<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.ควัก 500 ล้านบาทอุดหนุนราคาแอลพีจีช่วยประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปตท.ควัก 500 ล้านบาทอุดหนุนราคาแอลพีจี ช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของ กบง. ทั้งผู้มีรายได้น้อย และหาบเร่แผงลอย ขยายอายุโครงการถึง ธ.ค. 61 คาดมีผู้ประกอบการร้านค้าได้ประโยชน์ 3.95 แสนราย
&amp;nbsp;
21 มิ.ย. 2561 - นายมุนินทร์ ไตรภพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดพาณิชย์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด ปตท.) เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ ปตท.อุดหนุนค่าใช้จ่ายตามโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2561 โดยขยายอายุโครงการถึงเดือนธ.ค. 2561 ในวงเงิน 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กบง. กำหนดให้ต่ออายุการรักษาระดับราคาแอลพีจี ในราคา 363 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม อย่างต่อเนื่อง และ รวมถึงต่ออายุโครงการบรรเทาผลกระทบราคาแอลพีจีสำหรับหาบเร่ แผงลอย โดยลดลงถังละ 38 บาท จาก 363 บาทต่อถังเหลือ 325 บาทต่อถัง จนถึง 31 ธ.ค. 2561 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ประกอบการร้านค้าขายอาหารหาบเร่ 395,544 ราย โดย ปตท. จะเป็นผู้อุดหนุนการลดราคาในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปตท. ได้ช่วยเหลือประชาชนในโครงการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายแอลพีจีภาคครัวเรือน แก่ผู้มีรายได้น้อย และร้านค้า หาบเร่ แผงลอย มาตั้งแต่ปี 2558 และในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 30 มิ.ย. 61 ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วภายในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท&amp;rdquo; นายมุนินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ก๊าซหุงต้ม, คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน, ปตท., ภาคครัวเรือน, มุนินทร์ ไตรภพ, หาบเร่ แผงลอย, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b06a8778ede2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” ยอมถอยรีดภาษีก๊าซคาร์บอนฯ จากน้ำมัน หวั่นกระทบค่าครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; ยอมถอยรีดภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม หลังสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เหตุราคาน้ำมันในตลาดพุ่ง ดันราคาขายปลีกในประเทศขยับเพิ่ม หวั่นสร้างภาระประชาชนมีค่าครองชีพกระฉูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต ระบุว่า แนวทางการหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอจัดเก็บภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ (ซีโอทู) กับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซิน ดีเซล แอลพีจี เอ็นจีวี และแก๊สโซฮอลที่จำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ คงต้องชะลอออกไปก่อน เพราะไม่ต้องการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในตอนนี้ให้มากจนเกินไป เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังอยู่ช่วงขาขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มตาม และอาจกระทบต่อการปรับค่าครองชีพอื่นตามมา ทั้งราคาสินค้า ค่าโดยสารเดินทางของประชาชน ดังนั้นหากมีการเก็บภาษีซีโอทูเพิ่ม จะเป็นการซ้ำเติมให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเสนอให้กระทรวงพลังงาน ลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเชื้อเพลิงที่ใช้ภายในประเทศ หรือใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาจ่ายภาษีคาร์บอนฯ แทน เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้บริโภคนั้น คงทำได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากล่าสุดกระทรวงพลังงานเพิ่งมีมติให้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยอุดหนุนดูแลราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ให้ขายเกินลิตรละ 30 บาท รวมถึงดูแลค่าก๊าซหุงต้มให้ปรับลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในภาคครัวเรือนด้วย ดังนั้นการจะเพิ่มภาระโดยนำเงินจากกองทุนฯมาจ่ายภาษีคาร์บอนฯนั้นจึงเป็นเรื่องยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในอนาคตเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ มีความเหมาะสม และราคาน้ำมันลดต่ำลง กรมสรรพสามิตอาจต้องนำเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณาร่วมกับกระทรวงพลังงานอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงการเป็นภาคีสมาชิกกับนานาชาติในการร่วมลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะต้องร่วมลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตามอัตราที่กำหนด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้น้อยลง เพราะถือเป็นตัวกลางที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ
ทั้งนี้ ในส่วนการศึกษาจัดเก็บภาษีซีโอทูกับสินค้าอื่น ๆ นั้น กรมสรรพสามิตยังเดินหน้าศึกษาตามปกติ เช่น รถจักรยานยนต์ คาดว่าจะมีการเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มคันละ 150-250 บาท ซึ่งถือว่าไม่มาก และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มราคาขายปลีกรถจักรยานยนต์ และทำให้ผู้บริโภค ผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผู้ผลิตอาจเลือกรับภาระภาษีไว้เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าปัจจุบันรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในประเทศ 80% เป็นรถจักรยานยนต์มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 150 ซีซี มีราคาขายปลีกประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อคัน ซึ่งมีภาระภาษีสรรพสามิต 750-1,250 บาทต่อคัน แต่หากมีการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.5% ของราคาขายปลีก หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 150-250 บาทต่อคันเท่านั้น&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตมีการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ ตามหลักการความฟุ่มเฟือย โดยแบ่งประเภทของอัตราภาษีตามขนาดความจุของกระบอกสูบ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม และจะส่งผลดีต่อการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมในประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10622</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, ค่าครองชีพ, ดีเซล, ภาษีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์, ภาษีน้ำมัน, ภาษีสรรพสามิต, เบนซิน, เอ็นจีวี, แก๊สโซฮอล, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab467c85bed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.สั่ง ตรึงดีเซล-ก๊าซหุ้งต้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.ควักเงินกองทุนอุ้มราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงLPG ที่ 363 บาทต่อถังขนาด15 กก. &amp;nbsp;มั่นใจราคาก๊าซหุ้งต้มในตลาดโลกลดลงหลังเริ่มเข้าสู่หน้าร้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.61-นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ &amp;nbsp;รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นราคาของน้ำมันดีเซลต่อประชาชนด้วยการตรึงราคาดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการอุดหนุน ซึ่งสืบเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวมีราคาสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 24 พฤษภาคม มีราคาที่ 29.79 บาทต่อลิตร ซึ่งมีราคาใกล้แตะที่ 30 บาทต่อลิตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับการบรรเทาราคา LPG ในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อราคาLPG ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ395 บาทต่อถัง (15 กก.) ดังนั้นกบง.จึงมีมติใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยเพิ่มขึ้น เพื่อให้ราคา LPG อยู่ในระดับถังละ 363 บาทต่อถัง(15 กก.) &amp;nbsp; โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามคาดว่าราคา LPG ในตลาดโลกในช่วงฤดูร้อนนี้จะลดลงสู่ภาวะปกติเป็น 353 บาทต่อถัง ( 15 กก.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9915</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กองทุนน้ำมัน, ก๊าซหุงต้ม, คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน, ดีเซล, น้ำมัน, น้ำมันดิบ, พลังงาน, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b06a8778ede2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พณ.เบรกจานด่วนขึ้นราคา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo; แตะเบรก ห้ามร้านอาหารจานด่วนขึ้นราคา ชี้ราคาก๊าซหุงต้มที่ขยับเพิ่มต้นทุนแค่ 20 สตางค์ ขายได้เยอะขึ้นก็ไม่ส่งผลแล้ว! สมาคมขนส่งหัวทิ่ม &amp;ldquo;ขนส่ง&amp;rdquo; ให้อยู่นิ่ง &amp;ldquo;รมว.พลังงาน&amp;rdquo; เตรียมถก กบง.ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเพื่อรอใช้บี 20 พร้อมให้แจ้งราคาน้ำมันแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบของการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ขนาดถัง 15 กก. จาก 353 บาทต่อถัง เป็น 395 บาทต่อถัง หรือปรับเพิ่มขึ้น 42 บาทต่อถัง ว่ากรมได้ศึกษาแล้วว่าส่งผลให้ต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแค่ 15-20 สตางค์ต่อจานต่อชาม จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการหรือพ่อค้า-แม่ค้าที่ประกอบอาหารปรุงสำเร็จจะใช้เป็นเหตุผลปรับขึ้นราคา เพราะราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นกระทบต้นทุนน้อยมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์ย้ำว่า การคำนวณพบว่าก๊าซหุงต้ม 1 ถัง สามารถปรุงอาหารได้ 200-300 จาน/ชาม โดยหากขายวันละ 100 ชาม เช่น ก๋วยเตี๋ยว เดิมจะมีต้นทุนก๊าซหุงต้มเดิมอยู่ที่ 1.68 ต่อชาม แต่เมื่อราคาก๊าซเพิ่มเป็น 395 บาทต่อถัง จะมีต้นทุนอยู่ที่ 1.88 บาทต่อชาม หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์เท่านั้น ซึ่งหากขายได้มากกว่านี้ ต้นทุนต่อหน่วยก็จะลดลงอีก จะเห็นได้ว่าราคาก๊าซหุงต้มที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ขึ้นแค่หลักสตางค์ จึงไม่ใช่เหตุผลนำมาใช้ปรับขึ้นราคา&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การปรับขึ้นทีละ 5 บาท โดยอ้างว่าก๊าซหุงต้มแพงไม่ได้ ถือว่าไม่สมเหตุสมผล ซึ่งกรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจสอบราคาจำหน่ายอาหารจานด่วนในท้องตลาด รวมทั้งจะติดตามการจำหน่ายก๊าซหุงต้มอย่างใกล้ชิดด้วย&amp;rdquo; นายบุณยฤทธิ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า การวิเคราะห์ต้นทุนจากการที่ผู้ประกอบการขนส่งจะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งอีก 5% นั้น พบว่ากระทบราคาขายปลีกสินค้าตั้งแต่ 0.0032-0.4853% โดยสินค้าที่กระทบน้อยสุดคือผ้าอนามัย และสูงสุดคือปูนซีเมนต์ ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกระทบตั้งแต่ 0.0178-0.2772% โดยปลากระป๋องได้รับผลกระทบต่ำสุด และนมถั่วเหลืองสูงสุด และกลุ่มปัจจัยการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช กระทบ 0.0848%, ปุ๋ยเคมี กระทบ 0.2452% เป็นต้น จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ผลิตสินค้าจะใช้เป็นข้ออ้างปรับขึ้นราคาสินค้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมจะหารือกับผู้ผลิตสินค้า หรือซัพพลายเออร์ภายในสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า หลังจากมีแรงกดดันทั้งการปรับขึ้นค่าขนส่งและการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล โดยจะขอความร่วมมือให้ชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าเอาไว้ก่อน หากต้นทุนไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถรับได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า มีสินค้าที่แจ้งขอปรับราคาเข้ามายังสมาคมคือ ข้าวสารบรรจุถุง (5 กก.) โดยขอปรับขึ้นราคาประมาณ 20-30 บาท/ถุง เนื่องจากข้าวเปลือกปรับราคาสูงขึ้น ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้แจ้งขอปรับราคาเข้ามา แต่พบว่ามีการปรับลดขนาดสินค้าลง และจำหน่ายในราคาเท่าเดิม ส่วนเรื่องราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้น ขณะนี้ผู้ค้าส่งค้าปลีกก็ใช้วิธีการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน ซึ่งเรื่องของราคาสินค้านั้น เชื่อว่าผู้ผลิตไม่น่าจะปรับราคาขึ้นมาก เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี กำลังซื้อไม่ฟื้น อาจมีผลต่อยอดขายได้&amp;nbsp;
เบรกขนส่งห้ามขึ้นราคา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทะลุ 30 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านพลังงานที่สูงจนเกินไป และที่ผ่านมาไม่เคยปรับขึ้นราคาขนส่งมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจากการประชุมหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศเมื่อวันที่ 27 เม.ย. จึงมีมติร่วมกันว่าให้เตรียมชงเรื่องเสนอไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอปรับขึ้นราคาค่าขนส่งสินค้าผ่านรถบรรทุก 5% ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนให้กับการขนส่งราว 250 บาทต่อ 100 กิโลเมตร และจะไม่กระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคและวัตถุดิบการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นสัดส่วนไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนรวม โดยเมื่อนำมาคิดราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมแล้วอยู่ที่ราว 0.0014 บาท ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งสตางค์เลยด้วยซ้ำ จึงไม่สามารถนำเหตุผลดังกล่าวมาอ้างกับประชาชนได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นอกจากจะเสนอเรื่องปรับขึ้นราคาแล้ว ยังต้องการเสนอให้รัฐบาลนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท นำออกมาพยุงราคาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนควบคู่ไปด้วย โดยตัวเลขที่ผู้ประกอบการมองว่าราคาดีเซลที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตร&amp;rdquo; นายทองอยู่กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า ได้แจ้งไปยังสมาคมและสหพันธ์ต่างๆ ให้ชะลอในเรื่องของการปรับอัตราค่าขนส่งก่อน เพราะการศึกษาโครงสร้างราคาอัตราค่าโดยสารอยู่ระหว่างการศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างทุกปัจจัยให้ครอบคลุมทุกด้านในอีก 2-3 เดือน จึงต้องรอผลการศึกษาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงเตรียมประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติราคาน้ำมันด้วยการดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะภาคขนส่งทั้งรถบรรทุก รถโดยสารธารณะ และเรือโดยสาร ที่จะไม่ทำให้ต้องปรับขึ้นค่าขนส่งและบริการเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริกล่าวว่า มาตรการระยะสั้นก่อนที่จะเปิดจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ หรือบี 20 ซึ่งมีราคาต่ำกว่าบี 7 ประมาณ 3 บาทต่อลิตร ที่จะจำหน่ายให้รถบรรทุกได้ปลายเดือน มิ.ย. หรือต้นเดือน ก.ค.นี้ หากระหว่างนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกยังขยับเพิ่มขึ้นจนทำให้ดีเซลปรับขึ้นเกิน 30 บาทต่อลิตร จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินสุทธิ 30,505 ล้านบาทนำมาตรึงราคาขายปลีกดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร &amp;nbsp;และหากใช้บี 20 แล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเพิ่มขึ้นสูงระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลให้ดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร กระทรวงก็จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยลดภาระให้ ซึ่งมั่นใจว่าฐานะกองทุนที่มีอยู่จะดูแลราคาน้ำมันได้ประมาณ 10 เดือน
ให้แจ้งราคาน้ำมันแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาขายปลีกน้ำมันในช่วงขาขึ้น ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สามารถแจ้งราคาขายปลีกน้ำมันได้ล่วงหน้าเช่นเดียวกับผู้ค้าน้ำมัน&amp;rdquo; นายศิริกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศิริกล่าวถึงราคาแอลพีจีที่มีปรับขึ้นราคาต่อเนื่อง ว่าคงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการมาดูแล เนื่องจากประเทศฝั่งตะวันตกกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนที่จะทำให้การใช้แอลพีจีลดต่ำลง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับตัวลดลงเช่นกัน และเงินกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีขณะนี้เหลือเพียง 551 ล้านบาท ซึ่งมีการอุดหนุนแอลพีจีกิโลกรัมละ 2.70 บาทนั้นยังสามารถดูแลราคาได้อีก 2-3 เดือน ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นยังไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงการคลังยังไม่มีแนวคิดลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง เพราะจะกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานกล่าวว่า ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอย่างมากจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาดีเซลแตะลิตรละ 30 บาทแล้ว ทั้งที่ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงกว่าบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตอนนี้ที่อยู่บาร์เรลละกว่า 70 ดอลลาร์ แต่ราคาดีเซลยังต่ำกว่า 30 บาท เพราะรัฐบาลขณะนั้นเห็นใจประชาชนจึงลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปพิจารณาเอาแบบอย่าง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;อยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาลดการจับเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในเรื่องพลังงาน พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีเลย และยังทำให้ทิศทางพลังงานของประเทศสับสนด้วย&amp;rdquo; นายพิชัยกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ออกแถลงการณ์สมาคมเรื่อง &amp;ldquo;จี้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม หากทำไม่ได้ให้คืนอำนาจประชาชน&amp;rdquo; โดยระบุว่า ปัญหาเรื่องราคาพลังงานสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว และความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล, คสช., คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และ รมว.พลังงานโดยตรง ทั้งๆ ที่มีอำนาจอยู่ล้นมือ แต่กลับปล่อยปละละเลย เอื้อประโยชน์ต่อนายทุนผู้ค้าน้ำมันและก๊าซหุงต้ม โดยผลักภาระให้ประชาชนเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลมีเครื่องมือในมือคือกองทุนน้ำมันที่มีอยู่มากกว่า 31,580 ล้านบาท แต่กลับไม่นำมารักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม มีอำนาจอยู่เต็มมือแต่กลับนิ่งเฉย ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนั่งบริหารประเทศอยู่ต่อไป ควรเร่งประกาศคืนอำนาจให้ประชาชน&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9766</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซหุงต้ม, ขนส่ง, ทองอยู่ คงขันธ์, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ปูนซีเมนต์, พิชัย นริพทะพันธุ์, ศรีสุวรรณ จรรยา, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, สนพ., สนิท พรหมวงษ์, สมชาย พรรัตนเจริญ, สศค., สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b0423c7a5d71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่ามกลางกระแสคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จังหวัดกระบี่ และที่เทพา จังหวัดสงขลา สลับกับกระแสกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่เดินหน้าสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพลังงาน อย่างกระทรวงพลังงาน ต้องรับศึกหลายด้าน และต้องหาวิธีบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประชาชนและสาธารณชน รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงโดยรอบ โดยเฉพาะแนวทางการจัดการ โครงการโรงไฟฟ้า ที่ต้องทำศึกษาทบทวน ถึงที่ตั้งของโรงไฟฟ้าที่เหมาะสม ผ่านการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ หรือ SEA แม้ว่าจะทำให้โครงการล่าช้าและอาจจะมีความเสี่ยงในด้านความมั่นคงของไฟฟ้าภาคใต้ก็ตาม แต่ถือยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากเรื่องร้อนๆ ดังกล่าวที่แข่งกับอากาศร้อนของประเทศไทยในช่วงนี้แล้ว ยังมีอีกเรื่องราวที่กระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับดูแลด้านพลังงานของประเทศ ที่ต้องบริหารจัดการคือการลดค่าครองชีพของประชาชนในด้านค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ให้สามารถลดผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ ที่อากาศร้อนๆ จนต้องเปิดใช้แอร์กันอย่างล้นหลาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อต้นเดือน มี.ค. ซึ่งจากทั้ง 3 การประชุมสำคัญ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา จึงมีข่าวดีให้ประชาชน ถึง 3 เรื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องแรก ที่ประชุม กพช. เห็นชอบการปรับลดอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตามที่คณะกรรมการกองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเสนอ จากปัจจุบันที่เก็บ 0.25 บาท/ลิตร คงเหลือ 0.10 บาท/ลิตร ลดชั่วคราวเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าว กองทุนฯ ก็ยังมีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะสามารถบริหารจัดการตามภารกิจได้ ซึ่ง เงินส่วนลด 0.15 บาท/ลิตรนั้น จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ 5,350 ล้านบาทต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวดีที่ 2 ที่ประชุม กกพ. ได้มีมติให้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค.2561 ไว้ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย ถึงแม้ว่าค่าเชื้อเพลิงทุกชนิด ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหิน จะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ทำให้ในช่วงหน้าร้อนนี้ ประชาชนที่ต้องเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนค่าไฟฟ้าก็จะยังอยู่ในราคาเดิม ซึ่งยังคาดว่าในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2561 หรืองวดถัดไป ทาง กกพ.จะสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ไว้ได้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีด้านพลังงานลำดับ 2 ในช่วงเวลาไม่กี่วันจากการปรับลดราคาน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และข่าวดีสุดท้ายที่ประชุม กบง.มีมติให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 0.6330 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 3.3754 บาทต่อกก. เป็นชดเชย 2.7424 บาทต่อกิโลกรัม ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ซึ่งผลจากการปรับลดเงินชดเชย จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี และราคาขายปลีกยังคงเดิมอยู่ที่ 19.82 บาทต่อ กก. และผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิลดลงจาก 790 ล้านบาทต่อเดือน คงเหลือจ่ายสุทธิประมาณ 693 ล้านบาทต่อเดือน หรือสรุปง่ายๆ ว่า ราคาก๊าซหุงต้มจะอยู่ในราคาเดิม แถมกองทุนฯ ก็ยังมีภาระรายจ่ายลดลงอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุมดีๆ ของการบริหารจัดการจากกระทรวงพลังงานครั้งนี้ ได้ช่วยให้ประชาชนลดภาระรายจ่ายได้รอบด้าน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าก๊าซหุงต้มดังกล่าว ยังถือเป็นข่าวดีๆ ด้านพลังงาน ท่ามกลางกระแสกลุ่มผู้ชุมนุมรอบด้าน ทั้งการคัดค้าน และสนับสนุนโรงไฟฟ้าที่กำลังร้อนแรง รวมทั้งประเด็นการคัดค้านการเปิดประมูลปิโตรเลียม ที่เป็นเหมือนแรงต้านสำคัญ ที่กระทรวงพลังงานต้องฝ่าออกไปให้ได้ในเร็ววัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อมีมุมดีๆ ที่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนแล้ว ประชาชนที่เป็นผู้ใช้ก็ต้องอย่าลืมในเรื่องของการใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประโยชน์สูงสุด และผู้ที่กำกับดูแลในด้านพลังงานเองก็ต้องอย่าลืมหน้าที่ถึงความเหมาะสมในการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของประเทศที่เหมาะสมด้วย รวมถึงการรณรงค์มาตรการประหยัดไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บุญช่วย&amp;nbsp; ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6228</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กบง., กพช., กระจกไร้เงา, กระทรวงพลังงาน, บุญช่วย ค้ายาดี, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4114</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2018 18:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2018 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับพ่อค้าโรงบรรจุก๊าซ-ซื้อยางพาราโกงตาชั่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;พาณิชย์&amp;rdquo;จับโรงบรรบุก๊าซแอลพีจีกาญจนบุรีโกงตาชั่งส่งดำเนินคดี จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ &amp;nbsp;พร้อมส่งทีมตรวจการรับซื้อยางพาราด้วย พบโกงเครื่องชั่ง จับส่งดำเนินคดีเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 มี.ค.&amp;nbsp;61 -นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้จับกุมโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม หรือ LPG 1 แห่งที่ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรีดำเนินคดีแล้ว หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ได้ซื้อก๊าซหุงต้มจากโรงงานผู้บรรจุในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อนำไปจำหน่ายและได้ทำการชั่งทดสอบน้ำหนัก &amp;nbsp;พบ น้ำหนักก๊าซหุงต้มไม่ตรงตามที่แสดงไว้ &amp;nbsp;จึงได้ส่งนายตรวจชั่งตวงวัด ออกตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยตรวจ 38 ถังพบถูกต้องเพียง 5 ถัง อีก 33 ถังน้ำหนักขาดไปประมาณ 1 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความผิดของการกระทำดังกล่าว เป็นความผิดตามมาตรา 84 ของพ.ร.บ.ชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 ที่ระบุว่า ผู้บรรจุใดบรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุในหีบห่อไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ &amp;nbsp;ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และคดีนี้ ไม่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ ต้องส่งดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อยางพาราที่ถูกร้องเรียนใน ต.โพนแพง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และ ต.บางปิด อ.แหลมงอบ จ.ตราด พบผู้ประกอบการมีพฤติกรรมใช้เครื่องชั่งสปริงพิกัด 60 กิโลกรัม ที่ถูกดัดแปลงแก้ไขเครื่องชั่งเพื่อเอาเปรียบเกษตรกรจริง โดยได้จับกุมและส่งตัวดำเนินคดีในข้อหาใช้เครื่องชั่งที่มีการทำลายเครื่องหมายคำรับรอง แล้วกระทำการใดๆ ทำให้เครื่องชั่งแสดงน้ำหนักผิดเกินกฎหมายกำหนด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 1.2 แสนบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4114</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าภายใน, กาญจนบุรี, ตราชั่ง, พาณิชย์, ยางพารา, แอลพีจี, โรงบรรจุก๊าซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180301/image_big_5a97d9c94d51c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พีทีทีจีซีปลื้มกำไรโต 53% ลุยปี61เน้นลงทุนอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พีทีทีจีซี ปลื้มรายได้ปี 60 ทะลุ 4 แสนล้านบาท ฉุดกำไรโต 53% สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท แย้มงบลงทุนปี 61 กว่า 3 หมื่นล. ปักหมุดในอีอีซีพัฒนาโครงการใหม่ ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ. 2561 - นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยผลประกอบการในปี 2560 ของบริษัทโดยมีรายได้จากการขาย 436,745 ล้านบาท โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 24% และมีกำไรสุทธิ 39,298 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 53% ซึ่งเป็นผลการดำเนินการที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ เป็นผลมาจากปริมาณการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะธุรกิจโอเลฟินสฺ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในปี 2561 พีทีทีจีซี มีการตั้งงบประมาณในการลงทุน ในพื้นที่การเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) 30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อาทิ โครงการก่อสร้างโอเลฟินส์แห่งใหม่ โดยใช้แนฟทา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) เป็นวัตถุดิบหลัก โครงการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Secondary Alcohol Ethoxylates ผลิตน้ำยาซักผ้าที่ใช้ในครัวเรือนและผลิตภัณฑฺทำความสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะตัดสินใจลงทุนในปี 2562 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 65 รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาควาทเป็นไปได้อยู่ โดยการลงทุนในอีอีซีนั้นบริษัทฯตั้งงบลงทุนรวมที่ 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3594</URL_LINK>
                <HASHTAG>พีทีทีจีซี, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, อีอีซี, แอลพีจี, โอเลฟินส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d3519b92c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
