<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกันสังเวยโควิดเกิน600,000ศพ ผลศึกษาชี้ไวรัสโผล่สหรัฐตั้งแต่ธ.ค.62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข้อมูลอย่างเป็นทางการเผย สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตผ่านหลัก 600,000 คนเมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา ขณะรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ส่วนใหญ่แล้วหลังการแพร่ระบาดลดลง ผลศึกษาล่าสุดตอกย้ำไวรัสโคโรนาโผล่ในสหรัฐตั้งแต่ปลายปี 2562 ไล่เลี่ยกับที่พบผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียชีวิตรายแรกในประเทศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จากนั้น 4 เดือน สหรัฐมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตถึง 100,000 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูหนาวปี 2563-2564 โดยใช้เวลาเพียงเดือนเศษสหรัฐก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 300,000 เป็น 400,000 คน ส่วนยอด 100,000 คนล่าสุดนี้ใช้เวลา 4 เดือนเช่นกัน จึงมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 500,000 เป็น 600,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ถึงวันพุธตามเวลาไทย สหรัฐมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิต 600,285 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 33.48 ล้านคน รายงานของสำนักข่าวเอพีกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ในสหรัฐขณะนี้มีมากกว่าจำนวนของประชากรในเมืองบัลติมอร์ เมืองใหญ่สุดของรัฐแมริแลนด์ หรือมิลวอกี เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวิสคอนซิน และมากพอๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสหรัฐเมื่อปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดเสียชีวิตทะลุ 600,000 ศพเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่รัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมดแล้ว ตามรอยรัฐอื่นๆ ที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติทีละขั้น และอาจทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากใช้ชีวิตปกติได้ในช่วงฤดูร้อนปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่มีวัคซีนในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิดในสหรัฐรายวันเหลือเฉลี่ยแค่วันละประมาณ 340 คน จากที่เคยสูงกว่า 3,400 คนในช่วงกลางเดือนมกราคม ส่วนผู้ติดเชื้อเหลือเฉลี่ยวันละประมาณ 14,000 คน จากที่เคยสูงถึงวันละ 250,000 คนในช่วงหน้าหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงในสหรัฐและทั่วโลกน่าจะสูงกว่ายอดอย่างเป็นทางการมาก เนื่องจากหลายกรณีไม่มีการรายงานหรือสำหรับในบางประเทศอาจถูกปกปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่จีนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปลายปี 2562 ถึงขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกตามข้อมูลจากแหล่งทางการของจอห์นส์ฮอปกินส์อยู่ที่ 3,823,787 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 176.66 ล้านคน อินเดียและบราซิลมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวเมื่อวันจันทร์ ยอมรับว่าจำนวนผู้เสียชีวิตกำลังใกล้แตะ 600,000 คนในสหรัฐว่า ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่และยอดเสียชีวิตลดลงอย่างมากในสหรัฐ&amp;nbsp; แต่ยังคงมีหลายชีวิตที่สูญเสียและตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยการ์ดตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนตั้งเป้าหมายว่า จะต้องมีประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐ 70% ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสภายในวันชาติ 4 กรกฎาคม แต่หลายรัฐทางใต้ยังทำได้ไม่ถึงเป้า ถึงตอนนี้มีประชากรสหรัฐฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้วแค่ 52% หรือ 174 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า มีผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่อิงจากการทดสอบแอนติบอดีจากตัวอย่างเลือดของอาสาสมัคร 24,000 รายทั่วสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ถึง 18 มีนาคม 2563 ที่พบหลักฐานเพิ่มเติมว่า ไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด-19 หรือ SARS-CoV-2 ปรากฏในสหรัฐตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นอย่างน้อย หรือหลายสัปดาห์ก่อนหน้าที่สหรัฐจะประกาศการพบผู้ติดเชื้อคนแรกในประเทศเมื่อ 21 มกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นไอเอช) เผยแพร่ในวารสารโรคติดเชื้อทางคลินิก กล่าวว่า แอนติบอดีของไวรัสชนิดนี้ตรวจพบในตัวอย่างของผู้ป่วย 9 ราย ผ่านการทดสอบทางวิทยาเซรุ่มแยกกัน 2 ครั้ง โดยตัวอย่างที่มีผลเป็นบวกชุดแรกมาจากผู้ร่วมการทดลองในรัฐอิลลินอยส์และรัฐแมสซาชูเซตส์เมื่อวันที่ 7 มกราคม และ 8 มกราคม 2563 ซึ่งชี้ว่าไวรัสนี้อยู่ในสองรัฐนี้มาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106607</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-CoV-2, มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์, สถาบันสุขภาพแห่งชาติ, สหรัฐเสียชีวิตเกืน600000ศพ, แอนติบอดี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9e96306861.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กล้วยดิบ &#039;วัคซีน&#039; พื้นบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;วัคซีน&amp;quot; นี่ อยากให้เข้าใจกันชัดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่ &amp;quot;ยารักษาโควิด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นชีววัตถุหรือ &amp;quot;เชื้อโรค&amp;quot; ที่ฉีดเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มันสร้าง &amp;quot;แอนติบอดี&amp;quot; ขึ้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สร้างขึ้นมาทำไม.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้มันเป็นกองกำลังป้องกันมาตุภูมิ อย่างวัคซีนโควิดนี่ ฉีดแล้ว โควิดแหลมเข้าไปในร่างกายปุ๊บ &amp;quot;แอนติบอดี&amp;quot; จับมันเชือดกระเดือกปั๊บ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นก็คือ &amp;quot;วัคซีนโควิด&amp;quot; ใช้ฉีด &amp;quot;ป้องกัน&amp;quot; ไม่ใช่ฉีดรักษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือฉีดคนที่ &amp;quot;ยังไม่เป็น&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่เป็นแล้ว หรือกำลังเป็น &amp;quot;ไม่ต้อง&amp;quot; เพราะผ่านสมรภูมิ ถือว่าได้รับ &amp;quot;เหรียญผ่านศึก&amp;quot; แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนคุยต่อ ขอทำความเข้าใจให้ตรงนิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนผมลอกข้อมูลของ &amp;quot;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ&amp;quot; มาลงสับสนไปนิด อยากปรับแก้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็น &amp;quot;วางมัดจำ&amp;quot; ค่าจองวัคซีนกับ AstraZeneca &amp;nbsp;ผมบอกว่า ใช้เงิน &amp;quot;บ.ปูนซิเมนต์ไทย&amp;quot; นั้น ไม่ใช่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลใช้เงิน &amp;quot;งบประมาณ&amp;quot; วางมัดจำในการจองเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน บ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG นอกจากเป็นตัวประสานกับแอสตราเซเนกาให้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังใช้ งบ CSR ๑๐๐ ล้านบาท พร้อมกำลังพล ทุ่มเข้าไปช่วย &amp;quot;สยามไบโอไซเอนซ์&amp;quot; ปรับปรุงโรงงาน ให้พร้อมผลิตเจ้าชีววัตถุนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันที่จริง ก็อยู่ในกรอบเนื้อหาเดิม เพียงมือรัฐบาล กับมือ SCG ที่เข้าไปช่วยกันผลัก-ช่วยกันดัน มันพัลวัน จนผมนำมาพูดสับสนไปเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ภาพรวมที่ได้จากความพัลวันนั้น &amp;quot;คงเดิม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;AstraZeneca มอบให้ไทย คือ บ.สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นศูนย์กลาง &amp;quot;ผลิตวัคซีนในอาเซียน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทำให้ไทยได้วัคซีนโควิด พร้อมได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรของไทย เป็นผลมาจาก &amp;quot;เอกชนช่วยรัฐ-รัฐช่วยประชาชน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประโยชน์ที่ได้เต็มๆ คือ ประชาชนคนไทยทุกคน รวมทั้งเพื่อนร่วมภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอาล่ะ วัคซีน &amp;quot;กำลังจะมา&amp;quot; เอาวัคซีนป้องกันโควิด สูตรที่ผมจำเขามา ไปใช้พลางๆ ก่อนก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมทดลองแล้ว ลงทุนไป ๒๐ บาท รับประกันคุณภาพในการป้องกันได้กว่า ๘๐% UP!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล้วยครับ....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล้วยน้ำว้าดิบๆ หั่นแว่นๆ ทั้งเปลือก คลุกเกลือ เคี้ยวให้เต็มปาก เจ้ายางและเมือกกล้วย จะเป็นด่านหน้า เคลือบในปากและลำคอ ฆ่าเชื้อแปลกปลอม ก่อนลงไปในท้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมดูจากคลิป &amp;quot;ป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์&amp;quot; นักธรรมชาติบำบัด สนทนากับ &amp;quot;รศ.ดร.โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์&amp;quot; ที่พวกเขาส่งมาให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมมันพวก &amp;quot;กล้วยนิยม&amp;quot; ฟังเสร็จ ซื้อกล้วยดิบมาลองเลย ลองมา ๒ วัน เห็นผลทันตา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปกติตื่นนอน คอผมเหมือนผ่านการกินทราย ปรากฏว่าหายไปเลย!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมถอดคำจากคลิปมาให้ อยากให้ทดลองกัน ระหว่างวัคซีนยังไม่มา ใช้ &amp;quot;วัคซีนกล้วยดิบ&amp;quot; ไปก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รับรอง &amp;quot;โควิดยกโคตรขยาด&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกวิน : ผมไอ แสบคอ ก็ค้นในเน็ต พบว่า เมื่อเป็นไวรัส มีรายงานศึกษาว่า โควิดตัวนี้ มีความแตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาการคล้ายกันมาก แต่จุดต่างของเขา คือ จะแสบคอมาก จะไอ (แห้ง) มาก มีไข้ ก็ไข้มากเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานออกมาว่า จุดเริ่มต้นของเขาอยู่ที่ลำคอ จนกระทั่งต่อมรับรสที่อยู่ที่ปลายลิ้นไม่สามารถทำงานได้ดี กินอาหารไม่อร่อย รับรสไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมก็บอกว่า เอ้ย..ถ้าอย่างนั้น มันเริ่มต้นที่คอใช่มั้ย &amp;nbsp;เราหาอะไรมาจัดการที่คอให้ได้สิ ถ้าเราจัดการได้ มันก็ไม่มีลามไปที่ปอด ปอดก็ไม่เป็นไร ปอดก็ทำหน้าที่ได้ การที่เอาปอดเข้าฟอกออกซิเจนได้ ระบบอื่นก็ไม่ล้มเหลว ไม่ล้มเหลวเราก็ไม่ป่วยซี&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็เริ่มต้นศึกษา แล้วก็เจอกล้วย มีอยู่ราย ผมจำไม่ได้ ต้องขอบคุณเขา ที่เขาช่วยแนะนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่ากล้วยน้ำว้า ต้องกล้วยดิบนะเขียวๆ เนี่ย &amp;nbsp;เอามาแล้วต้องหั่นเป็นแว่นๆ เอาลักษณะที่เราเคี้ยวง่ายๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีข้อมูลแพทย์แผนไทยโบราณว่า กล้วยดิบนี้สามารถหยุดยั้งการไอที่ลำคอได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมบอกเอ๊ะ...อย่างนั้นต้องทดลองดูซี&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันหยุดไอที่ลำคอเพราะอะไร เพราะว่าเมื่อมีเชื้อโรคมาเข้าร่างกาย จะผ่านระบบหายใจก่อน หรือผ่านมาที่ปาก ร่างกายก็จะมีระบบกักเชื้อโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำคอนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะมีน้ำเมือกออกมา เพื่อกักเชื้อโรคจากอากาศที่มีเชื้อโรค ฉะนั้น เมื่อเชื้อโรคมาติดที่นี่ มันก็จะมีอาการอักเสบที่ลำคอก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พออักเสบปุ๊บ ร่างกายก็พยายามกำจัดมันออกด้วยอาการไอ ไอมากแสดงว่ามีเยอะ ถ้าแสบคอมาก แสดงว่ามีเยอะ แสบคอน้อยก็มีน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็เออ...เว็บไซต์ที่พูดถึงนี่ กล้วยเนี่ย ยางเขาสามารถจัดการได้ เขาบอกว่า เอายางเนี่ย แล้วก็เอาเกลือใส่เล็กน้อย แล้วก็เคี้ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยางก็จะค่อยๆ เคลือบลำคอ ยางมีคุณสมบัติพิเศษในการฆ่า เพราะเป็นด่างด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าสด ยางจะเยอะ แห้ง ยางจะน้อย แล้วผมก็ทดลอง เอากล้วยดิบทั้งเปลือกมาหั่น ใส่ทัพเพอร์แวร์แล้วเอาเกลือใส่ไว้ พกขึ้นก่อนนอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะผมกลางวันไอน้อย กลางคืนไอเยอะ ถามว่าทำไมกลางวันไอน้อย เพราะกลางวันเราดื่มน้ำ เดินไป-เดินมา น้ำลายเราจะหลั่งมากในเวลากลางวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลาหลั่งเราก็กลืนเข้าไปในร่างกาย ระหว่างกลืนก็พาเชื้อโรคเข้าไปในลำคอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำลายเป็นด่าง พอเราดึงตัวนี้ผ่านเข้าไปในกระเพาะ &amp;nbsp;กระเพาะมีกรดสูง ก็ฆ่ามันตาย แต่กลางคืนน้ำลายหลั่งน้อย ยิ่งผู้สูงอายุยิ่งหลั่งน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุ แม้จะแปรงฟันให้สะอาดอย่างไร ก็จะมีรสเปรี้ยว-กลิ่นเปรี้ยว เพราะว่าแบคทีเรียมันเติบโต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งถ้าเกิดมีน้ำตาลในเหงือกเยอะ กินของหวานเยอะ &amp;nbsp;แปรงยังไงก็ไม่สะอาดมาก ก็จะติดอยู่ แต่ถ้าเจอด่างเข้าไป ผมจิ้ม ก็จะเคี้ยว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนั้นผมมีไข้ ไอเยอะมากเลย ผมก็ไปเอากล้วยดิบมาเลย หั่นๆๆๆๆ เก็บไว้ เกลือจิ้มไว้ กลางคืนก่อนนอน ผมก็เคี้ยวๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเคี้ยวไปประมาณครึ่งลูก อาการที่ไอๆ อยู่เนี่ย ผมตกใจมากเลย เอ๊ะ...ผมไอ ทางการแพทย์นับเป็นหน่วยนะ &amp;nbsp;มันหายไป ๕๐%เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วที่แสบคอ กินข้าว-กินน้ำแสบมากเลย โอ๊ะ..หายไปแฮะ ผมก็ดีใจ พร้อมตกใจนะ เอ๊ะ...เราไม่มียาอะไรในการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเอายาอะไรมาอม ที่จะสามารถลดอาการอักเสบ ไอน้อยลง ๕๐% หลังเคี้ยวกลืนเข้าไปไม่เกิน ๕ นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นความมหัศจรรย์มากเลย ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านยุคโบราณที่เขาใช้อยู่ ผมก็เคี้ยวๆๆๆ พอเคี้ยวๆๆ เสร็จแล้ว ก็เคี้ยวให้เต็มปาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะในปากก็จะมีเกลือที่ใส่กับกล้วยเข้าไป เกลือก็จะไปละลายเคลือบที่ลำคอ กล้วยนี่ก็มีเนื้อแล้วก็ยาง เมื่อเคี้ยวยางก็จะค่อยๆ ออก แล้วก็ค่อยๆ กลืนลงไป ก็จะไปเคลือบที่คอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเคลือบที่คอ ยางนี้เป็นด่างสูงมาก เจ้าเชื้อโรคที่มาจากหวัดทั้งหมดติดที่คอก็จะตาย พออาการไอน้อยลง ไข้น้อยลง เพราะว่าอักเสบน้อยลง ก็หลับสบาย ถ้าเมื่อไหร่ไอมาก เราจะนอนไม่หลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอหลับตื่นมา ก็เข้าห้องน้ำ ผมเคี้ยวต่อไปอีก เพราะว่าตื่นขึ้นปุ๊บก็กลืนน้ำลาย เคี้ยวต่ออีก ๓-๔ แว่น ต่อมาตอนเช้าผมหายเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้านิดดา : อาจารย์เคี้ยวหลังแปรงฟันหรือก่อนแปรงฟัน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกวิน : หลังแปรงฟัน หมายถึงกลางคืน อาจารย์แปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เคี้ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คือเราแปรงฟันเรียบร้อยแล้วก็เคี้ยวเลย เคี้ยวแล้วก็เคลือบไว้เลย ไม่ต้องไปแปรงฟันใหม่นะ เพราะฉะนั้น แปรงฟันตอนเช้าก็จะมีเศษกล้วยอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น อาการอักเสบที่คอ ไอ หายไป&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป้านิดดา : เฉพาะก่อนนอนใช่มั้ย แล้วตอนเช้าเคี้ยวต่อมั้ย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกวิน : พออาการไอมันหาย ก็ไม่ได้เคี้ยว แต่พอก่อนนอน ผมก็เตรียมไปอีก ถ้ามีอาการไอ ผมก็เคี้ยวต่อไป ทำแบบนี้ จนทุกวันนี้ติดกล้วยเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คำถามทางบ้าน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีหลายคนถามมาว่า เวลาทาน ทานทั้งเปลือกด้วยใช่มั้ยคะ?&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ใช่..ใช่ เอากล้วยทั้งลูกล้างให้สะอาด แล้วก็ฝาน พอฝานไปแล้ว ยางก็จะออกมา ส่วนกล้วย เนื้อกล้วยปกติจะมีคาร์โบไฮเดรต เป็นน้ำตาล แต่เนื่องจากเขาดิบ เป็นแป้ง &amp;nbsp;เขาจึงไม่มีสภาพเป็นน้ำตาลเท่าไหร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น การที่เขาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เนี่ย มันเป็นความซับซ้อน ไม่ใช่ยางอย่างเดียว ผมคาดว่า น้ำเกลือก็มีผล ยางก็มีผล เนื้อที่เป็นแป้งก็มีผล&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ.......
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมแกะคำมาเลย ไม่อยากสรุป ก็ยังไม่จบความดี แต่เนื้อที่หมด ที่เหลือ &amp;quot;ป้านิดดา&amp;quot; ให้ความรู้ด้านสารในกล้วยดิบ จะนำมาต่อวันหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองกันดูนะครับ &amp;quot;กล้วยดิบ&amp;quot; พิชิตโควิดได้ แต่ใครก็อย่าไปบอกธนาธรเชียวนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดี๋ยวมัน &amp;quot;อมกล้วย&amp;quot; ไลฟ์สดอีก ยุ่งตายหะ!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90897</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิดดา หงษ์วิวัฒน์, รศ.ดร.โกวิน วิวัฒนพงศ์พันธ์, วัคซีนโควิด, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, แอนติบอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08b9fab0d52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2020 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2020 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระวัฒน์&quot; โพสต์ นักวิจัยเยอรมัน เล็งตรวจแอนติบอดี้ครั้งใหญ่ คนมีภูมิต้านทาน ออกใบรับรองให้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6เม.ย.63-นพ.ธีระวัฒน์ &amp;nbsp; เหมะจุฑา ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ค&amp;quot; ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha&amp;quot; ว่า นักวิจัยเยอรมัน&amp;quot; เล็งตรวจแอนติบอดีครั้งใหญ่ เพื่อเก็บข้อมูลจำนวนประชากรที่มีภูมิต้านทานไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ต้นเดือน เม.ย. หวังคุม &amp;quot;โควิด-19&amp;quot; เพื่อปลดล็อกดาวน์คนมีภูมิคุ้มกัน และออกใบรับรองภูมิคุ้มกัน โดยไม่ต้องถูกคุมเข้มอีกต่อไป https://www.businessinsider.com/coronavirus-germany-covid-1&amp;hellip;
The tests could allow thousands of people to leave German states&amp;#39; coronavirus lockdowns early and return to work and other activities.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62256</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ประเทศเยอรมัน, รศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, แอนติบอดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200406/image_big_5e8aa4fd42837.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!แพทย์เผยใช้ภูมิคุ้มกัน&#039;คนขับแท็กซี่&#039;ที่หายป่วย รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.63- นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคนขับแท็กซี่ที่หายป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้วเกิดภูมิคุ้มกัน โดยมีการมาบริจาคเลือดเพื่อนำภูมิคุ้มกันไปใช้ประโยชน์ในการรักษา ว่า จากโรคเก่าที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อคนที่หายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันขึ้น แต่จะมีภูมิขึ้นชัดเจนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มป่วย แต่ถ้าดีที่สุดคือประมาณ 4 สัปดาห์หรือ 1 เดือน เพราะหากหลังจากนี้ภูมิคุ้มกันก็อาจจะค่อยๆ ลดลงไปอย่างช้าๆ โดยเอาเลือดมาแล้วสกัดเอาน้ำเหลืองที่มีภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีกว่ายา เพราะภูมิคุ้มกันก็จะเข้าไปจับเชื้อโรคเลย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็เอามาจากสมัยโรคซาร์ส ที่ใครป่วยแล้วรอดตายแล้วก็ขอเลือดมาใช้รักษา รวมถึงสมัยอีโบลาที่มีแพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งติดเชื้อ และได้รับเลือดจากเด็กชายชาวแอฟริกันรายหนึ่งที่หายจากโรคอีโบลาแล้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวีกล่าวว่าในขณะที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังไม่มียา ภูมิคุ้มกันในคนที่หายแล้ว ก็เหมือนยา ยิ่งกว่ายา โดยเชื่อว่าขณะนี้จีนกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งมีจีนมีผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วจำนวนมากเป็นพันคนก็สามารถเลือกได้ว่า จะเอาเลือดของคนไหนมาใช้ สำหรับประเทศไทยตอนนี้มีแค่คนขับแท็กซี่คนเดียว เพราะที่เหลือเป็นคนจีนกลับประเทศไปแล้ว ส่วนรายนครปฐมเป็นหญิงสูงอายุ ซึ่งไม่สามารถเข้าหลักเกณฑ์การบริจาคเลือดได้ เพราะเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวคือหัวใจด้วย จึงเหลือเพียงคนขับแท็กซี่ ที่เป็นคนหนุ่มอยู่ในช่วงอายุ 40 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงพอ โดยเลือดที่ใช้ก็จะใช้ปริมาณเหมือนกับการบริจาคเลือดตามปกติทั่วไป ส่วนต่อไปหากมีคนหายเพิ่มก็อาจต้องขอนำมาภูมิคุ้มกันมาใช้ศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เลือดของผู้ป่วยที่หายดีแล้วที่จะเอามาใช้ เดิมต้องดูว่ากรุ๊ปเลือดตรงกันหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่สำคัญ เพราะสามารถเอากรุ๊ปเลือดออกได้ ให้เหลือเฉพาะภูมิคุ้มกัน แต่จะต้องพิจารณาว่ามีเชื้อพาหะอื่นอีกหรือไม่ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบซี และเอชไอวี เป็นต้น หากมีก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะมีคนเดียวคือรายแท็กซี่ที่หาย แต่เราก็อยากลอง โดยขณะนี้ได้นำมาให้คนไข้หนัก 2 คนแล้ว คือ รายที่ติดเชื้อวัณโรคร่วมและรายอายุ 30 กว่าปีที่มีอาการค่อนข้างหนัก โดยต้องรอผลใน 48 ชั่วโมง สำหรับการให้ก็คงเลือกให้ในคนไข้ที่มีอาการปานกลางถึงหนัก มากกว่าที่จะให้คนไข้ธรรมดา ก็เหมือนกรณีการให้ยาต้านไวรัสที่ให้ในรายที่อาการหนัก แต่หากมีอาการหนักมากก็จะไม่ให้ เพราะให้ไปแล้วหากอาการแย่ลงก็จะไปโทษว่ายาไม่ได้ผล ส่วนภูมิคุ้มกันนี้เอาไปทำวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ได้ เพราะวัคซีนต้องทำจากเชื้อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี ยังเผยว่า การผลิตวัคซีนป้องกันในกลุ่มเชื้อไวรัสโคโรนานั้น มีการทำมาตั้งแต่สมัยโรคซาร์ส เมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่โรคกลับสงบก่อน ก็ไม่ได้มีการทำต่อเก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนโรคเมอร์สมีปัญหาหลักๆ มากที่สุดอยู่ที่ซาอุดิอาระเบียก็มีพัฒนาเช่นกัน สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีการเอาพิมพ์เขียวของเก่าออกมาเริ่มทำ เพราะเป็นเชื้อโคโรนาเช่นกัน โดยประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงก็ต้องการเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปพัฒนาต่อ โดยขอเชื้อจากจีนบ้าง จากไทยบ้าง แต่การจะให้เชื้อไปเลยก็คงไม่ได้ เพราะหากให้ไปแล้วพัฒนาเป็นวัคซีนสำเร็จแล้วเอากลับมาขายเราเข็มละแพงๆ เป็นหลักพันบาทก็คงไม่ได้ อาจเอาเปรียบกันเกินไป มองว่าผู้บริหารประเทศอาจจะต้องมีการทำเอ็มโอยูร่วมกันก่อนหรือไม่ ว่าหากให้ไปแล้วเมื่อพัฒนาสำเร็จจะตอบแทนเราที่เป็นเจ้าของเชื้ออย่างไร เช่น อาจจะลดราคาลง 10 เท่า เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือ ซึ่งจีนก็น่าจะทำวัคซีนของตัวเองอยู่เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ทวีกล่าวว่า ส่วนไทยยังพัฒนาเองไม่ได้ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งแตกต่างจากการทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ไทยอยู่ระหว่างการทำโรงงานผลิตเอง เพราะโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความยากกว่า แต่ไข้หวัดใหญ่มีหลายประเทศทำมาเยอะแล้ว และไทยได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการจากญี่ปุ่น จึงสามารถตั้งโรงงานเพื่อผลิตเองได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในเฟสที่สาม คือ การวิจัยทดลองใช้อยู่ ซึ่งต้องใช้จำนวนคนมากและใช้เวลานาน ซึ่งหากสำเร็จก็จะเข้าสู่เฟสสี่ที่สามารถขึ้นทะเบียนและนำออกมาใช้ได้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56801</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ภูมิคุ้มกัน, ศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, แอนติบอดี, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e41150092c44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
