<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้เปิดรายงานตร.ไทยมักใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตปราบปรามผู้ชุมนุมโดยสงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.64 - แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดรายงานวิจัยล่าชุดชื่อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;หน้าแสบร้อนเหมือนโดนไฟไหม้&amp;rdquo; (My face burned as if on fire) ระบุทางการไทยมักใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงและเกินขอบเขตอยู่เสมอ เพื่อปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนซึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการทุบตีผู้ชุมนุม การฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผสมสารเคมี และการยิงกระสุนยางในระยะประชิด โดยรายงานฉบับนี้ได้บันทึกข้อมูลอย่างละเอียด และการวิเคราะห์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นภาพอย่างละเอียดของการใช้กำลังจนเกินขอบเขตมิชอบด้วยกฎหมายต่อผู้ชุมนุมโดยสงบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานของแอมเนสตี้เป็นผลจากการทำงานของผู้สังเกตการณ์ภาคสนาม ซึ่งได้สัมภาษณ์ผู้เสียหายและประจักษ์พยานหลายสิบคน ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานในภาวะวิกฤตระหว่างประเทศของแอมเนสตี้ ยังได้ตรวจสอบวิดีโอ 87 ชิ้นที่เผยให้เห็นภาพการใช้ความรุนแรงของตำรวจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ผู้ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมและผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือพฤติกรรมที่รุนแรง แต่พวกเขากลับต้องถูกกระทำด้วยความรุนแรงอย่างเจ็บปวดจากการใช้กำลังของตำรวจ มีการทุบตีประชาชน การยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ทั้งหมดเพียงเพราะพวกเขากล้าที่จะรวมตัวและแสดงออกโดยสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในขณะที่การชุมนุมขยายตัวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี ทางการไทยไม่ได้ดำเนินการเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อ่อนไหว ทั้งยังทำให้ชีวิตของบุคคลจำนวนมากเสียงอันตราย รวมทั้งเด็ก&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำในการของพยานจำนวนมากในรายงานฉบับนี้ เน้นให้เห็นการใช้สารเคมีที่สร้างความระคายเคืองจนเกินขอบเขตต่อประชาชน รวมทั้งการใช้แก๊สน้ำตาและการฉีดน้ำแรงดันสูง ผู้เสียหายระบุว่าได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งแผลไหม้ที่รุนแรงและเลือดไหลออกทางจมูก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประจักษ์พยานและผู้เสียหายยังระบุถึงหลายเหตุการณ์ของการควบคุมฝูงชนที่มีความอันตราย ตั้งแต่การเล็งเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ศีรษะของประชาชน ไปจนถึงการยิงกระสุนยางอย่างไม่เลือกเป้าหมายใส่ฝูงชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เปิดเผยในวันนี้ ทางการไทยมักใช้ยุทธวิธีที่รุนแรงและเกินขอบเขตอยู่เสมอ เพื่อปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนซึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในประเทศ รวมทั้งการทุบตีผู้ชุมนุม การฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผสมสารเคมี และการยิงกระสุนยางในระยะประชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า รายงานฉบับนี้พร้อมทั้งข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องจากแอมเนสตี้จะถูกส่งต่อให้กับทางการไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้ตำรวจคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบทุกคน และอำนวยความสะดวกให้พวกเขาได้ใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและการแสดงออกอย่างเต็มที่ ทางองค์กรยังกระตุ้นให้ตำรวจเน้นการใช้วิธีการที่ไม่รุนแรง รวมทั้งการเจรจา การไกล่เกลี่ยและการพูดคุย เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ยังขอกระตุ้นทางการไทยให้ยกเลิกข้อหาทั้งหมดที่มีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม ที่ตกเป็นเป้าหมายเนื่องจากการใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายที่สร้างปัญหารวมทั้งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องถูกยกเลิก และต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรการที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ และแสดงความเห็นโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทางการไทยกำลังใช้ความรุนแรงและการคุกคามด้วยกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อปราบปรามความไม่พอใจที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ การใช้ยุทธวิธีสร้างความหวาดกลัวเหล่านี้ มีแต่จะเน้นให้เห็นถึงความทุกข์ยากจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม และยิ่งกระตุ้นให้เกิดการชุมนุมมากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถึงเวลาต้องใช้แนวทางใหม่ เป็นแนวทางที่ยอมรับว่าการชุมนุมส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นไปโดยสงบ และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของเยาวชนเป็นการเรียกร้องให้มีการเจรจา ทางการไม่ควรตอบโต้ด้วยไม้กระบอง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สารเคมี และการตั้งข้อหาที่ปราศจากมูลความจริง&amp;rdquo; ปิยนุชกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังปล่อยแคมเปญ RUBBER DUCKS, NOT RUBBER BULLETS ในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ โดยเชิญสมาชิกและผู้สนับสนุนทั่วโลกเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ที่มีข้อความ &amp;ldquo;RUBBER DUCKS, NOT RUBBER BULLETS&amp;rdquo; พร้อมติด #เป็ดยางไม่ใช่กระสุนยาง เพื่อแสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้างเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนมโดยสงบในประเทศไทย โดยแคมเปญดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564-มีนาคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจสลายผู้ชุมนุม, ยิงกระสุนยาง, เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60deb03407758.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอมเนสตี้&#039;มาแล้ว!จี้กสม.สอบทหารทรมานประชาชนอย่างโหดร้ายในค่ายอิงคยุทธบริหารหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.62- &amp;nbsp; ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ เป็นกลาง และมีประสิทธิภาพโดยทันทีต่อกรณีนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลปัตตานี จากอาการหมดสติและสมองบวม ภายหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี เป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสอบสวนต้องนำมาซึ่งผลที่แน่ชัดว่านายอับดุลเลาะถูกเจ้าหน้าที่รัฐทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายระหว่างถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 16.00 น. จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม เวลา 03.00 น. หรือไม่ &amp;nbsp;โดยการสอบสวนดังกล่าว ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารสอบสวนกันเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากการสอบสวนพบว่ามีการทรมานเกิดขึ้น ทางการไทยจะต้องให้การประกันว่าจะมีการดำเนินคดีอาญาในศาลยุติธรรม เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดี และลงโทษผู้กระทำผิด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องทางการไทยให้การรับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนายความ ญาติพี่น้อง และได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม ตลอดจนอนุญาตให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ ทางการไทยต้องผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... เป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา หลังมีการแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย และให้สัตยาบันในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับสูญหาย รวมถึงการสร้างกลไกระดับชาติในการป้องกันการทรมาน&amp;rdquo; ปิยนุชย้ำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41712</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชน, ค่ายอิงคยุทธบริหาร, ปัตตานี, ปิยนุช โคตรสาร, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36ac4a833fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 12:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 12:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้ให้ไทยปล่อยตัวนักเรียกร้องชาวจีนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขและห้ามส่งกลับเกรงถูกทรมาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.61- แอมเนสตี้ชวนทั่วโลกส่งจดหมายเรียกร้องไทยยุติการดำเนินคดีกับสองสามีภรรยานักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวจีน ทั้งสองได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แต่ถูกจับกุมตามกฎหมายคนเข้าเมืองระหว่างอยู่ในประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องไม่ให้ส่งทั้งสองกลับประเทศจีนเพราะเสี่ยงที่จะถูกทรมานและได้รับการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เชิญชวนสมาชิก นักกิจกกรม และผู้สนับสนุนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกร่วมกันส่งจดหมายเรียกร้องทางการไทยให้ปล่อยตัวสองสามีภรรยานักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวจีนอย่างทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ระหว่างที่รอการพิจารณาจาก UNHCR เพื่อที่จะได้รับที่พำนักอาศัยในประเทศที่สาม ซึ่งการรณรงค์นี้จะมีไปถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ได้รับที่พำนักอาศัยในประเทศที่สาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อู๋ ยวี่-หัว &amp;nbsp;(吴玉华) หรือที่มักรู้จักกันในชื่ออ้าย อู &amp;nbsp;(哎乌) และหยาง ฉง (杨崇) สองสามีภรรยานักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวจีน ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวเบื้องต้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ตำรวจพบว่าทั้งคู่มีเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้อง และดำเนินคดีกับนางอู๋ในข้อหา &amp;ldquo;เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;พำนักอาศัยอย่างผิดกฎหมาย&amp;rdquo; และดำเนินคดีกับนายหยางในข้อหา &amp;ldquo;พำนักอาศัยเกินที่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; นางอู๋ได้รับการประกันตัวออกมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ แต่นายหยางยังถูกควบคุมตัวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางมายังประเทศไทย ในปี 2558 นายหยางตกเป็นเป้าหมายของทางการจีน เขาถูกทางการจีนควบคุมตัวโดยพลการและถูกทรมาน เนื่องจากการเคลื่อนไหวอย่างสงบทางภาคใต้ของจีนเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ในปี 2554 ทางการจีนได้เรียกตัวและควบคุมตัวเขาหลายครั้ง เนื่องจากการเข้าร่วมกับ &amp;ldquo;ขบวนการถนนในเมืองใต้&amp;rdquo; ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโดยการถือป้ายผ้าตามถนน เรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองและการส่งเสริมสิทธิ ในปี 2555 ศาลสั่งจำคุกเขาเป็นเวลาหนึ่งปี เนื่องจากการจัดประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมือง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเปิดเผยทรัพย์สินส่วนตัว หลังพ้นโทษเมื่อปี 2556 นายหยางยังคงเข้าร่วมกับการรณรงค์เพื่อสิทธิต่อไป ถูกเรียกตัวซ้ำแล้วซ้ำอีก และยังถูกควบคุมตัวโดยพลการ และถูกซ้อมโดยทางการ ในปี 2557 นางอู๋ก็เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเช่นกัน และได้ทำงานรณรงค์เพื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่น ทั้งคู่ต่างได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Refugees - UNHCR) ในเดือนกันยายน 2559&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย และไม่มีกรอบกฎหมายอย่างเป็นทางการเพื่อให้ที่ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจึงไม่มีสถานะทางกฎหมายในประเทศ ย่อมเสี่ยงต่อการจับกุม การควบคุมตัวโดยพลการและไม่มีเวลากำหนด ต้องอยู่ในสภาพที่เลวร้ายและเสี่ยงที่จะถูกบังคับส่งกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เก็บข้อมูลกรณีนักกิจกรรมชาวจีนที่ถูกรัฐบาลไทยส่งกลับไปยังประเทศจีนตามคำร้องขอของรัฐบาลจีน พบว่าพวกเขาถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกระหว่างรอการพิจารณาคดีเป็นเวลาหลายปี และสุดท้ายถูกศาลสั่งจำคุกเนื่องจากการใช้สิทธิมนุษยชนของตนอย่างสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้จึงเชิญชวนสมาชิก นักกิจกรรม ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้ที่สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เขียนจดหมายเรียกร้องให้ทางการไทยให้ปล่อยตัวหยาง ฉงโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งให้ยกเลิกการจำกัดสิทธิและการดำเนินคดีใดๆ ต่อเขาและอู๋ ยวี่-หัว &amp;nbsp;และไม่ให้ส่งกลับสองสามีภรรยาไปประเทศจีนหรือประเทศอื่น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกทรมาน หรือถูกละเมิดหรือปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งเรียกร้องให้ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18906</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถูกจับกุมในไทย, นักเรียกร้องชาวจีน, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล, ไม่ให้ส่งกลับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0a6029975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 19:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 19:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เหลวไหล!แอมเนสตี้ฯชี้กระบวนการยุติธรรมอยู่ใต้คำสั่งรัฐบาลคสช.แค่ชูป้ายเสียดสีทหารก็ติดคุกได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.61-แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ร้องให้ทางการไทยการยุติการดำเนินคดีต่อ 5 นักวิชาการและนักศึกษาในข้อหา &amp;ldquo;จัดการชุมนุมทางการเมืองอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;rdquo; ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 13 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์แอมเนสตี้ระบุถึงเหตุการณ์ที่นักวิชาการสองคนและนักศึกษาสองคนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งนักเขียนอีกหนึ่งท่าน ถูกอัยการสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ในข้อหา &amp;ldquo;จัดการชุมนุมทางการเมืองอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย&amp;rdquo; และมีภาพถ่ายของพวกเขาระหว่างเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการที่แต่ละคนถือป้ายประท้วงการสอดแนมของทหารในการประชุม ระบุข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องเหลวไหลและขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แคทเธอรีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นเรื่องเหลวไหล การกระทำของทางการครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็น และการชุมนุมอย่างสงบในประเทศไทยเลวร้ายลงอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่นักศึกษาและนักวิชาการเหล่านี้ทำ เป็นเพียงการแสดงความเห็นอย่างสงบในเชิงเสียดสีเกี่ยวกับการเข้ามาสอดแนมของทหารในที่ประชุมของมหาวิทยาลัย แต่กลับส่งผลให้พวกเขาอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนตามคำสั่งของรัฐบาลทหาร และการที่อัยการฟ้องคดีนี้ต่อศาลก็แสดงให้เห็นว่ามาตรการจำกัดสิทธิลักษณะนี้มีไว้เพื่อปิดปากนักวิชาการและขัดขวางการแสดงความเห็นต่างในทุกรูปแบบ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางการไทยต้องยุติการดำเนินคดีในข้อหาที่เหลวไหลเช่นนี้ และยกเลิกประกาศคำสั่งของกองทัพซึ่งห้ามการชุมนุมสาธารณะของบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทั้งยังต้องยุติการดำเนินคดี ยุติการคุกคาม และสอดแนมนักวิชาการ นักกิจกรรมและปัญญาชน ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศนับแต่การทำรัฐประหาร&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 13 จัดโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ถือป้ายที่เขียนเป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร&amp;rdquo; เพื่อสื่อถึงการส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมาสอดแนมในที่ประชุม ทั้งที่มาในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ มีการถ่ายภาพกลุ่มบุคคลดังกล่าวขณะถือป้าย และชูสามนิ้วเหมือนในภาพยนตร์ &amp;ldquo;Hunger Games&amp;rdquo; เป็นเหตุให้กองทัพไทยแจ้งความดำเนินคดีอาญากับพวกเขาในเดือนสิงหาคม 2560 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ซึ่งถูกส่งตัวฟ้องศาลจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ ประกอบด้วย ศ.ชยันต์ วรรธนะภูติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดการประชุม ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกและอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มช. ธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโทคณะการสื่อสารมวลชน มช. นลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มช. และภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ ทางกลุ่มได้รายงานว่ายังคงมีการสอดแนมและคุกคามอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับแต่ยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 รัฐบาลทหารได้ออกมาตรการที่ไม่ชอบธรรมเพื่อขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบปกครอง และขัดขวางการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงผลกระทบต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการชุมนุมอย่างสงบ ซึ่งปิดกั้นการใช้เสรีภาพทางวิชาการอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12813</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดเสรีภาพ, ชูป้ายประท้วง, นักวิชาการ, รัฐบาลทหาร, เวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหาร, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0a6029975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9844</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 22:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้แฉ กองกำลังโรฮิงญาก็ฆ่าหมู่ชาวฮินดูที่รัฐยะไข่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลระบุผ่านรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ว่ากองกำลังติดอาวุธของโรฮิงญาก่อเหตุสังหารหมู่ชาวบ้านที่เป็นฮินดูในรัฐยะไข่ของพม่าเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงเดียวกับที่กลุ่มนี้บุกโจมตีที่ตั้งของฝ่ายความมั่นคงพม่า ที่จุดชนวนให้กองทัพพม่าปฏิบัติการปราบปรามอย่างรุนแรงจนโดนนานาชาติประณามว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 หญิงชาวฮินดูร่ำไห้ใกล้ศพของสมาชิกในครอบครัวที่พบในหมู่บ้านเยบ่อจอ ทางเหนือของรัฐยะไข่ STR / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 วันเดียวกับที่กองกำลังติดอาวุธกองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน (อาร์ซา) หลายร้อยคนบุกโจมตีที่ตั้งของตำรวจตระเวนชายแดนพม่าในรัฐยะไข่หลายสิบจุดพร้อมกันและสังหารตำรวจพม่ากว่า 10 นาย และทำให้กองทัพเปิดปฏิบัติการกวาดล้างขั้นรุนแรง บีบให้ชาวมุสลิมโรฮิงญาราว 700,000 คนอพยพหนีข้ามชายแดนเข้าสู่บังกลาเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การสหประชาชาติกล่าวประณามการปราบปรามของกองทัพพม่าว่าเทียบได้กับการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวโรฮิงญา ทหารและม็อบชาวบ้านที่ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยถูกกล่าวหาว่าเข่นฆ่าพลเรือนชาวโรฮิงญาและวางเพลิงหมู่บ้านของพวกเขา แต่ข้อมูลล่าสุดจากรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลแห่งนี้ บ่งชี้ว่ากองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาก็กระทำผิดเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันพุธที่ 23 พฤษภาคม 2561 กล่าวว่า กองกำลังติดอาวุธชาวโรฮิงญาฆ่าหมู่ชาวฮินดูในหมู่บ้านทางเหนือสุดของรัฐยะไข่ ซึ่งกองทัพพม่าเคยพาผู้สื่อข่าว ที่รวมถึงผู้สื่อข่าวเอเอฟพี ไปเป็นประจักษ์พยานการขุดศพเน่าเปื่อยจำนวนหลายศพขึ้นจากหลุมตื้นๆ เมื่อเดือนกันยายน ในช่วงเวลานั้น กองกำลังอาร์ซาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้สังหารคนเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของแอมเนสตีอินเตอร์เนชันแนลเมื่อวันพุธกล่าวว่า การสอบสวนใหม่ยืนยันว่ากองกำลังอาร์ซาฆ่าชาวฮินดู 53 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ในรูปแบบการประหารชีวิต ที่หมู่บ้านข่าหม่องแซะในเมืองหม่องดอทางเหนือของรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิรานา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายรับมือวิกฤติของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่า การนำตัวพวกที่กระทำการอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนมาลงโทษนั้นสำคัญมากเท่าๆ กับการดำเนินการกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติโดยกองกำลังความมั่นคงของพม่าในรัฐยะไข่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งนี้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของผู้รอดชีวิต 8 คนว่า ชาวบ้านที่เป็นฮินดูหลายสิบคนโดนกลุ่มชายคลุมหน้าและชาวบ้านที่เป็นโรฮิงญา ต้อนมารวมกันแล้วปิดตาพาเดินออกจากชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราช กุมารี ชาวฮินดูวัย 18 ปี เล่าให้แอมเนสตีฟังว่า คนพวกนี้มีมีด พลั่วและท่อนเหล็ก พวกเขาฆ่าพวกผู้ชาย พวกเราถูกสั่งว่าไม่ให้มอง ตัวเขาหลบซ่อนอยู่ในดงไม้ และมองดูพ่อ พี่ชายและลุงโดนฆ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานฉบับนี้กล่าวว่า ที่หมู่บ้านเยบ่อจอ มีผู้ชาย, ผู้หญิงและเด็กชาวฮินดู รวม 46 คน หายตัวไปในวันเดียวกันนั้น รายงานอ้างข้อมูลจากชาวบ้านฮินดูที่เชื่อว่าอาร์ซาฆ่าคนเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานของแอมเนสตียืนยันข้อมูลของกองทัพพม่าที่อ้างว่ากองกำลังโรฮิงญาก็กระทำการโหดร้ายทารุณต่อชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในรัฐยะไข่เช่นกัน แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 STR / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี มาอุล ผู้นำชุมชนชาวฮินดูกล่าวกับเอเอฟพีจากรัฐยะไข่ว่า พวกฆาตกรหนีเข้าบังกลาเทศ มีพยานหลายคนเห็นเหตุการณ์ แต่พวกเราไม่ได้รับความยุติธรรม &amp;quot;คนไม่ค่อยสนใจการเข่นฆ่าพวกนี้&amp;quot; เขากล่าว โดยเปรียบเทียบกับความโหดร้ายที่เกิดกับชาวโรฮิงญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นานาชาติพากันประณามพม่าว่าประหัตประหารชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นคนไร้รัฐและถูกกดขี่มายาวนาน แต่รัฐบาลพม่าปฏิเสธคำกล่าวหาการทารุณทำร้ายชาวโรฮิงญาอย่างกว้างขวาง และตำหนิกลุ่มสิทธิว่าอคติเข้าข้างโรฮิงญา พร้อมกับชี้ด้วยว่า มีชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มที่ประสบภัยจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นเช่นกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9844</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฆ่าหมู่, พม่า, ยะไข่, สังหารหมู่, ฮินดู, เมียนมา, แอมเนสตี็อินเตอร์เนชั่นแนล, โรฮิงญา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b05753f9dc47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
