<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 22:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ฮ่องกงเพิกถอนประกันแอคทิวิสต์ดัง สกัดเคลื่อนไหว1ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจว หั่งถง ทนายความฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยที่เป็นนักเคลื่อนไหวคนดังเพียงไม่กี่คนที่ยังมีอิสรภาพ โดนตำรวจฮ่องกงจับกุมตัวอีกครั้งหลังจากเพิกถอนประกันเมื่อวันพุธ หนึ่งวันก่อนถึงวันครบรอบการคืนฮ่องกงสู่อ้อมอกจีนและ 100 ปีการสถาปนาพรรคคอมมิวนิสต์จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ โจว หั่งถง (กลาง) แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2564 ก่อนศาลฮ่องกงไต่สวน 20 แอคทิวิสต์ที่โดนดำเนินคดีฐานร่วมชุมนุมรำลึกเทียนอันเหมินเมื่อปีกลาย (Photo by Hsiuwen Liu/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานในวันพุธที่ 30 มิถุนายนว่า โจว หั่งถง ทนายความวัย 37 ปีรายนี้เป็นหนึ่งในรองประธานกลุ่มพันธมิตรฮ่องกงที่จัดการชุมนุมประจำปีรำลึกเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง เธอโดนจับกุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ฐานประชาสัมพันธ์กิจกรรมรำลึกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ แต่ตำรวจให้ประกันใน 2 วันต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจวเป็นนักเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกงเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่โดนจำคุกหรือหนีออกจากฮ่องกง แต่ในวันพุธ ญาติและเพื่อนของเธอเปิดเผยกับสื่อว่า ตำรวจได้เพิกถอนประกันโจวในวันเดียวกันนี้ และตอนนี้โจวโดนจับกุมอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมา เฉิน ไคชง นายตำรวจระดับสูง กล่าวว่า โจวโดนจับกุมฐานปลุกระดมให้บุคคลอื่นเข้าร่วมการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาตในวันที่ 1 กรกฎาคม แต่เขาปฏิเสธจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม บอกเพียงว่าโจวจะถูกนำตัวขึ้นศาลวันศุกร์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจวเป็นทนายความให้แก่กลุ่มประชาธิปไตย 3 กลุ่มที่อุทธรณ์คำสั่งห้ามของตำรวจในการชุมนุมวันที่ 1 กรกฎาคม ในโอกาสครบรอบ 24 ปีที่อังกฤษคืนฮ่องกงให้จีน ทางการปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์นี้แล้ว และเตือนประชาชนอย่าได้เข้าร่วมหรือโฆษณาเชิญชวนการชุมนุมที่ไม่ได้รับอนุญาต &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ตำรวจฮ่องกงไม่อนุญาตการชุมนุมในวันดังกล่าว ซึ่งมักเป็นโอกาสที่ชาวฮ่องกงใช้แสดงความคับข้องใจต่อจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจับกุมและดำเนินคดีจะทำให้โจวอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของตำรวจในวันพฤหัสบดี ซึ่งยังตรงกับวันฉลองครบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกด้วย คาดว่าฮ่องกงจะวางกำลังตำรวจ 10,000 นายเพื่อป้องกันการชุมนุมที่ละเมิดข้อกำหนดในการควบคุมไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันพุธที่ 30 มิถุนายน เป็นวันครบรอบ 1 ปีของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ที่รัฐบาลจีนออกมาตอบโต้การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปี 2562 ซึ่งเกิดความรุนแรงบ่อยครั้ง โดยในวันอังคาร ทางการฮ่องกงกล่าวว่า นับแต่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ มีคนถูกจับกุมแล้ว 117 ราย จากการกระทำและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในจำนวนนี้ มี 64 คนถูกตั้งข้อหา ซึ่งรวมถึงจิมมี ไหล่ เจ้าพ่อสื่อเจ้าของหนังสือพิมพ์แอปเปิลเดลีที่เพิ่งปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยหลายคน และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติอีกหลายคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลแถลงเมื่อวันพุธ วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ว่า สร้าง &amp;quot;ภาวะฉุกเฉินด้านสิทธิมนุษยชน&amp;quot; กฎหมายนี้ ซึ่งกำหนดความผิดทางอาญากับการกระทำที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการโค่นล้ม, แยกเอกราช, สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ และก่อการร้าย มีโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและกฎหมายของฮ่องกงครั้งใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภายใน 1 ปี กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติได้นำฮ่องกงเข้าสู่เส้นทางการเป็นรัฐตำรวจอย่างรวดเร็ว และสร้างภาวะฉุกเฉินด้านสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่น&amp;quot; ยามินี มิชรา ผู้อำนวยการแอมเนสตีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108232</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ, ครบรอบ 1 กรกฎาคม, จับแอคทิวิสต์ฮ่องกง, ตำรวจฮ่องกงเพิกถอนประกัน, ฮ่องกง, แอมเนสตี, โจว หั่งถง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dc8d091bf61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 20:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้ฯจี้ทางการไทยถอนข้อกล่าวหา &#039;อานนท์-ภานุพงศ์&#039; ทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.63 - จากกรณีที่มีการจับกุมทนายอานนท์ นำภา และภานุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก นักกิจกรรมที่เป็นแกนนำคนสำคัญสองคนในการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาในวันนี้ และมีรายงานข่าวว่ามีการออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุมคนอื่นเพิ่มเติม ก่อนจะมีการจัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่จะจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยเผยว่า การออกหมายจับและตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองคนในวันนี้ นับเป็นปฏิบัติการที่ไม่ได้สัดส่วนอย่างสิ้นเชิงอีกครั้งหนึ่งของตำรวจไทยเพื่อปราบปรามการใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ โดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าเพื่อข่มขู่ผู้ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังที่ต้องเผชิญหน้ากับการถูกคุกคามมาหลายเดือน ในตอนนี้ทนายอานนท์และไมค์ ภานุพงศ์ ยังจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาอาญาร้ายแรงถึง 8 ข้อกล่าวหา เพียงเพราะใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากจะต้องถอนข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงเช่นนี้แล้ว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องทางการไทยให้การประกันว่าจะมีการคุ้มครอง รักษาความมั่นคงปลอดภัย ไม่ให้มีการตอบโต้เอาคืนกับบุคคลใดก็ตาม ซึ่งมีชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73752</URL_LINK>
                <HASHTAG>อานนท์ นำภ, แอมเนสตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36ac4a833fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2020 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่สาวหวังทราบชะตากรรม ‘วันเฉลิม’ หายตัวครบ 1 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กรกฎาคม ที่สวนครูองุ่น กรุงเทพฯ ครอบครัววันเฉลิม และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม &amp;ldquo;หนึ่งเดือนกับการแสวงหาความจริง&amp;nbsp;#saveวันเฉลิม&amp;rdquo; เนื่องจากครบรอบหนึ่งเดือนที่&amp;nbsp;วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp;นักกิจกรรมชาวไทยที่อยู่ระหว่างลี้ภัยหายตัวไปจากด้านนอกอพาร์ทเมนท์ของเขาในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยภายในงานมีการแสดงดนตรีจากวงสามัญชนและผู้เข้าร่วมงานได้ถ่ายรูปเพื่อแสดงออกถึงการเรียกร้องให้ค้นหาความจริงในกรณีของวันเฉลิม

ปิยนุช โคตรสาร&amp;nbsp;ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อ่านแถลงปฏิบัติการด่วนจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย&amp;nbsp;ซึ่งมีข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซน แห่งประเทศกัมพูชาว่าขอเรียกร้องให้ดำเนินงานตามมาตรการทั้งปวงที่จำเป็น คือ

-&amp;nbsp;ประกันให้มีการสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ เร่งด่วน รอบด้าน และโปร่งใสต่อข้อกล่าวหาว่ามีการลักพาตัววันเฉลิม และแจ้งให้ครอบครัวของเขาทราบถึงการดำเนินการทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน&amp;nbsp;

-&amp;nbsp;ให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยศาลพลเรือนแบบปรกติ และไม่ให้ใช้โทษประหารกับพวกเขา

-&amp;nbsp;ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาฯดังกล่าว และต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับระเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของท่านที่จะต้องไม่เข้าร่วมในการบังคับส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากนั้นเป็นการฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง&amp;nbsp;&amp;ldquo;ไกลบ้าน&amp;rdquo;&amp;nbsp;กำกับโดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องของ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนที่ลี้ภัยการเมืองหลังการรัฐประหาร&amp;nbsp;2557

ต่อมาเป็นเวทีเสวนา&amp;nbsp;&amp;ldquo;หนึ่งเดือนกับการแสวงหาความจริง&amp;nbsp;:&amp;nbsp;#saveวันเฉลิม&amp;rdquo;&amp;nbsp;ดำเนินรายการโดย ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว&amp;nbsp;The Reporters

สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์&amp;nbsp;พี่สาววันเฉลิม กล่าวว่า ตนเองพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ทราบข่าวว่าวันเฉลิมเป็นอย่างไร มีการยื่นเอกสารทั้งทางไทยและกัมพูชา ขณะนี้ทางอัยการสูงสุดให้ความเห็นว่าต้องรอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษก่อน ซึ่งยื่นเรื่องไปดีเอสไอวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;มิ.ย. โดยเขาใช้เวลา&amp;nbsp;15&amp;nbsp;วันพิจารณาว่าจะรับคดีไหม ถ้าดีเอสไอไม่รับเป็นคดีพิเศษ เราก็ไปต่อยาก หนทางที่จะตามหาวันเฉลิมก็ริบหรี่ลงไป ส่วนในกัมพูชามีการแต่งตั้งทนายไปแจ้งความกับทางการกัมพูชาแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องทางการกัมพูชาก็ปฏิเสธ หน่วยงานรัฐไทยก็บอกว่าทำตามกระบวนการ ผ่านไปหนึ่งเดือนไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย จึงต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ

&amp;ldquo;เราพยายามทุกทางเพื่อตามหาน้อง อยากได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไรกับวันเฉลิม วันเกิดเหตุเราเป็นคนคุยโทรศัพท์กับเขาจึงรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ จนได้รับการยืนยันจากเพื่อนเขาที่กัมพูชาว่าวันเฉลิมถูกอุ้มหายไป เรามีกล้องวงจรปิดและทะเบียนรถ จึงให้เพื่อนที่กัมพูชาพยายามตามเรื่องให้ เพราะคิดว่าถ้าตามได้เร็วเขามีโอกาสรอด แต่ตอนนี้ผ่านมา&amp;nbsp;30&amp;nbsp;วันแล้ว ความหวังริบหรี่มาก แต่ภาวนาขอให้เขามีชีวิตรอด

&amp;ldquo;ไม่ว่าสภาพไหนเราอยากได้เขากลับมาอย่างปลอดภัย เราอยากได้คำยืนยัน ถ้าเขาเสียชีวิตเราก็อยากรู้ เราอยากเอาเขากลับมาทำพิธีทางศาสนา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็อยากพาเขากลับบ้าน&amp;rdquo;

สิตานัน เล่าว่า วันเฉลิมลี้ภัยช่วงรัฐประหาร&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;โดยบอกว่าต้องออกนอกประเทศ วันเฉลิมทำธุรกิจหลายอย่างที่กัมพูชา เช่น ร้านอาหาร การเกษตร เนื่องจากวันเฉลิมเป็นที่รักของหลายคน จึงมักมีคนมอบหมายงานให้ทำ วันเฉลิมเป็นคนไม่มีพิษมีภัยและไม่มีปัญหาเรื่องธุรกิจกับใคร จึงไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้

&amp;ldquo;ช่วงสองปีหลังมานี้จะพูดกับน้องเสมอว่าถ้าไม่ลี้ภัยไปยุโรปก็อยู่ทำธุรกิจที่กัมพูชา ทำมาหากินไม่ต้องไปยุ่งกับใคร การที่วันเฉลิมต้องไปอยู่กัมพูชาทำให้ชีวิตเขาเสียโอกาส ทั้งที่เขาสามารถทำอะไรได้เยอะ เขาเอาชีวิตตัวเองไปแลกกับความยุติธรรมและประชาธิปไตย เราบอกเขาเสมอ แต่ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น&amp;rdquo;

สิตานัน ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เธอไม่เคยรู้ว่าที่ผ่านมามีผู้ลี้ภัยกี่รายที่ถูกอุ้มหาย เมื่อเกิดเหตุกับวันเฉลิมเธอจึงย้อนกลับไปดูกรณีของผู้ลี้ภัยการเมือง&amp;nbsp;8&amp;nbsp;คนที่สูญหายและสะเทือนใจว่ามีครอบครัวผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่เผชิญชะตากรรมเช่นเธอและยังมีผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอีกมากที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ&amp;nbsp;UNHCR&amp;nbsp;เพราะติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เธอไม่อยากให้ชีวิตของวันเฉลิมสูญเปล่า จึงอยากช่วยเรียกร้องสิทธิให้ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ และอยากให้คดีของคนสูญหายรายอื่นได้รับความยุติธรรมเช่นกัน

และสุดท้ายหากสื่อสารกับคนที่นำตัววันเฉลิมไปได้ สิตานันกล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ปล่อยตัวต้าร์มาเถอะ ไม่ว่าในสภาพไหน ขอให้เขาปลอดภัย หรือถ้าเป็นศพก็ขอให้ยืนยันมาว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ไม่งั้นเราและครอบครัวจะไม่สามารถจะใช้ชีวิตต่อได้ ไม่รู้ว่าจะต้องตามหาถึงวันไหน ผู้ลี้ภัยที่หายไป&amp;nbsp;8&amp;nbsp;รายก่อนหน้านี้ก็เห็นศพแค่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ราย ที่เหลือไม่ทราบชะตากรรม ถ้าวันเฉลิมมีชีวิตอยู่ก็ปล่อยออกมา ถ้าตายก็ขอให้บอกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว&amp;rdquo;

ด้าน&amp;nbsp;วสุ วรรลยางกูร&amp;nbsp;ลูกชายวัฒน์ วรรลยางกูร เล่าว่าพ่อของตนเองและวันเฉลิมมีชะตากรรมคล้ายกันคือต้องลี้ภัยไปประเทศกัมพูชาหลังการรัฐประหาร&amp;nbsp;2557&amp;nbsp;ทำให้วัฒน์ได้เจอกับวันเฉลิมและสนิทกัน ต่อมาวัฒน์ย้ายไปประเทศลาวและทำเรื่องลี้ภัยไปประเทศฝรั่งเศส

&amp;ldquo;สำหรับผู้ลี้ภัย เมื่อจำเป็นต้องออกจากประเทศเขาจะเลือกไปที่ไหนก็ได้ที่สะดวกและปลอดภัย จึงเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นการขอสถานะผู้ลี้ภัยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ต้องอยู่อย่างยากลำบาก เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยถึงชีวิตก็ยากที่จะติดตามและหาคนรับผิดชอบ เช่นที่มีผู้ลี้ภัยถูกอุ้มหายในกรณีสุรชัย แซ่ด่าน กับภูชนะและกาสะลองที่พบศพในแม่น้ำโขงเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการอุ้มหายและฆาตกรรมผู้ลี้ภัย ทำให้เราตระหนักว่าถ้าอยู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีสถานะล่องหนไม่มีการรับรองอาจเจอชะตากรรมเช่นนั้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้มากนักเพราะจะกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศ

&amp;ldquo;การลี้ภัยอยู่ประเทศในอาเซียนไม่มีที่ไหนปลอดภัย การนอนฝันร้ายไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ลี้ภัยเมื่อเราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงวันไหน ถ้ามีช่องทางให้ผู้ลี้ภัยได้รับการรับรองและได้สถานะจะช่วยให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัยของเขาบรรเทาลงไปได้บ้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังกระทบถึงครอบครัวของผู้ลี้ภัย ทั้งความอึดอัดกังวลถึงความปลอดภัยของคนที่เรารัก และการตื่นมาเจอข่าวว่าคนที่เรารักไม่อยู่แล้ว

&amp;ldquo;พ่อผมยังโชคดีที่เดินทางไปประเทศที่สามแล้ว แต่ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านเรา ความไกลบ้านทำให้เรากังวล หวาดกลัว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านอีก ขณะที่ครอบครัวของผู้ลี้ภัยที่ยังอยู่ในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านของเรา แต่มีสักวันไหมที่ประเทศนี้ให้ความเป็นบ้านแก่เราได้จริงๆ&amp;rdquo;

วสุ เล่าว่าเมื่อวัฒน์รู้ว่าวันเฉลิมหายไปก็ห่วงใยมาก หนึ่งสัปดาห์ก่อนการหายตัวไปวัฒน์ยังแนะนำให้วันเฉลิมย้ายไปประเทศที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เพราะกังวลในสถานการณ์และมีความเป็นห่วงเป็นใยกัน โดยก่อนหน้านี้วัฒน์เองก็ไม่คิดว่าวันเฉลิมจะตกเป็นเป้าเพราะเป็นคนอายุไม่มากที่เคลื่อนไหวอย่างสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง แต่วัฒน์มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้คนรุ่นใหม่ในประเทศนี้ เมื่อใครบางคนหายไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น

&amp;ldquo;พ่อเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้จะทำให้คนกล้าออกมาพูดถึงสิทธิที่จะอยู่ประเทศนี้อย่างภาคภูมิใจ อยากให้เปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความกล้าที่จะออกมาพูดว่าไม่ควรมีใครถูกกระทำเช่นนี้จากสิ่งที่เขาพูดและทำ กำลังใจที่ทุกคนจะมอบให้ผู้ลี้ภัยและครอบครัวของผู้ลี้ภัยได้ดีที่สุดคือการช่วยกันตามหาว่าวันเฉลิมอยู่ที่ไหนและใครเป็นคนทำให้หายไป เรื่องที่เกิดขึ้นกับวันเฉลิมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ที่มีความเห็นต่างจากคนที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ เราต้องออกมาตั้งคำถาม ทำให้ความจริงปรากฏ อย่างน้อยวันที่เราพบความจริงจะคลายปมในใจให้เราหายใจออกในประเทศนี้ได้บ้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp;วสุกล่าว

จากนั้น สิตานัน อ่านแถลงการณ์ของครอบครัวในวาระครบรอบหนึ่งเดือนการหายตัวไปของวันเฉลิม&amp;nbsp;ความตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;วันเฉลิมถูกอุ้มหายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มิถุนายน พ.ศ.&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;บัดนี้ครบ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;วันแล้ว ทางครอบครัวได้ประสานงานไปยังบุคคล และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย และช่องทางอื่นๆ เพื่อตามหาวันเฉลิม ล่าสุดทางครอบครัวได้แต่งตั้งทนายความที่กัมพูชาเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกัมพูชาอีกทางหนึ่ง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางการกัมพูชาจะให้ความร่วมมือด้วยดีในการสอบสวนอย่างจริงจัง เพื่อนำตัวนายวันเฉลิมกลับมาอย่างปลอดภัย และทำความจริงให้ปรากฏ ว่าอะไรคือมูลเหตุของการอุ้มหาย ใครเป็นผู้กระทำ และนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

&amp;ldquo;การอุ้มหายสร้างความหวาดกลัวให้แก่ทุกคน เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้และที่ใดก็ได้ ทางครอบครัวหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับวันเฉลิมจะเป็นการอุ้มหายครั้งสุดท้าย การอุ้มหายเคยเกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยก่อนหน้านี้เป็นจำนวน&amp;nbsp;8&amp;nbsp;คน นายวันเฉลิมเป็นเหยื่อรายที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ที่ถูกอุ้มหายขณะที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสามารถพบศพได้เพียง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;รายเท่านั้น ซึ่งสภาพศพแสดงให้เห็นว่าถูกกระทำอย่างโหดร้ายเหลือเกิน

&amp;ldquo;อย่างไรก็ดี ทางครอบครัวของเรายังตั้งความหวังว่าผู้ก่อเหตุ รวมถึงผู้สั่งการจะมีความเมตตาต่อวันเฉลิม และปล่อยตัวเขาให้กลับคืนสู่อ้อมอกคนในครอบครัวและคนที่รักเขา&amp;rdquo;&amp;nbsp;สิตานันกล่าว

ปิดท้ายด้วย&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมงานช่วยกันจุดเทียนแห่งความหวัง แสดงสัญลักษณ์แห่งศรัทธาเพื่อสิทธิมนุษยชน และร่วมประกาศเจตนารมณ์ว่า ไม่ควรมีใครถูกอุ้มหาย ทำให้เสียชีวิตหรือถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาล บุคคลเหล่านั้นเพียงแค่ใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตราบใดที่การแสดงออกนั้นไม่สร้างความเกลียดชังหรือยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงในสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70545</URL_LINK>
                <HASHTAG>#saveวันเฉลิม, แอมเนสตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f015813ce472.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2020 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2020 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอวรงค์&#039;แฉแอมเนสตี้ไทยประกาศรับอาสาสมัครอายุ 18 ปีขึ้นไปร่วมสังเกตการณ์วิ่งไล่ลุงหัวละ 800 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.63- &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ชักศึกเข้าบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ไทย ได้ประกาศรับอาสาสมัครที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ร่วมสังเกตการณ์ และรายงานมายังส่วนกลางในกิจกรรม&amp;quot;วิ่งไล่ลุง&amp;quot; โดยมีค่าตอบแทนครั้งนี้ 800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยจำนวนมากควรต้องรับรู้ว่า องค์การนี้เป็นNGOเครือข่ายสากล ส่วนหนึ่งรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ และมักจะเข้ามาแสดงออกทางการเมือง ที่เป็นแนวร่วมกับพรรคการเมืองบางพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่แอมเนสตี้ไทยขยับดังกล่าว จึงคล้ายกับทฤษฎีสมคบคิด(conspiracy theory) เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะให้NGOระหว่างประเทศ เข้ามาวุ่นวายกิจกรรมทางการเมืองในบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบบนี้ทำให้คิดได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการ&amp;quot;ชักศึกเข้าบ้าน&amp;quot;หรือไม่
#รู้ทันพวกชังชาติ
#ปราบลัทธิชังชาติด้วยความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54232</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม, วิ่งไล่ลุง, หัวละ 800 บาท, แอมเนสตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200110/image_big_5e17f21fa60a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2018 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2018 21:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตีซัด ผบ.สส.เมียนมา ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรแอมเนสตีออกรายงานฉบับใหม่ กล่าวโทษพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมาและนายทหารอีกหลายคน &amp;quot;ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&amp;quot; โดยเป็นผู้กำกับดูแลปฏิบัติการโจมตีชาวมุสลิมโรฮีนจาอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp; พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ร่วมพิธีฝึกทหารที่เขตอิระวดี เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2561 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 กล่าวว่า คำกล่าวโทษขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาและพวกนายทหารอาวุโสมีชื่อเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารในรัฐยะไข่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ที่ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาหนีข้ามแดนเข้าบังกลาเทศมากกว่า 700,000 คน และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่าเปรียบได้กับการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แอมเนสตีกล่าวในรายงานฉบับใหม่นี้ว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย กับพวกนายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอีก 12 คนกำกับดูแลปฏิบัติการรุนแรงในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การล้างเผ่าพันธุ์ประชากรชาวโรฮีนจาสำเร็จได้โดยการรณรงค์อย่างเป็นระบบและไม่ปรานี ที่ซึ่งกองกำลังความมั่นคงเมียนมาฆ่าชาวโรฮีนจานับพันๆ คนอย่างผิดกฎหมายซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย&amp;quot; รายงานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตียังปฏิเสธข้ออ้างของกองทัพเมียนมาที่บอกว่า ทหารบางนายอาจก่อเรื่องเหล่านี้ขึ้นเองโดยฝ่าฝืนกฎการปะทะ โดยรายงานฉบับนี้ระบุว่าอาชญากรรมส่วนมากที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมของพวกทหารแตกแถวหรือพวกที่เกเร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งยังบอกด้วยว่าพวกกองกำลังฝ่ายความมั่นคงยังได้ใช้ความรุนแรงทางเพศ ทารุณทรมาน บังคับให้ทิ้งถิ่นฐาน และเผาตลาดเผาที่ทำกิน ซึ่งทำให้ชุมชนไม่มีอาหารและถูกบังคับให้ต้องหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ซากบ้านเรือนชาวโรฮีนจาในหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ระหว่างเกิดวิกฤติรัฐยะไข่ เมื่อเดือนตุลาคม 2560 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อาชญากรรมเหล่านี้เทียบได้กับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นการกระทำผิดโดยเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบต่อประชากรชาวโรฮีนจา&amp;quot; รายงานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกตำรวจรักษาดินและนายทหารระดับสูงบางคนที่รายงานกล่าวถึง เป็นผู้คุมหน่วยที่ก่ออาชญากรรมโหดร้ายที่โดยตรง ส่วนคนอื่นๆ นั้นรับรู้พฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่กลับไม่ป้องกัน หยุดยั้ง หรือลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานความหนา 186 หน้านี้ออกมาภายหลังสหภาพยุโรปประกาศคว่ำบาตรนายทหารเมียนมา 7&amp;nbsp; คน แต่ไม่รวม ผบ.สส.ผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตีอ้างอิงข้อมูลจากคำให้สัมภาษณ์ในเมียนมาและบังกลาเทศมากกว่า 400 ครั้ง ระหว่างเดือนกันยายน 2560 ถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ และภาพถ่ายดาวเทียม ผลวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์&amp;nbsp; และเอกสารลับของกองทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานได้กล่าวถึงการทำความผิดของกองทัพปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน (อาร์ซา) ด้วย กองกำลังมุสลิมติดอาวุธกลุ่มนี้โจมตีที่ตั้งของตำรวจเมียนมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งทำให้กองทัพตอบโต้อย่างรุนแรง แอมเนสตีกล่าวว่า อาร์ซาฆ่าสายข่าวและพวกที่เกี่ยวพันกับกองทัพหลายราย และยังฆ่าหมู่ชาวฮินดูหลายสิบคน แต่อาร์ซาปฏิเสธคำกล่าวหานี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12262</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผบ.สส.เมียนมา, พม่า, มิน อ่อง หล่าย, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, เมียนมา, แอมเนสตี, โรฮีนจา, ไอซีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3397f3cc774.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีมโฆษกคสช.ตอกแอมเนสตี้เรียกร้องเกินกรอบกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31 พ.ค.61-พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน ชวนสมาชิกทั่วโลก จี้ไทยยุติดำเนินคดี 62 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพยายามอธิบายตามข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจหลักกฎหมาย และหลักการปฏิบัติ ทั้งนี้ยืนยันว่าคสช. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ตลอดจนฝ่ายกฎหมาย ดำเนินตามกรอบกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ ไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ใคร หรือเลือกปฏิบัติ และไปกลั่นแกล้งใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า คสช.จะทำความเข้าใจกับองค์กรดังกล่าว อย่างไร พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร เพราะความต้องการยังไม่ตอบสนอง เราต้องอธิบายตามความเป็นจริง ตนไม่รู้สึกหนักใจอะไร สิ่งใดเป็นข้อเรียกร้อง และอยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ ถ้าอะไรที่ทำได้ เช่น ปัญหาปากท้องก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ แต่ข้อเรียกร้องใดขัดกฎหมาย คสช.จะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ฯ เกินขอบเขตคสช. หรือไม่ ทีมโฆษกคสช.ตอบว่า หลักการทำงาน อะไรอยู่ในกรอบกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถทำได้ ทุกคนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่อะไรที่เกินอำนาจหน้าที่ เกินกรอบกฎหมาย ตนขอชี้แจงว่าไม่สามารถทำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.มทบ.11 กล่าวต่อว่า การดำเนินการกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น ที่ผ่านมาเราอธิบายทำความเข้าใจกับคนทั้งประเทศว่าบ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ ดังนั้นขอเวลาที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งตามที่ทุกคนปรารถนา ในต้นปี 2562 เมื่อเลือกตั้งแล้วจะมีรัฐบาลใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้งทางรัฐบาลคสช.จะส่งผ่านอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินให้รัฐบาลใหม่ ส่วนคสช.จะหมดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ปี2560 อย่างไรก็ตามแต่ยังมีคนไทยจำนวนไม่มากอยากให้เลือกตั้งโดยเร็ว ทางคสช.ขอความร่วมมือว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย หากทำผิดกฎหมาย คสช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกรอบกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10395</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมโฆษกคสช., พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์, อยากเลือกตั้ง, แอมเนสตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a9762b8b53c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอมเนสตี&#039; ฉะซูดาน ตัดสินประหารเหยื่อข่มขืน ฐานฆ่าคนร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การนิรโทษกรรมสากลแถลงประณามศาลซูดานที่ตัดสินประหารชีวิตหญิงวัย 19 ปีที่แทงคนข่มขืนเธอเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp; AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การนิรโทษกรรมสากลหรือแอมเนสตีอินเตอร์เนชั่นแนล แถลงเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมว่า ในวันนี้ศาลซูดานตัดสินประหารชีวิตนูรา ฮุสเซน ฮัมหมัด วัย 19 ปี ในคดีฆ่าชายที่พ่อของเธอบังคับให้แต่งงานด้วย แต่เมื่อเธอไม่ยินยอมเขากลับข่มขืนเธอ นูราเป็นเหยื่อข่มขืนแต่กลับต้องได้รับโทษอย่างโหดร้ายเกินกว่าจะทนได้และเรียกร้องให้ศาลซูดานเพิกถอนคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรม และให้ความมั่นใจว่าคดีนี้จะมีการไต่สวนใหม่อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงเหตุบรรเทาโทษด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การนิรโทษกรรมสากลเผยว่าเหยื่อข่มขืนรายนี้ถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับอับดุลราห์มัน ฮัมหมัด ตั้งแต่เธออายุเพียง 16 ปี ตามกฎหมายของซูดานอนุญาตให้เด็กที่อายุเกิน 10 ปีแต่งงานได้ ในพิธีแต่งงานขั้นตอนแรกเป็นการลงนามสัญญาแต่งงานระหว่างพ่อของเธอกับชายผู้นี้ และมีพิธีแต่งงานขั้นที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2560 ที่เธอจบชั้นมัธยมศึกษาแล้ว ซึ่งเธอต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านสามี แต่นูราปฏิเสธการแต่งงานขั้นที่ 2 สามีของเธอจึงไปชักชวนพี่ชายของเขา 2 คนและลูกพี่ลูกน้องผู้ชายคนหนึ่งมาช่วยเขาที่ต้องการข่มขืนเธอ ซึ่งเขาลงมือข่มขืนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม โดยให้ชาย 3 คนช่วยจับนูรา และเช้าวันต่อมาพยายามข่มขืนเธออีกครั้ง แต่เธอหนีไปที่ครัวและหยิบมีดมาเป็นอาวุธป้องกันตัวจนเกิดการต่อสู้ชุลมุน และอับดุลราห์มันเสียชีวิตจากบาดแผลโดนมีดแทง หลังจากนั้นนูราหนีกลับบ้าน แต่พ่อของเธอนำเธอมามอบตัวกับตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุระหว่างการไต่สวนคดีนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ศาลตัดสินว่าเธอมีความผิดในข้อหาเจตนาฆ่า โดยอ้างถึงกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งไม่ได้พิจารณาถึงการข่มขืนที่เกิดขึ้นกับผู้ที่แต่งงาน การตัดสินโทษประหารชีวิตเหยื่อข่มขืนรายนี้เป็นเรื่องโหดร้าย, ไร้มนุษยธรรม และแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ซูดานไม่ได้คำนึงถึงความรุนแรงที่นูราได้รับ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9023</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูดาน, ประหาร, องค์การนิรโทษกรรมสากล, เหยื่อข่มขืน, แอมเนสตี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af5a067d3bda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
