<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 20:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท. ผนึกภาคี ยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อพท. เตรียมยกระดับอีสานใต้ขึ้นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลระดับสากล นำร่องจังหวัดบุรีรัมย์ ผนึก 20 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน บรรจุในแผนพัฒนาของจังหวัด ตั้งเป้าให้นักท่องเที่ยวทุกเพศ วัย และทุกสภาพร่างกาย เลือกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการเดินทาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ&amp;nbsp; คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.&amp;nbsp; เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกว่า 20 หน่วยงานในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในพื้นที่&amp;nbsp;โดยมี นายอนันต์ ชูโชติ ประธานคณะกรรมการ อพท. (บอร์ด) เป็นประธาน ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีมาตรฐานของอารยสถาปัตย์ในจังหวัดนี้ และในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้&amp;nbsp; นำไปสู่มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทุกฝ่ายจะร่วมกำหนดขอบเขตพื้นที่ต้นแบบและจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายการพัฒนา โดยเน้นการออกแบบและพัฒนาด้านอารยสถาปัตย์ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในพื้นที่เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของพื้นที่ต้นแบบก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในเขตอีสานใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง หรือ Destination ที่เป็นมิตรกับคนทั้งมวล เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการให้บริการการท่องเที่ยว ขยายกลุ่มเป้าหมายและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกสภาพร่างกาย ทั้งคนไทยและต่างชาติ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาเมืองด้านอารยสถาปัตย์ ทั้งในด้านการออกแบบ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และมีความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ อพท. กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นได้กำหนดเป้าหมายให้วนอุทยานเขากระโดงและแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมืองบุรีรัมย์ เป็นต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในเขตอีสานใต้ ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย และ อพท. ยังได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว เช่น เส้นทางบ้านตาลอง จังหวัดบุรีรัมย์ และศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์ และยังเตรียมที่จะส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) ได้แก่ ป้ายสื่อสาร อาคาร ห้องน้ำวีลแชร์ ร้านจำหน่ายสินค้า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย โดยเฉพาะคนพิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย&amp;nbsp; ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในจังหวัดบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 20 หน่วยงานซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ได้แก่&amp;nbsp; จังหวัดบุรีรัมย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ททท.สำนักงานบุรีรัมย์ สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดบุรีรัมย์ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวบุรีรัมย์เห็นคุณค่าและความสำคัญของอารยสถาปัตย์ ที่จะนำไปสู่การท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อคนทั้งมวลอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;nbsp; โดยจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นเมืองท่องเที่ยวและกีฬาที่มีสีสัน มีมนต์เสน่ห์ และทรงพลัง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง และวนอุทยานเขากระโดง ซึ่งมีอารยสถาปัตย์ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ สนามฟุตบอลช้างอารีนา เป็นสนามกีฬาที่มีอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล อีกทั้ง โรงแรมหลายแห่งมีอารยสถาปัตย์ มีห้องพักสำหรับมนุษย์ล้อที่สะดวกสบาย และปลอดภัย เป็นต้น ดังนั้นหากประชาชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาความพร้อมด้านอารยสถาปัตย์ในแหล่งท่องเที่ยวและบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องจะเป็นการขยายตลาดและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจการท่องเที่ยวไปสู่คนทั้งมวลในระดับสากล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากในโลกยุคปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างความรับรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ก่อนลงนาม MOU ในวันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสัมนาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล นางสาววัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพท. รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ หัวหน้าศูนย์ออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อทุกคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต ทูตอารยสถาปัตย์จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp; และกิจกรรมนำผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเดินทางสำรวจเก็บข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่วนอุทยานเขากระโดง ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ สำรวจความพร้อมของโรงแรมที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่ต้นแบบเป้าหมาย และสำรวจความพร้อมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดใกล้เคียงและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อนำข้อมูลไปวางแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116207</URL_LINK>
                <HASHTAG>Destination, Eco Friendly Design, GSTC, การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), จังหวัดบุรีรัมย์, นางสาววัชรี ชูรักษา, นายกฤษนะ ละไล, นายสมศักดิ์ เต็มบัณฑิต, นายอนันต์ ชูโชติ, นาวาอากาศเอก อธิคุณ  คงมี, พัฒนาอารยสถาปัตย์, มาตรฐานระดับสากลตามเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC), มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ, ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล, สร้างภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทาง, อพท., เตรียมยกระดับอีสานใต้, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210909/image_big_613a0d57f2c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 10:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 10:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อันซีนเกาะแมว &#039;ชาวสงขลา&#039;จิตอาสาไปเก็บขยะเพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 มิ.ย. 2564 สีสัน..วันหยุดสุดสัปดาห์ อันซีนการท่องเที่ยวทางทะเลของสงขลา ที่นับวันจะค้นเจอสิ่งดีที่สวยงามของสงขลา วันนี้จะท่องทะเลไปที่เกาะแมวที่อยู่คู่เกาะหนูก็มีความสวยงามเช่นเดียวกัน กลุ่มเรือแทดเดิ้นบอร์ด หรือเรือ SUP ได้พายกันออกไปจากชายฝั่งชายหาดชลาทัศน์ พายเรือกันออกไปยังเกาะแมวซึ่งอยู่ไกลออกไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะหนู ระยะทางจากฝั่งของเมืองสงขลาออกไปประมาณ 4 กม. พายเรือประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็จะพบธรรมชาติมี่สวยงามที่สามารถเป็นอันซีนที่แตกต่างไปจากเกาะหนู คือรอบๆเกาะแมวจะมีเป็นกองหินที่ให้เห็นความสวยงามที่โผล่ขึ้นมา มีลักษณะเหมือนมีแม่น้ำไหลผ่านตรงกลาง ให้เป็นทางในการพายเรือในแม่น้ำที่สวยงามต่อกันเป็นทางยาวและตามแก่งหินที่รายรอบอยู่เต็มตามริมๆเกาะแมวก็มีปะการังหลายชนิดให้ได้จอดเรือลงไปว่ายน้ำชมปะการังสวยงามได้เป็นวงกว้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสืบสกุล ศรีสุข ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม และเลขามูลนิธิสงขลาสู่มรดกโลก &amp;nbsp;ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันนี้ ได้นำนักท่องเที่ยวนั่งเรือเดินทางท่องทะเลไปท่องเที่ยวที่เกาะแมวที่อยู่คู่เกาะหนู &amp;nbsp;มาชมอันซีนการท่องเที่ยวทางทะเลของสงขลาที่มีความสวยงามเช่นเดียวกัน นอกจากรอบๆเกาะแมวจะมีเป็นกองหินที่ให้เห็นถึงความสวยงามแล้ว &amp;nbsp;ทางด้านทิศเหนือของเกาะแมวก็จะมีหาดทรายให้ได้จอดเรือพักเล่นน้ำมีทางเดินเชื่อมต่อไปบนชายเกาะที่มีหินเป็นผาสวยงาม และมีถ้ำที่มีลักษณะเป็นประตูเหมือนกับเมืองโบราณ ที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นที่พักของประชาชนชาวเวียดนามเมื่อครั้งที่อพยพทิ้งถิ่นฐาน เดินทาง มาทางทะเลมาหยุดพักที่แกะแมวแล้วใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่พัก ประชาชนจึงเรียกถ้ำนี้ว่า&amp;rdquo;ถ้ำยวน&amp;rdquo; และที่เกาะแมวแห่งนี้ก็ยังมีผาที่สวยงามมากมายให้ผู้ที่ชอบปีนหน้าผา ได้เป็นที่สนุกสนานกันและมีความสุขกับการเดินทางมาเที่ยวทะเลสงขลากัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะแมว เพื่อมาอันซีนเกาะแมวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว ชาวสงขลาจิตอาสาก็ไปช่วยกันเก็บขยะบนเกาะแมวที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาติดบนเกาะช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมาเป็นจำนวนมาก ช่วยกันเก็บใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ นำลงเรือประมงพื้นบ้านนำไปทิ้งที่บ่อขยะในเมืองสงขลา และเตรียมพร้อมที่จะเปิดให้เป็นอันซีนใหม่การท่องเที่ยวทางทะเลเกาะหนู เกาะแมวของสงขลา ในทันทีที่ โควิด-19 ผ่านไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสืบสกุล ศรีสุข ผู้อำนวยการภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม และเลขามูลนิธิสงขลาสู่มรดกโลก ยังกล่าวในสุดท้ายว่า ถ้าสงขลาสามารถยกระดับการท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามตรงนี้ของสงขลาให้เป็นอันซีน ที่ทำให้คนอยากมาเที่ยวกันได้สำเร็จ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของสงขลาได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106193</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกาะแมว สงขลา, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c57fbca8b68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 20:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.อาทิตย์&#039; เผยพระราชวังหลายแห่ง อยู่ในช่วงบูรณะให้สง่างามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตาของไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า&amp;nbsp;ทรงกำลังปฏิรูปปฏิสังขรณ์เขตพระราชฐานพระราชวังดุสิตทั้งหมด พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งวิมาณเมฆ บริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน รวมไปถึง บริเวณเขาดิน สนามม้านางเลิ้ง และเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งหมดให้สะอาดสง่างดงามตระการตาเหมือนกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตาของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79138</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์, พระที่นั่งวิมานเมฆ, พระที่นั่งอนันตสมาคม, พระที่นั่งอัมพรสถาน, พระราชวังดุสิต, สนามม้านางเลิ้ง, อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต, เกาะรัตนโกสินทร์, เขตพระราชฐาน, เขาดิน, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f7485d1e60f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดโปรแกรม co-creation ปั้นนักประเมินแหล่งท่องเที่ยว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ภายใต้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง อพท. (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2562 มีผลให้พื้นที่การทำงานของ อพท. จะครอบคลุมเขตพัฒนาการท่องเที่ยวทั้ง 9 เขต ซึ่งเป็นไปตามแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยวของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ &amp;nbsp;อพท. จึงได้ร่วมมือกับสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ GSTC หน่วยงานที่มีองค์ความรู้ด้านการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนครอบคลุม 4 ด้าน รวม 41 ข้อ 105 ตัวชี้วัด จัดฝึกอบรมหลักสูตร &amp;ldquo;นักประเมินความยั่งยืนของแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางของ GSTC&amp;rdquo; ให้แก่บุคลากรจากสถาบันการศึกษาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยว &amp;nbsp;โดยสถาบันการศึกษาได้จัดส่งอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาควิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมาร่วมอบรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า &amp;ldquo;ด้วยจำนวนบุคลากรของ อพท. ที่มีจำกัด ขณะที่อำนาจหน้าที่ พื้นที่การทำงานของ อพท. เพิ่มขึ้น วิธีการสร้างคนเข้ามาช่วยดำเนินงานให้ถึงเป้าหมายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดย อพท. ร่วมกับสถาบันการศึกษาในแต่ละเขตพัฒนาการท่องเที่ยว เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาควิชาการของสถาบันการศึกษา ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือเข้ามาอบรมหลักสูตรดังกล่าว และเมื่อผ่านการอบรมแล้วก็จะได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยว และมีมาตรฐาน GSTC รองรับ อันจะทำให้ อพท. สามารถวางใจได้ว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิกลุ่มนี้ จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่รับรองโดยองค์กรระดับโลกอย่าง GSTC ซึ่งถือเป็นกระบวนการทำงานที่ทำให้การควบคุมมาตรฐานเป็นไปได้อย่างทั่วถึง ภายใต้บุคลากรที่มีจำกัด&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราเรียกโปรแกรมการทำงานรูปแบบนี้ว่ากลไกการมีส่วนร่วมแบบ co-creation &amp;nbsp;หรือ Manual of DASTA co-creation for sustainable destination planning และมีแผนที่จะรวบรวมจัดทำเป็นเอกสารคู่มือในลำดับต่อไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ประโยชน์ของคู่มือวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยกลไกการมีส่วนร่วมแบบ co-creation &amp;nbsp;หรือ Manual of DASTA co-creation for sustainable destination planning คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1. สามารถใช้ได้ในบริบทของแหล่งท่องเที่ยวที่มีความต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ (output &amp;ndash;outcome) ในแต่ละประเด็น (4 ด้าน 41 ข้อ 105 ตัวชี้วัด) อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. เหมาะสมกับระบบติดตามและประเมินผลความสำเร็จของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของ GSTC (GSTC Destination Assessment)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;4. ดำเนินการในแหล่งท่องเที่ยวระดับที่ใหญ่กว่าหมู่บ้าน (หมู่บ้านใช้ CBT Thailand) เช่น เป็นเกาะ หรือระดับตำบลขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;5. ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมแบบโคครีเอชั่น (Co &amp;ndash;Creation) ร่วมกับหน่วยงานผู้มีส่วนได้เสีย หรือหน่วยงานที่มีอำนาจในด้านต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตามการประเมินแหล่งท่องเที่ยวตามเกณฑ์ GSTC จะได้ผลลัพท์ในรูปองค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดงานวิจัยและแนวทางการพัฒนาที่เป็นระบบมากขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยทั้งระบบในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39887</URL_LINK>
                <HASHTAG>co-creation, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, อพท., แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d19b4d0e00b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2018 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2018 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็คอินทั่วไทย 31 ธ.ค.วันส่งท้ายปีเก่า 2561 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยกาศวันส่งท้ายปีเก่า 2561 ทั่วประเทศ เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ที่เดินทางไปพักผ่อนตามจุดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆทั่วประเทศ ที่บริเวณท่าเรือทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ &amp;nbsp;โดยเฉพาะชาวจีนและชาวยุโรป เดินทางลงเรือที่ท่าเรือทับละมุ เพื่อเดินทางไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวใน หมู่เกาะสิมิลัน และเกาะสุรินทร์กันอย่างคึกคัก เพื่อไปดำน้ำดูปะการัง และชมความงามของหาดทราย ท้องทะเลใส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ จ.สงขลา ยังเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมา แม้เพิ่งผ่านเหตุระเบิดในพื้นที่แหลมสมิหลา แต่โดยภาพรวมก็ยังได้รับความสนใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัย ของบรรดานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เดินทางที่วัดพระนอนวัดแหลมพ้อ หมู่ที่ 4 ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา &amp;nbsp;เพื่อกราบไหว้พระนอนปางปรินิพพานองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย โดยจะแวะมาไหว้พระ ทำบุญถวายสังฆทาน ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวภายในวัดพระนอนวัดแหลมพ้ออีกจุดหนึ่ง ก็คือ ประติมากรรมปลากะพงขาว ซึ่งเป็นประติมากรรมวิถีชีวิตชุมชนเกาะยอ &amp;nbsp;เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและได้มีการปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ให้มีความสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมทั้งเป็นจุดชมวิวทะเลสาบสงขลา นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพโดยมีสะพานติณสูลานนท์ตั้งเด่นตระหง่านให้ชวนถ่ายภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ จ.ตรัง &amp;nbsp;บริเวณศาลเจ้าท่ามก๋งเยี่ย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเพลินพิทักษ์ ในเขตเทศบาลนครตรัง ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองตรัง ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวตรัง ชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดทั้งวัน ทำให้ศาลเจ้าท่ามก๋งเยี่ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวผู้คนที่ศรัทธาต่อองค์ศักดิ์สิทธิ์ศาลเจ้าท่ามก๋งเยี่ย ต่างได้มีการจุดธูป เทียน ตะเกียงน้ำมัน พร้อมนำผลไม้ เป็ด ไก่ มาถวาย ส่วนผู้ที่มีฐานะดี หรือประสบความสำเร็จในอาชีพการงานก็จะนำหมูย่างมาถวายขณะที่บางคนที่ต้องการโชคลาภก็จะมีการเสี่ยงเซียมซี รวมทั้งถวายประทัด ตามความเชื่อ และศรัทธาของผู้ที่มากราบไหว้องค์ศักดิ์สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ จ.จันทบุรี แหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดจันทบุรีแห่งใหม่ คือ เจดีย์กลางน้ำ และจุดชมวิวเนินนางพญา ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ พบบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก หลังมีประชาชน และนักท่องเที่ยวต่างพาครอบครัวมาท่องเที่ยวชมเจดีย์กลางน้ำ และจุดชมวิวเนินนางพญา เพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นทะเลในมุมสูงที่สวยงาม หลังจากในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ท้องฟ้าเปิดไม่มีฝนตกลงมา ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวทางทะเลได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จุดชมวิวเนินนางพญา ที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก และเป็นถนนแห่งการท่องเที่ยวก็พบว่า บรรยากาศคึกคักไม่แพ้กับชายหาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง ตลาดซื้อขายของสด ตลาดสวนมะม่วง ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี พบว่ามีประชาชนมาเดินเลือกซื้ออาหารทะเลกลับไปรับประทานกันในครอบครัวกันเป็นจำนวนมาก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25477</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันส่งท้ายปีเก่า, เทศกาลปีใหม่, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181231/image_big_5c299e7e87e2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 17:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทะเลตรัง&#039;ปลายทางยอดฮิตเที่ยวปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.61- &amp;nbsp;บรรยากาศส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ บริเวณแหล่งท่องเที่ยวทะเลตรัง คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาพักผ่อนชมธรรมชาติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม &amp;nbsp;บริเวณหาดปากเมง มีนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ ก่อกองทราย เดินเล่นชายหาด ถ่ายภาพ รวมทั้งนั่งรับประทานอาหารตามแนวร่มไม้ของทิวสน ท่ามกลางรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยเฉพาะเด็กๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทะเลตรัง จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม &amp;nbsp;เนื่องจากบริเวณหาดปากเมง เป็น 1 ใน 3 จุดของจังหวัดตรัง ที่จะมีการจัดกิจกรรมเค้าท์ดาวน์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางนันทวรรณ ศินิโภคพัฒน์ ผอ.ททท.ตรัง &amp;nbsp;กล่าวว่า ในช่วง เทศกาลปีใหม่ 2562 จะมีผู้เดินทางมาเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดตรัง ประมาณ 12,000 คน มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 76.06 % และมีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 72 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหลายแห่งก็ยังคงเป็นที่นิยมในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ อาทิ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ถ้ำมรกต เกาะกระดาน เกาะมุกด์ เกาะเชือก ล่องแพบ้านน้ำราบ บ่อหินฟาร์มสเตย์.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25439</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท.ตรัง, ทะเลตรัง, เค้าท์ดาวน์, เทศกาลปีใหม่, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c28a1951346b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป่าโสกผีดิบแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอายุกว่า 65 ล้านปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.61- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหนองบัว ต.โสกนกเต็น อ.พล จ.ขอนแก่น ได้ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาแห่งใหม่ของ จ.ขอนแก่น ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาตินั้นได้มาสัมผัสถึงความสวยงามที่แปลกตาที่ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นเป็นระยะเวลานานกว่า 65 ล้านปี ในชื่อ &amp;quot;โสกผีดิบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของทีมข่าวพบ นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความสวยงามของป่าโสกผีดิบแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก การ เข้ากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ที่อยู่คู่กับชุมชนได้อย่างสมบูรณ์แห่งหนึ่งในภาคอีสาน แต่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างมากคือความสวยวามที่แปลกตาที่ธรรมชาติสร้างขึ้นคือกำแพงตะกอนของหินทรายที่สวยงามแห่งหนึ่งของภาคอีสาน และเป็นที่ทรงคุณค่าทางธรณีวิทยาอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ป่าโสกผีดิบแห่งนี้ มีตำนานที่น่าสะพรึงกลัวและชวนขนหัวลุก ซึ่งชาวบ้านได้เลือกจุดเด่นดังกล่าวนี้มาทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชุมชน โดยมีการจัดทำป้ายข้อมูลเพื่อเล่าถึงเรืองราวของป่าโสกผีดิบแห่งนี้ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบ โดยที่ป่าโสกผีดิบ ตำนานได้เขียนไว้ว่า ในช่วงประมาณ ปี พ.ศ.2480 ได้เกิดโรคห่าระบาดในหมู่บ้านใกล้เคียง ผู้คนทยอยป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านทำพิธีทางศาสนาส่งดวงวิญญาณไม่ทัน จึงได้พากันนำศพมาทิ้งภายในโสกแห่งนี้ ซึ่งโสกเป็นภาษาอีสานแปลว่า สถานที่ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำจนกลายเป็นโสกหรือธารน้ำไหล กระทั่งมีการเรียกต่อๆกันมาว่าโสกผีดิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะที่ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีระบุไว้ว่า โสกผีดิบที่อ.พล จ.ขอนแก่น แห่งนี้ ประกอบด้วยหินตะกอนของหินทรายเนื้อละเอียด หินทรายแป้งและหินโคลนสีแดงปนน้ำตาล อยู่ในกลุ่มหินโคราช หมวดหินภูทอก วางตัวเอียงเทเล็กน้อยไปทางทิศเหนือ แสดงลักษณะโครงสร้างทางตะกอนวิทยาแบบชั้นเฉียงระดับ เป็นป่าหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มากว่า 65 ล้านปี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นหินทรายที่ถูกกัดเซาะด้วยลมและฝนกลายเป็นรูปร่างแปลกตา คล้ายแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผวจ.ขอนแก่น กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันป่าโสกผีดิบจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา ที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน และทางจังหวัดได้กำหนดให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติทีเดินทางมาที่ จ.ขอนแก่น จะจ้งมาสัมผัสความสวยงามทางธรรมชาติ และฟังเรื่องเล่าอันน่าขนลุกตามตำนานที่เขียนเอาไว้ได้ทุกวันโดยการเดินทางนั้นใช้เส้นทาง ถ.มิตรภาพ พอมาถึงสี่แยก อ.พล ใช้เส้นทางไป อ.หนองสองห้อง ประมาณ 13 กม. ก็จะพบกับป้ายบอกเส้นทางที่โดดเด่นซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมได้ทุกวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอนแก่น, นายสมศักดิ์ จังตระกุล, ป่าโสกผีดิบ, แหล่งท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb1aa37aff74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
