<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โกวิทย์&#039;ฉุนหนัก! การกระจายอำนาจถูกตีตก ตอกกลับแก้รธน.เพื่อใคร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย (พลท.) พร้อมด้วยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหาราชการรูปแบบพิเศษ แถลงถึงผลการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ทั้ง 13 ฉบับวานนี้ (24 มิถุนายน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายโกวิทย์ กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังและเสียดายที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจไม่ผ่านการรับหลักการของรัฐสภา รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย สำหรับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ไม่ได้รับหลักการซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเพิ่มเติมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม 2.การให้ชุมชนมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสม ในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ 3. การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมให้เกษตรกรที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงและการจัดหาแหล่งน้ำอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกวิทย์ กล่าวต่อว่า 4.สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมได้รับความคุ้มครองอย่างรวดเร็ว 5.การให้ประชาชนได้รับรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้าอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง ซึ่งในประเด็นการกระจายอำนาจได้ขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติมตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ดังนี้ 1. จังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน 2. การจัดบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะใดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำไม่ได้ก็ให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การทหาร ความมั่นคง กิจการต่างประเทศ ศาล และระบบการเงิน การคลัง เป็นต้น และ 3. การแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 254 ในหลายประการ เช่น การจัดให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น การกำหนดหน้าที่และอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นและไม่ซ้ำซ้อนกับรัฐ และการกำหนดสัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐกับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีข้อกังขาว่าทำไมเรื่องสิทธิประชาชนทั้งที่มีจุดดี แต่ไม่ได้การรับหลักการ แต่เรื่องที่เป็นเรื่องของนักการเมืองได้รับหลักการ จึงเป็นคำถามว่า รัฐธรรมนูญจะแก้ไขเพื่อใคร&amp;rdquo; นายโกวิทย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เมื่อคืนนี้เราจะได้เห็นเบื้องหลังและการแสดงปาหี่ในพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ในฐานะที่พวกตนเป็นผู้แทนก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าประชาชนมอบหมายให้มาทำหน้าที่ แต่เราไม่สามารถที่จะต่อสู้ไม่สำเร็จในเรื่องการกระจายอำนาจให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ โดยรัฐธรรมนูญถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ใครเป็นคนเขียน เอื้อประโยชน์กับใคร ซึ่งหากมีการกระจายอำนาจ เช่นกรณีการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ถ้ามีการมอบอำนาจให้องค์กรท้องถิ่น สามารถจัดการให้ประชาชนฉีดวัคซีนได้อย่างทั่วถึง ตนเชื่อมั่นว่า สามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าศบค. ด้วยซ้ำ และมีความชัดเจนในการประหยัดงบประมาณได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107603</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกระจายอำนาจ, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d590644a708.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.พรรคชัช ไม่รับ-ไม่ปัดเสียบบัตรแทนกัน บอกรอกระบวนการสอบสวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค.63- นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท แถลงภายหลังมีคลิปวิดีโอเผยแพร่เจ้าตัวมีพฤติกรรมลักษณะลงมติให้ส.ส.คนอื่นในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำงบประมาณ พ.ศ.2563&amp;nbsp;ว่า ส.ส.ได้มีการยื่นญัตติเพื่อขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบกรณีเสียบบัตรแทนกัน ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง และตนยินดีที่จะให้ข้อมูลกับคณะกมธ.วิสามัญดังกล่าว เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบของสภา&amp;nbsp; รวมไปถึงการตรวจสอบจริยธรรมของนักการเมืองด้วย ทั้งนี้ ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว อยากให้รอกระบวนการตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่านายโกวิทย์เสียบบัตรแทนคนอื่นจริงหรือไม่ นายโกวิทย์ ตอบบ่ายเบี่ยงว่า ขอให้รอกระบวนการตรวจสอบ ถามย้ำว่านอกจากบัตรตัวเอง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;บัตรที่ถือไว้ อีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ใบที่เหลือคือของใคร นายโกวิทย์ กล่าวเพียงสั้นๆและย้ำคำตอบเดิมว่า ตนถือบัตรของตัวเองอยู่จริง ที่เหลือไม่ขอตอบ แต่ขอให้รอกระบวนการตรวจสอบเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55960</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พรรคพลังท้องถิ่นไท, รัฐสภา, เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e33d06713937.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว! 39 รายชื่อกมธ.ยกร่างข้อบังคับประมวลจริยธรรม ส.ส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค 62 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการพ.ศ. ....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วย ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อทําหน้าที่ยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการพ.ศ. .... ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๒. นายขจิตร ชัยนิคม ๓. นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ๔. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๕. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๖. นายฐิตินันท์ แสงนาค ๗. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๘. นายดะนัย มะหิพันธ์ ๙. นายทศพร เสรีรักษ์ ๑๐. นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑๑. นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ๑๒. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ๑๓. นายนิกร จํานง ๑๔. นายนิยม เวชกามา ๑๕. นายนิรมิต สุจารี ๑๖. นายปรีดา บุญเพลิง ๑๗. นางผ่องศรี แซ่จึง ๑๘. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ๑๙. นายภิญโญ นิโรจน์ ๒๐. นางมนพร เจริญศรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒๑. นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ๒๒. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๒๓. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๒๔. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี๒๕. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ๒๖. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ๒๗. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๒๘. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒๙. นายสมัคร ป้องวงษ์ ๓๐. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓๑. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ๓๒. นายสันติ กีระนันทน์ ๓๓. นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ๓๔. นายสุชาติ อุสาหะ ๓๕. นายสุภดิช อากาศฤกษ์ ๓๖. นายสุรสาล ผาสุข๓๗. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๓๘. พลตํารวจตรี อภิชัย ศรีโสภิต ๓๙. นายอิสสระ สมชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒
ชวน หลีกภัย
ประธานสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48833</URL_LINK>
                <HASHTAG>จริยธรรมส.ส., ชวน หลีกภัย, สภาผู้แทนราษฎร, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191019/image_big_5dab15b2dfe6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รื้อระบบอาหารกลางวันเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธีระเกียรติ&amp;rdquo; เชื่อยังมีโรงเรียนโกงงบอาหารเด็กมากกว่า 10 โรง วอนคนรู้ข้อมูลแจ้งมา โอ่จับมือ วช.คลอดเมนู 20 บาทที่โภชนาการครบ &amp;ldquo;อนันตพร&amp;rdquo; &amp;nbsp;ยอมรับมีล็อบบี้หั่นโทษแก๊งอดีตปลัด พม.จากไล่ออกเหลือแค่ให้ออก ป้องอธิบดี พส.โยกย้าย 65 ผู้อำนวยการพันงาบงบคนจน ชี้บางส่วนยังไม่ผิด 100% &amp;quot;รมว.เกษตรฯ&amp;quot; เต้นสั่งสอบจัดซื้อเครื่องมือเกษตรแพง &amp;nbsp;
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็ก โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณอาหารกลางวันของแต่ละพื้นที่ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งว่าเกณฑ์การจัดซื้ออาหารกลางวันของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกัน เช่น บางแห่งใช้วิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิง) บางแห่งถือเงินไปซื้อเอง แนวปฏิบัติเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน ยืนยันว่ากำลังจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยพูดหลายครั้งแล้วว่ารับไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ล่าสุด นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้แจ้งมาว่ามีโรงเรียนที่ได้รับร้องเรียนเรื่องอาหารกลางวัน 12 แห่ง ใน 10 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ส่อทุจริตจำนวน 10 โรงเรียน ซึ่งคิดว่ามีมากกว่านั้น ดังนั้นหากใครทราบข้อมูลทุจริต ก็ขอให้แจ้งเข้ามา&amp;rdquo; นพ.ธีระเกียรติระบุ&amp;nbsp;
นพ.ธีระเกียรติยังกล่าวว่า ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เนื่องจาก วช.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ วิจัยเมนูอาหารกลางวันนักเรียนที่มีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และเหมาะสมในช่วงวัยของเด็กในราคา 20 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก และต่อไปจะลงนามความร่วมมือระหว่าง วช. กับ ศธ. พร้อมหน่วยงานอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นผลดีทำให้สถานศึกษามีทางเลือกเมนูอาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงนามความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการใช้โปรแกรมเมนู Thai School Lunch ของ สพฐ. สถานศึกษายังสามารถดำเนินควบคู่ไปด้วยกันได้ โดยงบประมาณอาหารกลางวัน 20 บาทต่อหัวต่อมื้อนั้น เชื่อว่าเพียงพออยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่ม&amp;rdquo; รมว.ศธ.กล่าว
วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะรัฐศาสตร์ จัดงานเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมครั้งที่ 3 ในหัวข้อ &amp;ldquo;ท้องถิ่น&amp;rdquo; VS &amp;ldquo;สตง.&amp;rdquo; กระบวนการตรวจสอบการจัดการท้องถิ่น การให้อำนาจกับส่วนท้องถิ่นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? ถอดรหัสปัจจัยที่เอื้อต่อการทุจริต ที่กระจายไปทุกพื้นที่ของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายโกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเป็นการป้องกันการทุจริตได้อย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าท้องถิ่นจะบริสุทธิ์ 100% ดังนั้นต้องปฏิรูปความคิดของคนให้คำนึงถึงการใช้เงินและการปราบปรามคอร์รัปชัน ปลูกฝังคนไทยให้รังเกียจคอร์รัปชันตั้งแต่เด็ก ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องทำการตรวจสอบแต่ละที่ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ส่วนรัฐต้องให้ความใส่ใจในการกระจายอำนาจมากกว่ารวมอำนาจ พัฒนาความสามารถของท้องถิ่นให้ทัดเทียมกับส่วนราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบุญญภัทร์ ชูเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน มธ. กล่าวว่า เรื่องการเบิกจ่ายเป็นปัญหาที่พบมากที่สุดระหว่าง สตง.และท้องถิ่น เพราะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันจากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. โดยมองว่าอำนาจการตรวจสอบการใช้เงินของท้องถิ่นควรเป็นของ สตง. หรือควรเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยควรออกระเบียบให้ชัดเจนแก่ท้องถิ่นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการเบิกจ่าย&amp;nbsp;
สตง.โอดตกเป็นจำเลย
&amp;ldquo;อยากให้รัฐบาลจริงจัง จริงใจ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากกว่านี้ และเมื่อท้องถิ่นได้รับการทักท้วงจาก สตง. ขอให้ท้องถิ่นอธิบายประเด็นการทักท้วงต่อ สตง.ให้ชัดเจน ขณะที่ สตง.ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยรับตรวจต่างๆ ให้จ่ายจ่ายเงินให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายและต้องตอบข้อสงสัยต่างๆ ภายใน 30 วัน&amp;rdquo; นายบุญญภัทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายมณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. กล่าวว่า สตง.ได้ตั้งคณะทำงานกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่าง สตง.และท้องถิ่น ในเรื่องงบประมาณ การเบิกจ่าย การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้การทำงานของ สตง.ในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน และได้ทำคู่มือการปฏิบัติงานให้แก่ท้องถิ่นและ สตง. เรียกว่าบัญญัติ 7 ประการ เพื่อให้การตรวจสอบมีมาตรฐาน โดยมีหลักการดังนี้ 1.อำนาจหน้าที่ ต้องจัดระบบบริการสาธารณะให้ประชาชนตามที่กฎหมายบัญญัติ 2.ท้องถิ่นต้องทำแผนพัฒนาท้องถิ่น นำความต้องการของประชาชนมาทำเป็นข้อบัญญัติ เทศบัญญัติต้องมีรายละเอียดพร้อมที่มาเพื่อนำมาตั้งงบประมาณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.การจัดทำงบประมาณต้องมีรายละเอียดชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ไม่ตั้งงบประมาณที่อยู่นอกแผน 4.การเบิกจ่ายเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งหนังสือเวียน 5.ดุลยพินิจ ต้องชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ 6.ต้องเป็นประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องความเชื่อหรือเป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และ 7.ตรวจสอบได้ โดยต้องมีเอกสารยืนยัน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้าท้องถิ่นตอบคำถามได้ตั้งแต่ข้อ 1 ถึง 6 ท้องถิ่นก็สามารถดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ ทุกวันนี้ สตง.ตกเป็นจำเลยว่าก้าวล่วงดุลยพินิจท้องถิ่น ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่อ สตง.มาก ทั้งที่เราต้องการให้ท้องถิ่นทำอย่างถูกต้อง ก่อนลงมือปฏิบัติแล้วเกิดความผิดพลาดในภายหลัง ซึ่งจากนี้จะต้องทำความเข้าใจให้ สตง.แต่ละพื้นที่มีความเข้าใจการทำงานที่มีมาตรฐานเดียวกัน&amp;rdquo;นายมณเฑียรระบุ
ส่วนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์การโยกย้ายผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนิคมสร้างตนเอง และศูนย์ที่เกี่ยวข้องรวม 65 ราย ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ในคดีทุจริตเงินสงเคราะห์คนจนว่าเป็นการตบตา เนื่องจากบางรายได้โยกย้ายกลับคืนตำแหน่ง ขณะที่บางรายเพียงโยกสลับตำแหน่งเท่านั้น ว่า พส.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยร้ายแรง ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตรวจสอบและพบมีมูลความผิด 270 รายชื่อ และได้ส่งรายชื่อมาให้ พม. ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งตรงกับที่ พส.ได้มีคำสั่งโยกย้าย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผลสอบ พส.เบื้องต้นพบมีมูลกระทำความผิด แต่ยังต้องสอบสวนวินัยหลังจากนี้ ดังนั้นจึงถือว่าเขายังไม่มีความผิด 100% ทั้งนี้ การโยกย้ายส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับภาวะขาดแคลนคนทำงาน&amp;rdquo; พล.อ.อนันตพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนันตพรกล่าวอีกว่า การพิจารณาจะดำเนินการใน 3 ส่วน คือ ผู้ที่ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดก็ให้ย้ายกลับ ในส่วนผู้ที่มีความผิดเล็กน้อยก็ลงโทษ เช่น ลดขั้น ตัดเงินเดือน แล้วย้ายสลับที่ และส่วนที่พบมีความผิดหนักร้ายแรง ก็ให้พักราชการไว้ก่อน ออกจากราชการไว้ก่อน หรือเข้ามาช่วยราชการในกระทรวง ซึ่งได้ย้ำกับนางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส.ว่าต้องทำตามกฎระเบียบดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องของนโยบาย และเป็นคำสั่งของตนเอง รวมถึงของรัฐบาล&amp;nbsp;
รับมีล็อบบี้หวังลดโทษ
&amp;ldquo;หากทำนอกเหนือจากที่ผมสั่ง หรือไม่ปฏิบัติตาม จะลงโทษอธิบดี พส.เอง ซึ่งอธิบดีก็ได้ยืนยันว่าจะไม่ทำ เพราะหากยังมีปัญหาเกิดขึ้น ผมก็ต้องรับผิดชอบในภาพรวมด้วย เพราะถือว่าเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงนี้ ส่วนที่กังวลว่าการโยกย้ายสลับคนจะไปสร้างปัญหาในพื้นที่อื่นอีก ก็ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าเรามีระบบการจ่ายเงินสงเคราะห์ใหม่ที่รัดกุม มีคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน จะไม่สามารถกระทำการทุจริตได้อีก แต่ก็อยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบอีกทาง&amp;rdquo; พล.อ.อนันตพรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีการสอบวินัยร้ายแรงอดีตปลัด พม.พร้อมพวกรวมทั้งหมด 11 คน ที่มีกระแสข่าวว่าเกิดการวิ่งเต้นเพื่อลดโทษจากไล่ออกเป็นให้ออก พล.อ.อนันตพรยอมรับว่า แน่นอน เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีคนพยายามทำ แต่มันอยู่ที่เราว่าจะมั่นคงหรือไม่ ยืนยันว่าตนเองมั่นคงและมั่นใจในคณะกรรมการสอบวินัยที่ตั้งขึ้น ส่วนผลสอบจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ดุลยพินิจของคณะกรรมการสอบ ไม่สามารถแทรกแซงได้ เว้นแต่หากผลสอบออกมาแล้วตนใช้ดุลยพินิจ แล้วเห็นว่าผลสอบมีนอกมีนัยหรือไม่ ก็จะสั่งให้สอบเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอำนาจที่ทำได้ หรือหากผลสอบออกมาไม่ดี ก็มีอำนาจให้คณะกรรมการสอบสวนใหม่ได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อถึงกรณีกระแสหญิงสาวคนสนิทอดีตปลัด พม. ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ พม.ร่วมกระทำความผิดฟอกเงิน จะตรวจสอบย้อนหลังด้วยหรือไม่นั้น พล.อ.อนันตพรชี้แจงว่า เป็นอดีตข้าราชการ เพราะได้ลาออกตั้งแต่ปี 2559 ถือว่าพ้นอำนาจที่ พม.จะไปดำเนินการสอบทางวินัยภายใน 180 วัน แต่ยังสามารถดำเนินการทางอาญาได้ โดยอาศัยอำนาจของทาง ป.ป.ป.และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการตรวจสอบโครงการงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า ได้สั่งการด่วนที่สุด ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในการตรวจสอบโครงการงบประมาณอุดหนุนสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ที่ได้รับเงินงบประมาณอุดหนุนจากกระทรวงตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน มีราคาสูงกว่ากัน ทั้งๆ ที่เป็นเครื่องมือชนิดเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการแก้ไขปัญหาและสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายและวินัยอย่างเฉียบขาด รวมทั้งให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าตรวจสอบสหกรณ์ที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดให้ทราบผลโดยเร็วด้วย กรณีตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำผิด ก็ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับสหกรณ์จังหวัดจัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนทุกช่องทางในพื้นที่ทราบ และรายงานผลมายังกระทรวงเกษตรฯ ด้วย&amp;quot; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังสั่งปลัดกระทรวงและอธิบดีทุกกรมที่ได้รับงบประมาณไทยนิยมเข้มแข็ง ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์และผลลัพธ์ของโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์ตามช่องทางประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางอย่างกว้างขวางทุกๆ 15 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11796</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a6040d7c12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
