<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2020 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2020 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล่าช้ามาก!เลขาครป.จี้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินประกันสังคมและเยียวยาภาคแรงงานเนื่องในวันแรงงานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 เม.ย.63-นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) โพสต์โพสต์ข้อความเนื่องในวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม 2563 มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลจ่ายเงินประกันสังคมล่าช้ามาก ทั้งที่เป็นเงินของแรงงานผู้ประกันตนและไม่ทราบว่ากองทุนประกันการว่างงานเหลือเงินจริงๆ เท่าไหร่ เงินกองทุนทั้งหมดนำไปลงทุนแล้วเจ๊งหรือไม่ ใครจะรับผิดชอบเงินกองทุนที่หายไปจากทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท ถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ตอบว่ายืมเงินไปหมุนเวียนเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ หรือเพราะไม่สามารถบอกความจริงได้เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของเงินกองทุนประกันสังคมใช่หรือไม่ เรื่องนี้ผมอยากให้กรรมาธิการแรงงาน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว โดยเฉพาะการเอาเงินกองทุนไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูญหุ้นไปเท่าไรในช่วงโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไหวอย่าบอกไหว ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจออกได้แล้ว หรือไม่ก็ลาออกไปเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติ อย่าปล่อยให้ประชาชนอดอยากยากแค้นจนต้องฆ่าตัวตายเป็นตราบาปร้ายอีก และเรื่องนี้รัฐบาลอย่าไปนับเป็นสถิติเปรียบเทียบเลย เพราะคุณค่าคนหนึ่งคน หนึ่งชีวิต ก็ไม่สมควรต้องตายและกลายเป็นเหยื่อ รัฐบาลต้องหาทุกวิถีทางแก้ปัญหาและเยียวยาจัดการ ไม่ใช่ให้ พม.ไปจ่ายเงินชดเชยศพ 3-5 พันบาทแล้วบอกว่าตายน้อยกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง อย่าเห็นชีวิตคนเป็นใบไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้จะต้องปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องทำ แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ อย่าให้ใครมาผูกขาดระบบเศรษฐกิจ และหาผลประโยชน์ในทรัพยากรสาธารณะ พลังงาน น้ำมัน ไฟฟ้า สาธารณูโภคพื้นฐานต้องเป็นสมบัติส่วนรวม อย่าขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีโดยไม่แก้ไขระบบ และต้องตอบคำถามว่า รัฐบาลออก พรก.เงินกู้ไปใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง ต้องกางบัญชีออกมาอย่างโปร่งใสให้ประชาชนเห็นและตรวจสอบได้ เพราะคือหนี้ในอนาคตของประชาชนทุกคน รวมถึงที่รัฐบาลใช้เงินจนเกลี้ยงคลัง และงบกลาง 5 แสนล้านบาทใช้อะไรหมดบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องในวันแรงงานสากล ผมอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคแรงงานให้มากขึ้น การเยียวยา &amp;quot;แรงงานนอกระบบ&amp;quot; โดยให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพจ่ายเงิน 5,000 บาทเยียวยาเป็นเรื่องดีแต่ต้องมีการจัดการบิ๊กดาต้าให้มีประสิทธิภาพ จะได้ไม่มีคนที่ถูกลืมและถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะบางคนที่ผมรู้จักยังไม่มีบัญชีธนาคารเลย แล้วจะได้รับการเยียวยาได้อย่างไร ส่วน &amp;quot;แรงงานในระบบ&amp;quot; ผมอยากเรียกร้องให้มีการจ่ายเงินประกันสังคมโดยเร็ว อย่าชักช้าเพราะป็นสิทธิของเขา และต้องมีมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาลด้วย ได้ข่าวว่ากระทรวงแรงงานจะให้แรงงานกู้เงินได้จากประกันสังคมต้องทำโดยเร็วและทำเป็นระบบธนาคารแรงงานไปเลย ภาคแรงงานจะได้ไม่ถูกเอาเปรียบดอกเบี้ยโดยนายเงินในภาคธนาคารอีก นอกจากนี้แรงงานภาคเกษตรกรรมควรมีการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนหนทาง ตึกราม บ้านเมือง ล้วนถูกสร้างจากมือชนชั้นแรงงาน อย่าให้เขาเป็นเพียงชนชั้นล่างในสังคมไทยอีกต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64762</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนประกันสังคม, จ่ายเงินเยียวยา, นายเมธา มาสขาว, วันแรงงานสากล, แรงงานนอกระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d270fd1ef0e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวยจัดระเบียบแจกอาหาร โฆษกฯแจงลดความเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เก่ง-การุณ&amp;quot; ซัดรัฐบาลสิ้นคิด จัดระเบียบแจกอาหารไม่เห็นใจ ปชช. &amp;quot;โฆษก รบ.&amp;quot; แจงทำเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อโควิด-19 วอนนักการเมืองอย่าฉวยใช้สถานการณ์มาตำหนิ &amp;quot;เทวัญ&amp;quot; ยกโรงทานวัดระฆังโฆสิตารามฯ เป็นต้นแบบ &amp;quot;ปชป.&amp;quot; เสนอ 3 แนวทางดูแลแรงงานนอกระบบ &amp;quot;พท.&amp;quot; ชงตั้งวอร์รูมเยียวยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกประกาศเรื่องการจัดระเบียบสำหรับผู้ที่จะมาแจกอาหารให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากมาตรการรัฐบาล ด้วยเกรงจะส่งผลให้เกิดปัญหาและอาจเกิดการแพร่เชื้อไวรัส รวมทั้งไม่เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลว่า การออกมาจัดระเบียบเรื่องการแจกอาหารให้ประชาชนของรัฐบาลถือว่าสิ้นคิดมาก เพราะบรรดาจิตอาสาที่ทำอาหารมาแจกประชาชน คนเหล่านี้มีเจตนาบริสุทธิ์มุ่งหมายที่จะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ รวมถึงประชาชนผู้มารับแจกอาหารก็ด้วยเช่นกัน มีเจตนาสุจริตเพียงเพื่อต้องการอาหารยังชีพในยามวิกฤติ &amp;nbsp;เป็นเรื่องดีๆ ในสังคมไทย คนเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองทั้งผู้รับและผู้ให้ รวมไปถึงทุกคนสวมหน้ากากอนามัยและใช้เจลล้างมือเพื่อป้องกันตัวเองด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณกล่าวว่า ในพื้นที่ดอนเมืองที่สำนักงานพรรคเพื่อไทยดำเนินการเรื่องการแจกอาหารให้ประชาชนไม่เคยมีปัญหา เพราะประชาชนทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคอยจัดระเบียบและการรักษาสุขอนามัยของประชาชน ทั้งการล้างมือทุกคนหลังรับอาหาร ดังนั้นการออกระเบียบดังกล่าวมารัฐบาลไม่รับรู้ถึงความลำบากของพี่น้องประชาชนเลยหรือ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อมีมาตรการออกมาทีมงานก็พร้อมจะดำเนินการตาม แต่อยากทราบว่าประชาชนหิวจะรอได้หรือไม่ เพราะกว่าจะแจกได้ต้องรอให้เขตอนุมัติมาก่อน รัฐจะมาอ้างว่าต้องการให้เป็นระเบียบนั้น อยากให้รัฐบาลโดยเฉพาะกรุงเทพฯ จัดส่งเจ้าหน้าที่มาจัดระเบียบเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ สถานที่ที่กำหนดไว้รองรับได้มากแค่ไหน ประชาชนนับพันมารอรับอาหารแจกจะทำอย่างไร คนที่ออกคำสั่งไม่เคยลำบาก &amp;nbsp;แต่ประชาชนกำลังลำบากมากไยถึงไม่เห็นใจประชาชน&amp;quot; นายการุณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.พรรคเพื่อไทยรายนี้ระบุว่า การดำเนินคดีผู้ใจบุญที่แจกอาหารกล่องในหลายพื้นที่เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ควรทำเพียงดูแลและช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ทั้งผู้แจกอาหารและประชาชนที่มารับแจกอาหาร จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทยในเวลานี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การออกประกาศจัดระเบียบสำหรับผู้ที่จะมาแจกอาหาร เพราะห่วงใยประชาชนไม่ต้องการให้เกิดการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ในกรณีที่มีประชาชนมารวมตัวกันใกล้ๆ เป็นจำนวนมาก การที่มีผู้มีจิตศรัทธาและจิตอาสาทำอาหารออกมาแจกจ่ายประชาชน ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีการช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพียงแต่การจัดระเบียบดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่เข้ามารับสิ่งของอยู่ใกล้ชิดกันเกินไป ทุกคนต้องเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประกาศดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นนโยบายสิ้นคิดอย่างที่มีนักการเมืองกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นวิธีช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดมากกว่า เชื่อว่าผู้มีจิตศรัทธาและจิตอาสาทั้งหลายเขาเข้าใจในเรื่องนี้ดีว่าทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อพี่น้องประชาชน ไม่อยากเห็นนักการเมืองบางคนใช้สถานการณ์แบบนี้ออกมาตอบโต้หรือตำหนิในสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ เชื่อว่าทุกคนทุกฝ่ายได้ช่วยกันแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ไปด้วยกันอยู่แล้วทุกวันนี้&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจถึงความไม่สะดวกของทั้งผู้มีจิตศรัทธาและจิตอาสา รวมทั้งประชาชนที่รอรับอาหาร แต่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลจำเป็นต้องมีกฎระเบียบในการแจกสิ่งของ หากเราไม่มีกฎระเบียบออกมาอาจจะสร้างปัญหาให้พี่น้องประชาชนภายหลังได้ อาจจะติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น อย่ามองเพียงแค่ประเด็นทางการเมือง ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่วัดระฆังโฆสิตารามฯ เพื่อติดตามการบริหารจัดการของโรงทาน ตามพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงให้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบากในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทั้งนี้ วัดระฆังโฆสิตารามฯ เป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนแขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย มีประชาชนอาศัยอยู่บริเวณรอบวัดหลายร้อยครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายเทวัญได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของประชาชนจิตอาสาภายในโรงครัวของวัด ซึ่งมีการประกอบอาหารเพื่อแจกจ่ายแก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในชุมชนวัดและพื้นที่ใกล้เคียง โดยนายเทวัญได้ถวายข้าวสารจำนวน 6 กระสอบแก่วัด เพื่อใช้ประกอบอาหารและแจกจ่ายประชาชนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงทานวัดระฆังโฆสิตารามฯ ทำให้ได้เห็นการบริหารจัดการที่ดี เป็นระบบและเป็นต้นแบบให้วัดอื่นที่มีการจัดตั้งโรงทาน เป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแล้ว ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกชาติ ศาสนา ไม่ใช่เพียงชาวพุทธเท่านั้น การได้เห็นผู้มีจิตกุศลนำสิ่งของมาร่วมบริจาคเพื่อให้วัดนำไปแจกจ่ายประชาชน แสดงให้เห็นถึงน้ำใจคนไทยที่ช่วยเหลือกัน&amp;quot; นายเทวัญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และประธาน ส.ส.ของพรรค &amp;nbsp;กล่าวถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ว่า กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรงมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง คือแรงงานกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมักจะทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ &amp;nbsp;ได้ค่าจ้างเป็นรายวันหรือเป็นครั้งคราว เป็นงานที่ใช้ทักษะไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้พื้นฐานการศึกษาที่สูง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากตามชุมชนแออัด ยิ่งถ้าเป็นผู้พิการก็จะมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจกล่าวว่า แรงงานนอกระบบกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงการเยียวยา 5,000 บาทต่อเดือนของรัฐบาลด้วยหลายสาเหตุ รัฐบาลจึงควรเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จัดหาข้าวสารอาหารแห้งให้พอประทังชีวิตได้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 2.รัฐบาลควรใช้วิกฤติครั้งนี้วางแผนจัดระบบแรงงานนอกระบบให้เป็นหมวดหมู่ และ 3.ส่งเสริมยกระดับทักษะแรงงานกลุ่มนี้ให้สูงขึ้น สร้างทักษะใหม่ที่สอดคล้องกับงานในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอฝากให้รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เยียวยาให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ได้ไม่อดตาย &amp;nbsp;และเร่งวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พบแสงสว่างในชีวิตหลังวิกฤติโควิด-19 อย่างมั่นคงขึ้นกว่าเดิม&amp;quot; รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องแทนประชาชนที่ตกงาน &amp;nbsp;ขาดรายได้และเดือดร้อนจากโควิด-19 ไม่มีเงินซื้ออาหาร นอนตามที่สาธารณะ มีข่าวคนฆ่าตัวตาย &amp;nbsp;อยากให้รัฐบาลเห็นใจและเจ็บปวดไปกับผู้ยากไร้ในช่วงเวลานี้ เสนอเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ให้การเยียวยาเป็นแบบถ้วนหน้า และรวดเร็วมากกว่าที่ทำกันอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเสนอให้ตั้งวอร์รูมทำเรื่องเยียวยาโดยเฉพาะเพื่อให้การเยียวยารวดเร็วขึ้น ซึ่งฐานข้อมูลภาครัฐมีมากมาย ทั้งคนจน เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ค้ารายย่อย เป็นต้น ต้องทำงานแข่งกับเวลา&amp;quot; นายนพดลกล่าว.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64077</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การุณ โหสกุล, จัดระเบียบแจกอาหาร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แรงงานนอกระบบ, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea190488d4e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โฆษกก้าวไกล&#039; แนะรัฐบาลออกพรก.โอนงบฯ-กู้เงิน2แสนล้านสู้วิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่าจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่ขยายตัวไปในวงกว้าง ต้องยอมรับว่าหนึ่งในกลุ่มของผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมากที่สุดก็คือ กลุ่มแรงงานนอกระบบประกันสังคม ซึ่งประกอบไปด้วย แรงงานรับจ้างทั่วไป ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานรายวัน พ่อค้าแม่ขาย และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพราะประชาชนเหล่านี้ เมื่อไม่มีงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการปิดห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง และสถานประกอบการบางแห่ง คนในกลุ่มนี้ก็จะขาดรายได้ ในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ของทั้งตนเอง และคนในครอบครัว ผสมโรงกับรายจ่าย และดอกเบี้ยจากหนี้ครัวเรือน ที่เดินหน้าเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน การเยียวยาประชาชนในกลุ่มแรงงานนอกระบบ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคก้าวไกล เห็นด้วยที่รัฐบาลออกมาตรการ &amp;ldquo;เราไม่ทิ้งกัน&amp;rdquo; ในการเยียวยาแรงงานนอกระบบ รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวนทั้งสิ้น 3 ล้านคน ในวงเงิน 45,000 ล้านบาท โดยมาตรการดังกล่าวนี้ ประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถเข้าไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยาได้ที่เว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com หรือธนาคารออมสิน กรุงไทย และ ธกส. โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ในวันที่ 28 มี.ค. 63 นี้ โดยหลักฐานที่ต้องใช้คือ บัตรประชาชน ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลนายจ้าง (ถ้ามี) โดยจะใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติ 5 วัน หากได้รับการอนุมัติ ก็จะโอนเงินเข้าไปยังบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับบัตรประชาชน หรือบัญชีธนาคารที่ได้แจ้งเอาไว้ในระบบลงทะเบียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิโรจน์ กล่าวว่าประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ วงเงินงบประมาณ 45,000 ล้านบาท นั้นอาจจะไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มแรงงานนอกระบบได้อย่างเพียงพอ ด้วยเหตุว่า หากพิจารณาจากข้อมูลจำนวนแรงงานทั้งหมดในปัจจุบันที่มีอยู่ 38.4 ล้านคน มีแรงงานอกระบบอยู่ทั้งสิ้น 18.7 ล้านคน โดยแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากโควิด-19 ก็คือ แรงงานนอกระบบในภาคบริการ และภาคการผลิต ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 9.5 ล้านคน และเมื่อรวมกับแรงงานในระบบประกันสังคม ที่ทำประกันตนเองตามมาตรา 39 และมาตรา 40 รวมถึงแรงงานในระบบประกันสังคมในมาตรา 33 ที่ยังส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน ซึ่งยังไม่ได้รับสิทธิการคุ้มครองการว่างงานอีกประมาณ 5 ล้านคนเศษ นั่นหมายความว่า จำนวนประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มที่ต้องการการเยียวยามีทั้งสิ้นประมาณ 14.5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ด้วยเหตุนี้ วงเงิน 45,000 ล้านบาท ที่ใช้เยียวยาประชาชนจำนวน 3 ล้านคน นั่นเท่ากับว่าสามารถเยียวยาประชาชนได้เพียง 20.7% เท่านั้น และยังเหลือประชาชนอีก 11.5 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การจัดพิจารณาว่าประชาชนคนใดที่สมควรได้รับการเยียวยา นั้นจะใช้เงื่อนไขในการพิจารณาอย่างไร จะพิจารณาแบบใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน หรือจะต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาความเดือดร้อนประกอบด้วย ซึ่งระยะเวลาในการอนุมัติที่ต้องใช้ถึง 5 วัน สำหรับประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบนั้น ถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร นับตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ที่มีมติ ครม. ให้ปิดสถานบริการ ก็มีแรงงานนอกระบบจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว นั่นหมายความว่า หากแรงงานดังกล่าวเริ่มลงทะเบียนในวันที่ 28 มี.ค. กว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา ก็จะเป็นในอีก 5 วันถัดมา ซึ่งก็คือ วันที่ 2 เม.ย. ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. &amp;ndash; 1 เม.ย. จำนวน 15 วัน หรือครึ่งเดือน สำหรับลูกจ้าง หรือพนักงานรายงาน ถือว่าเป็นความเดือดร้อนที่หนักหนามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อสงสัยจากประชาชนในประเด็นของ &amp;ldquo;งบกลาง&amp;rdquo; ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่มีวงเงินงบประมาณอยู่ที่ 96,000 ล้านบาท นั้น ในประเด็นดังกล่าวนี้ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล เพราะจากการตรวจสอบมติ ครม. เกี่ยวกับการใช้งบกลางตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 62 จนถึงปัจจุบัน พบว่ารัฐบาลได้ใช้งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ไปแล้วทั้งสิ้น 94,029 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายในกรณีจำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบัน &amp;ldquo;งบกลาง&amp;rdquo; นั้นมีไม่เพียงพอแล้วจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกล จึงขออนุญาตเสนอแนะเชิงสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มเติม ดังนี้ 1) รัฐบาลควรพิจารณาออกพระราชกำหนดโอนงบประมาณ จากงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยให้พิจารณาจากทุกๆ รายการที่ไม่ใช่รายจ่ายประจำ เพื่อตัดงบประมาณจากโครงการเหล่านั้นออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ การเกณฑ์ทหาร การจัดอบรมสัมมนาและการจัดงานอีเว้นต์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่ใช้ในการต่อเรือดำน้ำ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่สามารถส่งมอบเรือดำน้ำได้ทันกำหนดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากการติดตามข่าวสาร ก็จะทราบว่า แม้แต่ขบวนการก่อการร้าย ISIS ก็ยังประกาศยุติการก่อการร้าย อันเนื่องมาเหตุของการระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้นความมั่นคงของประเทศ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความมั่นคงที่มีความสำคัญสูงสุด ก็คือ ความมั่นคงในระบบสาธารณสุขในการดูแลรักษาชีวิตของประชาชน และความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของประชาชนให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ผ่านช่วงเวลาที่วิกฤตินี้ไปได้ ด้วยเหตุนี้ งบประมาณในการจัดซื้อเรือดำน้ำ ยานเกราะสไตรเกอร์ ปืนใหญ่ เครื่องบินรบ ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณาตัด และโอนย้ายมาใช้ในกิจการสาธารณสุข และใช้เยียวยาแก่ประชาชนก่อน ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่า หากรัฐบาลหารือกับสำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางอย่างละเอียด น่าจะสามารถโอนงบประมาณได้ไม่น้อยกว่า 80,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ต่อให้โอนงบประมาณมาได้ 80,000 ล้านบาท ก็คิดว่ายังไม่น่าจะเพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ เพราะว่าการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะใช้ในภารกิจด้านการสาธารณสุข และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว รัฐบาลยังตั้งจัดสรรงบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจากที่วิกฤตการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้วอีกด้วย พรรคก้าวไกล จึงขอเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาออกพระราชกำหนดเงินกู้จำนวนทั้งสิ้น 200,000 ล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมด้านการสาธารณสุขได้อย่างเต็มที่ และจัดสรรเงินเยียวยาให้กับประชาชนได้อย่างครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจำนวน 14.5 ล้านคน ได้รับความช่วยเหลืออย่างถ้วนหน้า และเป็นธรรม และยังมีเงินเหลือไว้สำหรับการฟื้นฟูเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) หลังจากที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พรรคก้าวไกล ขอเสนอให้รัฐบาลเสนอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อให้รัฐสภาอนุมัติ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เพื่อจัดสรรงบประมาณในการรับมือกับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ เล็งเห็นผล ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการในการเตรียมความพร้อมด้านการสาธารณสุข และการเยียวยาทางตรงกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ พรรคก้าวไกล ยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อหารือในการจัดสรรผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้มีองค์ประชุมเพียงพอที่จะดำเนินการประชุมได้ โดยที่ไม่หนาแน่นเกินไป จนมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในระหว่างการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พรรคก้าวไกล จึงขอส่งข้อเสนอแนะเชิงสนับสนุนให้กับรัฐบาลได้พิจารณา และเข้าใจถึงความปรารถนาดีของพรรคก้าวไกล ที่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อช่วยกันนำพาให้ประชาชนได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้ร่วมกัน&amp;quot;โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61052</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเยียวยา, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, แรงงานนอกระบบ, โควิด19, โฆษกพรรคก้าวไกล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c98967179e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย ไวรัสทำศก.ทรุด คาดติดลบ5.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ชี้จ่ายเงิน 5 พันบาท 3 เดือนครอบคลุมแรงงานนอกระบบ 3 ล้านคนที่ถูกพิษโควิด-19 ได้แน่ แต่พร้อมขยายหากมีคนแห่ลงทะเบียนที่เริ่มเสาร์นี้ &amp;ldquo;เกษตรกร&amp;rdquo; เป็นล็อตต่อไป แบงก์ชาติตื่นออกมาตรการอุ้มลูกหนี้ทั้งบัตรเครดิต-ลิสซิ่ง-กู้ซื้อรถ-บ้าน &amp;ldquo;กนง.&amp;rdquo; ประเมินไวรัสทำเศรษฐกิจหัวทิ่ม เชื่อปี 63 ติดลบ 5.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 26 มี.ค. เวลา 15.00 น. กระทรวงจะชี้แจงถึงขั้นตอนลงทะเบียนการรับเงินเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจและสามารถลงทะเบียนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการลงทะเบียนดังกล่าวจะผ่าน www.เราจะไม่ทิ้งกัน.com หรือผ่านสาขาของธนาคารรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารกรุงไทย โดยระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 28 มี.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวต่อว่า ผู้ที่เข้าข่ายได้รับเงินเยียวยา คือ แรงงานนอกระบบประกันสังคมที่ประกอบอาชีพอิสระได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยได้รับเงินเดือนรวม 1.5 หมื่นบาท แบ่งจ่ายเดือนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยหลังจากลงทะเบียนแล้วจะได้รับเงินภายใน 7 วัน ส่วนในรายที่ต้องการเงินทุนเพิ่มเติมสามารถติดต่อขอสินเชื่อฉุกเฉินจากแบงก์รัฐ 3 แห่ง ซึ่งมีทั้งรายละไม่เกิน 1 หมื่นบาท และ 5 หมื่นบาท รวมถึงผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการเยียวยากลุ่มแรงงานนอกระบบคนละ 5 พันบาท 3 เดือน ยืนยันว่าตัวเลข 3 ล้านคนนั้นน่าจะครอบคลุมกลุ่มตกงาน โดยแรงงานในไทยมีทั้งหมด 36 ล้านคน อยู่ในระบบประกันสังคม 16 ล้านคน ที่เหลือประมาณ 20 ล้านคนเป็นแรงงานอิสระ แต่เท่าที่ไปดูข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง พบว่ามีลูกจ้างนอกระบบเดือดร้อนจากการถูกปิดกิจการประมาณ 3 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลูกจ้างนอกระบบกว่า 20 ล้านคน หักกลุ่มเกษตรกรออกไป 4-5 ล้านคน จะมีแนวทางช่วยเหลือในรอบถัดไป และหักนักศึกษาอายุ 18-21 ปีอีกหลายล้านคน ดังนั้นคิดว่าลูกจ้างนอกระบบที่มีอายุ 18-60 ปีที่เหลืออยู่และเดือดร้อนจริงๆ น่าจะมีไม่เกิน 3 ล้านคน แต่หากมาลงทะเบียนมากกว่านี้ กระทรวงก็พร้อมดูแลให้ เพราะเตรียมงบประมาณไว้เบื้องต้น 4.5 หมื่นล้านบาท&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว และว่า การจ่ายเงินให้กลุ่มอาชีพอิสระอาจน้อยกว่าลูกจ้างประกันสังคมรับสูงสุด 7,500 บาทต่อคนต่อเดือน แต่เอาไปเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากระบบประกันสังคมนั้น ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงแนวทางดูแลผู้ใช้แรงงาน หลังจาก ครม.มีมติแก้กฎกระทรวงว่าด้วยผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ให้ครอบคลุมกรณีโรคระบาดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ส.ค. ซึ่งมีทั้งการขยายเวลาส่งแบบเงินสมทบผู้ประกันตน การลดหย่อนเงินสมทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า อดีต รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊กเสนอแนะเพิ่มเติมในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่าไม่ควรใช้กองทุนประกันสังคมมารับภาระ เพราะจะกระทบกับสถานะกองทุนในระยะยาว โดยรัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือโดยตรง และทุกคนที่เดือดร้อนควรได้ 50% ของเงินเดือนเท่ากัน สูงสุด 7,500 บาทเป็นอย่างน้อย เพราะเงินชดเชย 5,000 บาทอาจไม่ทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับสมาคมและหน่วยงาน 9 แห่ง ว่า ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ซึ่งมาตรการประกอบด้วย 1.บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน โดยลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจาก 10% เหลือ 5% ในปี 2563-2564 และในปี 2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8% และกลับสู่ 10% ในปี 2566 ซึ่งลูกหนี้สามารถเปลี่ยนแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลงได้ 2.สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะผ่อนผันการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน และผู้ให้บริการอื่นเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือลดค่างวดอย่างน้อย 30% ของค่างวดเดิมเป็นเวลา 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สินเชื่อเช่าซื้อ ประเภทรถมอเตอร์ไซค์ วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท และรถทุกประเภท วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท โดยผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน 4.ลีสซิ่ง มูลหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6 เดือน 5.สินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท และ 6.สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ไมโครไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์ วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท ให้พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ตามปกติและไม่ขอความช่วยเหลือ ผู้ให้บริการจะให้เงื่อนไขสินเชื่อเป็นการพิเศษตามความเหมาะสม ลูกหนี้ที่มีสินเชื่อหลายประเภทสามารถได้รับความช่วยเหลือทุกประเภทตามเงื่อนไข&amp;rdquo; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กนง.มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ต่อปี ขณะที่ 2 เสียงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี โดยที่ประชุมมองว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวแรงจากปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบ ขณะที่ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ตลาดการเงินได้เริ่มกลับมาทำงานปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.เห็นว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระยะข้างหน้ายังมีความรุนแรง รวมทั้งจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในภาวะเช่นนี้ กนง.สนับสนุนมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุดของรัฐบาลที่ได้ประกาศไปแล้ว รวมทั้งต้องดำเนินการช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจเอสเอ็มอีให้เกิดผลชัดเจนเป็นรูปธรรม เพิ่มเติมจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดพิเศษที่ผ่านมา โดยในสถานการณ์เช่นนี้ มาตรการด้านการคลังจะต้องเป็นกลไกหลักในการบรรเทาผลกระทบ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวในปี 2564 หากสถานการณ์คลี่คลายลง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธปท. แถลงว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัวติดลบ 5.3% เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ได้กระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทย ทั้งด้านตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม ก่อนจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 3% ในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างเกือบทั่วทั้งโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยปัจจัยเสี่ยงนี้ได้ส่งผลต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวราว 60% ในปีนี้ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั่วโลกจะชะลอตัวแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในหลายประเทศ หากโควิด-19 ระบาดรุนแรงและยาวนาน ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ ความเชื่อมั่น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง&amp;rdquo; นายดอนกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในด้านต่างๆ การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และความยาวนานของสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งตามคาดการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ภายในไตรมาส 2/2563 ส่วนการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องใช้เวลา โดยประมาณการครั้งนี้ยังไม่รวมมาตรการการเงินการคลังที่จะออกมาเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้มีความยากลำบากมากในการทำประมาณการณ์ โดยเมื่อมองไปข้างหน้า ความไม่แน่นอนมีสูงมากขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญคือ ระยะเวลาและขอบเขตของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการสาธารณสุขของประเทศต่างๆ และการพัฒนาวัคซีนและยา รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการการเงินการคลังของไทย&amp;rdquo; นายดอนกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60936</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กนง., มาตรการอุ้มลูกหนี้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบงก์ชาติ, แรงงานนอกระบบ, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7b6ca18a1cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
