<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นศ.พังงาเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลันโดนตัดขา! หลังฉีดวัคซีนเข็ม2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - นายจำรัส ขนาดผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนพังงา พร้อมด้วยอาจารย์ในวิทยาลัยลงพื้นที่พบกับนางห้าเหลี้ย กองแก้ว อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/1 ม.1 บ้านท่าด่าน ต.เกาะปันหยี อ.เมืองพังงา หลังจากพบว่า น.ส.เกตน์สิรี กองแก้ว อายุ 20 ปี นักศึกษาสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่นของวิทยาลัยชุมชนพังงา ซึ่งเป็นหลานสาว ประสบปัญหาเจ็บป่วยหลังจากไปฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 แบบไขว้ จากหน่วยฉีดวัคซีนอำเภอเมืองพังงา จนโรงพยาบาลพังงาต้องส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และล่าสุดทางคณะแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดแดง 2 ข้างอุดตันฉับพลัน จนต้องตัดขาข้างซ้ายเหนือหัวเข่าไป 1 ข้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ญาติๆ และหลายคนต่างเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนเข็ม 2 แอสตร้าฯ แบบไขว้ อย่างแน่นอน และอยากร้องขอให้ทางราชการเข้าช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวเป็นการด่วน เนื่องจาก น.ส.เกตน์สิรี เป็นลูกกำพร้า พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็กๆ แล้วแม่ก็ทิ้งไป อาศัยอยู่กับย่าเพียง 2 คน มีฐานะยากจนเปิดร้านขายของเล็กๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งทางย่าก็ไม่เรียกร้องอะไรบอกว่าแล้วแต่ทางราชการจะช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอนุพงษ์ ธรรมรงค์ อายุ 25 ปี เพื่อนนักศึกษา ที่บ้านอยู่ใกล้เคียงกัน เล่าว่า หลังจาก น.ส.เกตน์สิรี ไปฉีดวัคซีนเข็ม 2 แอสตร้าฯ แบบไขว้ เมื่อวันที่13 ส.ค.ที่ผ่านมา จากหน่วยฉีดวัคซีนอำเภอเมืองพังงา หลังจากนั้น 3 วันก็มีอาการไข้ แน่นหน้าอก ผ่านไปอีก 2 วัน จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพังงา แพทย์บอกว่าไม่มีอะไร มีอาการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ และนัดอีกเจ็ดวันเพื่อตรวจซ้ำ แต่ไม่ทันถึงวันนัด ก็เกิดอาการปวดขาข้างซ้ายปวดมากแบบจับขาไม่ได้เลย จึงรีบไปโรงพยาบาลพังงา ทางโรงพยาบาลพังงาส่งตัวไปเอ็กซเรย์เส้นเลือดที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี แพทย์แจ้งว่ามีเส้นเลือดอุดตัน และได้ทำการผ่าตัดด่วนและพบว่ามีเนื้อตายต้องส่งตัวไปที่ผ่าตัดอีกครั้งที่โรงพยาบาลกระบี่ เมื่อกลับมาอาการไม่ดีขึ้น จึงได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และล่าสุดก็ถูกตัดขาข้างซ้ายเหนือเข่าไป 1 ข้าง ซึ่งทางญาติๆต่างก็เชื่อว่าเป็นผลจากการฉีดวัคซีนแน่นอน เพราะ น.ส.เกตน์สิรีไม่เคยมีโรคประจำตัวมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฐรดา ธรรมรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษา เปิดเผยว่า วันแรกที่ทราบข่าวว่านักศึกษาจะถูกตัดขา ก็ได้คุยกับคณะแพทย์ว่าถ้าไม่ตัดได้ไหม ทางแพทย์บอกว่าขาได้ตายไปครึ่งหนึ่งแล้วยังไงก็ต้องตัด จึงให้เขาตัดสินใจ ซึ่งน้องก็ตัดสินใจให้ตัดขาตั้งแต่เหนือเข่าลงไป ตอนนี้ก็โทรคุยกับเขาทุกวันแผลที่ขาเริ่มแห้ง ต้องเข้าห้องผ่าตัดเล็กล้างแผลดูดเลือดที่คั่งอยู่ออกทุกวัน น้องเขาจะเจ็บทุกวัน โดยแพทย์ได้ให้ยาสลายลิ่มเลือดทุกวันเพราะเกรงว่าขาอีกข้างหนึ่งจะมีปัญหาด้วย ด้านสภาพจิตใจของน้องเกตน์สิรีเข้มแข็งมาก เพราะเขาคิดถึงย่า อยากกลับมาดูแลย่า ก็ได้ให้กำลังใจให้เขาสู้ เพราะยังไงเรามีคนที่จะต้องกลับมาดูแลก้คือย่า ซึ่งเขาก็สู้มากบอกว่าอยากจะกลับมาพักฟื้นที่โรงพยาบาลพังงา จากการที่ได้คุยกับคณะแพทย์โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ก่อนจะผ่าตัดขา ทางแพทย์ก็บอกว่าอาจจะผลข้างเคียงจากการรับวัคซีนได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่าทำไมทางโรงพยาบาลพังงาได้วิเคราะห์ว่าลิ่มเลือดเกิดจากโรคประจำตัว สำหรับน้องเกตน์สิรีนั้น เป็นนักศึกษาที่มีความประพฤติดี ตั้งไจเรียน มีความมุ่งมั่นเข้าเรียนตลอด ส่งงานครบทุกครั้ง นับเป็นเรื่องเศร้าอย่างมากที่น้องต้องมาเสียขาในอายุ 20ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจำรัส ขนาดผล กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่า นส.เกตน์สิรี กองแก้ว เป็นกำลังหลักของครอบครัว ทางอาจารย์วิทยาลัยและเพื่อนนักศึกษาได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือได้ก้อนหนึ่ง ให้การช่วยเหลือในค่าใช้จ่าย และซื้อโทรศัพท์ส่งไปให้ จะได้ติดต่อกับย่าและอาจารย์ที่ปรึกษาทุกวัน เนื่องจากเขาต้องไปรักษาตัวอยู่คนเดียวในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ของพยาบาล หากเงินก้อนนี้หมดลงก็จะใช้เงินกองทุนสวนปาล์มของวิทยาลัยฯเข้ามาช่วยได้อีกระดับหนึ่ง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องขาเทียม และเยียวยาในการสูญเสีย จะเป็นพระคุณอย่างมากเลย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119404</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดไขว้, พังงา, วัคซีน, หลอดเลือดอุดตัน, แอสตร้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163e066b479f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเยอรมันมอบยาโควิดช่วยไทย แอสตร้าฯอีก3.4แสนโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 64 - เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเก-ออร์ค ชมิท (H.E. Mr. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในพิธีรับมอบยารักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและชื่นชมการทำงานของเอกอัครราชทูตฯ ที่ได้ปฏิบัติงานอย่างแข็งขันตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งชื่นชมการส่งเสริมความตระหนักรู้ของเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีฯ ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน พร้อมฝากความปรารถนาดีไปยัง นางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำเยอรมนีอย่างแข็งขันมาโดยตลอด และยินดีกับการจัดการเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนีที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือกับรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีชุดใหม่เพื่อบรรลุความเป็นหุ้นส่วนอย่างรอบด้านต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การดูแลและต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับการประสานงานและอำนวยความสะดวกในการรับมอบยารักษาโควิด-19 ในครั้งนี้ ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการสานสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมนีให้มากยิ่งขึ้นผ่านความร่วมมือด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการค้าการลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงด้านพลังงานทางเลือก ซึ่งไทยถือพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินแนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเยอรมนีพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและช่วยเหลือไทยอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ไทยและเยอรมนีมีศักยภาพร่วมกันในหลายมิติที่จะสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ด้านการค้าการลงทุน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกและขอเชิญชวนให้นักลงทุนหรือผู้ประกอบการเยอรมันเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติมซึ่งเอกอัครราชทูตฯพร้อมให้การสนับสนุน ในด้านการศึกษา นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำการพัฒนาทักษะของแรงงาน ซึ่งทางเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานด้านวิศวกรรมในประเทศ ขณะที่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องรับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายที่ไทยให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเศรษฐกิจชีวภาพที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจอาเซียนภายหลังโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวว่า โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับมอบยารักษาโรคโควิด-19 (Casirivimab/Imdevimab) จำนวน 2,000 ยูนิต จากรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มอาการน้อยถึงปานกลาง ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักลง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณในไมตรีจิตและความห่วงใยที่มีให้ประเทศไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมิตรประเทศระหว่างกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก จนนำมาสู่การพิธีการมอบยาให้แก่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งในโอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯกล่าวว่าสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีขอบคุณที่ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญเสมอมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้บริจาควัคซีน AstraZeneca ให้ไทย จำนวน 346,100 โดส และอยู่ระหว่างเตรียมการในการขนส่งวัคซีน คาดว่าจะถึงไทยในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2564.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118722</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, ยารักษา, เยอรมัน, แอสตร้าฯ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615a9b48050ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กคิวใหม่!รพ.ตำรวจเลื่อนนัดฉีดวัคซีนแอสตร้าฯเข็ม2เร็วขึ้น10-12สัปดาห์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ส.ค.64-เพจโรงพยาบาลตำรวจ Police General Hospital โพสต์ประกาศโรงพยาบาลตำรวจ แจ้งเลื่อนนัดการฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 เร็วขึ้น จากนัดหมายเดิม 16 สัปดาห์ เลื่อนเป็น 10-12 สัปดาห์ ตามประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อเเห่งชาติ สำหรับท่านที่ได้รับการฉีดวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 1 เมื่อวันที่ 7-18 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เเละขอเเจ้งเปลี่ยนสถานที่รับบริการเป็นหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด The Event Space ชั้น 3 ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113495</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน, แอสตร้าฯ, โรงพยาบาลตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a343ae884e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111992</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยขอบคุณสหรัฐ-อังกฤษ สยบข่าวฉีดไฟเซอร์วีไอพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ-อังกฤษ รับมอบไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส แอสตร้าฯ 4.1 แสนโดส ย้ำบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย สธ.แจงยิบแผนกระจายวัคซีน สยบข่าวฉีดวีไอพี ยันไฟเซอร์ยังเก็บอยู่ในคลัง เริ่มจัดส่งให้ รพ. 3 ส.ค.นี้ ตร.เจอทุจริตขายคิวฉีดวัคซีนบางซื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีนายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า นายกฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมิตรแท้และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้ง 2 ประเทศที่มีมายาวนานกว่า 188 ปี รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย-สหรัฐ ที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน พร้อมขอขอบคุณ นางแทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ไทยได้รับวัคซีนเพิ่มเติมอีกจำนวน 1 ล้านโดส ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลจะนำวัคซีนทั้งหมดไปบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนคนไทยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไมเคิลกล่าวว่า การส่งมอบวัคซีนวันนี้นับเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทยให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ดูแลประชาชนชาวสหรัฐในไทยเป็นอย่างดีในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของไทยจะคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวัคซีนดังกล่าวของบริษัทไฟเซอร์ ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) จำนวน 1,503,450 โดส ได้จัดส่งถึงไทยแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.30 น. นายกฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยมีนายเอวาน โจนส์ อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจักร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ได้กล่าวถวายพระพรแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอให้ทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรง และฝากความระลึกไปยังนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณในมิตรไมตรีและความห่วงใยของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ผ่านการสนับสนุนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 415,040 โดส เชื่อมั่นว่าการสนับสนุนวัคซีนครั้งนี้ช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบอริสได้ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ และกล่าวว่า ยินดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือประเทศไทยในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งในวันที่ 3 ส.ค. วัคซีนดังกล่าวจะเดินทางถึงประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทย 1 ส.ค. จำนวน 180,552 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสม จำนวน 17,866,526 โดส ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานมาด้วยว่า ตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นมา ได้มีการฉีดวัคซีนให้ชาวต่างชาติแล้วกว่า 2 แสนโดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า ขณะนี้ผู้สูงอายุฉีดเข็มแรกแล้ว 2,897,520 คน หรือ 23% แต่ยังเป็นสัดส่วนน้อย ภายในเดือน ส.ค.จะมีวัคซีน 10 ล้านโดสขึ้นไป ทั้งแอสตร้าเซนเนก้า, ซิโนแวค และไฟเซอร์ โดย กทม.ได้รับวัคซีนจำนวนมากในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ส.ค.จะได้รับการจัดสรรวัคซีน 1 ล้านโดส ส่วนที่เหลือจะกระจายไปต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยจะกระจายสัปดาห์ละ 1-2 ล้านโดส ฉีดในสูตรสลับไขว้ซิโนแวคและแอสตร้าฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าว​ว่า​ ขณะนี้ได้สำรวจจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในแต่ละจังหวัด และจะทยอยจัดส่งในวันที่ 3 ส.ค. ทั้งโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ขอให้ผู้ที่ประสงค์รับวัคซีนได้ไปรับตามโรงพยาบาลที่กำหนด พร้อมย้ำวัคซีนไฟเซอร์ 1 ขวด ฉีดได้ 6 คน ฉะนั้นต้องนัดหมายให้ดี พร้อมกำชับให้เปิดเผยจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า เมื่อ 2-3 วันที่แล้ว มีกระแสสังคมค่อนข้างมากเรื่องการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์สำหรับที่จะฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป เมื่อเช้าวันที่ 2 ส.ค.นี้ ทาง สธ.ได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข และมีมติเห็นชอบในการนำเสนอความก้าวหน้าการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ โดยจะมีจัดสรรกระจายให้กับ 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ช่วยงาน หรือพนักงานเก็บศพ จำนวน 700,000 โดส 2.จังหวัดที่มีการระบาด มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จำนวน 13 จังหวัด 645,000 โดส 3.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทยและชาวไทยผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา รวม 150,000 โดส และ 4.ทำการศึกษาวิจัย จำนวน 5,000 โดส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในกลุ่มอื่นๆ กรณีที่คิดว่าจะมีประเด็นปัญหาตกหล่น ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ หรือหน่วยบริการทุกหน่วย สามารถเสนอผ่านมาทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ให้ส่งข้อมูลมาที่กรมควบคุมโรคได้ สำหรับพื้นที่ 13 จังหวัดที่มีการควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ติดต่อทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ ให้ประสานกับสำนักอนามัย ขณะที่ส่วนต่างวัคซีนที่เหลือหลังจากจัดสรรให้ตามกลุ่มเป้าหมาย คณะทำงานด้านบริหารจัดการวัคซีนจะมีการปรึกษากันอีกครั้งในการจัดสรรต่อไป โดยต้องดูถึงความจำเป็นเพื่อลดภาระการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีกลุ่มวีไอพีออกมาโพสต์ทางสื่อโซเชียลว่าได้รับวัคซีนไฟเซอร์แล้ว โดยเฉพาะวัคซีนที่ได้จากสหรัฐนั้นว่า วัคซีนไฟเซอร์เพิ่งได้รับมาจากสหรัฐ ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนตีสี่ของวันที่ 30 ก.ค. จากนั้นมีการนำเข้าไปเก็บที่คลังบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด ในอุณหภูมิ -70 องศา ขณะนี้วัคซีนทั้งหมดยังคงเก็บอยู่ที่คลัง ยังไม่ได้มีการกระจายออกไป เนื่องจากจะมีระบบการควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้นกระแสข่าวที่มีกลุ่มบุคคลได้รับวัคซีนไฟเซอร์จากที่ไหนอย่างไร ยืนยันว่าไม่ใช่วัคซีนของ สธ.ที่มีการจัดสรรในรอบนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนางศิริลักษณ์ อุบลเหนือ รองผู้อำนวยการศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปแก้ไขข้อมูลการลงทะเบียนรับวัคซีนโดยมิชอบ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมี พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้าคณะนั้น &amp;nbsp;วันนี้ พล.ต.ต.ไพบูลย์ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อรวบรวมรายละเอียดข้อเท็จจริง เอกสาร คำให้การของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากข้อมูลของกรมการแพทย์และบริษัทที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติของข้อมูลการลงทะเบียนฉีดวัคซีนในหลายส่วน เช่น มีการลงข้อมูลในช่วงนอกวัน-เวลาทำการของเจ้าหน้าที่ (หลังเวลา 20.00 น.) ซึ่งการลงข้อมูลจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมเฉพาะของกรมการแพทย์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อเท่านั้น และพบว่ามีการลงข้อมูลจำนวนมากในวันและเวลาเดียวกันทั้งหมด อีกทั้งพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลบัญชีผู้ใช้ในการลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นต้น โดยคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจะได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏไปตรวจสอบ และเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำการสอบสวน เพื่อหาตัวกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยหากบุคคลใดได้รับการติดต่อให้มาพบพนักงานสอบสวน ขอให้มาพบตามที่นัดหมาย พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111992</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐ-อังกฤษ, นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ย้ำบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทย, รับมอบไฟเซอร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แอสตร้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107f2604f339.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รพ.สนามมธ.&#039;ฉีดแอสตร้า1.1หมื่นคนถึงสิ้นส.ค. เปิดจองคิวใหม่ฉีดก.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค. 64 - เพจ&amp;quot;โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์&amp;quot; โพสต์ข้อความว่า วันพุธที่ 28 ก.ค.วันที่ 109 ของโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ วันที่มีผู้ป่วยโควิดรายใหม่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 16,533 คน ที่ศูนย์รับวัคซีน ยิมเนเซียม 4 เราจัดกิจกรรมรับวัคซีนถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยฉีดวัคซีน SV + AZ ให้กับผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงวัคซีนจำนวนกว่า 2000 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.เป็นต้นไป เราจะเปิดยิม 4 เพื่อฉีด Astrazenecaให้กับผู้ที่จองวัคซีนไว้ 110,000คน ในแอปTUH ทุกวันต่อเนื่องไปโดยไม่มีวันหยุดจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม วันละไม่น้อยกว่า 3,000 คน เราเชื่ออยู่แล้วว่าพวกเรารบไม่ชนะในสงครามคราวนี้ และนี่คงเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พวกเราสูญเสียน้อยที่สุดจากนี้ไป ใครที่ยังไม่มีคิวฉีดวัคซีน มาจองคิวต่อของเดือนกันยาได้อีกนะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
วันนี้ (28 ก.ค.) ผู้เสียชีวิตจากโควิดในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เพิ่มสูงสุดด้วยเช่นกัน มีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตรวมห้ารายในวันเดียวกัน สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ที่ รพธ ที่มาจากการ swab และตรวจเชื้อด้วย RT-PCR ในรอบวันที่ผ่านมา 201คน พบว่ามีผลเป็นบวกที่ต้องรับแอดมิดเช้านี้เลย 37คน และในจำนวนนี้ เป็นบุคลากรของรพ.ธรรมศาสตร์เองอีก 4 คน เป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลสอง และบุคลากรอื่นอีกสองคน เราเองก็ถูกโจมตีภายในแนวตั้งรับของเราเองไม่ต่างจากที่อื่นๆเหมือนกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อยากจะวิงวอนผู้คนที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจภาระงานที่หนัก เสี่ยงและยืดเยื้อยาวนานมากว่าสามเดือน ที่เกิดในโรงพยาบาลทุกแห่ง เพราะคนไข้โควิดมีมากเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่าภายในหนึ่งเดือน ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะรับมือมีจำนวนเท่าเดิม หรือลดน้อยไปเรื่อยๆ จากการติดเชื้อหรือการถูกกักตัว ใน ER ซึ่งเป็นประตูทางเข้าหลักของโรงพยาบาล ถ้าหากมีคนไข้อาการหนัก และถูกสันนิษฐานว่าอาจจะติดเชื้อนอนรอให้ช่วยชีวิตอยู่สัก แปดรายสิบราย และไม่สามารถส่งขึ้นวอร์ดคนไข้ในเพื่อไปรักษาต่อได้ เพราะวอร์ดข้างบนก็มีคนไข้เต็มล้น ความกดดันก็จะมาอยู่ที่แพทย์และพยาบาลที่มีผลัดละสิบกว่ายี่สิบคนในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่จะต้องช่วยอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนรอด&amp;nbsp; และถ้าถึงจุดที่แทบไม่มีที่ว่างเหลือให้เดินใน ER ไม่มีไปป์ออกซิเจนหรือไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตเหลืออีก&amp;nbsp; ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลก็อาจจะต้องถูกปิดชั่วคราวไปสักระยะหนึ่ง8, 12หรือ 24 ชม.อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่รามาธิบดีหรือที่ รพ.ธรรมศาสตร์เอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกว่าจะใช้เวลาที่หยุดรับรายใหม่ไปนั้น เคลียร์คนไข้ใส่ tubeที่ค้างอยู่ใน ER ส่งขึ้นวอร์ดไปได้&amp;nbsp; แล้วERจึงจะเริ่มกลับมาเปิดรับคนไข้ใหม่ได้อีก.&amp;nbsp; นี่เป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขของประเทศเรามาก่อนเลย ขอได้โปรดเข้าใจและเห็นใจพวกเราในรพ.ต่างๆ เท่าๆ กับที่ท่านมีความกังวลและห่วงใยชีวิตของผู้ป่วยที่ถูกส่งมายังโรงพยาบาลด้วยนะ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
วันนี้ (28 ก.ค.) ถึงจะเป็นวันหยุดราชการ แต่เราก็มาช่วยกันเร่งรัดเพิ่มศักยภาพและแก้ปัญหาให้โครงการ Home Isolationของเรา เพื่อให้ขยายขีดความสามารถการรับผู้ป่วยออกไปอีก เพราะถ้าผู้ป่วยใหม่อยู่ในระดับหมื่นกว่าไปอีกเพียงสองสัปดาห์ ก็จะไม่มีเตียงที่ไหนเหลือเลยแม้แต่เตียงเดียวที่จะรับผู้ป่วยโควิดรายใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาลอีกได้ ไม่ว่าจะเปิดโรงพยาบาลสนามใหม่อีกมากเท่าใดก็ตาม ก็เหลือแต่เพียงที่จะใช้&amp;rdquo;เตียงทิพย์&amp;rdquo;ในโครงการนี้เท่านั้นแหละ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
พวกเราได้หารือกับท่าน ผวจ. และ สสจ.ปทุมธานี ที่จะรับผู้ป่วยโควิดจากอำเภอคลองหลวงและลำลูกกาของปทุมธานีหลายร้อยคนที่ยังไม่สามารถหาเตียงได้ เข้าสู่โครงการ HI ของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ วันพรุ่งนี้ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ในโครงการคงเพิ่มอีกมาก&amp;nbsp; จากที่มีตัวเลขผู้ป่วยในโครงการสะสมอยู่มากกว่า 500 คนแล้วในวันนี้ และเป็นตัวเลขผู้ป่วยที่ยังแอคทีฟอยู่เกือบ 300 คนที่พวกเราต้องติดตามดูแลอาการผ่านแชทบอร์ด อยู่ทุกๆวัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ความกังวลของพวกเราในโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องการจัดระบบรองรับเรื่องกำลังคน เรื่องการจัดส่งอาหารหรือการดูแลติดต่อกับผู้ป่วยทั้งหมดในแต่ละวัน&amp;nbsp; เรื่องเหล่านี้พวกเราช่วยกันดูแลจัดการได้ทั้งหมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่จะเป็นปัญหาที่พวกเราอาจจะแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ก็คือ ความพอเพียงของยาต้านไวรัส Favipilavir และการขาดแคลนของฟ้าทลายโจร ซึ่งใช้เป็นยาช่วยแก้ปัญหาในระยะแรกที่อาการของผู้ป่วยยังไม่ปรากฏหรือไม่รุนแรง อีกสัปดาห์เดียวอาจจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นปัญหาเรื่องใหญ่ของโครงการ Home Isolation หรือ Community Isolation&amp;nbsp; ทั่วประเทศได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
มาที่โรงพยาบาลสนาม ซึ่งดูจะเป็นที่เดียวที่ยังพอรับผู้ป่วยโควิดรายใหม่ที่อาการไม่หนักมากเข้ามาได้บ้าง แต่ว่า ในแต่ละวัน เราก็รับผู้ป่วยผลบวกที่ swab พบจาก รพ.ธรรมศาสตร์เข้ามาโดยตรงวันละสิบกว่าคน&amp;nbsp; &amp;nbsp; และรับรีเฟอร์ผู้ป่วยจากวอร์ดโควิดต่างๆของโรงพยาบาลมาอีกรวมวันละ 30 รายอยู่แล้วนะ วันนี้ที่ รพ.สนามเรารับผู้ป่วยใหม่เข้ามาได้อีก 27ราย และส่งผู้ป่วยที่หายแล้วกลับบ้านได้ 43 ราย กับส่งผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมากขึ้นกลับไปดูแลที่รพ.ธรรมศาสตร์อีก 4 ราย จำนวนผู้ป่วยสุทธิที่พักอยู่กับเราคืนนี้คือ 355คน นี่ยังไม่ได้นับเคส PUI ที่มากักตัวที่นี่ด้วยนะ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เราคิดว่า พวกเราทำงานหนักมากแล้วนะ แต่ว่า มันคงยังไม่หนักเพียงพอที่จะช่วยชีวิตผู้คนที่ล้มตายมากขึ้นเรื่อยๆ ไว้ได้ พวกเราจะพยายามทำให้มากขึ้นอีก&amp;nbsp; จะทำจนสุดกำลังความสามารถที่เราจะทำได้&amp;nbsp; อยากจะให้พวกเราต้องสูญเสียน้อยที่สุด ในสงครามที่พวกเราไม่มีโอกาสชนะแล้วครั้งนี้&amp;nbsp; #พวกเราจะเข้มแข็ง #เราสัญญา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111504</URL_LINK>
                <HASHTAG>รพ.สนามมธ., วัคซีน, ส.ค., แอสตร้าฯ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_610236d1a4fc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดแอสตร้าฯส่งนอก สธ.เจรจาเพิ่มโควตาไทยเคาะจัดหาวัคซีน120ล.โดสปี65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ปัดระงับการใช้วัคซีน &amp;quot;ผสมสูตร&amp;quot; โยนคณะแพทย์ชี้แจง &amp;nbsp;กก.วัคซีนแห่งชาติ อ้างองค์การอนามัยโลกเห็นว่าประเทศไหนมีข้อมูลวิชาการในการใช้วัคซีนสามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ มีมติให้จัดหาวัคซีน mRNA และรูปแบบอื่น 120 ล้านโดสในปี 65 ไฟเขียวจำกัดส่งออก &amp;quot;แอสตร้าฯ เร่งเจรจาผู้ผลิต&amp;quot; เพิ่มโควตาให้ไทยจากเดิม 1 ใน 3 ของยอดการผลิต อภ.แจ้งความเอาผิด &amp;ldquo;ลอย-หมอบุญ&amp;rdquo; แพร่ข้อมูลเท็จการจัดซื้อโมเดอร์นา &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; กังขาสูตรวัคซีนใหม่หากผิดพลาดใครรับผิดชอบ &amp;quot;ไทยสร้างไทย&amp;quot; เดินหน้าฟ้องนายกฯ-ผู้เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 กรกฎาคม พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนวันที่ 13 ก.ค. มีจำนวน 322,488 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสม 13,230,681 โดส หากดูเฉพาะ กทม. ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการฉีดไปแล้ว 4.2 ล้านโดส ทำให้ประชากรใน กทม.ได้รับวัคซีนเข็มแรกไป 43.61% เข็มสอง 11.92% แต่การควบคุมการแพร่ระบาดต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากร การระดมฉีดเข็มหนึ่งจึงจำเป็นต้องทำให้มากขึ้น โดยกรมควบคุมโรคเน้นย้ำเพิ่มวัคซีนในพื้นที่ กทม. จะระดมฉีดปลายสัปดาห์นี้ถึงต้นสัปดาห์หน้าให้ได้ 5 แสนโดส และเพิ่มให้ได้ 1 ล้านโดสภายในสองสัปดาห์นี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ กทม. คือการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ และกลุ่มโรคประจำตัว ปัจจุบันมีการฉีดเข็มแรกให้ผู้สูงอายุไปแล้ว 30.50% สำหรับ 7 กลุ่มโรค ฉีดเข็มแรกไป 44.20% &amp;nbsp;แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่อยากฉีดให้ได้อย่างน้อย 50% จึงจะเร่งฉีดให้ได้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีนโยบายเน้นการจัดหาและฉีดวัคซีนให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเก็บสถิติในการฉีดวัคซีนโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนแม้ไม่ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถลดความรุนแรงและลดการเสียชีวิตได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวถึงการใช้วัคซีนผสมสูตรว่า สิ่งสำคัญในช่วงเวลานี้คือการเร่งฉีดให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพราะสายพันธุ์เดลตามีการระบาดที่รุนแรง และติดต่อได้ง่ายกว่าที่ผ่านมา และกำลังเป็นปัญหาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งวัคซีนทุกชนิดสามารถลดความรุนแรงและลดความเสี่ยงเสียชีวิต ส่วนการวิจัยในไทยนั้นก็เป็นอีกแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งที่แสดงถึงความพยายามของคณะแพทย์ของไทยที่ไม่หยุดคิด ไม่ยอมแพ้กับปัญหา ครั้งนี้ก็พยายามเอาชนะสายพันธุ์เดลตา ซึ่งก็ต้องพยายามหาทุกวิถีทางที่ดีที่สุด และทำอย่างเป็นระบบ และหวังว่าจะประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับน่าเชื่อถือแล้วนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยรัฐบาลเปิดกว้างและส่งเสริมให้มีการแสวงหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องให้ความรู้อย่างรอบด้านแก่ประชาชน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีไม่มีนโยบายที่จะระงับการใช้วัคซีนผสมสูตรแต่อย่างใด และขอให้ทุกฝ่ายรับฟังความเห็นของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ในกรณีวัคซีนผสมสูตร/สลับสูตร เพื่อนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยหัวหน้านักวิทยาศาสตร์, โสมยา สวามีนาธาน ได้ให้ข้อสังเกตว่า &amp;ldquo;ประชาชนไม่ควรตัดสินใจเองในเรื่องนี้ แต่ควรเป็นการตัดสินใจของหน่วยงานของรัฐด้านสาธารณสุข บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งในส่วนของภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายอนุชาชี้แจงอีกครั้งถึงความสับสนในเรื่องการใช้วัคซีนผสมสูตร โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ขอให้คณะแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลในรายละเอียดที่ชัดเจนต่อไป
ลดส่งออกวัคซีนแอสตร้าฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ โดยนพ.นครกล่าวว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบกรอบในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 สำหรับประชาชนในปี 2565 เป็นจำนวนอีก 120 ล้านโดส โดยให้มีการจัดหาวัคซีนในรูปแบบ mRNA วัคซีน รูปแบบเวกเตอร์ และรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดจำนวนซัพพลายของตัววัคซีน และให้คำนึงถึงวัคซีนที่ตอบสนองต่อการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่จะมีขึ้นต่อไปด้วย โดยเป้าหมายในการจัดหาเพื่อให้วัคซีนมีเพียงพอสำหรับการฉีดให้กับประชากร ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน และฉีดเพิ่มเติมสำหรับกรณีที่ต้องได้รับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในปีถัดไป รวมทั้งเตรียมสำรองวัคซีนไว้สำหรับการใช้ในกรณีที่เกิดการระบาดด้วย นอกจากนี้ยังมีมติให้กรมควบคุมโรคและสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เร่งดำเนินการจัดหาวัคซีนสำหรับปี 2564 ให้ได้ตามเป้าหมาย 100 ล้านโดส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.นครกล่าวอีกว่า ในส่วนของการพิจารณาตัวร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561 ในการกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนไวรัสติดเชื้อโคโรนา 2019 ภายนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยพิจารณาถึงผลกระทบและความเป็นไปได้ รวมทั้งยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต้องมีการพิจารณาต่อไปข้างหน้า ทำให้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการที่จะให้มีการออกประกาศดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โดยเวลานี้มอบให้ฝ่ายเลขานุการคือสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และกรมควบคุมโรค พิจารณาทบทวนในเนื้อหาของร่างประกาศดังกล่าว พิจารณาถึงผลกระทบ และผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ที่จะมีต่อประเทศและประชาชนเป็นหลัก และให้ดำเนินการเจรจาอย่างเต็มที่กับผู้ผลิตวัคซีน ให้ได้จำนวนวัคซีนที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศไว้ก่อน และเมื่อได้ผลประการใด ก็ให้กลับมารายงานให้ที่ประชุมพิจารณา ทั้งในรื่องผลการเจรจา กับผู้ผลิตวัคซีนเพื่อให้มีการส่งมอบให้กับประเทศไทย และเนื้อหาของประกาศนั้น เพื่อให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบต่อไป&amp;rdquo; นพ.นครกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีให้มีการพิจารณาในเรื่องคำเตือนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ แต่จะมีคณะกรรมการวิชาการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อแห่งชาติ 2558 อย่างไรก็ตาม WHO เห็นว่าถ้าหน่วยงานสาธารณสุขแต่ละประเทศมีข้อมูลวิชาการสนับสนุนในการเลือกใช้วัคซีนแบบใดแบบหนึ่งก็ถือว่าสามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหตุการณ์ของแต่ละประเทศ ไม่ได้บอกว่าถือว่ามีความอันตรายหรือว่าห้ามทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามอีกว่า ที่ผ่านมาได้มีการกำหนดหรือไม่ว่าวัคซีนแต่ละสัปดาห์ที่เขาจะส่งมาให้เรา หรือแต่ละเดือนจะต้องได้สัดส่วนเท่าใดสำหรับวัคซีนที่ผลิตภายในประเทศ นพ.นครกล่าวว่า ปัจจุบันแนวทางของการจัดสรรอยู่ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศ เพราะยอดการสั่งซื้อของเราอยู่ในประมาณสัดส่วน 1 ใน 3 ของยอดกำลังการผลิตโดยรวมทั้งหมด ซึ่งเขาจะจัดส่งวัคซีนให้ไม่น้อย 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตในแต่ละช่วงเวลาเพราะการผลิตวัคซีนไม่ได้มีจำนวนที่ตายตัวในแต่ละช่วงเวลาซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังการผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติปรับสูตรการให้วัคซีนโควิด-19 ว่า รับทราบเรื่องแล้ว แต่ สธ.ยังไม่ได้มีข้อสั่งการ หรือแนวทางการปฏิบัติในรายละเอียดไปให้จังหวัดรับทราบ ดังนั้น จะมีการประชุมผู้บริหาร สธ.และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ทั่วประเทศ เพื่อแจ้งพื้นที่ให้รับทราบมติและแนวปฏิบัติ ขณะนี้ยืนยันว่า ทุกอย่างยังยึดตามมติของคณะกรรมการโรคติดต่อฯ ที่ให้ฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรก จากนั้น 3 สัปดาห์ จึงฉีดเข็มที่ 2 เป็นวัคซีนแอสตร้าฯ แต่การฉีดวัคซีนสูตรใหม่ ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีก เช่น ต้องฉีดให้กับประชาชนอายุเท่าไรจึงจะเหมาะสม ซึ่ง สธ.กำลังจัดทำรายละเอียดอยู่ คาดว่าจะมีการเผยแพร่ให้ทราบทั่วกันในเร็วๆ นี้
อภ.เอาผิด&amp;quot;ลอย-หมอบุญ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การเภสัชกรรมออกแถลงการณ์ ระบุว่า ได้แจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท เพื่อดำเนินการเอาผิดกับนายลอย ชุนพงษ์ทอง และ นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในข้อหา &amp;ldquo;หมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา อันเป็นเหตุให้องค์การเภสัชกรรมได้รับความเสียหาย&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เนื่องจากนายลอย และ นพ.บุญนำข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาโดยกล่าวหาองค์การเภสัชกรรมในฐานะผู้แทนภาครัฐที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประสานงานจัดซื้อจัดหาวัคซีนโมเดอร์นาให้กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ว่า ดำเนินภารกิจนี้โดยมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดจากประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อองค์การเภสัชกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรมยืนยันว่า เป็นหน่วยงานภาครัฐที่เป็นตัวแทนจัดซื้อจัดหาวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นา เพื่อให้ประชาชนได้มีวัคซีนทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยมิได้มุ่งแสวงหาผลกำไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ขณะนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ยังไม่มีนโยบายให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ต่างชนิดกัน เนื่องจากเป็นวัคซีนใหม่ที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิดเดียวกันทั้ง 2 เข็มตามที่บริษัทผู้ผลิตได้รับอนุญาต &amp;ldquo;ยกเว้น&amp;rdquo; ผู้อยู่ในโครงการศึกษาวิจัย หรือกรณีผู้ฉีดแพ้หรือมีอาการข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีนเข็มแรกสามารถให้วัคซีนต่างชนิดกันในเข็มที่ 2 ได้ถ้าแพทย์เห็นสมควร
ทั้งนี้ หากท่านไม่ให้ข้อมูลที่สมบูรณ์และหลีกเลี่ยง เพื่อให้ได้รับวัคซีนต่างชนิดหรือวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันก่อนเวลาที่เหมาะสม ทางราชวิทยาลัยฯ จะไม่รับผิดชอบผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และการประกันอาจไม่คุ้มครองการรักษาพยาบาลที่เกิดจากอาการข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า หลังจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซิโนฟาร์มให้กับองค์กรต่างๆ แล้ว รอบใหม่จะจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองผ่านแอปพลิเคชัน ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดและจองในวันที่ 15-16 ก.ค.ที่จะถึงนี้ โดยในล็อตแรกจะให้จอง 30,000-50,000 คน จากนั้นจึงจะเปิดให้จองอีกครั้งหลังผ่านไป 4-5 วัน ทั้งนี้ ราคาที่จะเปิดจองจะไม่เกินเข็มละ 888 บาท เท่ากับราคาที่องค์กรต่างๆ ได้ไปก่อนหน้านี้ หากเป็นไปได้ จะทำให้ราคาต่ำกว่านี้ อย่างไรก็ตาม กำลังมองหาวัคซีนสำหรับอนาคตที่มีความสามารถในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ เพราะต้องมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิเป็นระยะๆ ซึ่งทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้จองไว้บ้างแล้ว
&amp;quot;ไทยสร้างไทย&amp;quot; ฟ้องนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่มีภาพกำลังพลกองร้อยส่งทางอากาศที่เดินทางไปร่วมการฝึกกระโดดร่มทางยุทธศาสตร์ (Strategic Airborne Operation) กับกองทัพบกสหรัฐ ณ Fort Bragge รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 10-26 ก.ค.64 ที่สนามบินไปเผยแพร่และบิดเบือนโดยกล่าวหาว่าเดินทางไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 3 และใช้ภาษีประชาชนเป็นค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางนั้น พล.อ.ณรงพันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ได้มอบหมายให้ พล.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ทำหน้าที่แทนดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับบุคคลที่นำภาพไปบิดเบือน จนทำให้กองทัพบกเกิดความเสียหาย พร้อมให้ พ.อ.ณครสม เนาวบุตร ผู้อำนวยการกองคดี สำนักพระธรรมนูญทหารบก เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับบุคคลล็อตแรก 9 ราย ประกอบด้วย ผู้ในเฟซบุ๊ก 8 ราย, &amp;nbsp;ทวิตเตอร์ 1 ราย และจะมีการทยอยแจ้งความกับบุคคลอื่นเพิ่มเติมอีก ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โทษจำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐมีแนวคิดฉีดวัคซีนโควิด-19 สลับชนิด เข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค เข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า ว่าหากรัฐตัดสินใจใช้วิธีการนี้ ถ้ามีผลข้างเคียงเกิดขึ้นกับประชาชน รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เพราะประชาชนไม่ใช่หนูทดลองของพวกท่าน หากรัฐปรับการฉีดตามวิธีการนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลยอมว่าวัคซีนซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะป้องกันเชื้อโควิดได้ แต่รัฐบาลไม่ระงับการสั่งซื้อ กลับเพิ่มจำนวนวัคซีนดังกล่าว ทำให้ประเทศต้องสูญเงินไปอีกกว่า 6 พันล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคไทยสร้างไทย ได้เชิญนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มาร่วมหารือกับนายโภคิน พลกุล และนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ในประเด็นมติครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เห็นชอบให้กรมควบคุมโรคสั่งซื้อวัคซีนซิโนแวคเพิ่มเติมอีกจำนวน 10.9 ล้านโดส ในวงเงินประมาณ 6,100 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานที่ 1.2 ตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากหารือที่ประชุมมีมติว่า เมื่อการควบคุมโรค การป้องกันโรค และการรักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของรัฐ การที่รัฐปล่อยให้มีการแพร่ระบาดหลายครั้งป้องกันโรคล้มเหลวและไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลประชาชนได้อย่างทั่วถึง คือหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 ทาง คือร้องต่อ ป.ป.ช. ตามมาตรา 234 (1) ของรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนสามารถใช้สิทธิฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยภายในระยะเวลาเพียง 6 วัน มีประชาชนเข้าชื่อแสดงความเห็นให้ฟ้องรัฐบาลถึง 650,000 ชื่อ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นทนายความฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุมเห็นว่าควรฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในแต่ละประเด็น และนายกฯ รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน นายกสมาคมฯ จะดำเนินการร่างฟ้องและพิจารณาผู้เสียหายที่จะเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนประชาชนที่เข้าชื่อมาทั้งหมดเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และชอบด้วยกฎหมายต่อไป&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผสมสูตร, พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์, ลอย-หมอบุญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพื่อไทย, แอสตร้าฯ, โควิด-19, ไทยสร้างไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0b527ecc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯรับมอบวัคซีนแอสตร้าฯขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 64 - เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานงานรับมอบวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านระบบประชุมทางไกล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายนาชิดะ คาซูยะ (H.E. Mr. Nashida Kazuya) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณในไมตรีจิตและความห่วงใยของรัฐบาลญี่ปุ่นในการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รัฐบาลไทยรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งถึงความปรารถนาดีที่ญี่ปุ่นมีให้ตลอดมา สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นที่ต้องการจะแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน ซึ่งการฉีดวัคซีนถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดการแพร่ระบาด อีกทั้งความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้ มีส่วนสำคัญที่จะมาเสริมกับวัคซีนที่ไทยได้ดำเนินการจัดหามาแล้วเพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนมากยิ่งขึ้น ลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และสนับสนุนให้ไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่า ไทยพร้อมที่จะก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และวิกฤติครั้งนี้ไปพร้อมกับญี่ปุ่นโดยไม่มีวันทอดทิ้งกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้มอบสารจากนายซูกะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถึงนายกรัฐมนตรี พร้อมกล่าวว่า นับถือรัฐบาลไทยในการจัดการมาตรการโควิดครั้งนี้ หวังว่าการมอบวัคซีนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้มาตรการฉีดวัคซีนของไทยราบรื่นยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวถึงความช่วยเหลือร่วมมือของไทยญี่ปุ่นที่มีมาตลอดการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเกือบ 135 ปี โดยญี่ปุ่นและไทยร่วมฝ่าวิกฤติร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2554 และหวังว่ามิตรภาพที่มีจะช่วยให้เราผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน กลับมาสู่การเดินทางไปมาหาสู่กันด้วยรอยยิ้มเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวได้มีการลงนามหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 และจัดส่งถึงไทยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โดยมีจำนวน 1,053,090 โดส เป็นวัคซีนของบริษัท AstraZeneca ซึ่งผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท KM Biologics Co., Ltd. และบริษัท Daiichi Sankyo Co., Ltd.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109426</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกฯ, บิ๊กตู่, วัคซีน, แอสตร้าฯ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebb4953b10f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
