<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92568</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดนทิสเต้&#039;จ่อผลิตสินค้าผสมกัญชงวางจำหน่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายแสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ สยามเฮลท์กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมแบรนด์ &amp;ldquo;เดนทิสเต้&amp;rdquo; เปิดเผยว่า จากกระแสของการพูดถึงกัญชงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อพัฒนาสินค้า ซึ่งจะนำสาร CBD มาเป็นส่วนประกอบ เบื้องต้นน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในช่วงปลายปี 2564 และบริษัทอาจจะพัฒนาในกลุ่มสเปรย์ระงับกลิ่นปากเป็นอย่างแรกเพื่อทดลองทำการตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนตัวได้เห็นหลายๆ ผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศที่มีส่วนผสมของ CBD อาทิ หมากฝรั่ง เครื่องดื่มชูกำลัง มองว่าตลาดประเทศไทยเองก็จะได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงแรกๆ จึงอยากเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เข้าไปเจาะกลุ่มเป้าหมาย &amp;rdquo; นายแสงสุข กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทมีโจทย์ที่ต้องสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้รับรู้เกี่ยวกับแบรนด์เดนทิสเต้ให้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาลูกค้าหลายคนจะเข้าใจว่ามีเพียงกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียว นั่นคือยาสีฟัน แต่ที่จริงบริษัทมีการทำตลาดอยู่ 70 เคสเคยู ทำให้บริษัทต้องหาแนวทางการทำตลาดเพื่อสร้างการรับรู้สินค้าต่างๆ ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ดังกล่าวให้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบจ้างทีมที่ปรึกษาระดับโลก ผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่หรือเบส โมเมนต์ (Best moment) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปรับรูปแบบใหม่ จากเดิมเป็นยาสีฟันก่อนนอนในหนังโฆษณาชุดเก่าที่เป็นเบด โมเมนต์ (Bed moment) &amp;nbsp;โดยจะมีพรีเซนเตอร์คู่รัก ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ น็อต-วิศรุต รังสีสิงห์พิพัฒน์ มาตอกย้ำการสร้างแบรนด์อีกครั้ง นับเป็นปีที่บริษัททุ่มงบประมาณการตลาดมากถึง 200 ล้านบาท และเตรียมพร้อมจะออกสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ ยาสีฟันแบบไม่ต้องใช้น้ำ ถือว่ามีการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดมากสุดในรอบ 15 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาตลาดในประเทศไทยมีการเติบโต แต่เป็นไปลักษณะเรื่อย ๆมากกว่า โดยหากคิดเป็นคนไทย 100 คน มีคนเดนทิสเต้ประมาณ 3 คน นับว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมานั้นเดนทิสเต้มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดอยู่ที่ 8% ในตลาดประเทศไทย ส่วนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีอยู่ประมาณ 11% จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมาก เนื่องจากเป็นนิชมาร์เก็ต โดยบริษัทยังมีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 2 ที่ 18% ของตลาดไหมขัดฟัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสงสุข กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ต่อเนื่องมาถึงปี 2564 ทำให้การแข่งขันในตลาดสินค้ารุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมาตรการคุมเข้มของภาครัฐทำให้กลุ่มลูกค้าหายไปจากช่องทางการจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดและตลาดยาสีฟันยังมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่า จากเดิมมีคู่แข่งประมาณ 10 ราย ล่าสุดพุ่งพรวดมากถึง 50-60 ราย ทำให้ต้องเน้นกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี แม้ว่าในปีที่ผ่านมาภาพรวมยอดขายจะติดลบประมาณ 5% แต่การส่งออกของบริษัทนับว่าเติบโตได้ที่ 8% เนื่องจากที่ผ่านมามีรายได้จากนักท่องเที่ยว 10-15% เมื่อนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้ามาไทยได้ ความต้องการซื้อสินค้าในต่างประเทศจึงมีมากขึ้น คาดว่าปีนี้ส่งออกน่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% จากปีที่ผ่านมา 25%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92568</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, สยามเฮลท์กรุ๊ป, เดนทิสเต้, แสงสุข พิทยานุกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023534af1606.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
