<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมพลังประชารัฐจัดงาน &#039;Thailand Social  Expo 2018&#039; โชว์ผลงานด้านสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำครั้งแรกของประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังประชารัฐกว่า 80&amp;nbsp; องค์กร&amp;nbsp; จัดงาน &amp;lsquo;Thailand&amp;nbsp; Social&amp;nbsp; Expo 2018&amp;rsquo;&amp;nbsp; มหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย&amp;nbsp; แสดงผลงานการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเตรียมโชว์พื้นที่รูปธรรมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนทุกมิติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้ใช้หนี้ ที่อยู่อาศัย ภัยพิบัติ&amp;nbsp; สวัสดิการสังคม&amp;nbsp; ฯลฯ เข้าชมฟรี&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ที่ศูนย์การประชุมฯ เมืองทองธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;80 &amp;nbsp;องค์กรร่วมงาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พลเอกอนันตพร &amp;nbsp;กาญจนรัตน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกอนันตพร &amp;nbsp;กาญจนรัตน์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า&amp;nbsp; กระทรวง พม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 80 องค์กร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำหนดจัดงาน &amp;nbsp;&amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย &amp;nbsp;ด้วยการแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม &amp;nbsp;และการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ &amp;nbsp;เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;โดยเฉพาะเด็ก &amp;nbsp;เยาวชน &amp;nbsp;สตรี &amp;nbsp;ครอบครัว &amp;nbsp;ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;คนพิการ &amp;nbsp;และผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;ให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต&amp;nbsp; ด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงานครั้งนี้ &amp;nbsp;จะมีการแสดงผลงานทางวิชาการด้านสังคมของรัฐบาล &amp;nbsp;ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางสังคมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของไทยและอาเซียน การประชุม&amp;nbsp; เสวนาวิชาการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การจัดสวัสดิการและบริการต่างๆ สำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำหน่ายสินค้าราคาถูก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์ OTOP&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชมการแสดงความสามารถจากทุกกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;นักดนตรีจากถนนสู่ดวงดาว (From Street to star )&amp;nbsp; การแสดงศิลปะ&amp;nbsp; วัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ&amp;rdquo; &amp;nbsp;พลเอกอนันตพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พม.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; นอกจากจะจัดแสดงผลงานด้านสังคมดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรับรู้และความเข้าใจต่อสังคม&amp;nbsp; รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และประชาสังคม&amp;nbsp; ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านสังคมของประเทศให้มีคุณภาพ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและกลุ่มเป้าหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีกิจกรรมที่น่าสนใจ 4 ด้าน&amp;nbsp; คือ 1.การประชุมวิชาการ&amp;nbsp; เสวนา&amp;nbsp; ปาฐกถาพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาสังคม&amp;nbsp; และการนำเสนอรายงานสถานการณ์ทางสังคม&amp;nbsp; ทั้งในเชิงประเด็นและกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; 2.การแสดงผลงานนวัตกรรมด้านสังคมของประเทศไทย&amp;nbsp; นวัตกรรมเพื่อพัฒนาสังคม&amp;nbsp; ต้นแบบที่ดีของการพัฒนาสังคม&amp;nbsp; เทคโนโลยีเพื่อสังคม&amp;nbsp; 3.การแสดงผลิตผลด้านสังคมของภาคีเครือข่ายด้านสังคม&amp;nbsp; และ 4.การแสดงศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายและภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีและสร้างสรรค์ของคนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ภายในงานจะมีการออกบูธของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง พม.&amp;nbsp; และกระทรวงอื่นๆ เช่น&amp;nbsp; มหาดไทย&amp;nbsp; แรงงาน&amp;nbsp; ท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; พลังงาน&amp;nbsp; ยุติธรรม&amp;nbsp; ศึกษาธิการ&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; ดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งภาคธุรกิจและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หอการค้าไทย&amp;nbsp; บริษัทบางจาก&amp;nbsp; ทีวีบูรพา&amp;nbsp; โรงพยาบาลในเครือบางปะกอก&amp;nbsp; รพ.รามคำแหง&amp;nbsp; ตลาดหลักทรัพย์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า&amp;nbsp; 80 องค์กร&amp;nbsp; จำนวนบูธทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 150&amp;nbsp; บูธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งาน&amp;nbsp; &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 5 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 &amp;ndash; 18.30 น. ณ ฮอลล์ 5-8&amp;nbsp; ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค &amp;nbsp;เมืองทองธานี &amp;nbsp;จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp; ประชาชน&amp;nbsp; นักศึกษา&amp;nbsp; และผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดตั้งขึ้นในปี 2545&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาสังคมของรัฐบาล  ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม &amp;nbsp;การสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม &amp;nbsp;ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp; เด็กและเยาวชน&amp;nbsp; สตรี&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; ผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สถาบันครอบครัวและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวง พม. ขับเคลื่อนงานด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ &amp;nbsp;พร้อมด้วยหลักการทำงานตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;ภายใต้วิสัยทัศน์&amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวง พม.เป็นผู้นำด้านสังคมของไทยและอาเซียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุ่งสู่คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตามนโยบายรัฐบาล &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ขัางหลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศโชว์ผลงานพื้นที่รูปธรรมจัดการตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ได้ประสานงานกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อนำผลงานพื้นที่รูปธรรมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งนวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองมานำเสนอ&amp;nbsp; ทั้งในรูปแบบการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; การพูดหรือนำเสนอแบบ TED Talk (การพูดเพื่อเผยแพร่ความคิดหรือประสบการณ์เพื่อจุดประกายพลังให้แก่ผู้ฟังโดยใช้เวลาสั้นๆ) พื้นที่ละ 5 นาที&amp;nbsp; และการจัดเวทีสังเคราะห์ความรู้ &amp;lsquo;นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนจากประเทศอาเซียนเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; ครั้งนี้&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสดีที่ขบวนองค์กรชุมชนและเครือข่ายจะได้แสดงศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; สถาบันการเงิน&amp;nbsp; เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การป้องกันภัยพิบัติ&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการใช้นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองที่จะนำมาเสนอในงานนี้&amp;nbsp; มีทั้งหมด&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น&amp;nbsp; เมืองธรรมเกษตร (เกษตรอินทรีย์)&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ,&amp;nbsp; แม่แจ่มโมเดล (แก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ลดหมอกควัน&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชน) อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่, พังงาแห่งความสุข (พัฒนาเมืองแบบบูรณาและทุกมิติโดยประชาชนทุกภาคส่วนเป็นแกนหลัก)&amp;nbsp; จ.พังงา, ตำบลหนองสาหร่าย (ต้นแบบธนาคารความดี,เกษตรอินทรีย์) อ.หนองสาหร่าย&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; บ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; (ต.ข่วงเปา&amp;nbsp; อ.จอมทอง&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่) การพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว,&amp;nbsp; เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; ต.เหมืองตะกั่ว&amp;nbsp; อ.ป่าบอน&amp;nbsp; จ.พัทลุง,&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้ (ปลูกต้นไม้ใช้หนี้)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ต.ปากทรง&amp;nbsp; อ.พะโต๊ะ&amp;nbsp; จ.ชุมพร, ประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายคนกินปลา&amp;nbsp; ภาคใต้, การป้องกันภัยพิบัติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งกรณีศึกษาการพัฒนาชุมชนในกลุ่มประเทศอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการแสดงผลงานพื้นที่รูปธรรมและการเสวนาต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ภายในงานยังมีการจำหน่ายและแสดงผลิตภัณฑ์และของดีจากตำบลต่างๆ รวม 50 &amp;nbsp;ตำบล&amp;nbsp; พร้อมทั้งเรื่องเล่าจากชุมชน&amp;nbsp; การแสดงวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยในวันเปิดงานวันที่ 3 สิงหาคม&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;แม่แจ่มโมเดลพลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำเภอแม่แจ่มมี 7 ตำบล&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; 1,692,698 ไร่&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 59,000 คน&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; คนเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปะกาญอ (กะเหรี่ยง) และม้ง &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กะหล่ำปลี&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; แต่เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร&amp;nbsp; ทางกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถจัดสร้างแหล่งน้ำให้แก่ชาวบ้านได้&amp;nbsp; โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่บุกรุกหรืออยู่ในเขตป่าสงวนฯ หน่วยงานรัฐจึงไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; คือ 1,668,883&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ 98.60 %&amp;nbsp; อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; และพื้นที่ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ เช่น&amp;nbsp; โฉนด, นส.3, นส.3 ก, สปก. ฯลฯ&amp;nbsp; มีพื้นที่รวมกันเพียง &amp;nbsp;23,815 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือ 1.40 %&amp;nbsp; ของพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้าวโพด&amp;nbsp; ยิ่งปลูกยิ่งเป็นหนี้&amp;nbsp; และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เกิดภัยแล้ง&amp;nbsp; แหล่งน้ำตื้นเขิน&amp;nbsp; หมอกควันจากการเผาป่า&amp;nbsp; น้ำป่า &amp;nbsp;ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่ม&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยราชการ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2552&amp;nbsp; โดยในช่วงแรกเน้นไปที่การจัดระเบียบควบคุมที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพื่อยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ลดปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษซากพืชไร่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559&amp;nbsp; จึงได้ยกระดับจากการจัดการปัญหาการบุกรุกป่าและหมอกควันไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ขยายความว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา &amp;nbsp;อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจากการขยายตัวของไร่ข้าวโพดบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้งจากการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงช่วงฤดูฝนเกิดปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินทรายไหลลงไปในแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ทำให้แม่น้ำลำห้วยตื้นเขิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดปัญหาน้ำแล้งตามมา&amp;nbsp; ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วง 3-4&amp;nbsp; ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้บริษัทเอกชนรับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; ทำให้ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ซึ่งปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือพื้นที่ป่าสงวนฯ ประมาณ&amp;nbsp; 115,000 ไร่&amp;nbsp; ไม่มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; หรือต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; ทำให้มีหนี้สินสะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะมาทดแทนการปลูกข้าวโพด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ไม้ไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; การแก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; ลดหมอกควัน-คืนพื้นที่ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; (Mae Chaem Model Plus)&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; รูปแบบของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; และหน่วยงานรัฐในระดับนโยบาย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยับยั้งการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นให้เป็นสีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;lsquo;เมืองป่าไม้&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะการแก้ไขปัญหาหมอกควันจากการเผาไร่&amp;nbsp; จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทำให้จุดความร้อน (Hotspot) ลดลงจาก 384 จุดในปี 2558&amp;nbsp; เหลือ 30 จุดในปี 2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่เผาไหม้ลดลงจาก 563,798 ไร่&amp;nbsp; เหลือ 232,259 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; และค่า PM 10 (ฝุ่นหยาบ &amp;nbsp;มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 &amp;ndash; 10 ไมครอน) &amp;nbsp;ลดลงจากค่าสูงสุดในปี 2558 อยู่ที่ 265 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; เหลือ 143 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร &amp;nbsp;ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้รับรางวัลดีเด่นในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า &amp;nbsp;โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเป็นสักขีพยานมอบโล่รางวัล&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 เมษายน &amp;nbsp;2559 &amp;nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินนั้น&amp;nbsp; นายสมเกียรติกล่าวว่า&amp;nbsp; จะใช้ฐานข้อมูลที่มีการสำรวจอย่างต่อเนื่องมาจัดทำเป็นข้อเสนอในการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ภายในปี 2545&amp;nbsp; จำนวน 213,462&amp;nbsp; ไร่ &amp;nbsp;(12.5 % ของพื้นที่ทั้งอำเภอ 1,692,698 ไร่) &amp;nbsp;ให้รัฐจัดที่ทำกินในรูปแบบแปลงรวมตามนโยบายของรัฐบาลให้แก่ชุมชน&amp;nbsp; พร้อมทั้งจัดหาแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ปี 2546-2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 161,706&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 9.5 %&amp;nbsp; (มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้รองรับ ที่ดินยังเป็นของรัฐ)&amp;nbsp; อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินและอยู่อาศัยต่อไปอย่างมีเงื่อนไข&amp;nbsp; โดยให้ชาวบ้านร่วมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; รัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนกล้าไม้&amp;nbsp; ปลูกไม้เศรษฐกิจ &amp;nbsp;ไผ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; ปลูกป่าเอนกประสงค์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์หลังปี พ.ศ.2554&amp;nbsp; จำนวน 86,359&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 5 %&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้คืนเป็นป่าถาวร&amp;nbsp; โดยให้จ้างชาวบ้านปลูกและดูแลอย่างน้อย 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; ปลูกไม้เป็นแนวกันชน&amp;nbsp; สร้างกลไกชุมชนในการดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้ง 3&amp;nbsp; แนวทางนี้จะทำให้อำเภอแม่แจ่มมีป่าไม้เพิ่มขึ้น 5 % &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp; 9.5 %&amp;nbsp; รวมเป็น&amp;nbsp; 14.5&amp;nbsp;&amp;nbsp; % หรือ 248,065&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้ป่าเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่&amp;nbsp; 73 %&amp;nbsp; เป็น 85.5 % &amp;nbsp;โดยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มฯ อธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกไผ่-แปรรูป&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชนแทนข้าวโพด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จะเน้นการปลูกไผ่เพื่อแปรรูป&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก&amp;nbsp; แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งในการปลูกไผ่ช่วงแรกจะปลูกแบบผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; เมื่อไผ่โตและสามารถตัดขายได้แล้ว&amp;nbsp; เกษตรกรจะค่อยๆ ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; เพื่อปลูกไผ่เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การปลูกไผ่บนพื้นที่สูงหรือบนดอยจะช่วยป้องดินถล่มและช่วยอุ้มน้ำ&amp;nbsp; เพราะไผ่มีรากฝอยแผ่กว้างและหนาแน่น&amp;nbsp; ช่วยยึดหน้าดิน&amp;nbsp; สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า&amp;nbsp; ใบไผ่ที่ร่วงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้สารเคมี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องเผาไร่เหมือนปลูกข้าวโพด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไผ่ที่ปลูกไปแล้วเริ่มโต&amp;nbsp; ต้นไผ่ก็จะแตกหน่อแทงยอดขึ้นมาอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อตัดไผ่รุ่นแรกไปแล้วก็จะมีไผ่ที่เติบโตตามมาหมุนเวียนให้ตัดได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไผ่ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบล &amp;nbsp;26&amp;nbsp; หมู่บ้านในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 362 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาหลังจากที่ไผ่ให้ผลผลิตแล้ว&amp;nbsp; มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสนับสนุนเครื่องจักร&amp;nbsp; สามารถนำมาผลิตเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เศษไม้ที่เหลือนำมาเผาและอัดทำเป็นถ่านแท่ง&amp;nbsp; มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เกาหลี&amp;nbsp; ญี่ปุ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งผลิตเฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; โดยจะมีการฝึกอบรมช่างหัตถกรรม&amp;nbsp; การออกแบบผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เศษไม้ไผ่ยังสามารถนำมาผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ (Activated&amp;nbsp; Carbon) เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน &amp;nbsp;คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง &amp;nbsp;คงตัว &amp;nbsp;ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์ &amp;nbsp;พลาสติก &amp;nbsp;หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร &amp;nbsp;เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสจะเริ่มเดินหน้าแล้วโดยคนแม่แจ่มและภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่หากขับเคลื่อนไปตามลำพังโดยกลไกของรัฐไม่ขยับเขยื้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาหนี้สินของเกษตรกรชาวแม่แจ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้จริง &amp;nbsp;มีพื้นที่รูปธรรมรองรับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;และตอบโจทย์พื้นที่รูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวแม่แจ่มจึงได้จัดทำข้อเสนอถึงคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธานฯ (ภายใต้การกำกับของ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายกอบศักดิ์&amp;nbsp; ภูตระกูล) ที่ได้เดินทางมาศึกษาข้อมูลที่อำเภอแม่แจ่มเมื่อเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;1. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแบบแม่แจ่มโมเดลพลัสให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะทำงานการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับพื้นที่อำเภอแม่แจ่มขึ้นมาหนึ่งชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; เป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เหลือแต่เพียงรัฐเท่านั้นที่จะมีนโยบายสนับสนุนชาวแม่แจ่มให้เป็นจริงได้อย่างไร ? &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14229</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, Thailand  Social  Expo 2018, พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์, พอช, มหาดไทย, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมเกียรติ   มีธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชียงใหม่, แม่แจ่มโมเดลพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5affeb295ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สานพลังประชารัฐเดินหน้า “แม่แจ่มโมเดลพลัส” พลิกฟื้นดอยหัวโล้น สร้างเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนด้วยไม้ไผ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เชียงใหม่ /&amp;nbsp; สานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ราชการ&amp;nbsp; หน่วยงานท้องถิ่น&amp;nbsp; และเครือข่ายประชาชน&amp;nbsp; ร่วมกันเดินหน้า &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นที่เกิดจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; สู่ &amp;ldquo;แม่แจ่มเมืองป่าไม้&amp;rdquo; โดยส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืนแทนข้าวโพด&amp;nbsp; มีโรงงานแปรรูปรองรับ&amp;nbsp; ผลิตตั้งแต่ตะเกียบ&amp;nbsp; ถ่านอัดแท่ง &amp;nbsp;โดยเฉพาะถ่านกัมมันต์&amp;nbsp; ใช้ในอุตสากรรมต่างๆ ตลาดต้องการไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตัน&amp;nbsp; ขณะที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ลงพื้นที่ร่วมปลูกไผ่และนำข้อเสนอ-ปัญหาของชาวแม่แจ่มไปเสนอรัฐบาลหาทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; ตั้งอยู่บนเทือกเขาธงชัย&amp;nbsp; ด้านหลังดอยอินทนนท์&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ&amp;nbsp; 123&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,700,000 ไร่&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง&amp;nbsp; มีที่ราบตามเชิงเขา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชากรมีทั้งคนเมือง&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปกาญอ&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 59,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกข้าวโพดขายเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp; ซึ่งต้องใช้สารเคมี &amp;nbsp;ทำให้เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ&amp;nbsp; การเผาเศษวัสดุพืชไร่&amp;nbsp; นำไปสู่ปัญหาหมอกควันพิษ&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการทำการเกษตร&amp;nbsp; รวมทั้งปัญหาที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่มจึงได้ร่วมกับทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; จัดทำโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; (Mae Chaem Model Plus) เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยั้บยังการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;ldquo;เมืองป่าไม้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่&amp;nbsp; 18-19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อศึกษาและเรียนรู้โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; โดยคณะอนุ กขร.ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อปรึกษาหารือการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม&amp;nbsp; ภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน &amp;nbsp;และประชาสังคม&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการบูรณาการการขับเคลื่อนงานตามโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; หลังจากนั้นคณะได้เดินทางไปที่บ้านแม่ยางส้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกไผ่&amp;nbsp; ปลูกป่า&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านในพื้นที่และเยาวชนร่วมปลูกไผ่ประมาณ 200 คน&amp;nbsp; ปลูกไผ่ประมาณ 200 ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล จินดาวัฒนะ &amp;nbsp;ร่วมปลูกไผ่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.) กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสเป็นการสานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; เริ่มจากการที่ชุมชนร่วมกันแก้ไขปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; และคุณภาพชีวิตตั้งแต่ปี 2552 &amp;nbsp;ขณะเดียวกันในอำเภอแม่แจ่มก็มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2&amp;nbsp; ซึ่งสงวนเอาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำ&amp;nbsp; มีเนื้อที่ป่าต้นน้ำทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 900,000 ไร่&amp;nbsp; แต่มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; เมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารงานก็มีแนวทางชัดเจนที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp; ส่วนที่เกินให้คืนราชการและปลูกป่าเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;คนอยู่ได้&amp;nbsp; ป่าอยู่ดี&amp;nbsp; เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลที่จะให้คนอยู่ร่วมกับป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งโครงการแม่แจ่มฯ จะส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไผ่&amp;nbsp; รวมทั้งพืชอื่นๆ&amp;nbsp; เพื่อนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา &amp;nbsp;ในอนาคตแม่แจ่มจะเป็นเมืองที่เขียวขจี&amp;nbsp; และไม่ใช่เขียวด้วยข้าวโพด &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; เริ่มทำจากเล็กไปหาใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามศาสตร์ของพระราชา&amp;nbsp; ทำจากชีวิตจริงที่เป็นรูปธรรมและขับเคลื่อนไปด้วยกัน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และประชาชนในพื้นที่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นพ.อำพลกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ปัญหาต่างๆ ที่ชาวแม่แจ่มเสนอมา&amp;nbsp; ทั้งปัญหาเรื่องที่ดินทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ถนน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งเรื่องงบประมาณในการดำเนินโครงการแม่แจ่มโมเดลทั่วทั้ง 104 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งชาวแม่แจ่มเสนอมานั้น&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการฯ&amp;nbsp; จะนำกลับไปพิจารณาและนำไปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ข้อมูลจาก &amp;ldquo;โครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ปฏิบัติการเชิงพื้นที่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rdquo; ระบุว่า&amp;nbsp; อำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำคัญด้านทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำของประเทศ&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ต้นกำเนิดน้ำแม่แจ่มซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิง&amp;nbsp; น้ำจากแม่แจ่มไหลลงสู่แม่น้ำปิงร้อยละ 40&amp;nbsp; และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาร้อยละ 17&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนพื้นที่ในอำเภอแม่แจ่มมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,696,093 ไร่&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่ม&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ดินถล่ม&amp;nbsp; เกิดไฟไหม้&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ซึ่งจากตัวเลขในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400 ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะตอบโจทย์เรื่องอาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; แก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อมูลจากโครงการแม่แจ่มฯ ระบุถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ธนรวิทยา&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านห้วยยางส้าน&amp;nbsp; ต.ท่าผา&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอแม่แจ่มอยู่อาศัยในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่&amp;nbsp; ปัจจุบันส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเป็นหลัก&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กระเทียม&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่เอาไว้กิน&amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาข้าวโพดตกต่ำ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่สูงหรือป่าสงวนฯ&amp;nbsp; ราคาข้าวโพดลดเหลือกิโลกรัมละ 3 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนต้นทุนการปลูก 1 กก.ไม่ต่ำกว่า 5 บาท&amp;nbsp; เฉพาะปุ๋ยเคมีต้องใช้ไร่ละ 2 กระสอบ&amp;nbsp; ราคากระสอบละ 800 บาท&amp;nbsp; หรือไร่ละ 1,600 บาท&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 8 ไร่&amp;nbsp; มีต้นทุนค่าปุ๋ยรวม 12,800 บาท&amp;nbsp; ซึ่งฤดูการปลูกที่แล้ว&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์ได้ผลผลิตประมาณ&amp;nbsp; 500 กก.ต่อไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ&amp;nbsp; 4,000&amp;nbsp; กก.&amp;nbsp; พ่อค้ารับซื้อ กก.ละ 5 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขายได้เงินประมาณ&amp;nbsp; 20,000 บาท&amp;nbsp; เมื่อหักค่าเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาฆ่ายา&amp;nbsp; และค่าแรงงานแล้ว&amp;nbsp; แทบจะไม่มีกำไร&amp;nbsp; แถมจะขาดทุนอีกด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนข้าวโพดราคาดี&amp;nbsp; ใครๆ ก็ปลูกแต่ข้าวโพด&amp;nbsp; เพราะไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; มีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่&amp;nbsp; พอปลูกเยอะๆ&amp;nbsp; ราคาก็ต่ำ&amp;nbsp; เมื่อปลูกนานหลายปีก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงดิน&amp;nbsp; เมล็ดพันธุ์ก็ต้องซื้อทุกปี&amp;nbsp; เพราะข้าวโพดพวกนี้เก็บเอาไว้ทำพันธุ์ไม่ได้&amp;nbsp; พอจะปลูกใหม่ก็ต้องเผาหญ้า&amp;nbsp; เผาตอข้าวโพด&amp;nbsp; ทำให้เกิดควันไฟ&amp;nbsp; ชาวบ้านเป็นโรคหอบหืดกันมาก&amp;nbsp; ชาวบ้านก็อยากจะปลูกพืชชนิดอื่นที่มีราคาดีกว่า&amp;nbsp; ปลอดภัยกว่า&amp;nbsp; ถ้ามีพืชชนิดไหนที่ดีก็จะปลูก&amp;nbsp; ตอนนี้ในหมู่บ้านผมเริ่มปลูกไผ่กันแล้ว&amp;nbsp; คนละ 1-2 ไร่&amp;nbsp; มีสมาชิก 13 คน&amp;nbsp; ถ้าปลูกไผ่แล้วได้ผลดีกว่า&amp;nbsp; คนอื่นๆ ก็จะปลูกกันอีกเยอะ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ใหญ่พิพัฒน์พูดถึงอนาคตใหม่ของคนแม่แจ่ม&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก 


สล็อต789&amp;nbsp;แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น&amp;nbsp; และปลูกในลักษณะผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; ไม่ปลูกไผ่ชนิดเดียวลงในแปลงผืนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมปลูกไผ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบลในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 262 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมา&amp;nbsp; (สภาอุตสาหกรรมสนับสนุนเครื่องจักร)&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นด้วย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กาแฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับไผ่ที่ส่งเสริมให้ปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่&amp;nbsp; ธัญพิสิษฐ์&amp;nbsp; พวงจิก&amp;nbsp; ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร&amp;nbsp; คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; ระบุถึงประโยชน์จากการนำไม้ไผ่พันธุ์ซางหม่นไปผลิตถ่านกัมมันต์ (activated charcoal หรือ activated carbon) ในบทความเรื่อง &amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์จากไม้ไผ่ : ตลาดยังมีความต้องการสูง ?&amp;rdquo; (ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&amp;nbsp; ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 (ฉบับพิเศษ) &amp;nbsp;2558) โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถ่านกัมมันต์เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน&amp;nbsp; คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;


เว็บแทงหวย&amp;nbsp;&amp;nbsp;คงตัว&amp;nbsp; ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์&amp;nbsp; พลาสติก&amp;nbsp; หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร&amp;nbsp; เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง&amp;nbsp; ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการปลูกและการแปรรูปไผ่นั้น&amp;nbsp; ในปี 2561 นี้&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; รวม 11 กลุ่ม&amp;nbsp; และทำบันทึกกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาอุตสาหกรรม&amp;nbsp; บริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พร้อมทั้งร่วมกันปลูกไผ่&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; สหภาพยุโรป&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp; มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังจากที่ปลูกไผ่ได้ 2-3 ปีแล้ว&amp;nbsp; จะเข้าสู่กระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็จะคืนต้นกล้าให้แก่โครงการเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; เป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี&amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ&amp;nbsp; แม่แจ่มโมเดลฯ จะเป็นต้นแบบเพื่อขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างแน่นอน ..!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9654</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.อำพล  จินดาวัฒนะ, ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่ (กขร.), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, สานพลังประชารัฐ, แม่แจ่มโมเดลพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180521/image_big_5b0286fc8706b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
