<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แสนสิริ&#039;ปลื้มยอดโอน10เดือนทะลักปรับเป้าปี63 เพิ่มเป็น43,000ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;03 พ.ย. 63 &amp;nbsp;-นายอุทัย &amp;nbsp;อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แสนสิริได้พิจารณาปรับเป้าหมายยอดโอนปี 2563จากเดิมที่ตั้งไว้ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 43,000 ล้านบาท โตขึ้น 37% จากปีก่อนที่มียอดโอนทั้งปีรวม 31,300 ล้านบาท หลังบริษัททำผลงานโอนในรอบ 10 เดือนของปีนี้พุ่งไปแล้วถึง 36,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นยอดโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริ และเติบโตขึ้นถึง 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนยอดโอนดังกล่าวยังคิดเป็น 86% จากเป้าหมายยอดโอนเดิมที่ตั้งไว้ 42,000 ล้านบาท จึงต้องมีการปรับเพิ่มประมาณการณ์เป้าหมายการโอนในปีนี้ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับประมาณการเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีเพิ่มขึ้นจาก 32,000 ล้านบาท เป็น 34,000 ล้านบาทจากการมองเห็นแนวโน้มรายได้และกำไรที่คาดว่าจะสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังความสำเร็จของยอดโอนมาจากการตอบรับจากลูกค้าในความเชื่อมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของคนอยากมีบ้าน ด้วยมาตรฐานการออกแบบ คุณภาพโครงการตลอดจนบริการหลังการขายหรือ Sansiri Service ที่สามารถครองใจผู้บริโภค จากการเป็นผู้นำด้านการบริการในที่อยู่อาศัย และความมั่นใจสูงสุดด้านความปลอดภัยจาก LIV-24ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกแสนสิริ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามความสำเร็จจากผลงานการโอนในช่วง 10 เดือน แบ่งเป็นยอดโอนจากโครงการแนวราบ 14,900 ล้านบาท เติบโตขึ้น 43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมมียอดโอนล่าสุดสูงถึง 21,100 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 164% ผลงานมาจากการโอนคอนโดมิเนียมอาทิ โครงการ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ, คาวะ เฮาส์, เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101, เดอะ ไลน์ พหลฯ &amp;ndash; ประดิพัทธ์ และ เดอะ ไลน์ วงศ์สว่าง เป็นต้น นอกจากนี้ล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดโอนส่งมอบคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ อาทิ อาทิ XT เอกมัย, โอกะ เฮาส์, ดีคอนโด ธาร จรัญฯ, ลา ฮาบานา หัวหิน เป็นต้น โดยเฉพาะโครงการ &amp;ldquo;โอกะ เฮาส์&amp;rdquo; (oka HAUS) &amp;nbsp;คอนโดมิเนียมแบบ high rise ภายใต้แบรนด์เฮาส์ ที่เพิ่งเปิดโอนรับมอบโครงการในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาปรากฎว่าลูกค้าให้การตอบรับการโอนเป็นจำนวนมาก มาจากความต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมที่โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Urban Resort Condominiumกับบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมวิวสวยจากชั้น Rooftop ที่มองเห็นโค้งน้ำบางกระเจ้า โครงการยังแตกต่างด้วยเทคโนโลยี Smart Livingและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อที่สุดแห่งการพักผ่อน ในราคาเริ่มต้นเพียง 3.9 ล้านบาท งผลให้มียอดโอนไปแล้วถึง 1,700 ล้านบาท %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับคอนโดมิเนียมโครงการ &amp;ldquo;โอกะ เฮาส์&amp;rdquo; (oka HAUS) มูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท จำนวนทั้งสิ้น 1,178 ยูนิต ประกอบด้วยห้องขนาด 1 &amp;ndash; 3 ห้องนอนพื้นที่ตั้งแต่ 26.50 &amp;ndash; 86.50 ตร.ม. บนพื้นที่โครงการประมาณ 5 ไร่ &amp;nbsp;นอกจากนี้มีความโดดเด่นในการเป็นรีสอร์ทคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่เป็นจุดแข็งของโครงการแล้ว &amp;quot;นายอุทัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุทัย กล่าวว่าในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี 2563 นี้ แสนสิริมีเป้าหมายในการโอนส่งมอบที่อยู่อาศัยที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 43,000 ล้านบาท อีกเพียง 7,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะผลักดันสู่รายได้และกำไรในปีนี้ต่อไป นอกจากนี้ในระยะยาว บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) (รวมโครงการร่วมทุนในคอนโดมิเนียม) มูลค่ารวมประมาณ 41,400 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การพัฒนาของแสนสิริ 33,000 ล้านบาทและยอดขายรอโอนจากโครงการภายใต้การร่วมทุนอีก 8,400 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566 ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริเป็นอย่างดีและเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับเป้ายอดขาย, อุทัย  อุทัยแสงสุข, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201103/image_big_5fa1084fdc9ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแสนสิริ&#039; เขียนจดหมายถึง &#039;ยูนิเซฟฯ&#039; เบรกรัฐบาลสลายม็อบ 3 นิ้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.63&amp;nbsp; ทวิตเตอร์ @Thavisin ของนายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท&amp;nbsp;แสนสิริ&amp;nbsp;จำกัด (มหาชน) ผโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย โดยเขียนข้อความว่า จดหมายเปิดผนึกจากผมถึงยูนิเซฟ &amp;quot;ที่จะส่งถึงมือภายใน 10.30 วันนี้ เพื่อเรียกร้องให้ @UNICEF_Thailand แถลงการณ์อย่างเป็นทางการเน้นย้ำกับรัฐบาลมิให้ใช้กำลังในการปราบปรามผู้ชุมนุมที่มีเด็กและเยาวชน &amp;quot;

พร้อมทั้งแนบภาพจดหมายเปิดผนึกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีใจความว่า

ถึงนายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่า จากเหตุการณ์รัฐบาลใช้มาตรการที่ค่อนข้างจะรุนแรงในการเข้าสลายและปราบปรามการชุมนุมบริเวณพื้นที่สี่แยกปทุมวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วยประชาชนจำนวนมากรวมถึงเด็กและเยาวชนด้วย ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะหนึ่งในพันธมิตรของยูนิเซฟที่มีโอกาสทำงานด้านสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนร่วมกับยูนิเซฟมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี รู้สึกมีความกังวลใจในเหตุการณ์ดังกล่าว และมีความจำเป็นต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงทางยูนิเซฟ โดยข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเจตนาของจดหมายฉบับนี้มิได้ต้องการแสดงความเห็นทางการเมืองหรือให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด

&amp;nbsp;ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่ายูนิเซฟต้องระมัดระวังการออกมาแสดงความเห็นใจสถานการณ์ขณะนี้ และอาจมีความกังวลจากการถูกติติงหรือโจมตีจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนเงินบริจาค แต่สิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์ ณ ขณะนี้คือทุกฝ่ายต้องมองให้ตรงกันว่าเรื่องของสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน และเรื่องของทัศนคติความเห็นต่างทางการเมืองเป็นสองเรื่องที่ต้องถูกแยกออกจากกันให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะของ Unicef&amp;#39;s Selected Partner เพียงองค์กรเดียวในประเทศไทย ข้าพเจ้าอยากเรียกร้องให้ยูนิเซฟ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เน้นย้ำกับรัฐบาลมิให้มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมอีกเหมือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแถลงการณ์ของยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่ระบุชัดเจนถึงเรื่องนี้จะเป็นอีกหนึ่งเสียงสำคัญที่ทางรัฐบาลจะรับฟัง&lt;/p&gt;


	อัดขี้แพ้ชวนตี! &amp;#39;ธนาธร-ปิยบุตร&amp;#39; เหลือเวลาน้อยเต็มที
	&amp;nbsp;แนะม็อบยึดหลักเหตุผลเหนืออารมณ์ หลังเกิดเหตุรุมประชาทัณฑ์ที่แยกบางนา(คลิป)
	ฝ่ายประชาธิปไตยซัดกันนัว!&amp;#39;ปวิน&amp;#39;บูลลี่&amp;#39;โบว์&amp;#39;ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆเจอสวนขยะจริงๆ
	&amp;#39;อดีตรองผอ.ข่าวกรอง&amp;#39;แฉเบื้องลึกความวุ่นวายการเมืองในไทย!
	กอร.ฉ.สั่งตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศ 4 สื่อ 1 เพจม็อบ อ้างกระทบความมั่นคง!
	พุทธะอิสระ : เมื่องานเลี้ยงของม็อบเลิก เจ้าหน้าที่ค่อยยื่นบิลเก็บค่าเสียหายทีหลัง
	&amp;#39;ลุงสุทิน&amp;#39; จ้วงยับ &amp;#39;คณะประชาชน&amp;#39; ขโมยหนังเสือมาคลุมหมา!
	ฝ่ายค้านไม่เอายุบสภา! ยุพรรคร่วมรบ.ถอนตัวบีบ&amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;ถอดสลักการเมือง
	เพื่อไทยยื่นศาลแพ่ง เพิกถอนประกาศพรก.ฉุกเฉิน
	คณะราษฎร ซาวเสียงม็อบ 3 นิ้ว พัก 1 วัน หรือ ลุยต่อ
	ประธานสภาฯร่อนหนังสือถึงนายกฯ ฝ่าวิกฤติการเมือง!


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม็อบ, ยูนิเซฟ, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d2aacd170d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสนสิริ ยิ้มยอดขายไตรมาส 2 พุ่งปรับเป้าใหม่แตะ 10,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เมษายน 2563 &amp;nbsp;นายอุทัย &amp;nbsp;อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แสนสิริประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 2,500 ล้านบาทในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ของต้นไตรมาสที่ 2 โดยสามารถปิดการขาย &amp;ldquo;ไทเกอร์ เลน&amp;rdquo; ลักซ์ชัวรีโฮมออฟฟิศ บนที่สุดของทำเลทอง ไพร์มโลเคชัน ตำแหน่งฮวงจุ้ยท้องมังกรที่หายากใจกลางย่านเสือป่า ที่เปิดขายพร้อมเข้าอยู่ในราคาเริ่มต้น 38 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 500 ล้านบาท จากศักยภาพของทำเลที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจการค้า นับเป็นทำเลที่สำคัญและเป็นที่ต้องการมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางทางวัฒนธรรมเก่าแก่และพื้นที่ธุรกิจการค้าที่สำคัญของไทยมานานกว่า 200 ปี ทั้งยังเป็นย่าน CBD ของชาวไทยเชื้อสายจีน แห่งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันติดอันดับ Top 10 ราคาที่ดินที่สูงสุดในประเทศไทยด้วยมูลค่าที่ดินสูงขึ้น 3.8% ต่อปี และราคาที่ดินโซนเสือป่า-เยาวราช มูลค่าที่ดินสูงขึ้น 3.5% ต่อปี (ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ปัจจัยสนับสนุนหลักยังมาจากกลยุทธ์ความแข็งแกร่งของแสนสิริ ในการมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพ ดีไซน์ รวมถึงการบริการ หรือ Sansiri Service ในการมอบบริการที่ดีที่สุดทั้งก่อนและหลังการขาย รวมไปถึง LIV-24 ที่ดูแลความปลอดภัยส่งตรงจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มาตรฐานแสนสิริ พร้อมเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลทุกจุดในโครงการ พร้อมพริวิเล็จมากมายจากแสนสิริ แฟมิลี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากความสำเร็จที่สะท้อนดีมานต์ที่อยู่อาศํยระดับบนที่ยังมีต่อเนื่อง บริษัทยังคาดว่าจะสามารถปิดการขายโครงการ &amp;ldquo;เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ&amp;rdquo; หนึ่งในคอนโดมิเนียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วยยูนิตพักอาศัยเพียงชั้นละ 4 ยูนิต จำนวนเพียง 127 ยูนิต บนที่ดินขนาด 2 ไร่ติดถนนเส้นหลักของทองหล่อ ทำเลที่เป็นมรดกทรงคุณค่าของกรุงเทพฯอันดับต้นๆ ซึ่งได้รับความสนใจทั้งจากกลุ่มนักลงทุนและซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในสัดส่วน 50:50 % จากศักยภาพของทำเลทองหล่อ ที่ราคาที่ดินสูงขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 200% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้) นอกจากนี้ เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ ยังแตกต่างจากโครงการอื่นในย่านเดียวกัน ในเรื่องเอกลักษณ์ที่เกิดจากความเข้าถึงและจุดเด่นของโครงการ ในการเป็นโครงการที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา ซึ่งพบว่ากลุ่มเป้าหมายของโครงการ ประกอบด้วย กลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่คุ้นเคยที่ต้องการการอยู่อาศัยที่เปรียบเหมือนบ้านแต่ชื่นชอบความสะดวกสบายในรูปแบบคอนโดมิเนียม ด้วยยูนิตที่ใหญ่กว่าปกติ จึงตอบโจทย์ความต้องการและความชอบของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จากการนำเสนอบริการ เทียบเท่าบริการจากโรงแรมชั้นนำเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน เข้าใจไลฟ์สไตล์ และความต้องการเฉพาะบุคคล &amp;nbsp;รวมถึงการมีบริการรถลีมูซีนสำหรับลูกบ้านที่สามารถเรียกใช้บริการได้แบบเป็นครอบครัว และบริการรับจอดรถยนต์ (Valet Parking) ยังส่งผลให้โครงการได้รับการตอบรับและมีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนสูง โดยมีอัตราปล่อยเช่าสูงสุดถึง 1,200 ต่อตารางเมตร มียีลด์สูงถึง 5% ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการมียอดขายแล้วถึง 95% และคาดว่าจะปิดการขายโครงการได้ในเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;
และจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บริษัทสร้างยอดขายได้ถึง 2,500 ล้านบาท ในระยะเวลาที่รวดเร็วเพียง 2 สัปดาห์ ทำให้บริษัทมองเห็นถึงแนวโน้มธุรกิจที่ดี ล่าสุดจึงได้มีการพิจารณาปรับเป้าหมายยอดขายไตรมาส 2 จากเดิมที่ตั้งไว้ 8,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายใหม่ที่วางไว้&amp;rdquo; นายอุทัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรับเป้าไตรมาส 2, อุทัย  อุทัยแสงสุข, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e991c9171cf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2020 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2020 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสนสิริอัดแสนสิริอัดแคมเปญปลุกตลาดอสังหาปี63 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสนสิรินำทัพปลุกตลาดต้นปี 63 ประเดิมแคมเปญ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo;จบทุกค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน แสนสิริจ่ายให้หมดในบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโด ครอบคลุมทุกราคาเริ่ม 1.09-30 ล้านบาท ตั้งเป้าปิดยอดขายแคมเปญ 5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค. 63 - นายอุทัย &amp;nbsp;อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่องอาทิ การลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์จากเดิม 2% และค่าธรรมเนียมการจดจำนองจากเดิม 1% เหลือ 0.01% เฉพาะในที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทหรือโครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นต้น แสนสิริได้ตอบรับมาตรการโดยการเปิดตัวแคมเปญต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บริษัทได้เปิดเกมส์กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต้นปี 2563 ด้วยการเปิดตัวแคมเปญรับปีใหม่ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo; เพื่อต่อยอดมาตรการรัฐให้ลูกค้าเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ในทุกระดับราคา โดยบริษัทซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายในการโอนที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการโอน พร้อมค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งยังมอบโปรโมชั่นที่คัดมาให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละกลุ่มเพิ่มเติม อาทิ รับเงินคืนสูงสุดถึง 300,000 บาทหรือ ทองคำหนักสูงสุด 30 บาท ฯลฯ โดยแคมเปญครั้งนี้ได้รวมที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ ทั้งคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ดีคอนโด,เดอะเบส และเดอะไลน์ ทาวน์โฮม สิริ เพลส และบ้านเดี่ยวพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ต่างๆ จาก 61 โครงการทั่วประเทศ ในระดับราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1.09 &amp;ndash; 30 &amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังร่วมมือกับธนาคารพันธมิตรชั้นนำเพื่อมอบอัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยแคมเปญได้เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคมนี้มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยวางเป้าหมายปิดยอดขายแคมเปญนี้ไว้ &amp;nbsp;5,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 ยังเป็นตลาดของเรียล ดีมานต์ หรือการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งนับว่าในช่วงต้นปี มีปัจจัยที่สนับสนุนจากการได้รับเงินพิเศษหรือโบนัสที่จะช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อของกลุ่มลูกค้า การจัดแคมเปญ &amp;ldquo;แสนสิริจ่ายจริงทุกยูนิต&amp;rdquo; จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมอบสิทธิพิเศษ ให้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหม่จากแสนสิริได้ง่ายที่สุดโดยแสนสิริได้รวบรวมที่อยู่อาศัยคุณภาพพร้อมอยู่ ครอบคลุมทุกความต้องการบนทำเลศักยภาพต่างๆ ทั่วประเทศ มาตอบรับความต้องการของลูกค้าพร้อมด้วยการมอบสิทธิพิเศษต่างๆให้แก่ลูกค้า ซึ่งมั่นใจว่าแคมเปญนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ทำให้คาดว่าจะทำให้ตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 นี้เริ่มมีความคึกคักตั้งแต่ต้นปีแสนสิริได้ส่งมอบที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จให้กับลูกค้าได้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นและมีแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่ดีตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; นายอุทัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54006</URL_LINK>
                <HASHTAG>อสังหาริมทรัพย์, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e142d6f8818a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2019 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บทศึกษาขจัดความ “ยุ่ง” และ “ยาก” เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้ &quot;แยกขยะ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขยะ&amp;rdquo; นับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก หากอยู่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งหมายถึง หากขยะถูกทิ้งไม่เป็นที่ ก็จะเกิดการสะสมกลายเป็นของเสียที่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ขยะอยู่ผิดที่ผิดทางก็คือ &amp;ldquo;การไม่แยกขยะ&amp;rdquo; ก่อนทิ้ง นับเป็นปัญหาทางพฤติกรรมของผู้คนที่มีเหตุปัจจัยอยู่เพียงไม่กี่อย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;จากผลการทดลองของ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย ที่ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทดลองสำรวจเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับการแยกขยะของคนไทย ที่ได้ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม 3 โครงการที่ T77 Community ได้แก่ THE BASE Park West, hasu HAUS และ mori HAUS รวม 246 ห้องชุด เป็นระยะเวลา 4 เดือน (พ.ค.- ส.ค.2562) พบว่า มีอยู่ 2 เงื่อนไขสำคัญที่คนไทยไม่แยกขยะ ก็คือความ &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; เพราะเป็นความขี้เกียจ และความ &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; เพราะต้องคิดเยอะไป หากอยากให้คนไทยแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจะต้องขจัดสองสิ่งนี้ออกไป และต้องมีการออกแบบถังขยะให้สอดคล้องกับกระบวนการคิดของคน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นันทิวัต ธรรมหทั&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการทดลองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมการแยกขยะนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ World &amp;nbsp;Without Waste ของโคคา-โคล่า ที่มีเป้าหมายในการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์เพื่อนำกลับมารีไซเคิลในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลาดให้ได้ 100% &amp;nbsp;ก่อน พ.ศ. 2573 &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ โคคา-โคล่า จึงเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน จึงส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทาง เนื่องด้วยการศึกษาเกี่ยวกับ แนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคในประเทศไทย &amp;nbsp;พบว่า บรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติกใส (PET) และกระป๋องอลูมิเนียม มีเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพราะไม่มีการแยกขยะอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผอ.การสื่อสารฯ กล่าวอีกว่า โคคา-โคล่า เชื่อว่า ปัญหาขยะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาการไม่แยกขยะเป็นปัญหาพฤติกรรมของคนเรา &amp;nbsp;หากเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้ ปริมาณขยะในภาพรวมก็จะลดลง และได้วัสดุที่รีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ฉะนั้นเราจึงริเริ่มนำแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า สามารถมีส่วนช่วยปรับพฤติกรรมของคน &amp;nbsp;มาปรับใช้ในบริบทแบบไทยๆ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และแสนสิริ &amp;nbsp;ดำเนินการทดลองศึกษาและสร้างพฤติกรรมการแยกขยะในครัวเรือน &amp;nbsp;โดยมีการใช้เทคนิคการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; (Nudge) ซึ่งมีที่มาจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในชื่อเดียวกัน ของ Richard H. Thaler และ Cass R. Sunstein เทคนิคนี้ตั้งอยู่บนการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ที่หลายครั้งก็เป็นเรื่องของนิสัย และความเคยชินมากกว่าความคิดเชิงเหตุผล และนำความเข้าใจนั้นมาสร้างมาตรการจูงใจแบบง่ายๆ แต่มีประสิทธิผลในการสร้างพฤติกรรมพึงประสงค์ ซึ่งในกรณีนี้คือการสร้างพฤติกรรมการแยกขยะที่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผอ. ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การรณรงค์แยกขยะที่ต้นทางไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนั้น มีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ ความ &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; คือคนไม่ต้องการทำอะไรที่สร้างความลำบากให้ตัวเอง และความ &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; จากความซับซ้อนและเข้าใจยากของถังขยะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน &amp;nbsp; ดังนั้น หากต้องการส่งเสริมการแยกขยะอย่างจริงจังก็จำเป็นต้องกำจัดมูลเหตุพฤติกรรมทั้งสองข้อนี้ โดยศูนย์ฯ ได้นำแนวคิดการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาใช้ในการทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความตระหนัก และพฤติกรรมการแยกขยะ อันจะนำไปสู่การสร้างนิสัยการคัดแยกขยะในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบว่าการแก้ปัญหา &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; หรือความขี้เกียจในการแยกขยะนั้นสำคัญกว่าการแก้ปัญหา &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; หรือความไม่เข้าใจ เราจึงควรกระตุ้นให้คนเห็นความสำคัญของการแยกขยะมากขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนความขี้เกียจให้มาเป็นนิสัย โดยอาศัยกลไกทางสังคม ทำให้เห็นว่าทุกคนร่วมมือร่วมใจกันแยกขยะโดยเฉพาะคนในชุมชนเดียวกัน อันจะเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยสร้างพฤติกรรมการแยกขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผศ.ดร.ธานี อธิบายต่อว่า หลักการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ป้ายกำกับ ควรจะเป็นป้ายที่ใช้อักษรสื่อสารโดยตรง ไม่ควรใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ เพราะบางทีอาจทำให้เกิดความสับสน เช่น ถังขยะบางอันใช้สัญลักษณ์รูปขวด เราทราบว่าเป็นรูปขวดแต่ก็อาจเกิดความไม่แน่ใจได้ว่ารูปขวดที่กำกับไว้นั้นหมายถึงขวดแก้ว หรือขวดพลาสติก แต่ถ้ามีอักษรเขียนกำกับไว้เลยว่าขวดพลาสติก จะเข้าใจง่ายกว่า 2.จุดวางถังขยะ สำหรับแยกขยะ ควรมีอย่างมาก 3 ถัง หรือไม่เกิน 4 ถัง จะดีที่สุด เพราะถ้ามากกว่านี้คนสับสน 3.ใช้ขยะสื่อสาร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราถือถุงเศษอาหารมา เจอถังขยะทั่วไปแล้วโยนทิ้งเลยอาจจะไม่ได้รู้สึกผิดอะไร แต่เมื่อเจอถังขยะที่มีการแยกขยะแล้วก็จะทำให้คนทิ้งรู้สึกผิด ซึ่งหมายความว่า ถ้าสังคมหรือคนในชุมชนมีการคัดแยกขยะแล้ว ก็จะสร้างความตระหนักและกดดันให้คนอื่นทำตามๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเชื่อว่า การแยกขยะ ถ้ามีคนทำ ก็จะทำตาม ๆ กัน เราต้องมีตัวอย่างให้คนเห็น และปัจจัยสนับสนุนให้หลักสะกิดสำเร็จ คือการให้ข้อมูลล่วงหน้าลูกบ้าน หรือชุมชนสักหน่อย เพราะว่าถ้าจะแยกจริง เขาต้องตั้งต้นตั้งแต่ในห้อง เวลาเอาออกมาทิ้งก็จะง่ายต่อการทิ้งลงถัง แต่ถ้าไม่มีการให้ข้อมูลล่วงหน้าเลยว่าให้แยกขยะ บางคนเขาเก็บรวมใส่ถุง มัดปากถุง พอมาถึงจุดทิ้งไม่มีใครมาแยกอีกทีหรอก การแยกตั้งแต่ในห้องดีกว่า และปัจจัยต่อมาคือการทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่อความรู้สึก เช่น ภาพเต่าเสียชีวิตเพราะหลอดทิ่ม นั่นสร้างความสะเทือนต่อความรู้สึกมากๆ หรือจะเป็นรูปที่ระบุสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะมีความรุนแรงต่อความรู้สึกมากกว่าการโชว์สถิติตัวเลข&amp;rdquo; ผศ.ดร.ธานี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผอ.ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือคำที่ใช้ในการสื่อสารต่อบรรจุภัณฑ์ขวด พลาสติกต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้คำว่าขยะ เพราะในความหมายที่ทุกคนเข้าใจคือ ขยะจะเป็นของเสีย สกปรก ไม่น่าจับถือ หรือนำมาใช้อีก ต้องทิ้งอย่างเดียว โดยอาจใช้คำว่า เศษอาหาร หรือ รีไซเคิลแทน เป็นต้น แล้วก็ที่สำคัญเรื่องง่ายๆ อย่างการวางถังขยะ ต้องคิดว่าฝาถังควรจะเปิดหรือปิด เพราะหลายคนไม่มีใครอยากจะใช้มือจับฝาถังสักเท่าไหร่ เป็นเหตุให้ขยะกองอยู่ที่ปากถัง หรือล้นออกมา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ขณะที่นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของแสนสิริที่ไม่เพียงแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่ยังมุ่งมั่นส่งมอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าอย่างจริงจังในการผลักดันและเซตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน Sansiri Green Mission โดยมี Waste Management เป็น 1 ใน 4 คำมั่นสัญญาหลัก เพื่อจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพและลดปริมาณขยะให้เหลือไปกำจัดในปริมาณน้อยที่สุด ตั้งแต่ภายในองค์กร โครงการที่อยู่อาศัย ไปถึงไซต์ก่อสร้าง ความร่วมมือกับโคคา-โคล่า และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอแนะต่อการแยกขยะประกอบไปด้วย การจัดหาถังขยะให้สอดคล้องกับประเภทขยะ การออกแบบถังขยะให้สอดคล้องกับระบบความคิดของคน รวมถึงการสื่อสารโดยใช้รูปภาพอธิบายที่ไม่ซับซ้อน และมีข้อความสั้นๆ กำกับ ร่วมกับการแจกโบรชัวร์ให้ความรู้ในการแยกขยะด้วยการสอดไว้ตามห้อง คาดว่าการทดลองนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์ต้นแบบการแยกขยะอย่างยั่งยืนของวงการอสังหาฯ ตลอดจนอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง โดยเราจะนำผลการศึกษาในครั้งนี้ไปต่อยอดร่วมกับผลการศึกษาของแสนสิริ เพื่อออกแบบถังขยะใหม่ในทุกโครงการคอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จตั้งแต่ปีตั้งแต่ 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขยะนับล้านชิ้นถูกคลื่นมรสุมซัดกองเป็นภูเขา ชายหาดชุมพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายนันทิวัต ตบท้ายว่า &amp;nbsp;การทดลองนี้แม้จะเป็นเพียงการทดลองเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริบทของประเทศไทย แต่ก็ช่วยแสดงให้เห็นว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่อยาก และพร้อมจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วยการแยกขยะที่ต้นทาง ถ้าเราวางระบบให้ยุ่งและยากน้อยลง เราหวังว่าผลการทดลองนี้จะทำให้ทุกคนเห็นว่าเราสามารถสร้างพฤติกรรมการแยกขยะได้ โดยไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นใหม่ และช่วยสะกิดให้คนไทยหันมาแยกขยะก่อนทิ้งกันให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52965</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเศรษฐศาสตร์, จุฬาฯ, นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์, นายนันทิวัต ธรรมหทัย, บทศึกษาขจัดความ “ยุ่ง” และ “ยาก” เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้ &quot;แยกขยะ&quot;, ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์, ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, แสนสิริ, โคคา-โคล่าในประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfc9f9a25d60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสนสิริ ชี้ทำเล”ลาดพร้าว-พหลโยธิน” ราคาที่ดินขยับเพิ่ม 12%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แสนสิริ ชี้ทำเล&amp;rdquo;ลาดพร้าว-พหลโยธิน&amp;rdquo;ตลาดยังโต หนุนความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มเฉลี่ย 17.7% ต่อปี ดันราคาที่ดินปรับตัว 12% ใกล้เคียงราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท ล่าสุดผนึก&amp;rdquo;บีทีเอส กรุ๊ป&amp;rdquo;ผุดโครงการร่วมทุน&amp;rdquo;เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค&amp;rdquo;มูลค่ากว่า 4,900 ล้านบาท พร้อมมั่นใจสิ้นปีนี้ยอดขายคอนโดฯเป็นไปตามเป้า 30,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมทำเลย่านลาดพร้าว &amp;ndash; พหลโยธิน ว่า มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และด้วยทำเลที่ตั้งมีจำนวนของอาคารสำนักงานจำนวนมาก จึงเกิดความต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริงของกลุ่มพนักงานออฟฟิต ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าความต้องการในที่อยู่อาศัยมีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 17.7% ต่อปี ขณะที่ราคาที่ดินมีแนวโน้มสูงขึ้นเฉลี่ย 12% หรือประมาณ 150,000-170,000 บาทต่อตร.ม. โดยราคาที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสในปัจจุบันจึงขยับเข้าใกล้ราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทำเลห้าแยกลาดพร้าวนับเป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมหลายรูปแบบ ทั้งรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่รถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2562 นี้ และสถานีพหลโยธิน ใกล้ทางด่วนสายสำคัญ, สถานีขนส่งผู้โดยสารฯ และท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองที่สามารถเชื่อมต่อไปยังทุกจุดหมายที่ต้องการ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมสถานศึกษาชั้นนำ ห้างสรรพสินค้าหลากหลายไลฟ์สไตล์ และสวนสาธารณะที่เปรียบเสมือนปอดของคนกรุงเทพฯ ขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งเป็นต้น&amp;rdquo;นายภูมิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค จำนวน 880 ยูนิต มูลค่า 4,900 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมมือพัฒนาโครงการภายใต้การร่วมทุนกับ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป ซึ่งจะเป็นความร่วมมือพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนมาแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 1 อาคาร พัฒนาบนพื้นที่กว่า 8 ไร่ โดยในเบื้องต้นจะพัฒนาในส่วนของอาคาร บี จำนวน 880 ยูนิต มูลค่า 4,900 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทเตรียมเปิดขายพรีเซลอย่างเป็นทางการ 17-18 พฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตามในปี 2561 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายคอนโดมิเนียมได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 30,500 ล้านบาท ในส่วนของยอดขายรวมของบริษัท ปัจจุบันมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของยอดขายรวมทั้งตั้งไว้อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21869</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดมิเนียมทำเลย่านลาดพร้าว – พหลโยธิน, บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ, ราคาที่ดิน, เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค, แสนสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181113/image_big_5bea24451ca9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แสนสิริ เชื่อเศรษฐกิจโตหนุนความต้องการที่อยู่อาศัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสนสิริ ชี้ เศรษฐกิจปี 61 ยังโตสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค หนุนกำลังซื้อดันความต้องการที่อยู่เพิ่ม เผนแผนเดินหน้าพัฒนาคอนโดฯแบรนด์ เดอะเบส 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6,100 ล้านบาท พร้อมมั่นใจสิ้นปียอดขายตามเป้า 30,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทได้มีการพัฒนาภายใต้แบรนด์ เดอะ เบส ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ &amp;ldquo;MARK MY BASE&amp;rdquo; สู่แบรนด์คอนโดมิเนียมที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ชูแนวคิดการออกแบบจากตัวตนของผู้อยู่อาศัยโดยการผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละทำเลเข้ากับการออกแบบที่ร่วมสมัย เกิดเป็นเอกลักษณ์และเรื่องราวที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทประสบความสำเร็จในการพัฒนาคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ เดอะ เบส (THE BASE) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียมที่มีความแข็งแกร่งของแสนสิริ เน้นการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีความเป็นตัวของตัวเอง การออกแบบในแต่ละโครงการสะท้อนบุคลิกภาพและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าในทำเลนั้นๆ ซึ่งเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ You are where you live โดยที่ผ่านมาได้เปิดตัวโครงการแล้ว 13 โครงการ จำนวน 9,440 ยูนิต มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท&amp;rdquo;นายภูมิศักดิ์ กล่าว
&amp;nbsp;
สำหรับในปี 2561 นี้บริษัทมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมแบรนด์ เดอะ เบส จำนวน 3 โครงการ ในทำเลกรุงเทพฯ และภูเก็ต มูลค่าโครงการรวมกว่า 6,100 ล้านบาท ได้แก่ โครงการเดอะ เบส เซ็นทรัล &amp;ndash; ภูเก็ต มูลค่า 1,660 ล้านบาท โครงการ เดอะ เบส สะพานใหม่ มูลค่า 2,800 ล้านบาท เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ป จำนวน &amp;nbsp;820 ยูนิตและโครงการ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 มูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือกับโตคิว คอร์ปอเรชั่น อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนเปิดพรีเซลทั้ง 2 โครงการในวันที่ 22-23 กันยายน 2561 นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายภมิศักดิ์ กล่าวเพิ่มถึงภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยมีทิศทางเติบโตได้ทิศทางที่ดี มีการปรับเป้าการส่งออกเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่สูงสุดในรอบ 5 ปี รวมถึงกำลังซื้อลูกค้าและทิศทางความต้องการที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อมั่นว่ายอดขายรวมโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย 30,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17455</URL_LINK>
                <HASHTAG>THE BASE, คอนโดมิเนียใ, ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ, เดอะ เบส, เดอะ เบส สุขุมวิท 50, แสนสิริ, โครงการ เดอะ เบส สะพานใหม่, โครงการเดอะ เบส เซ็นทรัล – ภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b99d1758ba38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
