<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2021 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วีริศ อัมระปาล&quot;ผู้ว่าการป้ายแดง ใส่เกียร์เดินหน้ายกระดับนิคมฯ  เร่งสานต่อเมกะโปรเจ็กต์ดันอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะเศรษฐกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ จากปีก่อนที่ตัวเลขติดลบกันระนาว ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม ในปีนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องงัดทุกกลยุทธ์ออกมาสู้ เพื่อหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ความเป็นอยู่ของสังคม นักลงทุน และคนในประเทศขึ้นมาให้ได้ จึงเป็นงานหนักพอสมควรของทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่เป็นกำลังหลักให้กับแผนงานด้านเศรษฐกิจนี้ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในนั้นคือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลในส่วนของภาคการลงทุนของประเทศ ที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดค่าได้ว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงใดที่จะต่อสู้กับปัญหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ กนอ.ถือว่าทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด วัดได้จากยอดการขายที่ดินในแต่ละปีที่มีการเติบโตขึ้น แม้จะมีคู่แข่งอย่างประเทศสำคัญในอาเซียนหลายที่ แต่ กนอ.ก็เดินหน้าที่จะพัฒนาความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนอยู่เสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันที่ กนอ.จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง คือการเข้ามาทำงานของผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย.64 บอร์ด กนอ.ได้มีการประกาศรายชื่อหลังคณะกรรมการสรรหามีมติเป็นเอกฉันท์เลือก&amp;nbsp;นายวีริศ&amp;nbsp;อัมระปาล&amp;nbsp;ขึ้นเป็นผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ &amp;nbsp;และพร้อมทำงานทันทีตามเงื่อนไขและสัญญาจ้างที่มีต่อ กนอ. จึงเกิดอีกหนึ่งคำถามสำคัญว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะถือว่าเป็นผลดีหรือไม่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เห็นว่า นายวีริศ&amp;nbsp;ผู้ว่าการคนใหม่ก็ไม่ปล่อยให้เกิดข้อกังขานานถึงเป้าหมายในการเข้ามารับตำแหน่งนี้ จึงได้เปิดเผยถึงนโยบายการดำเนินงาน ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งทันที ซึ่งเมื่อเทียบดูจากส่วนงานต่างๆ ที่ผู้ว่าคนเก่าอย่าง นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ได้ส่งมาให้สานต่อนั้น โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ กนอ.ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ประกอบด้วย 1.โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค 2.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3&amp;nbsp; ,&amp;nbsp;3.การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และ 4.การพัฒนานิคมฯ และท่าเรืออุตสาหกรรมเข้าสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (สมาร์ทอีโค) นั้น ก็เห็นว่าจะมีการประเทศแผนงานมาอย่างครบถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายวีริศ กล่าวว่า ก็จะสานต่องานเดิมที่วางไว้ แต่จะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และสร้างความยั่งยืนให้กับ กนอ. โดยการดำเนินงานจะแบ่งเป็น&amp;nbsp;6&amp;nbsp;กลุ่มใหญ่ที่สำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;1.เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ เร่งหาแนวทางการดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้ทั้งมาตรการการตลาดและมาตรการเชิงรุกออกไปหารือกับนักลงทุนโดยตรง รวมทั้งเร่งสื่อสารทางการตลาดประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรม แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เร่งสานต่อนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ได้แก่ การเร่งดำเนินโครงการสมาร์ทปาร์ค และเร่งรัดโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซ และพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญ โดยทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นโครงการหลักที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในส่วนของโครงการนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่สำคัญของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะนิคมฯ ชายแดนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กนอ. ได้แก่ นิคมฯ สระแก้ว, นิคมฯ สงขลา กนอ.ต้องเร่งดำเนินการดึงดูดการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย และจัดทำแผนการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดการส่งออกสินค้าชายแดนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แผนลดความเสี่ยงในทุกด้านที่จะกระทบต่อการดำเนินกิจการในนิคมฯ ของ กนอ. โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและพลังงาน ซึ่งจะต้องมีเพียงพอทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ เช่น การจัดทำแผนงานและแนวทางการบริหารแหล่งน้ำดิบให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การหาและสร้างระบบจัดเก็บแหล่งน้ำดิบ สำรอง การส่งเสริมระบบเก็บน้ำฝนของอาคารและสถานประกอบการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการส่งเสริมระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (วอเตอร์ รีไซเคิล)&amp;nbsp;และการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด เป็นต้น ซึ่งแนวทางเหล่านี้บางส่วนที่ กนอ.ดำเนินการเองได้ก็จะเร่งผลักดันอย่างเต็มที่ แต่บางมาตรการอาจต้องใช้เงินลงทุนสูง ก็มีแผนที่จะร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำเข้ามาร่วมลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด โดยมีแผนจัดหามาตรการสิทธิประโยชน์สนับสนุนให้กับโรงงานที่มีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินการที่ดีมายาวนาน ซึ่งจะต้องเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง โดยจะเข้าไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;กรมสรรพากร และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อจัดทำสิทธิประโยชน์ให้กับโรงงานที่ได้มาตรฐานในระดับสูง ส่วนโรงงานที่ดำเนินการไม่ถูกต้องและปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจะต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งมาตรการทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ด้านนี้จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.สำหรับสร้างความก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ กนอ. โดยขณะนี้มีแผนที่จะหาช่องทางในธุรกิจใหม่ๆ&amp;nbsp;เช่น การตั้งบริษัทลูก หรือร่วมทุนในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเป็นการบริหารสินทรัพย์และบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น&amp;nbsp;โดยสามารถขยายไปสู่การผลักดันให้บริษัทลูกเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดการระดมทุนและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้ระยะยาวให้กับ กนอ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ&amp;nbsp;6.พัฒนาบุคลากรโดยการเสริมศักยภาพด้านต่างๆ การที่ กนอ.จะพัฒนาไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ กำลังคนที่มีคุณภาพจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ดังนั้น จึงมีแผนการ พัฒนาศักยภาพพนักงานของ กนอ.ให้มีศักยภาพเพิ่มในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านไอที ระบบดิจิทัล และแพลตฟอร์มใหม่ๆ &amp;nbsp;ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาด้านภาษาให้กับพนักงาน ที่ควรจะสื่อสารภาษาที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ได้ นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะนักลงทุนในนิคมฯ มาจากต่างชาติทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากมีทักษะทางภาษาที่ดี ก็จะช่วยยกระดับการให้บริการที่ดีขึ้น โดยมีแผนที่จะจัดฝึกอบรมออนไลน์ให้พนักงานพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และส่งไปฝึกอบรม นอกองค์กร รวมทั้งจะมีมาตรการอุดหนุนที่เหมาะสม ให้เหมาะสมกับศักยภาพที่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับพนักงานในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันว่าจะพยายามเรียนรู้งานอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสของประเทศ รวมทั้งเพื่อสานต่อภารกิจของ กนอ. โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่ กนอ.ต้องขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซ และพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญ โดยทั้ง 2 โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นโครงการหลักที่สำคัญในการพัฒนาอีอีซี&amp;quot; นายวีริศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายวีริศ กล่าวว่า กนอ.จะให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า โดยจะเร่งจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอในระยะยาว มีระบบสำรองและเทคโนโลยีในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น จนส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมชั้นสูงที่ต้องการกระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพมีความเสถียรสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งการจัดหาพลังงานทางเลือก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ ซึ่งเดิมมีการดำเนินการไปแล้ว แต่จะทำให้ยั่งยืนขึ้นด้วยการเปลี่ยนวัสดุที่สามารถแช่น้ำได้นานเป็น&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปี โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ กนอ.อาจจะขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในพื้นที่นิคมฯ ที่สนใจพลังงานสะอาด ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องการทำคาร์บอน เครดิตต่อไป โดยจะต้องลงทุนในระบบเพื่อให้การจ่ายกระแสไฟฟ้ามีคุณภาพสูงสุด ป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโรงงานในนิคมฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่าแผนงานของผู้ว่าการคนใหม่ถือว่าใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ซึ่งถือว่าเป็นแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ กนอ.ได้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งจะต้องมาช่วยให้กำลังใจในการทำงานกันต่อไป เพื่อหวังให้ความสำเร็จนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102318</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมแห่งประเทศไทย, นิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค, นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (สมาร์ทอีโค), มาบตาพุด, วีริศ อัมระปาล, อีอีซี, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097be9724264.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แหลมฉบังออกประกาศด่วนห้ามเรือที่มีลูกเรือติดเชื้อระบาดเข้าเทียบท่าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหลมฉบังออกประกาศด่วน ห้ามเรือที่มีลูกเรือติดเชื้อระบาดเข้าเทียบท่าแหลมฉบัง พร้อมเด้งรับนโยบาย&amp;rdquo;อธิรัฐ&amp;rdquo;ตามหลักมนุษยธรรมพร้อมช่วยเหลือหากได้รับการร้องขอเสบียงอาหาร-ยารักษาโรค-สิ่งของที่จำเป็นเพื่อให้เรือไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.63-นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช. คมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตัวแทนในประเทศไทยของเรือเอ็มเอส เวสเตอร์ดัม (Westerdam)ได้ประสานงานมายังกรมเจ้าท่า (จท.) เพื่อขอเทียบท่าเรือที่แหลมฉบังและรัฐบบาลไทยไม่อนุญาตให้เทียบท่า แต่เพื่อมนุษยธรรมทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทุกประการทั้งอาหาร และเชื่อเพลิงหากมีการร้องขอมา แต่ปรากฎว่าขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับการประสานงานจากตัวแทนจากเรือเอ็มเอส เวสเตอร์ดัม (Westerdam)ที่จะให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือทั้งในเรื่องของ &amp;nbsp;อาหาร และ เชื้อเพลิงแต่อย่างใด แต่เท่าที่ทราบตอนนี้เรือดังกล่าวไปเดินทางไปยังประเทศเวียดนาม และ ล่าสุดทราบว่าได้มีการขอประสานงานไปขอจอดเทียบท่าเรือที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วข้อสรุปเรือลำดังกล่าวจะไปจอดเทียบท่าเรือที่ใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการทเรือแหลมฉบัง(ทลฉ.) เผยว่า ท่าเรือแหลมฉบังได้ออกประกาศลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 63 เรื่อง ห้ามเรือที่มีลูกเรือติดเชื้อร้ายแรง หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชนหรือสาธารณะ เข้ามาในอาณาบริเวณท่าเรือแหลมฉบังเพื่อเป็นการป้องกันการระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019(COVD-19) ที่มีแหล่งเริ่มดันจากเมืองคู่ชั่น มณฑลหูเป้ย สาธารณรัฐประชาชนจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าประกาศดังกล่าวจะเป็นการป้องกันในอีกทางหนึ่ง เนื่องจากหากให้เรือที่มีลูกเรือมีเชื้อระบาดเข้ามาเทียบท่าเรือ จะซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและล้มป่วยจากโรคดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และอาจจะมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงอาศัยอำนาจตามข้อ 4 และ ข้อ 36 (5) ของขัอบังคับการทเรือแห่งประเทศไทย ว่าด้วยความปลอดภัย การใช้ท่าเรือ บริการและความสะดวกต่างๆ ของทำเรือแหลมฉบัง พ.ศ.2562 จึงให้ดำเนินการ ดังนี้ &amp;nbsp;ห้ามเรือที่มีลูกเรือ หรือผู้โดยสารติดเชื้อร้ายแรง หรือเป็นอันตรายค่อความปลอดภัยของประชาชนหรือสาธารณะ เข้ามาในอาณาบริเวณท่เรือแหลมฉบัง โดยให้ปฏิบัติตามประกาศซ่องทาง ความปลอดภัยการเข้าออกระหว่างประเทศ ในฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันท่าเรือแหลมฉบัง ยินดีให้ความช่วยเหลือเรือที่มีลูกเรือติดเชื้อร้ายแรง หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของประชาชนหรือสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเสบียงอาหาร ยารักษาโรค และ/หรือสิ่งของที่จำเป็นเพื่อให้เรือ สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57018</URL_LINK>
                <HASHTAG>อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e43f07b78f23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 06:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อาคม&quot; จี้ระดมทุนผ่าน TFF ลุยโครงการเมกะโปรเจ็กต์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อาคม&amp;quot;สั่งลงทุนทีเอฟเอฟท่าเรือคลองเตย-ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 - ด่วน 4 เส้นทาง มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท หวังเนรมิตท่าเรือคลองเตยเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22พ.ย. 61- นายกมลศักดิ์ พรหมประยูร รองผู้อำนวยการ สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)เปิดเผยว่านายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมได้สั่งการให้กทท.ศึกษาแนวทางการลงทุนโดยใช้รูปแบบระดมทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์(TFFIF)เพื่อลดภาระเพดานหนี้สาธารณะพร้อมไปกับการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือคลองเตยเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพ วงเงิน 1 แสนล้านบาทนั้นจะพิจารณาแนวทางTFFIFและการเปิดให้เอกชนร่วมทุนพีพีพีเพื่อเดินหน้าพัฒนาต่อไปตามเป้าหมายของรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.)กล่าวว่าสำหรับแนวทางการระดมทุนTFFIFนั้นเป็นหนึ่งในแนวทางเลือกของการลงทุนงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 วงเงินลงทุน 4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปแผนการเงินเพื่อลงทุน เช่นเดียวกับเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ระยะทาง 2 กม. วงเงินราว 2 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)กล่าวว่าความคืบหน้าโครงการทางด่วนTFFIF เส้นทางพระราม3-ดาวคะนอง วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเปิดประมูล คาดว่าจะลงนามสัญญาได้ภายในม.ค.-มี.ค. 2562 นอกจากนี้กทพ.ยังมีแผนพิจารณาคัดเลือกโครงการทางด่วนอีก 4 เส้นทางเพื่อเปิดระดุมTFFIF วงเงินลงทุนรวม 4.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1.ทางด่วนสายเหนือ ตอนN2 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท 2.ต่อขยายทางด่วนบูรพาวิถี-ชลบุรี วงเงินราว 7-9 พันล้านบาท 3.ต่อขยายทางด่วนช่วงวงแหวนรอบนอกตะวันตก-สมุทรปราการ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท 4.เชื่อมมิสซิ่งลิงก์ช่วงทางด่วนศรีรัช-ทางด่วนสายเหนือตอน N2 ช่วงทดแทน N1 วงเงิน 6-7 พันล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22457</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าเรือคลองเตย, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180225/image_big_5a92aa60068a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18890</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงอุตฯดันทีโออาร์ 4 โครงการยักษ์ในอีอีซีต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตฯเร่งเครื่องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดออกทีโออาร์ 4 โครงสร้างพื้นฐานอีอีซีในเดือน ต.ค. นี้ พร้อมเตรียมข้อมูลเสนอบอร์ด กพอ. เห็นชอบในวันที่ 4 ต.ค.นี้ พร้อมเตรียมแผนพัฒนาสมาร์ท ซิตี้


นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2561 ว่าที่ประชุมมีการเสนอความคืบหน้าของกรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) รวม 4 โครงการ เพื่อเตรียมจะเสนอข้อมูลให้กับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 4 ต.ค. 2561 นี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 โครงการ ที่นอกเหนือจากรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กบอ.) วางกำหนดการเพื่อออกหนังสือชี้ชวนผู้สนใจลงทุนในเดือนต.ค. 2561 นี้ โดยแบ่งเป็น 1. สนามบินอู่ตะเภา โดยอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกองทัพเรือ โดยจะเปิดให้มีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ โดยจะมีการกำหนดเอกชนผู้ร่วมทุนในเดือน ก.พ. 2562 และเปิดดำเนินการภายในปี 2566
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
2.โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งจะมีการกำหนดเอกชนผู้ร่วมทุนภายในเดือน ธ.ค. 2562 โดยเป็นการพัฒนาศูนย์ซ่อมใหม่ที่ขนาดใหญ่ขึ้น โดยกำหนดเปิดดำเนินการกลางปี 2565

3. โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ซึ่งจะเปิดชี้ชวนผู้ลงทุนภายในเดือนนี้และได้เอกชนร่วมทุนในเดือน ก.พ. 2562 เพื่อลงทุนพัฒนาระบบรางเชื่อมระบบขนส่งจากเรือขึ้นมาบนราง&amp;nbsp; และถมทะเลเพื่อรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตเพิ่มขึ้น 8 ล้านตู้ต่อปี จากปัจจุบันที่รองรับได้อยู่ที่ 10.8 ล้านตู้ต่อปี

4. โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 โดยเป็นการขยายท่าเรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 10.8 ล้านตันต่อปี และสินค้าเหลว ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี โดยอยู่ภายใต้การดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) โดยช่วงแรกจะเป็นการถมทะเลเพื่อพัฒนาท่าเรือ และคลังก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เวลา 3-5 ปีในการพัฒนา และช่วงที่ 2 คือท่าเรือสินค้าเหลว โดยจะชี้ชวนผู้ลงทุนต.ค. นี้ และกำหนดได้เอกชนร่วมทุนในเดือน ม.ค.2562 ก่อนที่จะเปิดกำเนินการต้นปี 2568

&amp;ldquo;การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยรวมเงินลงทุนทั้ง 5 โครงการทั้งสิ้น 650,000ล้านบาท โดยรัฐบาลจะลงทุน 30% หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท&amp;rdquo;นายกอบศักดิ์ กล่าว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะ กพอ. กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการหารือถึงแผนพัฒนาโครงการแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลระยะเวลา 5 ปี (สมาร์ท ซิตี้ ดิจิทัล ปาร์ค) ที่จะมีการออกประกาศเชิญชวนเอกชนที่สนมใจลงทุนในวันที่ พ.ย. 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นการพัฒนา 8 แผนงานหลัก อาทิการพัฒนาศูนย์ทดสอบ 5G การการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ต ออฟ ติงส์(ไอโอที) และโครงสร้างพื้นฐาน ท่อร้อยสาย เคเบิ้ลใยแก้วนำแสงและเสา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการสมาร์ท ซิตี้ ทั้ง 8 แผนงาน มีการใช้งบประมาณรวมแล้วกว่า 18,000 ล้านบาท และมีการอนุมัติงบมาเบื้องต้นแล้ว แต่ขณะเดียวกันจะมีการของบประมาณกลาง ของปีงบประมาณ 2562 เพิ่มเติมอีก 813 ล้านบาท เพื่อมาเสริมในการดำเนินงานเพิ่มเติม&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18890</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาบตาพุด, สนามบินอู่ตะเภา, อีอีซี, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87f49ff23a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำลายเกลี้ยง! ตู้เกมเถื่อน50ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง นายกุลิศ &amp;nbsp;สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมคณะได้ร่วมทำลายของกลางที่คดีสิ้นสุดแล้ว ซึ่งประกอบด้วยตู้เกมไฟฟ้า จำนวน 531 เครื่อง เฟรมตู้และแผงวงจร 7,055 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท ด้วยรถบดถนน และรถแบล็คโฮ หลังจากนั้นเศษซากของกลางจะถูกขนย้ายไปดำเนินการไม่ให้สามารถนำใช้งานได้ต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายกุลิศกล่าวว่า ของกลางที่ทำลายในครั้งนี้ ได้แก่ ตู้เกมไฟฟ้า แผงวงจร เฟรมตู้พร้อมแผงตู้เกม เป็นสินค้าที่หลีกเลี่ยงศุลกากร 6 แฟ้มคดี และของกลางคดีพนักงานฝ่ายจับกุม (ตำรวจ) 4 แฟ้มคดี รวม 10 แฟ้มคดี ซึ่งเป็นแฟ้มคดีตั้งแต่ปี 2551 ถึง ปี 2558 และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อกำกัด อันเป็นความผิดตามมาตรา 99, 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และฝ่าฝืน มาตรา 5 ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำเครื่องเล่นเกมเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2548 พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 และเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลฯ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 แห่ง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ.2535
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กุลิศ  สมบัติศิริ, ของกลาง, ความเสียหายทางเศรษฐกิจ, ตู้เกมไฟฟ้า, แหลมฉบัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afbfeb714ffc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
