<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111672</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “แรงงานไทย” ยังโคม่า! วิกฤติไวรัสดันเตะฝุ่นพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างหนักในด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ในด้านเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยผลกระทบจากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของทางการ หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ก็เจอกับสถานการณ์กดดันในด้านเศรษฐกิจในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับประเทศไทยเอง ภาพที่เห็นได้ชัดเจนจากผลกระทบจากการปิดกิจการ ส่งตรงมายัง &amp;ldquo;แรงงาน&amp;rdquo; ปัญหาการว่างงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามผลักดันมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบของ &amp;ldquo;ภาคแรงงาน&amp;rdquo; แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังทำได้ไม่ดีพอ เรียกว่าการแก้ปัญหายังไม่ตรงจุดเกิดเหตุ!&amp;nbsp;นั่นเพราะหากยังควบคุมสถานการณ์การระบาดให้อยู่ในวงจำกัดไม่ได้ การแก้ปัญหาในมิติอื่นๆ ที่กำลังประสบก็จะไม่สัมฤทธิผลอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันตามตรงว่า ปัญหาการว่างงาน คนไม่มีงานทำ คนตกงาน ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่ประสบ โดยจากข้อมูลของ &amp;ldquo;องค์การแรงงานระหว่างประเทศ&amp;nbsp;(International Labour Organization : ILO)&amp;nbsp;ซึ่งได้จัดทำ&amp;nbsp;World Employment and Social Outlook &amp;ndash; Trends (WESO Trends)&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ซึ่งเป็นรายงานแนวโน้มการจ้างงานและประเด็นทางสังคมทั่วโลก พบว่า&amp;nbsp;ILO&amp;nbsp;มีการคาดการณ์ว่าวิกฤติตลาดแรงงานที่เกิดขึ้นจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19&amp;nbsp;จะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีการเติบโตของการจ้างงานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น และปัญหาดังกล่าวอาจจะกินระยะเวลายาวนานถึงปี&amp;nbsp;2566&amp;nbsp;เป็นอย่างน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย&amp;nbsp;ILO&amp;nbsp;ระบุว่า ตำแหน่งงานขาดแคลน เนื่องจากวิกฤติโลกจะทะยานสูงถึง&amp;nbsp;75&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ขณะที่ช่องว่างที่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงาน รวมถึงการว่างงานและชั่วโมงการทำงานที่ลดลง มีจำนวนเทียบเท่ากับการจ้างงานเต็มเวลา&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีนี้ และ&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ล้านตำแหน่งในปีหน้า อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จะมีคนว่างงานทั่วโลกพุ่งสูงถึง &amp;ldquo;205 ล้านคน&amp;rdquo; ซึ่งสูงกว่าปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ที่มีคนว่างงานทั่วโลกอยู่ที่&amp;nbsp;187&amp;nbsp;ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สอดคล้องกับอัตราการว่างงานที่&amp;nbsp;5.7%&amp;nbsp;และหากตัดเหตุผลด้านการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ออกไป จะเท่ากับว่าการว่างงานในอัตราดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อปี&amp;nbsp;2556
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;rdquo;&amp;nbsp;ประเมินตลาดแรงงานไทยว่ามีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิด&amp;nbsp;scarring effects&amp;nbsp;ที่แก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลอย่างทันท่วงที โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระยังมีความกังวลมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงของการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดแรงงานอาจจะมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าในอดีต และคาดการณ์ว่าการฟื้นตัวจะมีลักษณะเป็น&amp;nbsp;W-Shaped&amp;nbsp;ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเริ่มจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น กลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ช้า จากการสูญเสียทักษะและอาจทำให้ตลาดแรงงานกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธปท.ยังได้มีการประเมินระดับรายได้ของกลุ่มแรงงาน พบว่าแรงงานในภาคการค้ามีรายได้ลดลง และเริ่มเห็นการปลดพนักงาน ส่วนภาคบริการรายได้ปรับลดลงชัดเจน มีการลดวันทำงาน ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนที่เดิมเปราะบางอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ &amp;ldquo;สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย&amp;rdquo; ได้ออกมายอมรับว่า ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจแล้วไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น&amp;nbsp;65.3%&amp;nbsp;ของจีดีพีจากปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ และการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ&amp;nbsp;(FDI)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลกระทบในตลาดแรงงานพบว่า หากเปรียบเทียบตัวเลขแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;ในเดือน พ.ค.2564&amp;nbsp;พบว่ามีจำนวน&amp;nbsp;11.07&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ช่วงเดียวกันในปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ก่อนเกิดการระบาด มีแรงงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;11.54&amp;nbsp;ล้านคน ข้อมูลตรงนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;วิกฤติเศรษฐกิจทำให้แรงงานในระบบหายไปแล้วถึง&amp;nbsp;4.63&amp;nbsp;แสนคน หรือลดลง&amp;nbsp;4.01%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแรงงานต่างด้าว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานของประเทศ พบว่าในเดือน พ.ค.2562&amp;nbsp;แรงงานต่างด้าวทุกประเภท อยู่ที่&amp;nbsp;3.18&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ข้อมูลในเดือน พ.ค.2564&amp;nbsp;แรงงานในส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;ล้านคนเท่านั้น หายไปกว่า&amp;nbsp;27.6%&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;8.82&amp;nbsp;แสนคน เมื่อรวมกับแรงงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;จะพบว่า ขณะนี้แรงงานหายไปแล้วว่า&amp;nbsp;1.34&amp;nbsp;ล้านคน&amp;nbsp;ต่ำสุดในรอบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่หดตัวอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยแรกเริ่มเดิมที&amp;nbsp;&amp;ldquo;สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้วว่า ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;อัตราการว่างงานสะสมของแรงงานไทยจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;2.9&amp;nbsp;ล้านคน และมองว่าภาพรวมตลาดแรงงานไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่ก็ยังมีความเปราะบางอยู่ ตามทิศทางของเศรษฐกิจและยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทยที่มี&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รูปแบบ คือ&amp;nbsp;1.แรงงานในตลาดแรงงานปัจจุบัน&amp;nbsp;2.แรงงานที่ตกงาน และ&amp;nbsp;3.แรงงานใหม่ที่เตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ยังคงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับลดรายจ่ายเพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;rdquo;&amp;nbsp;เอง ก็มองปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะโควิด-19&amp;nbsp;ยังเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึง &amp;ldquo;ตลาดแรงงาน&amp;rdquo; อีกด้วย นั่นหมายถึงรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้น การมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฮรี โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก&amp;nbsp;ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2/2563 ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนทำให้ตำแหน่งงาน 7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่&amp;nbsp;2 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่าชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;ndash;2583 จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย 4 ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;quot; นายแฮรีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; ยังเคยประเมินผลกระทบที่รุนแรงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ยังไม่มีการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ว่า สถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะทำให้มีคนไทยจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;ล้านคน โดยการเกิดขึ้นของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นประเด็นซ้ำเติมความท้าทายเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่อ่อนแอลง และแรงงานนอกระบบ รวมถึงในระยะกลางยังต้องเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดย &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; มีข้อเสนอเพื่อช่วยประสิทธิภาพของแรงงานโดยรวม ในระยะสั้น ด้วยการสนับสนุนให้ขยายการคุ้มครองเพื่อช่วยแรงงานที่ตกงาน ผ่านมาตรการเยียวยาด้านการเงินและช่วยฝึกทักษะอาชีพสำหรับผู้ตกงาน ส่วนมาตรการระยะยาวคือการเพิ่มด้านประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ การลดช่องว่างระหว่างแรงงานผู้หญิงกับแรงงานชาย ตลอดจนแนะนำให้ขยายเวลาการเกษียณอายุออกไปอีก เพื่อรองรับสังคมสูงอายุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111672</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารโลก, แรงงาน, แรงงานต่างด้าว, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103f00836995.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว! อัตราเงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม สำหรับบุคคลซึ่งสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนพ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. ๒๕๓๓ และมาตรา ๔๐ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาลจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสำหรับบุคคลซึ่งสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๖๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเพื่อรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย ให้แก่ผู้ประกันตน ซึ่งจ่ายเงินสมทบในแต่ละเดือน ในอัตราดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕เดือนละยี่สิบเอ็ดบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละสามสิบบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเพื่อรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบในแต่ละเดือน ในอัตราดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕เดือนละสามสิบบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ตั้งแต่วันที่๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละห้าสิบบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเพื่อรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีชราภาพและกรณีสงเคราะห์บุตร ให้แก่ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบในแต่ละเดือน ในอัตราดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) ตั้งแต่วันที่๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เดือนละเก้าสิบบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) ตั้งแต่วันที่๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุชาติ ชมกลิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110868</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันตัน, ราชกิจจานุเบกษา, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิจิตรผวา!โควิดลามต้อนแรงงานตรวจหาเชื้อเชิงรุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - ที่โรงพยาบาลพิจิตร &amp;nbsp;นพ.กมล กัญญาประสิทธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร พร้อมคณะ ได้ร่วมกันปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโควิดที่เป็นกลุ่มแรงงานก่อสร้างและผู้ประกอบอาชีพสาขาอื่นที่ไปทำงานในกรุงเทพฯและปริมณฑลรวมถึงจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ไซต์งานก่อสร้างและกิจการร้านอาหารและสถานบันเทิง ส่งผลให้ชาวพิจิตรที่ไปทำงานยังที่ต่างๆ เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองพิจิตรกันเป็นจำนวนมาก โดยมีสถิติของฝ่ายปกครองและสาธารณสุขแจ้งจำนวนผู้เข้ามาในพิจิตรเมื่อ 29 มิ.ย. 64 พบว่าจากพื้นที่ 12 อำเภอของพิจิตรมีผู้เดินทางเข้ามา 1,388 ราย และเป็นผู้ที่มาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดจำนวน 550 คน &amp;nbsp;กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี &amp;nbsp;สมุทรปราการ และมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด 11 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตรัง นครปฐม ปัตตานี เพชรบุรี สงขลา สมุทรสาคร สระบุรี ยะลา นราธิวาส &amp;nbsp;อีกจำนวน 391 ราย &amp;nbsp;รวมถึงมาจากพื้นที่ควบคุม 9 จังหวัด 177 ราย &amp;nbsp;พื้นที่เฝ้าระวัง 53 จังหวัด 271 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายไชยา &amp;nbsp;สมถวิล &amp;nbsp;นายอำเภอเมืองพิจิตร ได้ให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านและ อสม.เมืองพิจิตร ไปทำการค้นหาตัวและกวาดต้อนชุดแรกจำนวน 41 คน มาทำการ Swap หาเชื้อโควิดและวันพรุ่งนี้ก็จะนำพามาอีก 35 คน เช่นเดียวกับอำเภออื่นๆ ก็ดำเนินการด้วยวิธีแบบนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ นายสมชาย (นามสมมุติ) เล่าว่าเป็นชาวบ้านอยู่ &amp;nbsp;ต.บ้านบุ่ง อ.เมืองพิจิตร ไปขี่วินมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่ที่จังหวัดระยองให้บริการคนงานก่อสร้างและผู้ใช้บริการทั่วไป ขณะนี้แคมป์คนงานก่อสร้างสั่งหยุดงานกิจการร้านค้า &amp;nbsp;ร้านอาหาร ก็ต้องปิดกิจการไปตามๆกัน &amp;nbsp;ทำให้ไม่มีผู้ใช้บริการจึงทำให้ขาดรายได้ ฝืนอยู่ที่ จ.ระยอง บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ รายได้ก็ไม่พอกิน จึงตัดสินใจพาตัวเองและภรรยากลับพิจิตรบ้านเกิด แต่ก่อนที่จะเดินทางมาก็โทรประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านทุกระยะและเมื่อกลับมาก็ปฏิบัติตามนโยบายของทางราชการไม่ได้ไปมั่วสุมกับใคร วันนี้ อสม.-ผู้ใหญ่บ้าน ชี้แจงชักชวนให้มา Swapหาเชื้อโควิดตนเองก็เต็มใจมาทั้งนี้เพื่อจะได้นำผลตรวจไปแสดงให้เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องได้รู้ได้เห็นแล้วจะได้สบายใจ ซึ่งถือว่านโยบายของจังหวัดพิจิตรดูแลชาวพิจิตรได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108136</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.กมล กัญญาประสิทธิ์, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร, แรงงาน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbedcc2ad57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิโธ่!สมช.เชื่อทุกจังหวัดรับมือแรงงานเมืองกรุงแห่กลับได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.)ให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายการฝึกตำรวจ 400 นาย จาก​ จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดไป​ จ.เพชรบุรี จนเกิดข้อกังวลว่าอาจเกิดคลัสเตอร์ใหม่ใน จ.เพชรบุรี ว่า ยังไม่ได้รับทราบเรื่องนี้ และต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ามีปัจจัยในการดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ช่วงที่รัฐบาลขอความร่วมมืองดรวมตัวคนจำนวนมาก ควรดำเนินการลักษณะนี้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็ไม่ควร แต่ถ้ามีมาตรการดูแล และกระจายกันอยู่ก็ต้องดู เพราะบางแห่งมีความจำเป็น เช่น เรื่องการสอบดังนั้นต้องสอบถามจาก ศบค.เพื่อพิจารณาความเหมาะสม เพราะคำว่ารวมตัวอาจไม่ได้รวมกันในพื้นที่เดียว แต่อาจกระจายกันอยู่ ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง &amp;nbsp;แต่ถ้าเป็นการรวมกันในจุดเดียวคงไม่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีที่ในต่างจังหวัดประกาศรับผู้ป่วยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้นๆ ให้กลับไปรับการรักษา จะทำให้คนแห่ไปรักษาในต่างจังหวัดมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า &amp;nbsp;แต่ละพื้นที่คงมีมาตรการป้องกัน ซึ่งทางจังหวัดรับทราบว่าปัจจุบันมีแรงงานที่ทำงานใน กทม.ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา คงแจ้งให้มารายงานตัวเพื่อรับการรักษา &amp;nbsp;ขณะเดียวกันตอนนี้มีคนเดินทางกลับไปในหลายจังหวัด เขาก็มีการป้องกันเอาไว้ ให้มารับการรักษา แต่ไม่น่าจะทำให้คนแห่ไปจำนวนมาก เพราะคนที่ยังทำกินได้ก็ยังอยู่ใน กทม. ซึ่งใน กทม.และปริมณฑลเร่งตั้งโรงพยาบาลสนาม ฮอสพิเทล และสถานพยาบาลเพิ่มเติม เพื่อดูแลผู้ติดเชื้อ โดยวันที่ 2 ก.ค.นี้ เรื่องดังกล่าวน่าจะดีขึ้น และปัญหาการขาดแคลนเตียงน่าจะดีขึ้น &amp;nbsp;ดังนั้นแรงงานที่อยู่ใน กทม.ยังได้รับการดูแล &amp;nbsp;คงมีแค่บางส่วนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพหลังจากรัฐมีมาตรการ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108131</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, ศปก.ศบค., สมช., เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d54ef7e0873.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 07:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชลบุรีเหงื่อตก!ติดเชื้อใหม่ยังพุ่ง208ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2564 - &amp;nbsp;เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี - Chonburi PR รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ระลอก 3 ว่ามีจำนวน 208 ราย ประกอบด้วย 1.เก็บตกเชิงรุก ตลาดใหม่ อำเภอเมืองชลบุรี 30 ราย 2.แคมป์แรงงานต่างด้าว บริษัท JWS อำเภอศรีราชา 15 ราย 3.อาชีพเสี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก 6 ราย 4.ตรวจเฝ้าระวัง ตลาดศุภฤกษ์ อำเภอศรีราชา 5 ราย 5.Cluster บริษัท มารุนิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 4 ราย 6.ทำงานรับเหมาก่อสร้างทั่วไปในอำเภอบางละมุง 3 ราย 7.แรงงานต่างด้าว บริษัท แสตนดาร์ด เพอร์ฟอร์แม้นซ์ จํากัด 2 ราย 8.ตรวจเชิงรุก ตลาดใหม่พงษ์ศักดิ์ อำเภอศรีราชา 2 ราย 9.ตลาดใหม่นาเกลือ อำเภอบางละมุง 3 ราย &amp;nbsp;10.เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง กทม. 3 ราย 11.ตรวจเฝ้าระวัง ตลาดล่าง อำเภอเมืองชลบุรี 1 ราย 12.เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง จังหวัดนนทบุรี 1 ราย 13.สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน (วงสังสรรค์) 1 ราย 14.สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 14.1 ในครอบครัว 64 ราย 14.2 จากสถานที่ทำงาน 30 ราย 15.สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน (ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรค) 23 ราย และ 16.อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 15 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ได้รับรายงานการค้นหาผู้สัมผัสทั้งหมดจำนวน 165 ราย, ค้นหาเชิงรุกเบื้องต้น จำนวน 1,667 ราย, และอยู่ระหว่างการรอรับรายงานการค้นหาเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เริ่มจากแหล่งสถานบันเทิง สู่ครอบครัว มาสู่เพื่อนร่วมงาน มาสู่ชุมชนที่พักอาศัยพนักงาน แรงงาน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการทานข้าวร่วมกัน หรือมีกิจกรรมใกล้ชิด สังสรรค์แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก 2-3 คนในเพื่อนสนิท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ในสถานประกอบการ 8 แห่ง และตลาด 4 แห่ง แคมป์คนงานก่อสร้าง 6 แห่ง และชุมชน 3 แห่ง ขอความร่วมมือ ตลาดดังนี้ 1.ผู้ค้าหรือลูกจ้าง ไม่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ค้าหรือลลูกจ้างร้านอื่น ๆ ไม่ทานอาหารใกล้ชิดด้วย &amp;nbsp;2.ไม่สังสรรค์ 3.ป่วยต้องหยุด 4.ทำความสะอาดห้องน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะจุดสัมผัสร่วม หลังออกจากห้องน้ำต้องล้างมือทุกครั้ง ไม่ใช้มือจับหน้าโดยไม่ล้างมือ &amp;nbsp;5.ใส่แมสก์ตลอดเวลา &amp;nbsp;6.เมื่อมีผู้ติดเชื้อในตลาด หากมีการตรวจเชิงรุก ขอให้รับการตรวจเชิงรุกทุกคน &amp;nbsp;7.เมื่อมีการปิดตลาด ขอความร่วมมือผู้สัมผัส หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อให้หยุดอยู่บ้าน 8.ไม่รับแรงงานต่างด้าวจากพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอความร่วมมือในสถานประกอบ มาตรการดังนี้ 1.ไม่สังสรรค์ ไม่ตั้งวงดื่มเหล้า 2.อาหารต้องไม่ทานใกล้ชิดด้วย 3.ป่วยต้องหยุด 4.จุดสัมผัสร่วม ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ราวบันได สแกนนิ้วมือ เซ็นชื่อแล้วต้องล้างมือทันที &amp;nbsp;5.เคร่งครัดในสุขอนามัยส่วนบุคคล ใส่แมสก์ตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างๆกัน&amp;nbsp;สถานที่พักพนักงานสถานประกอบการ อาจจะเป็นที่หอพักที่สถานประกอบการหาให้ หรือหอพักที่ไปเช่าอยู่เอง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพนักงานหลายๆบริษัทอยู่ปะปนกัน ซึ่งจะเป็นแหล่งกระจายเชื้อข้ามบริษัท เมื่อเริ่มมีกระระบาดในบริษัท ขอความร่วมมือพนักงานบริษัทเคร่งครัดในมาตรการส่วนบุคคล อยู่ห่างกัน ไม่ข้ามไปคุยกันกับห้องพักห้องอื่น ไม่ทานข้าวร่วมกัน ไม่สังสรรค์ อสม. เจ้าหน้าที่ ประชาชน ช่วยกันสอดส่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีการระบาดในวงกว้างใน กทม. ปริมณฑล อาจมีผู้ติดเชื้อเดินทางเข้าชลบุรี รวมทั้งมีผู้ติดเชื้อในชลบุรี อาจยังไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อปะปนอยู่ในสังคม โดยที่เราไม่ทราบ จึงขอให้เคร่งครัดในมาตรการอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะสุขอนามัยส่วนบุคคล เชื้อเข้าทางจมูกปากตา ต้องไม่จับหน้าโดยไม่ล้างมืออย่างเด็ดขาด สวมแมสก์ตลอดเวลา &amp;nbsp;พยายามออกจากบ้านให้น้อยลง อยู่ห่างกัน ล้างมือบ่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ต้องมีการกักตัวอย่างเข้มงวด ไม่ออกไปแพร่เชื้อ แม้การตรวจครั้งแรกจะไม่พบเชื้อ แต่มีหลายๆ รายตรวจพบเชื้อในครั้งที่ 2 ระหว่างการกักตัว 14 วัน จังหวัดชลบุรีจะยังคงดำเนินการค้นหาผู้สัมผัส และค้นหาเชิงรุกอย่างเข้มข้น เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อโควิด-19 และนำมารักษาไม่ให้แพร่ระบาดต่อไป &amp;nbsp;#ค้นหาให้ทั่ว_กักตัวให้ดี_ชีวิตวิถีใหม่_ร่วมใจฉีดวัคซีน_สู้ภัยโควิด19 &amp;nbsp;#รู้หน้า_ไม่รู้ใจ_ไม่รู้ใครติดโควิดบ้าง #อยู่ห่างกัน_หมั่นล้างมือ_แมสก์ต้องใส่_สแกนไทยชนะ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108102</URL_LINK>
                <HASHTAG>ติดเชื้อใหม่, เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี, แรงงาน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbb2f34d63f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนธิกำลังทหาร ตร. เทศกิจ ตั้งชุดปฏิบัติการคุมแคมป์คนงาน-ด่านตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.64 - พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ได้มีการจัดกำลังพลสนับสนุนการจัดตั้งจุดตรวจ/ด่านตรวจร่วม เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่เสี่ยงของกรุงเทพมหานครโดยแต่ละแคมป์ในพื้นที่ทั้ง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;เขตกรุงเทพฯ สนธิกำลัง ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 นาย เจ้าหน้าที่ของบริษัท และเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ดูแล575แคมป์งานที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งเขตความรับผิดชอบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองบัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp;(บก.ศปม.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 72 แคมป์ ใน 6 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพบก (ศปม.ทบ.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 322 แคมป์ ใน 27 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ กลาง,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ ตะวันออก,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ เหนือ,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ ใต้ และกรุงธนฯ เหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพเรือ (ศปม.ทร.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 106 แคมป์ ใน 11 เขต ของพื้นที่เขตกรุงธนฯเหนือ และกรุงธนฯ ใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพอากาศ (ศปม.ทอ.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 75 แคมป์ ใน 6 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ตะวันออก และกรุงเทพฯ เหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงตำรวจ (ศปม.ตร.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 309 แคมป์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในกรณีความห่วงใยของสังคมต่อการดูแลแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้างในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp;(บก.ศปม.) ได้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงาน พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่แคมป์ก่อสร้างในพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนของกระทรวงแรงงาน รับผิดชอบในเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของแรงงานในภาพรวม และกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบในด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และการดูแลรักษาผู้ป่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับจากวันที่ได้มีการประกาศมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 นั้น พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ผบ.ทสส./หน.ศปม.) ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญในการดูแลด้านชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มแรงงานที่อาศัยในแคมป์ เพื่อให้แรงงานที่กักตัวในแคมป์สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่เดือดร้อนไปจนกว่าจะครบกำหนดประกาศผ่อนคลายมาตรการในระยะต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มขีดความสามารถ และพร้อมเคียงข้างดูแลประชาชนไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, ศปม., แคมป์คนงาน, แรงงาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dafa8306fa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เวิลด์แบงก์’ชี้โควิดทำแรงงานไทยเตะฝุ่น  7 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย. 2564 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;nbsp;กล่าวในงานสัมมนา เปิดตัวรายงาน &amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยและตลาดแรงงานในประเทศไทย&amp;rdquo; ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ถือเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นประเด็นท้าทายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงตลาดแรงงาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองทางสังคม ตลาดแรงงาน รวมถึงประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นให้สามารถรับมือและเข้าใจกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะประชากรสูงวัยในไทย ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในไทย และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตได้ ดังนั้นการมีนโยบายที่ดี จึงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนตลาดแรงงานอย่างมาก และทำให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืน ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดี&amp;rdquo; นางเบอร์กิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวฟรานเชสก้า ลามานน่า นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เป็นตัวเร่งและเป็นแรงกดดันสำหรับตลาดแรงงานในไทย โดยงานหลายอย่างถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติ นั่นหมายความว่าแรงงานจะต้องมีการเพิ่มทักษะให้มากขึ้น ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญและเป็นโอกาสที่ดีของตลาดแรงงานไทยที่จะเร่งดำเนินการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้น แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องภาวะประชากรสูงวัยในตลาดแรงงานไทยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย และจะมีผลสูงมากในเรื่องการจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อัตรากำลังของวัยทำงานในตลาดแรงงานไทยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในส่วนของไทยมีอัตรากำลังวัยทำงานหดตัวเป็นอันดับ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รองจากเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ประชากรสูงวัยที่มีอายุมากกว่า&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยในช่วง&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;14%&amp;nbsp;โดยที่สหรัฐฯ ใช้เวลาถึง&amp;nbsp;69&amp;nbsp;ปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงของประชากรในลักษณะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ไทยยังมีแรงงานนอกระบบมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางสังคม และการดูแลด้านสุขภาพโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ขณะที่ในช่วง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาไทยยังประสบปัญหาความยากจนอยู่ แต่ปัจจุบันอัตราความยากจนค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากไม่มีนโยบายเรื่องการจัดการแรงงานที่ดีพอ งานที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอทำให้ประชากรอยู่ได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแฮรี่ โมรอซ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก&amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;ตลาดแรงงานไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จนทำให้ตำแหน่งงาน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนตำแหน่งหายไปจากตลาดแรงงาน รวมถึงชั่วโมงการทำงานก็ลดลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าแรงงานในระบบ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานอีกครั้ง สะท้อนจากในไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;พบว่า ชั่วโมงการทำงานมีการปรับตัวลดลงกว่าปีก่อน ตรงนี้บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานไทยไม่มีการฟื้นตัว หรือฟื้นตัวได้ช้า แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปจำนวนมาก ขณะที่แรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจากประชากรสูงวัยเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน การหดตัวของวัยทำงานอย่างมากในไทยจะหลายเป็นปัญหาในระยะยาว หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อาจทำให้ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563 &amp;ndash; 2583&amp;nbsp;จะมีแรงงานในวันทำงานลดลงอย่างน้อย&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ประชากรสูงวัยที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย&amp;rdquo; นายแฮรี่ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนภสร ทุ่งสุกใส ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จนถึงไตรมาส&amp;nbsp;1/2564&amp;nbsp;มีแรงงานที่ต้องออกจากระบบประกันสังคม ตามมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;แล้วกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านคน ขณะที่ก็มีแรงงานบางส่วนที่สามารถกลับเข้ามาในระบบประกันสังคม รวมถึงแรงงานที่ได้รับการจ้างงานใหม่รวมกว่า&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนคน ส่วนที่เหลือกลายเป็นแรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระ หรือไปอยู่ในภาคเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาการขาดรายได้ของแรงงานในระยะสั้นนั้น รัฐบาลได้มีนโยบายในการพยุงรายได้ การเติมเงินให้ผู้ประกันตน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเพื่อพยุงการจ้างงานในระบบผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมให้แรงงานใหม่ได้มีโอกาสทำงาน ช่วยทำให้ตลาดแรงงานทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้น และสามารถพยุงการจ้างงานในระบบได้หลายหมื่นอัตรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงแรงงานยังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;เดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในระบบรายเล็กให้สามารถอยู่รอดได้ โดยการช่วยจ่ายค่าจ้างแรงงานแทนนายจ้าง ไม่เกิน&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;หรือไม่เกิน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แสนบาท สำหรับนายจ้างหรือสถานประกอบการขนาดเล็กที่มีแรงงานไม่เกิน&amp;nbsp;200&amp;nbsp;คน ซึ่งสะท้อนว่าในภาวะวิกฤติของโควิด-19&amp;nbsp;แรงงานที่ถูกกระทบ รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานพยายามดูแลให้มีการรักษาสภาพการจ้างงานในตลาดให้ยาวที่สุด ผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเงินทั้งนายจ้างและแรงงานให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงาน, ตลาดแรงงาน, ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (เวิลด์แบงก์), เตะฝุ่น, เบอร์กิท ฮานสล์, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb47f1e0530.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
