เขาทำเรื่องนี้เข้าไปดำเนินการ&amp;quot;ผศ.ดร.นฤมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชการผู้นี้กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ในพื้นที่รัฐบาลได้ให้อำนาจทหารเต็มที่ ดังนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ในเมื่อประกาศว่าเป็นรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลพลเรือน ดังนั้นต้องเคารพกติการะหว่างประเทศ ถ้าไม่อยากให้องค์กรระหว่างประเทศของตะวันตกทำก็ใช้กรอบของอาเซียนดำเนินการก็ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98037</URL_LINK>
                <HASHTAG>เมียนมา, แม่สามแลบ, แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065c457bd66f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิถีชีวิตชาวปกาเกอะยอบ้านห้วยริน จ.แม่ฮ่องสอน  “เงินไม่ใช่พระเจ้า     ข้าวต่างหากที่คือพระเจ้า”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นาข้าวบ้านห้วยรินหลังการเก็บเกี่ยวและชาวบ้านช่วยนำอาหารไปทำบุญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บ้านห้วยริน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตำบลแม่ลาน้อย&amp;nbsp; อำเภอแม่ลาน้อย&amp;nbsp; จังหวัดแม่ฮ่องสอน&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่ลาน้อยประมาณ 4 กิโลเมตร&amp;nbsp; เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; &amp;lsquo;ปกาเกอะยอ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 115 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 440 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก&amp;nbsp; แต่ก็ปลูกข้าวทุกครัวเรือนเพื่อเอาไว้กินตลอดทั้งปี&amp;nbsp; เมื่อเหลือจึงขาย&amp;nbsp; และแบ่งปันให้คนที่มีข้าวไม่พอกิน&amp;nbsp; เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ยังสืบทอดประเพณีดั้งเดิมของชาวปกาเกอะยอเอาไว้หลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สราวุฒิ ขจรสันติชัย อดีตพ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยริน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่นับถือว่า &amp;lsquo;ข้าว&amp;rsquo; มีพระคุณเหมือนกับพ่อแม่ของเขา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้วจึงมีการทำบุญขวัญข้าวเพื่อตอบแทนคุณ&amp;nbsp; และยังมีพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้าวตลอดทั้งปี&amp;nbsp; ที่สำคัญก็คือมีพิธี &amp;lsquo;กองบุญข้าว&amp;rsquo;&amp;nbsp; หลังฤดูเก็บเกี่ยว&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวบ้านนำข้าวเปลือกมาทำบุญแล้วนำไปเก็บในยุ้งข้าว&amp;nbsp; เหมือนกับเป็นธนาคารข้าวเปลือกสำรองเอาไว้ในหมู่บ้านเพื่อให้คนที่ขาดแคลนยืมข้าวเอาไปกิน&amp;nbsp; และเมื่อทำนาได้ผลแล้วจึงนำข้าวเปลือกมาคืนพร้อมกับดอกเบี้ยเล็กน้อยเพื่อให้ธนาคารข้าวเติบโตและยั่งยืน&amp;nbsp; สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;มีนิทานของชาวปกาเกอะยอเรื่องหนึ่งเล่าต่อกันมาว่า &amp;nbsp;ในสมัยก่อน&amp;nbsp; มีพ่อค้าที่ร่ำรวยคนหนึ่งขี่ช้างหลงเข้าไปในหมู่บ้านชาวปกาเกอะยอแห่งหนึ่ง &amp;nbsp;แล้วประกาศกับชาวบ้านว่าตนเองเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย &amp;nbsp;มีช้างมากมาย &amp;nbsp;มีเงินที่จะซื้อข้าวปลาอาหารจากชาวบ้านได้ทั้งหมู่บ้าน &amp;nbsp;เมื่อพ่อค้าหิวข้าวจึงเอาถุงเงินออกมาเพื่อจะขอซื้อข้าวจากชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ให้ความสนใจ &amp;nbsp;เพราะชาวบ้านไม่เคยใช้เงิน &amp;nbsp;ไม่รู้จักเงิน &amp;nbsp;สุดท้ายพ่อค้าต้องใช้ช้างที่ตนเองขี่มาแลกข้าวกับชาวบ้านได้เพียง 1 ห่อกินแก้หิว&amp;rdquo; &amp;nbsp;อดีตพ่อหลวงบ้านห้วยรินยกนิทานแฝงปรัชญาขึ้นมาเล่า &amp;nbsp;ก่อนย้ำว่า &amp;ldquo;เงินไม่ใช่พระเจ้า &amp;nbsp;ข้าวต่างหากที่เป็นพระเจ้า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ชาวบ้านห้วยรินช่วยกันถอนกล้าข้าวก่อนนำไปปลูก (ภาพจากเพจ ห้วยริน M 14)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;บือฉ่อบุ&amp;rdquo; กองบุญข้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในอดีตชาวปกาเกอะยอและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในภาคเหนือจะมีความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่เมื่อราว 100 ปีก่อน&amp;nbsp; คริสต์ศาสนาได้เดินทางมาถึงพร้อมกับผู้เผยแผ่ที่ดั้นด้นบุกป่าฝ่าดงดอยเข้าไปถึงหมู่บ้าน&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงเริ่มหันมานับถือศาสนาคริสต์ (ส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก)&amp;nbsp; เช่นเดียวกับชาวปกาเกอะยอบ้านห้วยริน&amp;nbsp; แต่ก็ยังสืบทอดประเพณีและความเชื่อของบรรพบุรุษเอาไว้หลายอย่างจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; รวมทั้งยังหลอมรวมความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับงานพัฒนาหมู่บ้านได้อย่างกลมกลืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; ประเพณี &amp;lsquo;บือฉ่อบุ&amp;rsquo; หรือกองบุญข้าว&amp;nbsp; โดยจะทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในราวเดือน 12 &amp;nbsp;(ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม) เพื่อนำข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวมาทำบุญ&amp;nbsp; แบ่งปันให้คนยากไร้&amp;nbsp; หรือครอบครัวที่มีข้าวไม่พอกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ภัยจากธรรมชาติทำให้ไร่นาเสียหาย&amp;nbsp; หลายครอบครัวปลูกข้าวไม่พอกิน (ภาพจากเพจ ห้วยริน M 14)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดยชาวปกาเกอะยอมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้าวมีอยู่ 9 เมล็ด &amp;nbsp;เมล็ดที่ 1 เอาไว้สำหรับตัวเองเพื่อบริโภค เมล็ดที่ 2 สำหรับครอบครัว &amp;nbsp;เมล็ดที่ 3 สำหรับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง &amp;nbsp;เมล็ดที่ 4 เพื่อคนยากจนที่มาขอในยามยาก &amp;nbsp;เมล็ดที่ 5 เอาไว้บวชลูก เมล็ดที่ 6 เอาไว้ค้ำจุนสังคมยุคพระศรีอาริย์ เป็นการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อช่วยกันสร้างสังคมใหม่ เมล็ดที่ 7 มีไว้เพื่อแลกกับแก้วแหวนเงินทอง &amp;nbsp;เมล็ดที่ 8 เอาไว้เพื่อสร้างชุมชนเพื่อทำให้เกิดอารยธรรม &amp;nbsp;และเมล็ดที่ 9 เอาไว้เพื่อตัวข้าเมื่อข้าตายไปแล้ว&amp;rdquo; (ข้อมูลจากhttp://www.jpthai.org)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นั่นคือความเชื่อที่นำมาสู่การแบ่งปัน&amp;nbsp; เกื้อกูลกันของชาวปกาเกอะยอ&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน &amp;lsquo;ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลเชียงใหม่&amp;rsquo; &amp;nbsp;(องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นองค์กรศาสนาภายใต้สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา) ได้นำแนวคิดการจัดตั้งธนาคารข้าวมาต่อยอดพิธีกองบุญข้าวของชาวปกาเกอะยอในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ในช่วงปี 2530&amp;nbsp; หลังจากนั้นพิธีกองบุญข้าวจึงแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือในหมู่บ้านที่นับถือศาสนาคริสต์&amp;nbsp; รวมทั้งที่บ้านห้วยริน&amp;nbsp; อ.แม่ลาน้อย&amp;nbsp; จ.แม่ฮ่องสอนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สากล&amp;nbsp; บรรพขจรเวช&amp;nbsp; อายุ 36&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; พ่อหลวงบ้านห้วยริน (คนปัจจุบัน) บอกว่า&amp;nbsp; พื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านห้วยรินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงมีพื้นที่ทำกินไม่มากนัก&amp;nbsp; ครอบครัวหนึ่งประมาณ&amp;nbsp; 3-4 ไร่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพด(เลี้ยงสัตว์) และถั่วเหลืองเอาไว้ขาย&amp;nbsp; แต่ได้ราคาไม่ดีนัก&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้าวโพดราคาประมาณกิโลกรัมละ&amp;nbsp; 4-5 บาท แต่ก็จำเป็นต้องปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว&amp;nbsp; และปลูกข้าวเจ้าเอาไว้กิน &amp;nbsp;ที่เหลือก็ขาย &amp;nbsp;เป็นข้าวพันธุ์ กข.21 &amp;nbsp;มีจุดเด่น&amp;nbsp; คือทนต่อโรคและแมลง&amp;nbsp; ให้ผลผลิตสูง (ประมาณ 700 กิโลกรัม/ไร่)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;แม้ว่าชาวบ้านห้วยรินจะมีรายได้จากการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่เราก็ใช้ชีวิตแบบพอเพียง&amp;nbsp; ไม่ฟุ่มเฟือย&amp;nbsp; และยังปลูกข้าวเอาไว้กิน&amp;nbsp; มีพิธีกองบุญข้าวทุกปี&amp;nbsp; เอาข้าวเปลือกมาสำรองไว้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้มีข้าวเปลือกเหลืออยู่ประมาณ 5 ตัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; พ่อหลวงบ้านห้วยรินบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พิธีบือฉ่อบุหรือกองบุญข้าวที่บ้านห้วยริน&amp;nbsp; เริ่มขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตั้งแต่ราวปี 2535&amp;nbsp; โดยจะมีพิธีภายหลังการเกี่ยวข้าวแล้ว&amp;nbsp; หรือในช่วงเดือน 12 (ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม)&amp;nbsp; หลังเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะมีการทำบุญขวัญข้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนำเอาข้าวปลาอาหารมาเซ่นไหว้ &amp;nbsp;เพื่อตอบแทนพระคุณของข้าวที่ออกช่อชูรวงมาให้กิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากนั้นแต่ละครอบครัวก็จะแบ่งข้าวเปลือกเอามากองร่วมกัน &amp;nbsp;ใครมีน้อยก็ให้น้อย &amp;nbsp;มีมากก็ให้มาก&amp;nbsp; จึงเรียกพิธีนี้ว่า &amp;lsquo;กองบุญข้าว&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นการทำบุญช่วยเหลือคนที่ยากจนกว่า&amp;nbsp; หรือครอบครัวที่มีข้าวไม่พอกินในหมู่บ้าน &amp;nbsp;หากมีข้าวเหลือก็จะนำไปเก็บไว้ในยุ้งข้าว &amp;nbsp;ใครเดือดร้อนก็มาเอาไปกิน &amp;nbsp;หรือหมู่บ้านอื่นๆ ที่ขาดแคลนก็เอาข้าวไปกินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งยังนำข้าวไปช่วยเหลือหมู่บ้านที่ประสบภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไม่มีข้าวกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สากล&amp;nbsp; บรรพขจรเวช&amp;nbsp; พ่อหลวงบ้านห้วยรินกับธนาคารข้าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;บือพอ&amp;rsquo;&amp;nbsp; ธนาคารข้าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ไม่เพียงแต่จะมีพิธีทำขวัญข้าวและกองบุญข้าวเท่านั้น &amp;nbsp;ชาวปกาเกอะยอบ้านห้วยรินยังมีพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวตลอดทั้งปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมแล้วเกือบ 10 พิธี &amp;nbsp;&amp;nbsp;ตั้งแต่พิธีการถางไร่ &amp;nbsp;การหว่านข้าว &amp;nbsp;การเลี้ยงผีไร่ &amp;nbsp;พิธีไล่ความชั่วร้ายในไร่ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เพื่อปกป้องไร่นา &amp;nbsp;และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้ได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ &amp;nbsp;ถือเป็นการแสดงความอ่อนน้อม &amp;nbsp;คารวะต่อบุญคุณของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พ่อหลวงสากล&amp;nbsp; บอกว่า ชาวบ้านห้วยรินใช้วิธีการทำนาแบบดำนา &amp;nbsp;เนื่องจากพื้นที่ทำนาเป็นที่ราบเชิงหุบเขา&amp;nbsp; ไม่ใช่การเพาะปลูกแบบข้าวไร่บนดอย&amp;nbsp; อาศัยน้ำจากห้วยรินและน้ำฝนในการทำนา&amp;nbsp; โดยการเพาะต้นกล้าก่อน&amp;nbsp; เมื่อเพาะต้นกล้าจนโตแล้วจึงถอนต้นกล้าเอามาปักดำในนา&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงการดำนานี้เอง&amp;nbsp; ชาวบ้านห้วยรินจะใช้วิธี &amp;lsquo;เอามือ&amp;rsquo; หรือลงแรงช่วยกันดำนา&amp;nbsp; โดยจะบอกกล่าวไหว้วานให้เพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้องมาช่วยกันถอนต้นกล้าเพื่อนำไปดำ&amp;nbsp; แปลงละ 10-20 คน&amp;nbsp; ใช้เวลา 1-2 วันก็แล้วสร็จ &amp;nbsp;เพราะส่วนใหญ่มีที่นาไม่มาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;แล้วหมุนเวียนไปช่วยเอามือในแปลงอื่นๆ&amp;nbsp; ทำให้ประหยัดเวลา&amp;nbsp; ประหยัดค่าแรง&amp;nbsp; รวมทั้งยังทำให้เกิดความรัก&amp;nbsp; ความสามัคคีในหมู่บ้านด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การ &amp;lsquo;เอามือ&amp;rsquo; ช่วยกันถอนกล้าข้าวเพื่อเอามาปลูก (ภาพจากเพจ ห้วยริน M 14)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ข้าวพันธ์ กข. 21&amp;nbsp; จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่เพาะต้นกล้าประมาณ 30 วัน&amp;nbsp; และเติบโตพร้อมเกี่ยวข้าวอีก 120-130 วัน&amp;nbsp; หากเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน&amp;nbsp; ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน&amp;nbsp; ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนก็เก็บเกี่ยวข้าวได้&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีพิธีกองบุญข้าว&amp;nbsp; แล้วเอาข้าวเปลือกไปใส่ไว้ในยุ้งข้าวหรือ &amp;lsquo;บือพอ&amp;rsquo;&amp;nbsp; หรือธนาคารข้าวในหมู่บ้าน&amp;nbsp; ครอบครัวไหนที่มีที่นาน้อย&amp;nbsp; หรือปลูกข้าวไม่พอกินก็จะเอาข้าวเปลือกไปกินก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อเกี่ยวข้าวแล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านจะเอาข้าวเปลือกขึ้นยุ้งเพื่อเก็บไว้กินให้พอตลอดทั้งปี&amp;nbsp; คนที่มีข้าวเหลือกินแล้วก็จะนำข้าวเปลือกมาร่วมพิธีกองบุญ&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 หลัง&amp;nbsp; หรือ 112 &amp;nbsp;กิโลฯ&amp;nbsp; หากครอบครัวไหนมีข้าวไม่พอกินก็จะมาเอาที่ธนาคารข้าว&amp;nbsp; ถ้าเอาข้าวไป 1 หลัง (112 กิโลฯ)&amp;nbsp; เวลาเอาข้าวมาคืนก็จะคืน 1 หลังกับ 1 ควาย (14 กิโลฯ) &amp;nbsp;หรือเสียดอกเบี้ย 14 กิโลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้ธนาคารมีข้าวสำรองเอาไว้ตลอดทั้งปี&amp;rdquo;&amp;nbsp; พ่อหลวงสากลอธิบาย&amp;nbsp; และบอกถึงวิธีการนับปริมาณข้าวของชาวบ้านห้วยริน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ช่วยกันเอาข้าวเปลือกขึ้นยุ้งข้าว หรือ &amp;lsquo;บือพอ&amp;rsquo; (ภาพจากเพจ ห้วยริน M 14)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปัจจุบัน (มีนาคม 2564)&amp;nbsp; ธนาคารข้าวบ้านห้วยรินมีข้าวเปลือกสำรองประมาณ 5 ตัน&amp;nbsp; หรือประมาณ 5,000 กิโลกรัม&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านที่ปลูกข้าวพอกินประมาณ 50 ครอบครัว (จากทั้งหมด 115 ครอบครัว) ที่นำข้าวมาร่วมพิธีกองบุญข้าว&amp;nbsp; ครอบครัวละ 1 หลังหรือ 112 กิโลฯ&amp;nbsp; ข้าวที่เหลือสำรองในธนาคารข้าวส่วนหนึ่งจะขายให้พ่อค้าเพื่อนำเงินมาพัฒนาหมู่บ้าน&amp;nbsp; รวมทั้งถวายวัดและโบสถ์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;
สราวุฒิ ขจรสันติชัย อดีตพ่อหลวงบ้านห้วยรินกล่าวเสริมว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านที่นี่อดอยาก &amp;nbsp;ต้องเอาของไปแลกข้าวจากที่อื่นมากิน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้คนจากหมู่บ้านอื่นต้องมาแลกข้าวที่นี่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และยังช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนได้ &amp;nbsp;เมื่อครั้งที่อำเภอปายดินถล่ม &amp;nbsp;(ประมาณปี 2548)&amp;nbsp; พวกเราก็เอาข้าวจากที่นี่ไปช่วยเหลือพี่น้องทางโน้นด้วย&amp;rdquo; อดีตพ่อหลวงบอกด้วยความภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ร้านค้าชุมชนบ้านห้วยริน นำผลกำไรคืนสู่ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;นอกจากพิธีกองบุญข้าวและธนาคารข้าวซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชาวปกาเกอะยอบ้านห้วยรินแล้ว&amp;nbsp; ที่หมู่บ้านแห่งนี้มีการจัดตั้งร้านค้าชุมชนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; หลังจากที่ผู้นำในหมู่บ้านได้ไปศึกษาดูงานร้านค้าชุมชนมาจากจังหวัดลำพูน&amp;nbsp; เปิดขาย 2 ช่วงทุกวัน&amp;nbsp; คือ ช่วงเช้าตั้งแต่ตี 5&amp;nbsp; จนถึง 8 โมงเช้า และช่วงเย็น&amp;nbsp; เวลา 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม&amp;nbsp; มีคนขายและทำบัญชี 1 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สบู่&amp;nbsp; ยาสีฟัน&amp;nbsp; ผงซักฟอก&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; ขนม&amp;nbsp; ของขบเคี้ยว&amp;nbsp; บะหมี่สำเร็จรูป&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; และเครื่องดื่มต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีปั้มน้ำมันหยอดเงินบริการด้วย&amp;nbsp; ถือเป็นร้านสะดวกซื้อของชาวบ้าน&amp;nbsp; ไม่มีแอร์&amp;nbsp; แต่มีเงินปันผล&amp;nbsp; และยังนำผลกำไรส่วนหนึ่งมาพัฒนาหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ร้านค้าชุมชนบ้านห้วยริน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พันธ์&amp;nbsp; วิริยศิลา&amp;nbsp; ประธานกรรมการร้านค้าชุมชน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ช่วงแรกร้านค้าชุมชนกำหนดกฎระเบียบออกมาให้สมาชิกถือหุ้นๆ ละ 5 บาท เพื่อเป็นเงินลงทุนและซื้อสินค้าเข้ามาจำหน่าย &amp;nbsp;สิ้นปีก็จะมีเงินปันผลและมีสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ด้วยการขาดประสบการณ์ ในช่วงแรกจึงไม่ได้จำกัดการถือหุ้น &amp;nbsp;คนที่มีเงินมากก็ซื้อหุ้นคนละ 1,000-2,000 บาท &amp;nbsp;หวังว่าจะได้เงินปันผลมากๆ &amp;nbsp;ต่อมาจึงปรับให้ถือหุ้นได้ไม่เกินคนละ 100 บาทเพื่อความเท่าเทียมกัน &amp;nbsp;เริ่มแรกมีเงินลงทุนประมาณ 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนที่เปิดร้านค้าชุมชนใหม่ๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่เปิดร้านขายของชำในหมู่บ้านอยู่แล้วก็ไม่พอใจ เพราะคิดว่าเราจะมาแย่งลูกค้า ทำให้เขาขาดรายได้ &amp;nbsp;แต่พอนานไป &amp;nbsp;เขาก็เข้าใจ &amp;nbsp;เพราะรู้ว่าร้านค้าชุมชนเป็นของส่วนรวม &amp;nbsp;เป็นของหมู่บ้าน &amp;nbsp;ผลกำไรก็นำมาแบ่งปันกัน &amp;nbsp;ตอนหลังร้านชำเหล่านี้ก็มาสมัครเป็นสมาชิกของเราด้วย&amp;rdquo; ประธานฯ ร้านค้าชุมชนบอกเล่าการดำเนินการในช่วงแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;กรรมการร้านค้าชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปัจจุบันร้านค้าชุมชนบ้านห้วยรินมีสมาชิกทั้งหมด 75 ราย &amp;nbsp;ปี 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มียอดขายรวมประมาณ 170,000 บาท&amp;nbsp; มีผลกำไรประมาณ&amp;nbsp; 30,000 บาท&amp;nbsp; ปันผลให้สมาชิกหุ้นละ 5 บาท&amp;nbsp; และแบ่งกำไรให้สมาชิกตามยอดซื้อตลอดทั้งปี&amp;nbsp; เฉลี่ยคนละ 5 % ของยอดซื้อ&amp;nbsp; (บางคนได้เงินปันผลกำไร 2,400 บาท)&amp;nbsp; มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 60,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ร้านค้าชุมชนจะจัดสรรผลกำไรดังนี้ &amp;nbsp;20 %&amp;nbsp; เป็นทุนหมุนเวียนให้ร้านค้า&amp;nbsp; 40 % &amp;nbsp;นำมาเป็นเงินพัฒนาหมู่บ้าน &amp;nbsp;เช่น ซ่อมถนน&amp;nbsp; ซ่อมท่อประปา&amp;nbsp; ทำฝายชะลอน้ำ &amp;nbsp;และ 40 %&amp;nbsp; นำมาจัดสวัสดิการให้สมาชิก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตรช่วยเหลือ 500 บาท&amp;nbsp; เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลช่วยเหลือ300-500 บาท (ตามระยะทาง)&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยเหลือ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ผลกำไรจากร้านค้านำไปพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำฝายชะลอน้ำ (ภาพจากเพจ ห้วยริน M 14)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รวมทั้งยังช่วยเหลือคนที่พิการ &amp;nbsp;คนด้อยโอกาส &amp;nbsp;และบริจาคข้าวเข้ากองบุญข้าวด้วย &amp;nbsp;ส่วนจะช่วยมากน้อยเพียงใดก็จะดูจากผลกำไรในแต่ละปี &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการร้านค้าฯ จะเป็นผู้พิจารณา&amp;nbsp; ปัจจุบันมีเงินกองทุนสวัสดิการร้านค้าประมาณ 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถือเป็นหมู่บ้านที่มีความเกื้อกูล แบ่งปัน &amp;nbsp;ช่วยเหลือดูแลกันและกัน&amp;nbsp; เหมือนกับความเชื่อเรื่องข้าวของชาวปกาเกอะยอที่ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ข้าวมีอยู่ 9 เมล็ด &amp;nbsp;เมล็ดที่ 1 เอาไว้สำหรับตัวเองเพื่อบริโภค เมล็ดที่ 2 สำหรับครอบครัว &amp;nbsp;เมล็ดที่ 3 สำหรับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง &amp;nbsp;เมล็ดที่ 4 เพื่อคนยากจนที่มาขอในยามยาก...&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;(โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94881</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ้านห้วยริน, วปกาเกอะยอ, วิถีชีวิต, แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f39ebcb50a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 14:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 14:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุทยานฯ ลุยแม่ฮ่องสอน ถก &#039;พรบ.อุทยาน-คุ้มครองสัตว์ป่า&#039; ฉบับใหม่มุ่งปชช.มีส่วนร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมอุทยานแห่งชาติฯ ลุยแม่ฮ่องสอน สร้างความเข้าใจ รับรู้ต่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (ฉบับใหม่) และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 (ฉบับใหม่) เน้นประชาชนมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์จากป่าได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.63 - ที่โรงเรียนบ้านไม้สะเป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมสัญจรโครงการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารโดยมีนายคมกริช เศรษบุบผา ผู้อำนวยการส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติฯ&amp;nbsp;เป็นประธานกล่าวเปิดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกริช กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)อุทยานแห่งชาติที่มีอยู่เดิมมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสม และตราพ.ร.บ.ใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2562 เพื่อทำให้การปฏิบัติตามภารกิจมีประสิทธิภาพ และประชาชนยังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด โดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในการดูแลพื้นที่ป่าให้เป็นประโยชน์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ดำเนินประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารที่สำคัญเกี่ยวกับกฎหมาย ภายใต้แนวคิด คนสมดุล ป่าสมบูรณ์ โดยการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ นับเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการสร้างการรับรู้ต่อภาคประชาชนโดยเฉพาะชุมชนโดยรอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทำให้มีการสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน เก็บไว้ให้ลูกหลานของพวกเราได้ใช้ประโยชน์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกริช กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ที่ได้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่&amp;nbsp;25 พฤศจิกายน 2562 เจตนารมณ์ที่สำคัญ คือ เป็นกฎหมายที่ทำให้เราอยู่รวมกันได้ &amp;ldquo;ป่าอยู่ได้... คนอยู่ได้&amp;rdquo; ตัวอย่างเช่น ในมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้มีการสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัย หรือทำกินในอุทยานแห่งชาติ ที่ได้มีการประกาศมาก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เพื่อนำไปสู่การจัดทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ โดยมิได้สิทธิในที่ดินนั้น หากแต่สามารถอยู่อาศัย ทำกินได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ชุมชน หมู่บ้านทั้งที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ หรืออยู่โดยรอบอุทยานแห่งชาติ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งด้านการคุ้มครอง บำรุง ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการได้รับอนุญาตเพื่อการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความสมดุลและยั่งยืน ตลอดจนการมีส่วนร่วมจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากสาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแล้ว พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ได้มีการเพิ่มบทกำหนดโทษ อัตราโทษที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบจาก พ.ร.บ. ฉบับเดิม และอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เพิ่มเติมเข้ามาใน พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 คือ การจัดสรรรายได้ของอุทยานแห่งชาติส่วนหนึ่งจะใช้เพื่อการส่งเสริมการปฏิบัติงานและการพัฒนาพื้นที่ชุมชนรอบอุทยานแห่งชาตินั้นๆ &amp;nbsp;ที่สำคัญรายได้ที่จัดเก็บก็เพื่อประโยชน์ในการรักษาสภาพความปลอดภัย ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การให้บริการ &amp;nbsp;และการอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกริช กล่าวอีกว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากร นั่นคือ &amp;ldquo;ผู้พิทักษ์ป่า&amp;rdquo; หรือเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกคน ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อบัญญัติในกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 จะทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัคร ได้รับสวัสดิการเพิ่มมากขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน เช่น การเยียวยา หากเกิดการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ หรือแม้แต่การสนับสนุนเงินเพื่อการสู้คดี หากมีการฟ้องร้องจากคู่กรณี ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดีในการทำงานอนุรักษ์ผืนป่าของเมืองไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการจะปกป้องผืนป่า สัตว์ป่า รวมไปถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ มันคือการที่คนไทยทุกคน ได้เรียนรู้ว่า ป่านั้นสำคัญกับทุกคนมากแค่ไหน เมื่อเข้าใจเราก็จะรู้คุณค่าของป่า และจะไม่ทำลายมัน เพราะทุกคนจะเป็นผู้ดูและช่วยกันเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องแจ้งเบาะแสการกระทำผิดให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเกียรติศักดิ์ วังวล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง กรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า เนื่องจากพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติที่มีอยู่เดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสมเพื่อทำให้การปฏิบัติการตามภารกิจมีประสิทธิภาพและประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ในการดูแลพื้นที่ป่าให้เป็นประโยชน์ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;คนสมดุล ป่าสมบูรณ์&amp;rdquo; ปัจจุบันทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการจัดกำลังออกลาดตระเวนแนะนําระบบ สมาร์ท พาโทรล เข้าไปดำเนินการ เพื่อตรวจสอบ สถานการณ์ พันธุ์พืชและสัตว์ป่า ว่าอยู่ในภาวะอันตรายหรือไม่อย่างไรหรือบางพื้นที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกทำลายหรือไม่ เพื่อที่จะได้มีการเข้าไปวางมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกนกพร จรรยาขจรกุล ผู้ใหญ่บ้านบ้านไม้สะเป่ หมู่ที่ 9 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่อยู่แบบไม่รู้ข้อกฎหมาย ในการใช้สิทธิพื้นที่ทำกินรวมถึงการล่าสัตว์หาของป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ แต่เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานเข้ามาพูดคุยสร้างความเข้าใจ ทำให้คลายความกังวลต่อเรื่องการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายใหม่นี้มีความชัดเจนและเอื้อประโยชน์ต่อชาวบ้านมากขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่ทำกิน 3 แปลงต่อครัวเรือน ขณะเดียวกันชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจอนุรักษ์ป่าด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การบวชป่า การอนุรักษ์พันธุ์ปลา รวมถึงการเฝ้าระวังไฟป่าและการตัดไม้ทำลายป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังได้ชี้แจงชาวบ้านแต่ละครัวเรือน เพื่อสร้างความเข้าใจและความชัดเจนในการใช้พื้นที่ โดยกำหนดเขตรางวัดร่วมกันเพื่อป้องกันการรุกล้ำเขตป่าสงวน ทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87338</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562, พรบ.อุทยานแห่งชาติ, แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fdda348ca274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
