<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2021 18:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คมนาคม&#039;ชี้เลื่อนเก็บค่าโดยสารสายสีเขียว104บาทเป็นเรื่องดี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.พ.2564 &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกประกาศเรื่อง การกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยเลื่อนเก็บค่าโดยสารโครการในอัตรา 104 บาทตลอดสายออกไปก่อน เดิมจะเก็บอัตราค่าโดยสารดังกล่าว ในวันที่ 16 ก.พ. 2564 หลังจากได้ประกาศไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2564 เพื่อลดผลกระทบของประชาชน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า การเลื่อนเก็บค่าโดยสาร 104 บาทตลอดสายออกไปก่อน ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การดำเนินการดังกล่าว มองว่า จะเป็นการสร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากจะต้องจ้างเอกชนเดินรถ และไม่มีการเก็บค่าโดยสาร หลังจากได้ให้บริการโดยไม่จัดเก็บค่าโดยสารตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา และ กทม. เป็นหนี้กับบริษัทเอกชนกว่า 9 พันล้านบาทในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของการคิดอัตราค่าโดยสารนั้น ขอให้ กทม. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อช่วง พ.ย. 2561 ให้ครบถ้วน ซึ่งใน มติ ครม. ดังกล่าว ได้กำหนดไว้ว่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และ กทม. จะต้องไปบูรณาการร่วมกัน ในเรื่องการกำหนดอัตราค่าโดยสาร และการจัดระบบการขนส่งให้ชัดเจน แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกัน พร้อมทั้งควรจะดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการ ก่อนที่จะกำหนดค่าโดยสารออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจะทำอะไร ต้องเข้า ครม. เพราะ กทม. ไม่ใช่ ครม. ขั้นตอนยังไม่ถูกต้อง ตอนที่ กทม.จะคิดค่าโดยสาร ต้องมาประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคมก่อน แล้วตอนนี้มาคิดค่าโดยสารให้งง โดยตามที่กำหนดเพดานสูงสุดอยู่ที่ราคา 158 บาท แล้วเอาระยะทางมาหาร ซึ่งภาพอาจจะดูดี แต่เวลาเก็บค่าโดยสารเส้นทางตรงกลาง กลับเอาสถานีมาเป็นตัวตั้ง หรือเก็บสถานีละ 3 บาท ซึ่งถ้าจะหารจริง ต้องเท่ากันหมด หรือใช้แฟร์เรท แต่ที่ผ่านมาไม่มาคุยกับกระทรวงคมนาคม ถ้าคุยเราก็จะบอกทำแบบนี้&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของการบริหารหนี้สินนั้น มองว่า กทม. ควรจะบริหารหนี้ในรูปแบบที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการ ซึ่งวิธีดังกล่าว รฟม. ได้เคยเสนอดำเนินการในรูปแบบนั้นอยู่แล้ว กล่าวคือ เพื่อดำเนินการกู้เงินมา โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน และเมื่อถึงเวลาชำระหนี้ ก็ดำเนินการวางแผนบริหารหนี้กับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ขณะเดียวกัน รฟม. จะจัดเก็บค่าโดยสารส่งคืนเพื่อเป็นรายได้ให้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งรูปแบบดังกล่าว เป็นวิธีการที่โครงการขนาดใหญ่ใช้ดำเนินการ โดยจะมีการกำหนดกรอบเวลาการชำระหนี้คืนให้ชัดเจน ซึ่งจากหนังสือก่อนหน้านี้ กทม. ก็จะดำเนินการในรูปแบบนั้น แต่กลับให้เอกชนรับหนี้งานก่อสร้างส่วนต่อขยายไป แล้วมีการจ้างเอกชนเดินรถ โดยไม่เก็บค่าโดยสาร ทั้งที่มีเงินโดยไม่ติดภาระวงเงินประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในเรื่องดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ได้มีความเห็นเพิ่มเติมไปแล้วก่อนหน้านี้ 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การคิดอัตราค่าโดยสาร 2.การบริหารทรัพย์สิน ที่จะต้องเป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยให้พิจารณาให้สมบูรณ์ ผลการศึกษา ซึ่งเมื่อครบสัญญาสัมปทาน 30 ปี ในปี 2572 โครงการดังกล่าว ควรต้องกลับมาเป็นของรัฐ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากขึ้น 3.ประเด็นข้อพิพาททางด้านกฎหมาย ซึ่งยังอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและกราบกรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีการลงนามโดยมิชอบ เมื่อปี 2559 เพื่อขยายถึงปี 2585 และมีการโอนทรัพย์สินในปี 2561 และ 4.ประเด็นครบถ้วนตามหลักการของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงคมนาคมได้ส่งหนังสือไป โดยมีความเห็น 4 เรื่อง พร้อมทั้งทำหนังสือ 4 ฉบับ โดยยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมไม่ได้ค้าน แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และมติ ครม. ขณะเดียวกันที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือขอข้อมูลไปตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ หรือปลายปี 2563 จำนวน 9 เรื่อง แต่ได้การตอบกลับมา 2 เรื่อง ซึ่งอยากรู้ว่า ถ้า กทม.ทำแบบนี้ รถไฟฟ้าสีอื่นทำแบบนี้ได้ไหม&amp;rdquo; แหล่งข่าว กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92509</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพมหานคร (กทม.), แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f51efe0e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2019 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2019 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา กทม.เล็งต่อสัมปทานสัญญารถไฟฟ้า BTS เหมาเข่ง 40 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ค.2562 แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้นล่าสุดกทม.เลือกใช้แนวทางต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้อีก 40 ปี แบบเหมาเข่งทั้งสองสัญญาสัมปทานเดินรถ ได้แก่ สัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอสสายหลักช่วงหมอชิต-อ่อนนุชและสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสินนั้นจะหมดสัญญาลงในปี 2572 ขณะที่สัญญาสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยาย ช่วงอ่อนนุช-แบริ่งและสะพานตากสิน-บางหว้าจะหมดในปี 2585 เพื่อให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อระบบไม่ต้องลงจากขบวนเพื่อเปลี่ยนคัน หากจ้างเอกชนสองรายเดินรถจะต้องมีการเปลี่ยนขบวนเพราะเป็นรถไฟฟ้าคนละระบบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับผู้เดินรถรายเดิมคือ BTS ถึงห้วงเวลาการขยายสัญญาของทั้งสองสัมปทานออกไปอีก 40 ปี โดยแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไข 3 ข้อ อาทิ เอกชนต้องลงทุนส่วนต่อขยายเองทั้งหมดและจ่ายส่วนแบ่งรายปีให้กทม. ตามที่ตกลงกัน และรับภาระค่าโอนหนี้สินและทรัพย์สินของโครงการมูลค่า 1 แสนล้านบาท เป็นต้น แต่เงื่อนไขที่ทำให้การเจรจานั้นล่าช้ามานานนับเดือนแม้ว่าฝ่ายนโยบายได้สั่งการให้เร่งรัด คือ ข้อเสนอเรื่องราคาค่าโดยสารตลอดสายที่ไม่เกิน 65 บาท ตั้งแต่ช่วง คูคต-สมุทรปราการ หรือช่วงคูคต-บางหว้า เป็นสิ่งที่ผู้เดินรถนั้นรับไม่ได้เพราะมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการทำธุรกิจเดินรถ ส่วนการเจรจาเรื่องค่าแรกเข้า บีทีเอสมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะยอมยกเลิกค่าแรกเข้าเมื่อเชื่อมต่อตั๋วร่วมระบบบัตร EMV แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวต่อว่ามีเสียงต่อต้านเรื่องค่ารถไฟฟ้าจากหลายภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะการเสนอให้รัฐบาลทบทวนต้นทุนค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทการขยายตัวของเมืองหลวงเหมือนในต่างประเทศที่เจริญแล้ว มีค่ารถไฟฟ้าถูกกว่าไทยหลายเท่าตัว เนื่องจากต้นทุนการเดินรถไฟฟ้าของไทยคิดแค่เฉพาะต้นทุนประกอบการธุรกิจเดินรถพร้อมกำหนดราคาที่ตายตัวไว้ในสัญญาสัมปทาน แตกต่างกับในต่างประเทศมีการนำตัวเลขมูลค่าผลประโยชน์ด้านอื่นมาคิดคำนวณด้วย อาทิ รายได้จากค่าธุรกิจสื่อภายในสถานี รายได้เชิงพาณิชย์จากตัวสถานี และรายได้จากการพัฒนาพื้นที่ตามแนวเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเกิดไปพร้อมกับเส้นทางรถไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องนำมาคำนวณในการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าด้วย หากใช้แนวทางดังกล่าวมีโอกาสที่ค่ารถไฟฟ้าจะถูกลงกว่าเดิม ซึ่งบริษัทผู้เดินรถจะอ้างว่าเป็นเพียงรับจ้างเดินรถไม่ได้ เพราะว่าผู้เดินรถเองก็มีบริษัทลูกในการลงทุนในกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง โดยพบว่าเมื่อรถไฟฟ้าเกิดขึ้นส่งผลให้ราคาพื้นที่ตามแนวเส้นทางเพิ่มสูงขึ้น 8-10 เท่าตัวจากราคาเดิม ผู้เดินรถจะมองแค่ว่าเป็นเพียงบริษัทเดินรถไม่ได้ เส้นทางครอบคลุมกรุงเทพมากกว่า 30% &amp;ldquo;แหล่งข่าวกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวอีกว่าประเทศอื่นๆทั่วโลกมีการใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อหาแนวทางช่วลดภาระค่ารถไฟฟ้าให้กับประชาชน ประเทศไทยมีค่ารถไฟฟ้าแพงติดอันดับโลก ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนนั้นสวนทางอย่างที่มีการเปรียบเทียบกันไปแล้วในข้อมูลศึกษาของTDRI ซึ่งพบว่าค่ารถไฟฟ้าในเมืองไทยแพงกว่าอังกฤษและสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่า กทม.ได้ตัดสินใจชะลอแผนลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู วงเงิน 1.37 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยาย ช่วงคูคต-ลำลูกกา วงเงิน 1.19 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่าอาจไม่มีบริษัทเอกชนสนใจลงทุนเนื่องจากเป็นเส้นทางชานเมืองที่มีผู้โดยสารไม่มากนัก เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงชานเมือง ดังนั้นจึงต้องการรอให้รถไฟฟ้าสายใหม่ อาทิ สายสีชมพู สายสีเหลืองและสายสีส้ม เปิดบริการก่อนเพื่อประเมินทิศทางดีมานต์ของผู้โดยสารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมได้ชะลอโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข รองผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้า โครงการหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ช่วง 1 สถานี จากหมอชิตไปถึงสถานี 5 แยกลาดพร้าว ซึ่งในวันที่ 8 ก.ค.นี้ รฟม พร้อมด้วยผู้แทน กทม บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(บีทีเอส) และผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด จะร่วมคณะนำสื่อมวลชนทดสอบระบบ และการใช้บริการ ซึ่งความคืบหน้าในส่วนของงานโยธา ที่รฟม.รับผิดชอบถือว่าเสร็จสมบูรณ์ 99.99 % แล้ว ก่อนที่โครงการจะเปิดให้ประชาชน ได้ทดลองใช้บริการ ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ และทราบว่า ทางกรุงเทพมหานคร จะเรียนเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการเดินรถในวันดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40406</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ต่ออายุสัมปทาน BTS, เหมาเข่ง 40 ปี, แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f51efe0e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
