<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิทรรศการพิเศษ&#039;สืบสานงานพ่อ สานต่องานแม่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ในด้านการเกษตร และเผยแพร่องค์ความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชวนพสกนิกรไทยร่วมชมนิทรรศการพิเศษ &amp;ldquo;สืบสานงานพ่อ สานต่องานแม่&amp;rdquo; ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามรอยเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนีในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎรตามผ่านทางออนไลน์ที่ https://www.wisdomking.or.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นิทรรศการ&amp;rdquo;สืบสานงานพ่อ สานต่องานแม่&amp;rdquo; ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรไทย โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ อย่างน่าสนใจ เริ่มตั้งแต่พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อโดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทรงเรียนรู้การทรงงาน ไปทอดพระเนตรโครงการทั่วผืนแผ่นดินไทย เช่น ภาพเหตุการณ์วันที่ 18 มี.ค.2534 เสด็จฯ ศูนย์พัฒนาปางตอง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน&amp;nbsp; ซึ่งมีราษฎรมาเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก จากการเสด็จฯ ครั้งนี้ทำให้เกิดฝายและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่กว่า 250 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแสดงนี้ยังมีภาพวันที่ 6 ก.พ.2546 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ราษฎรที่บ้านละเวง จ.ปัตตานี ขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงงานด้านศิลปาชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้ศึกษาการก่อสร้างท่อระบายน้ำช่วยเหลือราษฎรด้านเกษตรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นิทรรศการนำพามาสู่พระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2562&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป&amp;rdquo; ภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแจ่มชัดในใจของชาวไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่องราวในนิทรรศการดำเนินมาสู่ในหลวงทรงสืบสานพระราชปณิธานด้านการเกษตร เพื่อยกระดับชีวิตเกษตรกร รวมถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย พระราชดำรินั้นปรากฎชัดผ่านโครงการเกษตรวิชญา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ชาวเชียงใหม่ &amp;nbsp;ขณะที่ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลทรงรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไว้ในพระราชานุเคราะห์สําหรับให้บริการด้านเทคโนโลยีการเกษตรแก่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล โดยมีผู้เชี่ยวชาญพืช ประมง ปศุสัตว์ ดิน น้ำ รวมถึงบัญชี และกฎหมายที่ดินให้คําปรึกษาและแก้ปัญหาแก่ราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนเข้าสู่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทรงสืบสานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรงกํากับติดตามเพื่อให้โครงการสำเร็จ โปรดเกล้าฯ ให้สํารวจพื้นที่ใหม่ ๆ สําหรับพัฒนาและก่อสร้างแหล่งน้ำ ทรงรับโครงการที่พสกนิกรขอพระราชทานความช่วยเหลือไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ปัจจุบันแหล่งน้ำจากพระมหากรุณาธิคุณมีน้ำให้ใช้อุปโภค-บริโภค และทําเกษตรตลอดปี &amp;nbsp;ในหลวงทรงพระราชทานพระราชดำริให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลผ่านโครงการทั่วไทย&amp;nbsp; จนสามารถฟื้นฟูทรัพยากร ชีวิตคน และผืนป่าสู่ความอุดมสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไฮไลต์ต่อมาเป็นส่วนแสดงชื่อว่า ทรงต่อยอด เกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริมให้เกษตรกรทําเกษตรทฤษฎีใหม่แบบประยุกต์ &amp;ldquo;โคก หนอง นา&amp;rdquo; เพื่อบริหารจัดการพื้นที่กักเก็บน้ำใช้ทําเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ต่อยอดจากเกษตรทฤษฎีใหม่ ผสมผสานกับหลักธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อปรับประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงกับการดํารงชีวิต ทำให้มีกินมีใช้ มีรายได้ พึ่งพาตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โซนทรงบําบัดทุกข์บํารุงสุขแก่ราษฎรในยามวิกฤต นำเสนอในหลวงทรงห่วงใยพสกนิกรเดือดร้อนจากวิกฤตไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์และถุงยังชีพพระราชทานมอบแก่หน่วยงานให้เร่งดําเนินการ ช่วยเหลือประชาชน และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นําที่ดินในโครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาใช้งานภายใต้ &amp;ldquo;โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ต้านภัยโควิด-19&amp;rdquo; เกิดการจ้างงานให้ราษฎรมีรายได้พร้อมกับเรียนรู้เกษตรพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันรอดพ้นทุกสถานการณ์ พระราชกรณียกิจที่เราได้เรียนรู้ทั้งหมดเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร ต่อด้วยวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติฯ น่าชม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นการเรียนรู้ที่ทันสมัยในรูปแบบนิทรรศการพิเศษออนไลน์จัดแสดงถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ ถ้าโควิดคลี่คลายแหล่งเรียนรู้เปิดบริการแวะเวียนไปพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จ.ปทุมธานี ช่วงนี้ยังมีกิจกรรม &amp;ldquo;ปันน้ำใจ มอบสมุนไพร ต้านภัยโควิด-19&amp;rdquo; ขึ้น ระดมสมุนไพรที่จำเป็นจากภาคีเครือข่ายทั่วประเทศส่งยังชุมชนโดยรอบที่ได้รับผลกระทบ เริ่มวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เฉลี่ยวันละ 200 ชุด ส่วนใครสนใจรับชุดสมุนไพรปันสุขเสริมภูมิคุ้มกันไปได้ที่ &amp;ldquo;ชั้นปันผัก&amp;rdquo; หน้าพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี แจกฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112273</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สืบสานงานพ่อ สานต่องานแม่, โคก หนอง นา, โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่, โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ต้านภัยโควิด-19, โครงการเกษตรวิชญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b4b5c9fcfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง “อธิบดี พช.” ขานรับนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาลบุกตลาดค้าขายออนไลน์ยุค NEW NORMALจับมือไปรษณีย์ไทย ลดค่าขนส่งพิเศษช่วยผลิตภัณฑ์โอทอปมากกว่า 2 แสนรายการ หนุนชุมชนท้องถิ่นนับล้านคนเชื่อมขนส่งสินค้า OTOP ก้าวไกลทั่วไทย พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่เศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา” อย่างมั่นคงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน 2564 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายสุทธิพงษ์&amp;nbsp; จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยนายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด โดยมีนายสุรศักดิ์&amp;nbsp; อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหาร ข้าราชการ กรมการพัฒนาชุมชน นายสุรพล นิลบน รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด และคณะกรรมการผู้จัดการฯ นางสาวนารีรัช&amp;nbsp; อุทัยแสงสกุล  ประธานเครือข่าย OTOP&amp;nbsp;สระบุรี ตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์สระบุรี (พุแค) ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การให้บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในครั้งนี้ เป็นนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ค้าขายออนไลน์ และสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการกระจายสินค้า ที่นโยบายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่งแบบครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ผู้บริโภค ให้ได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ที่เป็นสินค้าของคนในชุมชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน สู่ครัวเรือน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง ปรับตัวฝ่าวิกฤติและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) พร้อมก้าวสู่การเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอขอบคุณ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ในการจับมือร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทย ที่ทำมาหากินประกอบอาชีพโดยสุจริต โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงมีการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นไทยแท้ๆ ทำให้มีมูลค่า อาทิ ผลผลิตทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลผลิตเหล่านี้กลายเป็นชื่อเสียง สัญลักษณ์ในหลายจังหวัด หรือประจำภูมิภาค ด้วยภูมิปัญญา ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น ยังได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปไปในรูปแบบต่างๆ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งในการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เขาได้มีโอกาสได้ส่งสินค้า และมีช่องทางในการกระจายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้กระจายออกไปอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลกอย่างประหยัด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ถูกลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวด้วยว่ากรมการพัฒนาชุมชนในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและชุมชนพึ่งตนเองเองได้ มีหน้าที่ในการสนับสนุนดูแลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจากการประกอบอาชีพที่มั่นคง และมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของบริการขนส่ง (Logistics) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ในการกระจายสินค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนที่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP ที่โดยมากเป็นกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอทำให้เอื้อมไม่ถึงกระบวนการขนส่งที่ครบวงจร เพราะฉะนั้น ความร่วมมือของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จึงเป็นการเติมเต็ม ปิดจุดอ่อนดังกล่าว ผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP สามารถลดต้นทุน และลดภาระด้านการขนส่ง ในอัตราราคาที่พิเศษ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากภูมิปัญญาชุมชน กระจายไปถึงมือคนไทยทั่วประเทศ และในระดับโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนงานร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบ OTOP มาตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน จนมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จำนวน 93,214 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ จำนวน 208,267 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านคน เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการก็จะมีภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งเกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างแพร่หลาย และในปัจจุบัน กรมการพัฒนาชุมชนได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา &amp;rdquo; ซึ่งโครงการนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนในชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหลายหมื่นครัวเรือนที่จะใช้พื้นที่ดินของตัวเองในการที่ทำ โคก หนอง นา ในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในอนาคตผลผลิตจากพื้นที่โคกหนอง นา ก็จะเพิ่มมากขึ้น เช่น กล้วย มะละกอ ผัก เป็นต้น ซึ่งทางไปรษณีย์ไทยจะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ &amp;ldquo;โคก หนอง นา พช.&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นออกมาจากใจของพี่น้องที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดีที่สุด การที่ไปรษณีย์ไทยได้มาช่วยในการกระจายสินค้าในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการกระจายสินค้า และยังได้ช่วยให้คนที่อยู่พื้นที่ไกลได้บริโภคผลผลิตภัณฑ์ที่อร่อยๆ และมีคุณภาพ ในราคายุติธรรม และรวดเร็วในการจัดส่ง ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตร สามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม โดยที่ยังคงคุณภาพของผลผลิต ตอบโจทย์ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิเศษสุด จะทำให้เป็นหลักประกันได้ว่า ผู้บริโภคจะได้สินค้าในราคาไม่แพง สินค้ามีคุณภาพ สร้างความยั่งยืน อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ที่ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทางกลุ่มบริษัทไปรษณีย์ไทย เข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP ในเรื่องของการทำเว็บไซต์การขายออนไลน์ เรื่องของการขนส่ง หรือ Logicode ซึ่งในส่วนของไปรษณีย์ไทยและไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นถือว่าเป็น HUB หรือจุดกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการแต่ละภูมิภาค ผู้ทั้งประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และรายทาง สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน&amp;nbsp; โดยในส่วนของกิจกรรมความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นการบูรณาการผสานความร่วมมือพัฒนาชุมชน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ OTOP และที่สำคัญคือการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างโอกาสให้การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP มีความสะดวกและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าบริการของ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาชุมชนดังกล่าว และขานรับในนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายด้วยศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ที่เข้าถึงชีวิตคนไทย สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นฟันเฟืองพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105145</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, MOU, NEW NORMAL, กรมการพัฒนาชุมชน, กระจายรายได้สู่ชุมชน, กระทรวงมหาดไทย, ตลาดค้าขายออนไลน์, นางสาวนารีรัช  อุทัยแสงสกุล, นายพีระ อุดมกิจสกุล, นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ, นายสุรพล นิลบน, นายสุรศักดิ์  อักษรกุล, บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ OTOP, บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด, ประธานเครือข่าย OTOP สระบุรี, ผลิตภัณฑ์โอทอป, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, ลงนามบันทึกข้อตกลง, อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, โคก หนอง นา, ไปรษณีย์ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b87282e6c58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคก หนอง นา โมเดลฟื้นผืนป่าบ้านฮ่าง จ.ลำปาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ภาพเขาหัวโล้นแถบภาคเหนิอ ที่คนไทยเห็นจนชินตา ผลจากการแผ่วถางป่าเพื่อปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว การบุกรุกตัดไม้ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย ทำลายหน้าดินเสียหาย &amp;nbsp;ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าประเทศไทยมีป่าต้นน้ำเหลืออยู่เพียงร้อยละ 23.01 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่าต้นน้ำมากที่สุด ร้อยละ 42.25 ในทางการแก้ปัญหาก็ยังไม่สามารถที่จะลงมือทำและเห็นผลได้ในทันที่ ด้วยปัจจัยหลักคือ คน เพราะผู้ครอบครองพื้นที่ ที่ยังคงใช้ผืนป่าใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำไปสู่ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ไฟป่า น้ำท่วม อีกทั้งยังส่งผลด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมีจากการเกษตรสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีเขาหัวโล้นถึงจะไม่มากเท่ากับพื้นที่ภาคเหนืออื่นๆ แต่ก็มีพื้นที่ป่าต้นน้ำกว่า 600ไร่ ป่าใช้สอยอีก 700 ไร่ และพื้นที่ทำกินกว่า 1 พันไร่ &amp;nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่ประชากรในพื้นที่ประมาณ 144 ครัวเรือน ปลูกพืชเชิงเดี่ยว &amp;nbsp;โดยเฉพาะข้าวโพด ดังนั้นพื้นที่ 100 ไร่ ของชาวบ้านที่เข้าร่วมในการนำแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยรูปแบบ โคก หนอง นาโมเดล มาปรับใช้เพื่อเป็นตัวอย่าง &amp;nbsp;ในการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผืนป่าในไทย ในโครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี7 &amp;nbsp;โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดร่วมกับศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (Integrated TechnologyOperations KMITL (ITOKmitl) และภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การทำวิจัยในโครงการครั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นถึงประโยชน์ของการนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะหัวใจของศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่นอกเหนือไปจากการออกแบบพื้นที่และการทำ โคก หนอง นา คือ การพัฒนาคนซึ่งมีกระบวนการสำคัญ 4 ข้อ คือ เปลี่ยนความคิด เรียนรู้ทักษะ ฝึกให้มีความชำนาญและจัดเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; สำหรับ พื้นที่บ้านแม่ฮ่าง มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยกับการทำตามศาสตร์พระราชาจำนวน 10 ครัวเรือน อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;ซึ่งเดิมพื้นที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพดจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่การปลูกแค่ข้าวโพดได้ทำลายสภาวะการเป็นป่าต้นน้ำ ทำให้ความสามารถในการอุ้มน้ำของภูเขาก็หายไป ทำให้เวลาฝนตกก็จะซัดเอาหน้าดินซึ่งเป็นดินที่มีปุ๋ยสมบูรณ์ที่สุด ไหลลงไปจากภูเขาหัวโล้นก็จะขุ่นเป็นโคลน ตะกอนดิน กักเก็บไว้ในหนอง คลอง บึง หรือเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำฝนไร่ 1 ที่ไหลลงไปยังด้านล่างจาก 2.5 -3 พันคิวบิกเมตร ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 พันคิวบิกเมตร ที่ทำให้เกิดการตื้นเขิน ดังนั้นแม้จะสร้างฝาย สร้างเขื่อนก็จะไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ นำไปสู่ปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และไฟป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เราต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งตอนนี้มี 7 กลุ่มหลัก ที่ช่วยกันผลักดัน &amp;nbsp;คือ 1.ภาครัฐ 2.ครู ที่มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นโรงเรียน และ อีก 200 มหาลัย ที่จะต้องทำงานวิจัยเกี่ยวกับป่าให้มากขึ้น &amp;nbsp;และพระ ที่มีกว่า &amp;nbsp;4 หมื่นวัด นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการชี้นำสังคม 3. ประชาชน ที่มีบทบาทกับพื้นที่และการลงมือทำ 4. ภาคเอกชน ที่จะมีพลังร่วมสนับสนุน 5. สื่อมวลชน มูลนิธิภาคประชาสังคม เชื่ออย่างยิ่งว่าหากเกิดการร่วมมือกันไม่ถึง 10 ปี ปัญหาป่าต้นน้ำจะมีทิศทางที่ดีขึ้น&amp;rdquo; อ.ยักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศ สจล. กล่าวว่า ในการลงสำรวจพื้นที่ก่อนทำวิจัยพื้นที่ทั้ง 100 ไร่ ที่ทำตามโมเดล โคก หนอง นา มีชาวบ้านเข้าร่วม 14 ราย &amp;nbsp;ซึ่งเดิมบ้านแม่ฮ่างมีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ดินเสื่อมสภาพ &amp;nbsp;แข็งจากการใช้สารเคมีมานาน เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ หน้าดินถูกทำลาย กักเก็บน้ำได้ไม่เกิน 10% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนรายรับชาวบ้านจากการขายข้าวโพดอย่างเดียวไม่แน่นอน &amp;nbsp;เช่น มีรายได้จากข้าวโพดปีละ 30,000 บาท และมีรายจ่ายเรื่องสารเคมี ซึ่งรายได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่&amp;nbsp;ที่สำคัญคือ ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า ตามแนวทางศาสตร์พระราชา &amp;nbsp; แต่หลังจากเริ่มทำการวิจัยกว่า 3 ปี จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; ทั้งในเรื่องของดิน พบมีแร่ธาตุ NPK จากสารเคมีลดลง พันธุ์ไม้ และสัตว์หน้าดินเพิ่มขึ้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อุ้มน้ำได้ดี &amp;nbsp;ในส่วนของน้ำ ในพื้นที่วิจัยไม่ตรวจพบสารเคมีตกค้าง สามารถเก็บน้ำใต้ดินโดยเฉลี่ยได้ถึง 45% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจะเก็บในหนอง นา &amp;nbsp;และคลองไส้ไก่ หรือน้ำบนดิน ซึ่งสามารถเก็บได้เกิน 100% ทุกแปลง ด้วยการจัดการน้ำด้วยหลุมขนมครก ในรูปแบบ โคก หนอง นา มีการเน้นการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ครอบคลุมการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ คือ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และหัวใต้ดิน รายได้จากการปลูกพืช และการเป็นวิทยากร ลดค่าใช้สารเคมีได้มาก ที่สำคัญคือ คน ที่มีความเข้าใจถึงความสำคัญและสัมพันธ์กันของ ดิน น้ำ ป่า เลิกเผาป่า กลายเป็นจิตอาสา และสามารถต่อยอดเป็นวิทยากร ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการวิจัยสามารถให้ความรู้แก่ผู้อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อย่างในพื้นที่ของ นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ที่มีพื้นที่ 48 ไร่ และได้นำพื้นที่เข้าทดลองเพื่อเป็นตัวอย่างโครงการฯ 10 ไร่ และขยาย เพิ่มอีกประมาณ 11 ไร่ ซึ่งในพื้นที่ที่เหลือก็ยังคงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งติ่งมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำตามแนวศาสตร์พระราชาอย่างมาก ทั้งเป็นผู้นำโคก หนอง นา โมเดล มาออกแบบในพื้นที่ตนเอง ในปีแรกดินในพื้นที่ก็เริ่มมีการฟื้นฟู &amp;nbsp;ต้นไม้ต่างๆเริ่มเจริญงอกงาม ทำให้เขามีโอกาสที่จะทำการขยายไปยังพื้นที่ที่เหลือ และยังเป็นวิทยากรแนะนำให้กับพื้นที่อื่นๆได้ดีอีกด้วย ซึ่งในอนาคตหากผลการวิจัยนี้สมบูรณ์ก็จะมีการนำไปต่อยอดเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัย และผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังต่อไป&amp;rdquo; รักษาการผู้อำนวยการฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวว่า โครงการวิจัยการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยการติดตามและประเมินผลเพื่อบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างมีส่วนร่วม คิดน่านี้จะเป็นอาวุธสำคัญที่จะเกิดการยอมรับในวงกว้าง รวมไปผู้กำหนดนโยบายมากขึ้นที่ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่อาจจะสามารถประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นๆที่ประสบปัญหาเหมือนกับประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายประวีณ ศิราไพบูลย์พร หรือ ติ่ง ชาวปกาเกอะญอ หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง ที่ได้เปลี่ยนพื้นที่ 21 ไร่ ที่เคยเป็นไร่ข้าวโพดให้เป็นป่าใช้สอยจนพึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; เล่าว่า เมื่อก่อนมีที่เท่าไหร่ก็จะปลูกข้าวโพด ซึ่งปลูกมานานแล้ว เพราะการปลูกรอผลผลิตไม่นาน ซึ่งก็จะมีหนี้อยู่บ้างจากค่าปุ๋ยค่ายา &amp;nbsp;พอมีการอบรมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ก็เข้าร่วมทันที เพราะมีความสนใจ ในการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ จึงได้มีการปรับพื้นที่ของตนให้เป็นขันบันได และขุดคลองไส้ไก่ ตามแนวเขา เพราะเป็นพื้นที่สูง ซึ่งการทำตรงนี้จะสามารถกักน้ำได้ในร่องคลองไส้ไก่ และยังสามารถนำน้ำจากฝายสู่พื้นที่เกษตรได้ด้วย ในพืชที่ตอนนี้ก็จะพืชต่างๆ อย่างกล้วย &amp;nbsp;ผักสวนครัว ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และดีใจที่ได้มีโอกาสนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อโดยเป็นวิทยากรอบรมในพื้นที่ของการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกหนึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการวิจัยฯ นางปนัดดา ปิ่นเงิน หรือแดง ไร่ตะวันแดง หมู่ 4 บ้านแม่ฮ่าง ต.นาแก อ.งาว จ.ลำปาง บอกว่า มีความมุ่งมั่นที่จะปรับพื้นที่ 10 ไร่ จากพื้นทั้งหมด 24 ไร่ ตามโมเดลโคก หนอง นา แทนไร่ข้าวโพดอย่างจริงจัง แม้ในช่วงแรกจะมีความเห็นไม่ตรงกับครอบครัว แต่ตนก็ยังยืนยันที่จะทำ โดยเริ่มต้นจากการปรับพื้นที่ขุดคลองไส้ไก่ เวลาฝนตกจะกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับพืชผลได้ และปลูกต้นกล้วย และไม้ผลต่างๆมาเสริม มะม่วง เงาะ โกโก้ อโวคาโด้ และปลูกข้าวภายใน 1 ปี และจากเดิมที่มีหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด กำไรไม่เยอะ แต่จะมีหนี้ค่ายาค่าปุ๋ย จากหนี้สินกองทุนหมู่บ้าน 30,000 บาท โครงการวิจัยฯก็มาช่วยปลดหนี้ให้ด้วยการทำธนาคารต้นไม้&amp;nbsp; โดยโครงการวิจัยฯให้ค่าตอบแทนการปลูกต้นไม้ต้นละ 10 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ซึ่งปลูกต้นไม้ไปกว่า 4,000 ต้น ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้กิน ได้ใช้ผลผลิตเหล่านี้ แม้จะมีรายรับที่ยังไม่มากนัก แต่รายจ่ายลดลง ไม่มีหนี้ อีกทั้งจะขยายให้ครบทั้งหมดในพื้นที่ที่มี เพื่อช่วยรักษาดินและป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50989</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร, บ้านแม่ฮ่าง ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191124/image_big_5dda213331777.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 07:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำเร็จ&quot;แตกตัว&quot;ทำตาม&quot;ศาสตร์พระราชา  &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่สระบุรี การปลูกต้นไม้&amp;nbsp;บนหัวคันนาทองคำ&amp;nbsp; ด้วยมือเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน &amp;nbsp;หรือโครงการตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 ในแผนหลัก 9ปี &amp;nbsp;ได้ปิดฉากลง พร้อมกับการประกาศว่าจะสานต่อโครงการในปีที่ 7 ในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ ทางบริษัทเชพรอน ประเทศไทยสำรวจและการผลิต จำกัด ผู้สนับสนุนหลัก พร้อมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้มีการสรุปผลการดำเนินงานในรอบปี2561 ซึ่งดำเนินงานภายใต้แนวคิด&amp;quot;แตกตัว&amp;quot; ซึ่งมีเป้าหมายขยาย&amp;quot;คนต้นแบบ&amp;quot; ให้ทวีคูณในวงกว้างยิ่งขึ้น ภายใต้แคมเปญหลัก &amp;quot;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี &amp;quot; ที่เน้นการขยายผลแนวคิดและวิธีปฎิบัติการทำมาหากิน การดำรงชีวิตตามศาสตร์พระราชา ไปสู่ฃุมชนและคนทุกระดับ พร้อมกับรื้อฟื้นประเพณีการ&amp;quot;ลงแขก&amp;quot;ในการทำการเกษตร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตการยู่ร่วมกันของคนไทยในอดีต ให้กลับมามีบทบาทในสังคมขึ้นอีกครั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้บริหารเชฟรอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำเร็จในปีที่ 6 อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp; เป็นที่น่าภาคภูมิใจ &amp;nbsp;ที่โครงการดำเนินมาถึงปีที่ 6 และมีผู้ตอบรับแนวคิดนี้จำนวนมาก แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร ในหลวงร.9 ทรงห่วงแม่น้ำป่าสัก &amp;nbsp;เป็นการโฟกัสจุดเดียว แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้แตกตัวไปทั่ว เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;และในปี 2561 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4พื้นที่ คือ กรุงเทพ ราชบุรี &amp;nbsp;จันทบุรี และน่าน มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ได้หลายแห่ง &amp;nbsp;ทำให้ผู้ที่อาจจะแค่เคยได้ยินโครงการได้มีโอกาสสัมผัสของจริง ได้มีส่วนร่วมในการทำเกษตรตามแบบวิถีธรรมชาติพอเพียง ได้เห็นการพลิกเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ ที่สำคัญมีคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,500 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานของบริษัท เชฟรอนฯที่เข้าร่วมโครงการเป็นจิตอาสา มาช่วยลงแขก และทำกิจกรรมด้านอื่นๆด้วยประมาณ 300 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าถามว่าทำไม บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอย่างเชฟรอน มาสนใจทำโครงการนี้ &amp;nbsp;ทั้งที่เรามีไซต์งานที่อ่าวไทย หรือแหล่งอื่นๆที่คาดว่าจะมีก๊าซและน้ำมัน ก็เพราะว่า เราศรัทธาในศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง ร.9 ทรงทำไว้ และแนวทางที่พระองค์ทรงทำไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สำหรับประเทศไทย &amp;nbsp;ที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก &amp;nbsp;ซึ่งหากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ไม่ได้มีแต่เพียงภาคเกษตรรอบนอกที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่คนในเมืองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องกินอาหารจากเกษตรเคมี ที่ส่งจากแหล่งปลูกต่างๆ &amp;nbsp;จึงหวังให้โครงการนี้ สามารถแก้ไขปัญหาเกษตรเคมีได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตัวโครงการยังสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมของบริษัท ที่เน้นการพัฒนาการศึกษา สิ่งแวดล้อม พัฒนาคน &amp;nbsp;พัฒนาสังคม&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่ความคาดหวังต่อไป ผู้บริหารเฃฟรอน &amp;nbsp; กล่าวว่า แม้การดำเนินโครงการในปีที่ 6 จะได้รับผลตอบรับที่ดีมาก แต่ในความเห็นส่วนตัวลึกๆ แล้วเห็นว่า ยังไม่พอ และอยากให้ศาสตร์พระราชา และแนวคิดทำเกษตรแบบโคก หนอง นา พออยู่พอกิน เป็นกระแสหลักของสังคมไทย และเป็นตัวอย่างที่สังคมโลกต้องทำตาม เพราะจะมีก็แต่วิธีการนี้เท่านั้น ที่จะเป็นทางรอดของประเทศไทยและทางรอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการตามรอยศาสตร์พระราชา จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ที่มาช่วยสืบสานพระราชปณิธาน และในปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่ 7 และเข้าสู่ระยะที่ 3 ทางโครงการจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ &amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อและศรัทธา ในแนวคิดศาสตร์พระราชา ของในหลวง ร.9 &amp;nbsp;และทำตามที่พระองค์ท่านบอก และทรงทำให้ดู 4,741โครงการ มีกรณีศึกษามากมาย บางคนเชื่อเชื่อครึงไม่เชื่อครึ่ง แต่ 6ปี เราได้พิสูจน์ชัดเจนว่า แนวคิดการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ เป็นศาสตร์ได้ 40ทฤษฎี &amp;nbsp;ลง ที่พระองค์ทำให้จากจุดเริ่มต้นที่พะองค์มีความเป็นห่วงลุ่มน้ำป่าสักมากที่สุด เพราะมีความชัน และมีความยาวจากจ.เลยมาถึงอยุุธยา 7 จังหวัด กินพื้นที่เป็น 10 ล้านไร่ แต่ภูเขาไม่มีป่าเป็นเขาหัวโล้น &amp;nbsp;ซึ่งจัดการยากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง พระองค์ทรงบอกว่าถ้าหายพระประชวรจะออกมาช่วย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ตนจึงได้ชวน 7ภาคส่วนมาช่วยกันพิสูจน์ ทฤษฎีของพระองค์ และขณะนี้ผ่านมา 6ปีแล้ว เกิดตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมด จนยกระดับไปสู่ศูนย์ฝึกถ่ายทอดไปทั่วโลก และวันนี้องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้จัดตั้งสมัชชาวันดินโลก มีสมาชิก220ประเทศ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยจัดงานวันดินโลก เมื่อวันที่ 5ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp; ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีที่ 5 ของการจัดงานวันดินโลกอย่างเป็นทางการแต่ถ้าไม่นับที่ไม่เป็นทางการก็ถือว่าเป็นปีที่ 7แล้วของการจัดงานวันดินโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันบำรุงดิน เนื่องในวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเนื่องในงานวันดินโลก &amp;nbsp;FAO ยังจัดการประกวดหัวข้อ &amp;nbsp;Be the Solution to Soil Pollution มีการขอใช้พระนามของในหลวงร.9 เป็นรางวัลแก่ประเทศสมาชิก คือ รางวัลBhumibol &amp;nbsp;World soil &amp;nbsp;Day award &amp;nbsp; ซึ่งมีประเทศบังคลาเทศได้รางวัลในปีนี้ &amp;nbsp;เกณฑ์การคัดเลือกก็คือ สามารถบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างดี ตลอดจนมีการเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วมของคน &amp;nbsp;นอกจากนี้ FAO ยังสนับสนุนให้มีการตั้งศูนย์วิจัยดินอัจฉริยภาพ ทำหน้าที่วิจัยดินทุกรูปแบบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่มีงานนี้ขึ้นเพราะ สมัชชาประเทศต่างๆ เขารู้สึกว่าคำสอนของพระเจ้าแผ่นดินไทย เป็นคำสอนที่ให้มนุษย์อยู่รอด &amp;nbsp;ไม่ทิ้งใครให้อดอยาก และแนวคิดที่ว่า เราต้องเริ่มจากดิน เริ่มจากน้ำ ต้องดูแลลุ่มน้ำ &amp;nbsp;และต้องพัฒนาคนด้วย และใน 40 ทฤษฎีที่กล่าว หมายรวมถึงการพัฒนาคนด้วยเป็นความจริง นอกจากนี้ พระองค์สอนให้ทำงานสุดกำลัง ตั้งมั่นใจสุจริตและชีวิตพอเพียง แต่โลกมันกำลังเดินสู่วิกฤตรุนแรงและรวดเร็วเหลือเกินในเวลานี้ &amp;nbsp;ยิ่งทำให้เราต้องตั้งมั่นในการทำงานอย่างสุดกำลังมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งมั่นในสุจริต ใช้ชีวิตพอเพียงไปด้วย &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ อธิบายความสำคัญของวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดำเนินงานระยะที่ 3 ที่เริ่มในปีที่ 7 อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เป็นการขยายผลเชื่อมทั้งระบบ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไปสู่นโยบายระดับชาติ ที่จะมี 5ภาคีเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน การยกระดับไปถึงจุดที่มีการแข่งขันกัน การพัฒนาคนขยายวงกว้างขึ้นไปอีก &amp;nbsp;ตลอดจนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง โยง 25ลุ่มน้ำทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานฐานแตกตัวทั่วไทย ฯ ในรอบปี61 ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนจัดกิจกรรมทั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เป้าหมายการขับเคลื่อนก็คือ การสร้างคนต้นแบบ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้ และส่งต่อแรงบันดาลใจได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมแรกในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 &amp;nbsp;เมื่อเดือนเม.ย.มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300คน นำโดยนายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ จากพื้นที่ต่างๆเข้ามาวางขายในฐานธรรมธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมืองหลวง และวางแผนที่จะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน จ.ยโสธร ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ที่นำมาขายที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ 2 มีขึ้นที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันทท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิ.ย. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500คน มุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย ซึ่งแม้แต่ฟาร์มขนาดใหญ่ 200 ไร่ ก็สามารถทำได้ &amp;nbsp;ซึ่งผลผลิตจากฟาร์มทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ล้วนเป็นผลไม้ปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และผลผลิตของสวนยังได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ( Participatory &amp;nbsp;Guarantee System) &amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกันเอง ที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบมาตรฐานรับรองIFOAM: International Federation of Organic Agriculture &amp;nbsp;Movement &amp;nbsp;ที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดขั้นสูงของการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำสวนเกษตรอินทรีย์ เงาะ ทุเรียน ลองกองที่จันทบุรีในพื้นที่ขนาดใหญ่ 200 ไร่ ของแววศิริ ฤทธิโยธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 3 &amp;nbsp;จัดขึ้นบนพื้นที่ 47ไร่ ที่บ้านโคกเสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนส.ค.61 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพ ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองตามศาสตร์พระราชา โดยมี บอย-พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดง เป็นหนึ่งในเจ้าของพื้นที่ด้วย พร้อมด้วยนายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ก่อนจัดกิจกรรมมีฝนตกหนัก 2วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบ โครงการน้ำท่วมทั้งหมด เหลือแต่พื้นที่ ที่ทำโครงการเท่านั้น ที่น้ำไม่ท่วม ในงานมีผู้ร่วมกิจกรรม ประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พื้นที่ทำโครงการที่โคกเสมอ สระบุรี น้ำไม่ท่วม เพราะยึดแนวทำผังที่ดินตามหลัก&amp;nbsp;โคก หนอง นา ขณะที่พื้นที่นารอบๆมีน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขังทั้งหมด เพราะมีฝนตกติดต่อกัน 2วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 4 &amp;nbsp;มีขึ้นเมื่อเดือนต.ค.61 พื้นที่อุทยานศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของ นางสาววริศรา จันธี ผู้ใช้ประโยชน์บนพื้นที่อุทยาน &amp;nbsp;โดยมีนาบบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย 329คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดิมทีชาวบ้านที่นี่ กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามแนวทางของในหลวง ร. 9 &amp;nbsp; ลงพื้นที่อย่างเป็นมิตร ทำความเข้าใจกับชาวบ้่าน ชวนชาวบ้านปลูกข้าวกินแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ตอนนี้มีชาวบ้านมาอบรมและทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่สมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามอีกหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องมาบุกรุกป่า ส่วนอุทยานฯก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น &amp;quot;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านกล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมลงแขกที่น่าน เปลี่ยนเปลือกข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, วันดินโลก, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เกษตรอินทรีย์, เชฟรอน, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181215/image_big_5c14be4e1fcd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โคก-หนอง -นา&#039; ยกระดับสู่นโยบายรัฐ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิด&amp;quot;โคก หนอง นา&amp;quot;ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ &amp;nbsp;9 ซึ่งทรงห่วงใยต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะในปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ได้ถูกนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการน้ำ &amp;nbsp;เพื่อการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป ได้รับการผลักดันจาก สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ภายใต้โครงการ&amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยของแผ่นดิน&amp;quot; ซึ่งได้รับการการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในการก้าวสู่ปีที่ 6 ของการเผยแพร่แนวคิด โคก หนอง นา ดำเนินการภายใต้กิจกรรม&amp;quot;แตกตัวทั่วไป เอามื้อสามัคคี&amp;quot; &amp;nbsp;อันเป็นวิธีการทำการเกษตรเก่าแก่ดั้งเดิมของสังคมไทยมาดำเนินการต่อเนื่อง ด้วยการส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของผู้นำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม พร้อมขยายผลสำเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้ำป่าสักสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย สู่การแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;มี 4 กิจกรรมที่ตั้งเป้าไว้ &amp;nbsp; โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) &amp;nbsp;มาช่วยขับเคลื่อนและเป็นกำลังหลักอีกแรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการฯ นี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมของคนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปลงมือปฏิบัติ ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ นั่นนับเป็นผลสำเร็จของโครงการฯ &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการขับเคลื่อน &amp;nbsp; คือการสร้างและพัฒนาคนให้มีคุณภาพมีองค์ความรู้เป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนมีใจ&amp;rsquo; ที่เมื่อรวมตัวกันก็จะเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายที่เข้มแข็ง&amp;rsquo; นำไปสู่การสร้าง &amp;lsquo;ศูนย์เรียนรู้&amp;rsquo; เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ สร้างคนมีใจต่อไปไม่สิ้นสุด จนบรรลุผล หยุดท่วม-หยุดแล้งอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย ซึ่งโครงการฯ ในปัจจุบันได้ขยายผลออกไปถึง 24 ลุ่มน้ำแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปีนี้มาถึงปีสุดท้ายเฟส 2ของโครงการ เชื่อมั่นว่าแนวทางพระราชดำริ หลักการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่ 9 จะแก้ปัญหาโลกได้ และเราสามารถเผยแพร่แนวคิดตามแนวทางศาสตร์พระราชาได้ 6,000 หลุม ใน 24ลุ่มน้ำ และตั้งใจที่จะขยายต่อไปและจะเริ่มเฟส 3 ต่อไปอีกแน่นอน &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่าเชฟรอนให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว เนื่องจากตรงกับแนวคิดการทำโครงการเพื่อสังคมของเรา ที่มุ่งเน้นการสร้างคน องค์ความรู้ และจิตสำนึก ส่วนใหญ่จึงทำกันในระยะยาว โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;หรือ Sustainable Development &amp;nbsp;และสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติ ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ที่ช่วยสร้างชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นั่นคือการฟื้นฟู ดิน น้ำ ป่า และด้านการส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม ซึ่งพนักงานเราได้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกๆ ปีเป็นจำนวนหลายร้อยคน เหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธานต่อไป &amp;nbsp;นับเป็นการสร้างความยั่งยืน ทั้งชาวบ้านและคนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;โดยตามแนวคิดของปีนี้ โครงการฯ จึงจะกระจายตัวจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยนำเสนอผ่าน &amp;lsquo;คนต้นแบบ&amp;rsquo; ที่ใช้ศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองจนประสบความสำเร็จ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นต่อๆ ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าถามถึงความมุ่งหวังชองโครงการคืออะไร ผมว่าอยากให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างว่าเ เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ทางเลือกรอง แต่เป็นหนึ่งในทางเลือกหลัก อยากให้คนทำแบบนี้กันเยอะๆ อยากให้แนวคิดนี้มีที่ยืนในสังคม อยากให้เรื่องเเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม &amp;nbsp;ที่ใครๆก็ทำกัน และหมายถึงเกษตรกร พึ่งพาตัวเองได้ มองว่า 5-6ปีมานี้ของโครงการ เราทำได้ขนาดนี้ ก็น่าจะเป็นความภาคภูมิใจ &amp;nbsp; เพราะมีคนสนใจอยากทำตามเยอะมาก แต่เราไปให้คำแนะนำ หรือคำปรึกษาไม่ทันกับความต้องการ&amp;quot; ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอนฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 คือ การขยายผลในระดับทวีคูณ หรือ แตกตัว เพื่อสร้างคน สร้างครู สร้างเครื่องมือยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิต (บ้าน วัด โรงเรียน) โครงการฯ จึงยังคงดำเนินงานต่อเนื่องด้วยแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; เพื่อชี้ให้เห็นตัวอย่างการ &amp;lsquo;แตกตัว&amp;rsquo; ขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ โดยนำกลยุทธ์การ &amp;lsquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; หรือ การลงแขกตามประเพณีดั้งเดิมของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน เพื่อประสานความสามัคคีเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ยังเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน โดยในปีหน้าที่จะผลักดันให้ไปสู่การขับเคลื่อนในระดับนโยบาย สู่เป้าหมายการขยายผลจากลุ่มน้ำป่าสักครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำทั่วในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากเราเปิดตัวโครงการ เอามื้อสามัคคี ด้วยแนวคิดโคก หนอง นา ปรากฎว่ามีผู้สนใจความต้องการที่จะนำโมเดลนี้ไปใช้เยอะมาก จนเราจัดทำให้ไม่ทัน ดังนั้น ในปีนี้ เราจึงตั้งใจที่จะยกระดับโครงการไปสู่นโยบายระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบลุ่มน้ำทั้งหมด &amp;nbsp;และให้เป็นที่พึ่งของประชาชน&amp;quot;อ.ไตรภพกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านผศ.พิเชษ โสวิทยสกุล คณะทำงาน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการแก้ปัญหาประเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า การขยับขยายโครงการ แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคีในปีนี้ นอกจากจะมี 4พื้นที่ ต้นแบบ ในการเรียนรู้โคก หนองนา โมเดล &amp;nbsp;ศาสตร์พระราชา เรายังร่วมมือกับกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงหมาดไทย &amp;nbsp;ในการเผยแพร่แบบมาตรฐาน&amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; ออกไปสู่ประชาชนโดยตรง เบื้องต้นได้มอบแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จำนวนประมาณ 40แบบให้กับกรมพัฒนาที่ดินไว้แจกจ่ายประชาชน ทั้ง &amp;nbsp;40แบบ จะเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับที่ดินขนาดแบบ &amp;nbsp;3ไร่ 5 ไร่ หรือ 10-15ไร่ &amp;nbsp;ที่เป็นโมเดลพื้นที่ขนาดเล็กก็เพราะ แนวคิดเรื่อง งโคก หนอง นา นั้นที่จริงก็คือ เป็นการแปลงมาจากเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการทำเกษตรในพื้นที่ขนาดจำกัด หรือขนาดเล็ก &amp;nbsp; จะได้ไปขอจากกรมพัฒนาที่ดินได้ แล้วนำไปใช้กับที่ดินของตนเองได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; แบบมันเสร็จหมดแล้ว ส่งให้กรมพัฒนาที่ดินแล้ว &amp;nbsp;ใครที่สนใจอย่าเพิ่งไปทำทั้งขนาด 100ไร่ เริ่มจาก 3ไร่ หรือ5ไร่ก่อน หยิบไปใช้ได้เลยจากแบบมาตรฐาน ที่เป็นต้นแบบ ที่เราทำไว้ให้ แล้วกรมพัฒนาที่ดินเขาจะทำเรื่องให้มันเป็นการสนับสนุนจากภาครัฐเลย เราเริ่มที่กรมพัฒนาที่ดินก่อน แต่ที่คุยไว้มี 3กรม กรมพัฒนาที่ดินกรมอุทยานฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;แต่ของกรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;ออกแบบเสร็จแล้วมีทั้งหมด 40แปลง&amp;quot;ผศ.พิเชษกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับอธิบายอีกว่า การที่แบบมาตรฐานมีเยอะมากถึง 40แบบก็เพราะที่ดินมันมี 3-4ขนาดคือ 3ไร่ 5 ไร่ 10 หรือ 15ไร่ &amp;nbsp;แต่ละแบบมาตรฐานจะมีรูปทรงที่ดินหลากหลายมาก &amp;nbsp;เช่น บางคนมีที่ดินทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส บางคนสี่เหลื่อมผืนผ้า หรือมีสัดส่วน 1ต่อ 2 หรือบางที่ยาวสัดส่วน 1ต่อ3 หรือบางคนมีทรงแบบอ้วน ๆ 2 ต่อ3 การออกแบบจึงต้องมี 4ขนาดและ 4รูปแบบแปลน &amp;nbsp;ทั้งที่จริงๆแล้วาตั้งใจจะให้มากกว่านี้ &amp;nbsp; แต่เป้าหมายจริงๆคือจะทำแบบให้ได้ 96แบบ &amp;nbsp;ซึ่งจะมีพื้นที่แบบแปลงที่ลาดไหล่เขา หรือแปลงที่อยู่ในหุบเขาด้วย &amp;nbsp; แต่เราเริ่มที่ราบก่อนเพราะปัญหาที่ราบเยอะกว่าที่ภูเขา &amp;nbsp;ซึ่งแบบที่ราบ ที่มอบให้กับกรมพัฒนาที่ดินทำสำเร็จหมดแล้ว และกำลังออกแบบให้กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ซึ่งจะเป็นในส่วนของพื้นที่ขนาดเล็ก 4ตารางเมตร หรือ 8ตารางเมตร &amp;nbsp;หมายรวมถึงพื้นที่คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ &amp;nbsp;เป็นการออกแบบเชิงรั้วกินได้ &amp;nbsp;หรือในพื้นที่ขนาด 100 ตารางวา หรือ 200 ตารางวา &amp;nbsp; ก็จะมีแบบมาตรฐานให้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น มีงบฯที่จะหนุนดำเนินการ ท่านอธิบดีฯก็เร่งให้ทำเรื่องนี้ ส่วนกรมสุดท้ายที่กำลังคุยอยู่คือกรมอุทยาน ฯซึ่งจะทำในพื้นที่เชิงเขา พื้นที่ป่าที่ต้องฟื้นฟู แต่ของกรมอุทยานมีข้อแม้ว่า เราจะเริ่มในพื้นที่ 10 หรือ 15ไร่ เพราะพอเป็นพื้นที่ภูเขา พื้นที่ขนาดเล็กมันไม่พอทำเกษตรผลิตได้ จึงต้องเริ่ม 10 ไร่ 15ไร่ หรือ 20ไร่ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.พิเชษกล่าวอีกว่า การทำแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล จะมีการดำเนินการเป็นกทางการและขณะนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบ เพื่อให้รัฐมีส่วนสนับสนุน โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของ การขุดบ่อจิ๋ว ของกรมพัฒนาที่ดิน &amp;nbsp;จึงต้องมีการทำให้ถูกต้องตามระเบียบ &amp;nbsp;เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาการตรวจรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ปัจจุบันการที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถทำเรื่องโคก หนอง นา ได้เต็มที่เพราะมันยังไม่มีข้อมูลมาตรฐาน มีแต่ข้อมูลว่าต้องขุดสระน้ำเท่านั้นเท่านี้ กว้างคูณยาวเท่าไหร่ แค่นั้น &amp;nbsp;เราก็เลยออกแบบให้เป็นมาตรฐาน แต่ในทางอื่นที่ไม่ต้องรอกรมพัฒนาที่ดิน ผมก็แจกแบบไปแล้ว ทางเฟสบุ๊คของผม &amp;nbsp;แต่มัเงื่อนไขว่าคนที่ได้แบบไปแล้ว แต่ยังไม่ผ่านการอบรม &amp;nbsp;เราจะให้ทำไม่เกิน 3ไร่ แต่คนที่ผ่านการอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาแล้ว เราจะให้ได้ถึง 15ไร่ เพราะเราไม่ต้องการให้คนที่ไม่ผ่านการอบรมแล้วไปทำ 15ไร่ &amp;nbsp;โดยที่ไม่มีความรู้ มันจะสำเร็จยาก ตอนนี้ก็ส่งไม่หวาดไม่ไหว &amp;nbsp;เป็น 40แบบที่แจกออกไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.พิเชษ บอกอีกว่า โคก หนอง นา โมเดล ได้รับความสนใจมาก เฉพาะเฟสบุ๊คของตนเองมีคนแชร์เรื่องแบบนี้ไป 600 กว่า คนอ่านประมาณ 3หมื่นกว่า แต่ติดปัญหาตรงที่ &amp;nbsp;ทีมงานส่งอีเมล์แบบมาตรฐานให้ไม่ทัน &amp;nbsp;เนื่องจาก การแจกโมเดลจะไม่ได้แจกมั่วๆ ต้องมีการตรวจสอบมีการเช็ค คนที่จะได้แบบ ต้องติดต่อเข้ามาแจ้งให้รู้ว่าจะทำที่ไหน &amp;nbsp;อะไร ยังไง ถ้าผ่านการอบรมแล้ว &amp;nbsp; อบรมรุ่นไหน ศูนย์ไหน มีความรู้ยังไงบ้าง แต่ถ้าไม่ผ่านการอบรมอย่างน้อยต้องแจ้งเบอร์ติดต่อ และสถานที่ที่จะทำ เพื่อที่เราจะได้ติดตามและวางแผนช่วยเขาได้ต่อ สมมุติบางคนทำที่สุรินทร์ เราก็มาดูว่า ดินของเขาอยู่ที่ไหน และพิกัดใกล้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ๆของเขามีเพื่้อนที่ทำด้วยหรือไม่ อย่างน้อยเขาก็จะได้ไปหาเพื่อน &amp;nbsp;เพราะเขาทำคนเดียวไม่ไหว &amp;nbsp;ส่วนแบบที่แจก เพราะไม่ต้องรอให้กรมพัฒนาที่ดินประกาศ &amp;nbsp;ใช้งบฯส่วนตัวลงมือทำขุดบ่อไปก่อน ก็ทำได้ หรือถ้าชาวบ้านคนไหนไม่มีเงิน อาจจะต้องรอกรมพัฒนาที่ดินเพื่อใช้งบฯขุดบ่อจิ๋ว . ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน มีงบฯ ฯขุดบ่อจิ๋วปีหนึ่งประมาณ 4-5พันล้าน เราแค่ปรับงบฯขุดบ่อจิ๋วมาช่วยทำโคก หนองนา แทน &amp;nbsp;เรียกว่าเป็นการเปิดให้กว้างการใใช้งบฯ ไม่ใช่การขุดบ่อจิ๋วอย่างเดียว การทำโคกหนองนา ก็เหมือนการใช้งบฯ เพื่อทำที่เก็บน้ำเหมือนกัน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนให้เลยไม่เกิน 3ไร่ แต่กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นคนลงมือมาขุดให้ &amp;nbsp;ไม่ได้ให้เงินโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้ ท่านอาจารย์ยักษ์ .ท่านก็เร่งรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินอยู่ &amp;nbsp;ส่วนเราเพิ่งส่งแบบให้เมื่อเดือนมี.ค.เอง &amp;nbsp;ส่วนกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นน่าจะเร็ว เพราะอธิบดีฯสนใจมาก และถ้าท้องถิ่นเห็นด้วย จะเร็วกว่า กรมพัฒนาที่ดิน เพราะใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า ดูทั่วประเทศ และเขาไม่ได้สนับสนุนพื้นที่ใหญ่ แค่มุมเล็กๆ &amp;nbsp;ถ้าทุกบ้านมีมุมเล็กๆทำแบบนี้ เชือว่าหมู่บ้านนั้นจะยั่งยืนแน่ เพียงแต่ต้องให้ความรู้และมีอะไรอื่นๆให้เขา &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน4กิจกรรมแตกตัวทั่วไทย -เอามื้อสามัคคี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายชองโครงการ แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี ในปีนี้ ที่จะกระจายตัวจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ &amp;nbsp; โครงการฯ เริ่มกิจกรรมแรกที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 กรุงเทพฯ เพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง &amp;nbsp;นายพิเชษฐ &amp;nbsp;โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ เล่าถึงที่มาของโครงการว่า &amp;nbsp; หลังจากธุรกิจโรงสีล้มละลาย ก็ได้เข้าร่วมอบรมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และได้พูดคุยกับ อ.ยักษ์ -ดร.วิวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศัลยกำธร และพี่โจน -โจน จันใด &amp;nbsp;จนเข้าใจในศาสตร์พระราชาที่ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาด้านการเกษตร แต่เป็นแนวทางการใช้ชีวิต จึงจัดตั้งโครงการ &amp;lsquo;ฐานธรรมธุรกิจ&amp;rsquo; เพื่อเป็นตลาดกลางกระจายสินค้าของเครือข่ายทั่วประเทศ ในราคาเป็นธรรมต่อผู้ซื้อและผู้ผลิต เดิมเราหมุนเวียนจัดทำตลาดนัดธรรมชาติไปในที่ต่างๆ จนได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จากเจ้าของโรงเรียนชาญวิทย์เก่าจึงได้ปักหลักที่เดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น เรายังจัดเวิร์คช้อปต่างๆ ให้คนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ &amp;nbsp; ซึ่งต่อไปวางแผนว่าจะทำร้านอาหารเพื่อแปรรูปผลผลิตจากเครือข่ายที่เหลือจากการขาย ตอบโจทย์คนเมืองที่ไม่ค่อยทำกับข้าวกินเอง เน้นเรื่องอาหารและสุขภาพเป็นหลัก กิจกรรมในวันนี้ &amp;nbsp;จึงเกี่ยวกับการย่ำก้อนดิน เพื่อสร้างบ้านดินสำหรับร้านอาหารแปรรูป สอนเพาะเมล็ดพันธุ์กล้าไม้และทำแปลงผักในภาชนะต่างๆ แบบคนเมือง และเรียนรู้การปรุงดิน ทำปุ๋ย และสร้างโมเดล โคก หนอง นา ขนาดเล็กในพื้นที่ให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัด ในอนาคต ก็การวางแผนจะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน ยโสธรด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำฐานที่กรุงเทพฯ เพราะผมคิดไปถึงคนเมือง คิดไปถึงคนที่อยู่คอนโด พื้นที่แคบ ถ้าเขาอยากปลูกพืชผักจะทำยังไง ในขนาดพื้นที่ &amp;nbsp;1x2 เมตร หรือพื้นที่ในร่ม จะทำได้ยังไงปลูกแบบไหน &amp;nbsp; ส่วนตลาดนัดที่จะมีเสาร์ อาทิตย์ เป็นการทำให้คนในเมืองเขาได้รู้ว่าผักที่เขากินมาจากไหน &amp;nbsp; เพราะปัจจุบันเขาไม่รู้ว่าอาหารที่ซื้อจากตลาดมาจากไหน ซึ่งถือว่าเป็นการไม่ดูแลสุขภาพ นับว่าคนเมืองขาดโอกาสเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค จึงอยากสร้างโอกาสนี้ &amp;quot;พิเชษฐ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ พื้นที่ &amp;nbsp;จ.สระบุรี ซึ่งอยู่ใน ลุ่มน้ำป่าสัก อันเป็นลุ่มที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใย เพราะมีความลาดชันสูงทำให้จัดการได้ยากที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ มีโครงการ&amp;quot;สวนสุขสมบูรณ์ &amp;quot; ขนาด32ไร่ &amp;nbsp;อยู่ที่อ.หนองแซง จ.สระบุรี เป็นการรวมตัวของคนเมือง &amp;nbsp;13 คนที่มีอาชีพหลากหลาย &amp;nbsp; ซึ่งในกลุ่มนี้ ยังมี บอย พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดงหนุ่มเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มด้วย โดยบอยมีประสบการณ์เคยทำเกษตรอินทรีย์ ตามหลักโคก หนอง นา โมเดลที่จ.สุรินทร์มาแล้ว โดยหุ้นกับแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ นางเอกสาว และกลายเป็นสวนต้นแบบที่กระตุ้นความสนใจคนในพื้นที่ได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมาที่ อ.ท่าใหม่ จ. จันทบุรี &amp;nbsp; ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยประชาชนในจันทบุรีจากภัยแล้งและขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยมีแววศิริ ฤทธิโยธี เจ้าของพื้นที่บ้านสวนอิสรี สวนเกษตรอินทรีย์และฟาร์มมาเมืองจันทน์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็นโครงการต้นแบบ ของการเอามื้อสามัคคี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แววศิริกล่าวว่า 4ปีที่แล้วก็ทำเกษตรเคมี เหมือนคนอื่นๆ แต่มีปัญหาตลาด พอดีแม่ไม่สบายไปซื้อมะละกอมาให้แม่กิน แม่ไม่ยอมกิน บอกว่าอย่าซื้อมาฝากอีกเพราะเชาฉีดยาเยอะมาก &amp;nbsp;จึงคิดลดใช้สารเคมีหรือใช้น้อยที่สุด เพื่อจะได้ปลูกของดีๆให้แม่กิน &amp;nbsp;แต่พอลดใช้สารเคมีทำไปๆ สภาพดินกลับดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ก็ดีขึ้น ต่อมาจึงเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด และทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ จึงเปิดเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พี่ขุดสระเก็บน้ำเอง ตอนแรก็รู้สึกเสียดายพื้นที่ แต่พบว่าดีกว่าไม่มีน้ำใช้ เพราะถ้าเราไปสูบมาจากที่อื่น ก็จะเป็นน้ำที่มีสารเคมี มียาฆ่าแมลง ที่มาจากสวนใกล้เคียง &amp;nbsp;เราใช้น้ำของเราเองทุเรียน ลองกอง มังคุดผลผลิตดีมาก รสชาติดี และที่ได้มาคิดอีกอย่างคือ ถ้าเราใช้สารเคมีเยอะๆ น้ำพวกนี้ก็จะไหลลงทะเล มีผลต่อสัตว์น้ำอาหารทะเลที่เรากิน &amp;quot;แววศิริกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และกิจกรรมสุดท้ายที่ จ. น่าน ในลุ่มน้ำน่าน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยแรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริหลายโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องด้วยทรงเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ให้คืนสู่สมดุลโดยเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดน่านอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัณฑิต &amp;nbsp;ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน กล่าวว่า น่านมีปัญหาเขาหัวโล้นมานาน เพราะชาวบ้านรุกป่า เพื่อทำไร่ข้าวโพด แต่ปัญหาที่พบคือ นอกจากเสียพื้นที่ป่าแล้ว ชาวบ้านที่รุกป่า ปลูกข้าวโพดไป แต่กลับไมีข้าวกิน &amp;nbsp;เพราะเมื่อเขาปลูกข้าวโพด 3เดือน แต่ต้องอยู่ให้ได้ 9เดือน &amp;nbsp;สุดท้ายจึงไปคุยกับชาวบ้าน ชี้ให้เห็นว่าปลูกแล้วข้าวไม่มีกิน ปลูกทำไม &amp;nbsp;เอาศาสตร์พระราชาไปให้เขา ในที่สุดเขาก็กลับใจ เลิกปลูกข้าวโพด และทำตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสุดาพร &amp;nbsp;พรหมรักษา ชาวบ้านอ.ศรีน่าน ที่เคยรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านมาแล้ว เพื่อปลูกข้าวโพด ทำไร่เลื่อนลอย แต่พบว่าปลูกแล้วไม่ได้อะไร ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ก็มายึดไร่ แต่ก็ไม่มีการให้ความรู้อื่นๆ แต่อย่างใด เล่าว่า หลังโดนยึดไร่ หัวหน้าบัณฑิต ฉิมชาติ ก็มาเป็นหัวหน้าอุทยาน &amp;nbsp;ได้เข้ามาพูดคุย ทำความเข้าใจ จึงเกิดความศรัทธา คิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง &amp;nbsp;ตอนนี้เหลือพื้นที่ 14ไร่ จากเดิมมี 50ไร่ แต่พื้นที่แค่นี้ ก็สามารถอยู่ได้ ถ้าทำตามศาสตร์พระราชา ปัจจุบันมีรายได้พออยู่ พอกิน &amp;nbsp;ไม่มีหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนกลุ่มนี้ จะเป็นต้นแบบการเลิกตัดไม้ทำลายป่า คนอยู่กับป่าได้ โดยไม่ทำลายป่า และเขาสามารถอยู่รอดได้ โดยทำตามศาสตร์พระราชา&amp;quot; หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8363</URL_LINK>
                <HASHTAG>25ลุ่มน้ำ, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กรมอุทยานแห่งชาติ, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ตามรอยพ่อ, บริหารจัดการน้ำ, บ่อจิ๋ว, ศาสตร์พระราขา, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เชฟรอน, แก้ปัญหาน้ำทวมน้ำแล้ง, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา, ในหลวงรัชกาลที่9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae86c0093c57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
