<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2020 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาตอก&#039;แอมเนสตี้&#039; อย่าก้าวก่ายการดำเนินคดีผู้ทำผิดกฎหมายในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.63- นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ขอบอกแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เรียกร้องให้ทางการไทยยุติการใช้กระบวนการทางกฎหมายข่มขู่และคุกคามพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกพรรค ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....บุคคลที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตามต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยโดยเท่าเทียมกัน บุคคลใดกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็ต้องมีโทษเช่นเดียวกับอารยะประเทศทั้งหลายในโลกใบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....กรณีของพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกพรรค ไม่เคยมีหน่วยงานราชการใดๆ ไปข่มขู่หรือคุกคาม แต่มีข้าราชการบางคนในบางหน่วยงานกลับโอบอุ้มช่วยเหลือด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....แอมเนสตี้ไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่ควรไปเรียกร้องให้งดการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดในประเทศของคนที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ถือสัญชาติอยู่เถอะนะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55112</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุมขู่นักการเมือง, ชูชาติ ศรีแสง, แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 21:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตีชี้ ตำรวจฮ่องกงใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ประท้วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลออกรายงานเมื่อวันศุกร์ กล่าวโทษตำรวจฮ่องกงว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ตำรวจปราบจลาจลฮ่องกงควบคุมตัวผู้ประท้วงที่เกาลูนเบย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562 / Lillian SUWANRUMPHA / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้อ้างอิงจากคำสัมภาษณ์นักเคลื่อนไหว 21 คน ซึ่ง 19 คนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลภายหลังโดนจับกุม รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562 กล่าวว่า ตำรวจฮ่องกงมักจะใช้กำลังในระดับที่เกินมาตรฐานสากลและกฎหมายของฮ่องกง
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิโคลัส เบกีลิน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกของแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของฮ่องกงใช้กลยุทธ์ที่ผิดกฎหมายและบุ่มบ่ามกับประชาชนระหว่างการประท้วง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความต้องการเอาคืน นั่นรวมถึงการจับกุมตามอำเภอใจ และการใช้ความรุนแรงล้างแค้นบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขัง บางกรณีก็เข้าข่ายการทรมาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอมเนสตีฯ สนับสนุนข้อเรียกร้องให้เปิดการสอบสวนอิสระต่อการใช้ความทารุณโหดร้ายของตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของผู้ประท้วง แต่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลฮ่องกงและพวกนายตำรวจปฏิเสธมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักงานตำรวจฮ่องกงออกแถลงการณ์ตอบโต้แอมเนสตีในวันเดียวกัน ปฏิเสธคำกล่าวหาที่ว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยอ้างว่าตำรวจได้ใช้ความอดกลั้นระดับสูงตลอดเวลาในยามที่ต้องใช้กำลัง ส่วนคำกล่าวหาที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ แถลงการณ์บอกว่าตำรวจจะไม่ให้ทัศนะเกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นการเฉพาะ และผู้ที่กล่าวหาว่าโดนทารุณกรรมก็ควรยื่นคำร้องต่อหน่วยงานตรวจสอบของตำรวจมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประท้วงในฮ่องกงยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือนแล้ว หลายครั้งเกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงที่ขว้างปาก้อนอิฐ, ระเบิดเพลิง และใช้สลิงช็อต ตอบโต้ตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตา, กระสุนยาง และน้ำแรงดันสูง ภาพที่ตำรวจใช้ไม้กระบองไล่ตีผู้ประท้วงแพร่สะพัดออนไลน์บ่อยครั้ง แต่นายตำรวจผู้หนึ่งโอดครวญกับเอเอฟพีว่า ตำรวจตกเป็นเป้าการรณรงค์สาดโคลนของผู้ประท้วงและฝ่ายค้าน ที่ละเลยการใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นของผู้ประท้วงหัวแข็ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจฮ่องกง, ผู้ประท้วงฮ่องกง, ฮ่องกง, แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล, ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d84e37b4f010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอมเนสตี้&#039;ให้รัฐบาลหน้าคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  ยกเลิกโทษประหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62- สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เผยแพร่ &amp;ldquo;วาระสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง&amp;rdquo; เรียกร้องผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองให้ยึดมั่นในพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาชน ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศ และยุติการลอยนวลพ้นผิดเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชิญชวนให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านและพรรคการเมืองทุกพรรคยึดมั่นในการพัฒนาสถานการณ์ด้านต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดใน 9 ประเด็นดังต่อไปนี้ ยุติการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ยุติการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก ส่งเสริมสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย รวมถึงแรงงานข้ามชาติ ส่งเสริมสิทธิความเป็นส่วนตัวในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ให้การเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและยกเลิกโทษประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า รัฐบาลใหม่ควรยุติการเอาผิดทางอาญาต่อผู้แสดงความเห็นต่างอย่างสงบ และยุติการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก กว่า 10 ปีที่ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมือง ทางการไทยมักอ้างความมั่นคงของชาติ เพื่อเป็นเหตุผลในการปิดปากผู้ที่ถูกมองว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่วิจารณ์อย่างสงบ ทางการไทยยังใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยพลการเพื่อละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลใหม่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชน แม้ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ทางการต้องจัดทำมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายภายใต้ระบอบปกครองของทหาร และในสภาพที่ขาดการรับผิด&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วาระสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ 9 ประเด็น ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรวมทั้งผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญ เช่น สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกบังคับบุคคลให้สูญหาย เสรีภาพด้านการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม และสิทธิที่จะมีความเป็นส่วนตัวในขณะที่มีการจัดทำมาตรการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วาระสิทธิมนุษยชนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังครอบคลุมถึง การจัดทำมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอลี้ภัย และยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุที่เกิดล่าสุดกับราฮาฟ โมฮัมเหม็ด และฮาคีม อัล อาไรบี เป็นสิ่งที่คนหลายล้านคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจต่อชะตากรรมของพวกเขา ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยจะถูกบังคับส่งกลับไปยังดินแดนที่พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงอันตรายอย่างร้ายแรง รัฐบาลไทยควรปฏิบัติตามพันธกิจที่เคยให้ไว้ว่าจะพัฒนามาตรการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ในการเลือกตั้งครั้งนี้รัฐบาลไทยควรสัญญาว่าจะบัญญัติการคุ้มครองต่อผู้ลี้ภัยเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย&amp;rdquo; แคทเธอรีนกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยร่วมกับศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลจะจัดเวทีดีเบต &amp;ldquo;เปิดแนวคิดพรรคการเมืองกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; ขึ้น ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ &amp;gt;&amp;gt; https://buff.ly/2XfnX9r&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30529</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยกเลิกโทษประหาร, รัฐบาลหน้า, วาระสิทธิมนุษยชน, แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0a6029975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียเตรียมยกเลิกโทษประหารชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะรัฐมนตรีมาเลเซียให้ความเห็นชอบกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว ระบุประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน เตรียมส่งให้สภาผู้แทนราษฎรแก้กฎหมายสัปดาห์หน้า เผยสองสาวต้องสงสัยฆาตกรรม &amp;quot;คิม จองนัม&amp;quot; พี่ชายผู้นำเกาหลีเหนือ จะได้รับอานิสงส์ เช่นเดียวกับนักโทษรอประหารมากกว่า 1,200 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ ธงชาติมาเลเซีย / Sky News&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 อ้างคำกล่าวของโกบินด์ ซิงห์ เดโอ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซีย ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว และตัวเขาหวังว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายโดยเร็ววัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายมาเลเซียบังคับให้ใช้บทลงโทษประหารชีวิตกับความผิดร้ายแรงหลายประการ อาทิ ฆาตกรรม, ลักพาตัว, ครอบครองอาวุธปืน และการค้ายาเสพติด การประหารชีวิตใช้วิธีการแขวนคอ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยที่อังกฤษยังเป็นเจ้าอาณานิคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกบินด์กล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจยกเลิกโทษประหารชีวิต เพราะประชาชนชาวมาเลเซียคัดค้านการลงโทษด้วยวิธีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือพิมพ์สตาร์ของมาเลเซียรายงานก่อนหน้านี้ โดยอ้างคำกล่าวของเหลียว วุย เกียง รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ว่านักโทษเด็ดขาดทั้งหมดที่รอการประหารชีวิตจะได้รับการระงับโทษประหารชีวิตไว้ชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะยกเลิกโทษประหาร รัฐบาลจะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายนี้เข้าสภาผู้แทนราษฎรในวันจันทร์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระงับใช้โทษประหารชีวิตในครั้งนี้จะแผ่อานิสงส์ถึงผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมคิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือด้วย ศาลมาเลเซียตัดสินว่าสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 รายนี้ ได้แก่ สิตี ไอส์ยะห์ หญิงสาวชาวอินโดนีเซีย และเจือน ถิ เฮือง หญิงสาวชาวเวียดนาม ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้สารพิษลอบสังหารคิม จองนัม ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ เมื่อต้นปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มาเรีย อัลวีรา ปินโต เอกซ์ปอสโต พลเมืองออสเตรเลียที่ศาลอุทธรณ์มาเลเซียตัดสินเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า มีความผิดฐานลอบขนยาเสพติด ก็จะได้รับยกเว้นโทษประหารชีวิตเช่นกัน คุณยายวัย 54 ปีรายนี้ถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคม 2557 พร้อมกับยาไอซ์ 1.1 กิโลกรัม ขณะเดินทางผ่านสนามบินกัวลาลัมเปอร์จากนครเซี่ยงไฮ้ของจีนเพื่อต่อไปยังกรุงเมลเบิร์นของออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว องค์การแอมเนสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเคยจัดอันดับว่า มาเลเซียเป็นประเทศประหารชีวิตนักโทษมากเป็นอันดับ 10 จาก 23 ประเทศที่ประหารชีวิตนักโทษในปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของหนังสือพิมพ์นิวสเตรทไทมส์ระบุไว้ว่า มาเลเซียประหารชีวิตนักโทษ 35 คน ระหว่างปี 2550-2560 รายงานของเอเอฟพีกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมาเลเซียมีนักโทษประหาร 1,267 คน หรือ 2.7% ของนักโทษที่มีอยู่ 60,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักสิทธิพากันยินดีกับการตัดสินใจของรัฐบาลมาเลเซีย นักสิทธิเหล่านี้มักกล่าวกันว่า ไม่เคยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าโทษประหารชีวิตสามารถยับยั้งผู้กระทำผิดไม่ให้ก่ออาชญากรรมรุนแรงหรือค้ายาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็น. สุเรนดรัน ที่ปรึกษากลุ่มทนายความเพื่อเสรีภาพ ออกแถลงการณ์ว่า โทษประหารชีวิตนั้นป่าเถื่อนและโหดร้ายเกินจินตนาการ ทันทีที่มาเลเซียยกเลิกโทษประหารชีวิต มาเลเซียก็จะมีความชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตชาวมาเลเซียจะโดนประหารชีวิตในต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีเพียง 23 ประเทศที่ยังบังคับใช้โทษประหารชีวิต รายงานของแอมเนสตีฯ เมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า มีนักโทษถูกประหารทั่วโลกในปีที่แล้ว 993 คน แต่ยังไม่รวมนักโทษ &amp;quot;หลายพันคน&amp;quot; ที่เชื่อว่าโดนจีนประหารชีวิต หากไม่นับรวมจีนซึ่งไม่เปิดเผย &amp;quot;ข้อมูลลับ&amp;quot; นี้ แอมเนสตีฯ ระบุว่า อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน คือประเทศที่ประหารนักโทษมากที่สุดตามลำดับ โดยคิดเป็น 84% ของนักโทษที่ถูกประหารในปี 2560.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19700</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประหารชีวิต, มาเลเซีย, ยกเลิกโทษประหาร, แอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf4c80444b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
