<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2019 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2019 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บทศึกษาขจัดความ “ยุ่ง” และ “ยาก” เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้ &quot;แยกขยะ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขยะ&amp;rdquo; นับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก หากอยู่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งหมายถึง หากขยะถูกทิ้งไม่เป็นที่ ก็จะเกิดการสะสมกลายเป็นของเสียที่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ขยะอยู่ผิดที่ผิดทางก็คือ &amp;ldquo;การไม่แยกขยะ&amp;rdquo; ก่อนทิ้ง นับเป็นปัญหาทางพฤติกรรมของผู้คนที่มีเหตุปัจจัยอยู่เพียงไม่กี่อย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;จากผลการทดลองของ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย ที่ร่วมกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการทดลองสำรวจเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกับการแยกขยะของคนไทย ที่ได้ดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม 3 โครงการที่ T77 Community ได้แก่ THE BASE Park West, hasu HAUS และ mori HAUS รวม 246 ห้องชุด เป็นระยะเวลา 4 เดือน (พ.ค.- ส.ค.2562) พบว่า มีอยู่ 2 เงื่อนไขสำคัญที่คนไทยไม่แยกขยะ ก็คือความ &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; เพราะเป็นความขี้เกียจ และความ &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; เพราะต้องคิดเยอะไป หากอยากให้คนไทยแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจะต้องขจัดสองสิ่งนี้ออกไป และต้องมีการออกแบบถังขยะให้สอดคล้องกับกระบวนการคิดของคน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นันทิวัต ธรรมหทั&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการทดลองเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมการแยกขยะนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ World &amp;nbsp;Without Waste ของโคคา-โคล่า ที่มีเป้าหมายในการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์เพื่อนำกลับมารีไซเคิลในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลาดให้ได้ 100% &amp;nbsp;ก่อน พ.ศ. 2573 &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ โคคา-โคล่า จึงเล็งเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน จึงส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทาง เนื่องด้วยการศึกษาเกี่ยวกับ แนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคในประเทศไทย &amp;nbsp;พบว่า บรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติกใส (PET) และกระป๋องอลูมิเนียม มีเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพราะไม่มีการแยกขยะอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผอ.การสื่อสารฯ กล่าวอีกว่า โคคา-โคล่า เชื่อว่า ปัญหาขยะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาการไม่แยกขยะเป็นปัญหาพฤติกรรมของคนเรา &amp;nbsp;หากเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนแยกขยะตั้งแต่ต้นทางได้ ปริมาณขยะในภาพรวมก็จะลดลง และได้วัสดุที่รีไซเคิลนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ฉะนั้นเราจึงริเริ่มนำแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า สามารถมีส่วนช่วยปรับพฤติกรรมของคน &amp;nbsp;มาปรับใช้ในบริบทแบบไทยๆ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และแสนสิริ &amp;nbsp;ดำเนินการทดลองศึกษาและสร้างพฤติกรรมการแยกขยะในครัวเรือน &amp;nbsp;โดยมีการใช้เทคนิคการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; (Nudge) ซึ่งมีที่มาจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในชื่อเดียวกัน ของ Richard H. Thaler และ Cass R. Sunstein เทคนิคนี้ตั้งอยู่บนการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ที่หลายครั้งก็เป็นเรื่องของนิสัย และความเคยชินมากกว่าความคิดเชิงเหตุผล และนำความเข้าใจนั้นมาสร้างมาตรการจูงใจแบบง่ายๆ แต่มีประสิทธิผลในการสร้างพฤติกรรมพึงประสงค์ ซึ่งในกรณีนี้คือการสร้างพฤติกรรมการแยกขยะที่ต้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผอ. ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การรณรงค์แยกขยะที่ต้นทางไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนั้น มีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ ความ &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; คือคนไม่ต้องการทำอะไรที่สร้างความลำบากให้ตัวเอง และความ &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; จากความซับซ้อนและเข้าใจยากของถังขยะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน &amp;nbsp; ดังนั้น หากต้องการส่งเสริมการแยกขยะอย่างจริงจังก็จำเป็นต้องกำจัดมูลเหตุพฤติกรรมทั้งสองข้อนี้ โดยศูนย์ฯ ได้นำแนวคิดการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาใช้ในการทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความตระหนัก และพฤติกรรมการแยกขยะ อันจะนำไปสู่การสร้างนิสัยการคัดแยกขยะในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบว่าการแก้ปัญหา &amp;ldquo;ยุ่ง&amp;rdquo; หรือความขี้เกียจในการแยกขยะนั้นสำคัญกว่าการแก้ปัญหา &amp;ldquo;ยาก&amp;rdquo; หรือความไม่เข้าใจ เราจึงควรกระตุ้นให้คนเห็นความสำคัญของการแยกขยะมากขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนความขี้เกียจให้มาเป็นนิสัย โดยอาศัยกลไกทางสังคม ทำให้เห็นว่าทุกคนร่วมมือร่วมใจกันแยกขยะโดยเฉพาะคนในชุมชนเดียวกัน อันจะเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยสร้างพฤติกรรมการแยกขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผศ.ดร.ธานี อธิบายต่อว่า หลักการ &amp;ldquo;สะกิด&amp;rdquo; ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.ป้ายกำกับ ควรจะเป็นป้ายที่ใช้อักษรสื่อสารโดยตรง ไม่ควรใช้รูปภาพหรือสัญลักษณ์ เพราะบางทีอาจทำให้เกิดความสับสน เช่น ถังขยะบางอันใช้สัญลักษณ์รูปขวด เราทราบว่าเป็นรูปขวดแต่ก็อาจเกิดความไม่แน่ใจได้ว่ารูปขวดที่กำกับไว้นั้นหมายถึงขวดแก้ว หรือขวดพลาสติก แต่ถ้ามีอักษรเขียนกำกับไว้เลยว่าขวดพลาสติก จะเข้าใจง่ายกว่า 2.จุดวางถังขยะ สำหรับแยกขยะ ควรมีอย่างมาก 3 ถัง หรือไม่เกิน 4 ถัง จะดีที่สุด เพราะถ้ามากกว่านี้คนสับสน 3.ใช้ขยะสื่อสาร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราถือถุงเศษอาหารมา เจอถังขยะทั่วไปแล้วโยนทิ้งเลยอาจจะไม่ได้รู้สึกผิดอะไร แต่เมื่อเจอถังขยะที่มีการแยกขยะแล้วก็จะทำให้คนทิ้งรู้สึกผิด ซึ่งหมายความว่า ถ้าสังคมหรือคนในชุมชนมีการคัดแยกขยะแล้ว ก็จะสร้างความตระหนักและกดดันให้คนอื่นทำตามๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเชื่อว่า การแยกขยะ ถ้ามีคนทำ ก็จะทำตาม ๆ กัน เราต้องมีตัวอย่างให้คนเห็น และปัจจัยสนับสนุนให้หลักสะกิดสำเร็จ คือการให้ข้อมูลล่วงหน้าลูกบ้าน หรือชุมชนสักหน่อย เพราะว่าถ้าจะแยกจริง เขาต้องตั้งต้นตั้งแต่ในห้อง เวลาเอาออกมาทิ้งก็จะง่ายต่อการทิ้งลงถัง แต่ถ้าไม่มีการให้ข้อมูลล่วงหน้าเลยว่าให้แยกขยะ บางคนเขาเก็บรวมใส่ถุง มัดปากถุง พอมาถึงจุดทิ้งไม่มีใครมาแยกอีกทีหรอก การแยกตั้งแต่ในห้องดีกว่า และปัจจัยต่อมาคือการทำโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ต่อความรู้สึก เช่น ภาพเต่าเสียชีวิตเพราะหลอดทิ่ม นั่นสร้างความสะเทือนต่อความรู้สึกมากๆ หรือจะเป็นรูปที่ระบุสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะมีความรุนแรงต่อความรู้สึกมากกว่าการโชว์สถิติตัวเลข&amp;rdquo; ผศ.ดร.ธานี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผอ.ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือคำที่ใช้ในการสื่อสารต่อบรรจุภัณฑ์ขวด พลาสติกต่างๆ หลีกเลี่ยงการใช้คำว่าขยะ เพราะในความหมายที่ทุกคนเข้าใจคือ ขยะจะเป็นของเสีย สกปรก ไม่น่าจับถือ หรือนำมาใช้อีก ต้องทิ้งอย่างเดียว โดยอาจใช้คำว่า เศษอาหาร หรือ รีไซเคิลแทน เป็นต้น แล้วก็ที่สำคัญเรื่องง่ายๆ อย่างการวางถังขยะ ต้องคิดว่าฝาถังควรจะเปิดหรือปิด เพราะหลายคนไม่มีใครอยากจะใช้มือจับฝาถังสักเท่าไหร่ เป็นเหตุให้ขยะกองอยู่ที่ปากถัง หรือล้นออกมา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ขณะที่นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของแสนสิริที่ไม่เพียงแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่ยังมุ่งมั่นส่งมอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราเดินหน้าอย่างจริงจังในการผลักดันและเซตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน Sansiri Green Mission โดยมี Waste Management เป็น 1 ใน 4 คำมั่นสัญญาหลัก เพื่อจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพและลดปริมาณขยะให้เหลือไปกำจัดในปริมาณน้อยที่สุด ตั้งแต่ภายในองค์กร โครงการที่อยู่อาศัย ไปถึงไซต์ก่อสร้าง ความร่วมมือกับโคคา-โคล่า และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในครั้งนี้ ได้รับข้อเสนอแนะต่อการแยกขยะประกอบไปด้วย การจัดหาถังขยะให้สอดคล้องกับประเภทขยะ การออกแบบถังขยะให้สอดคล้องกับระบบความคิดของคน รวมถึงการสื่อสารโดยใช้รูปภาพอธิบายที่ไม่ซับซ้อน และมีข้อความสั้นๆ กำกับ ร่วมกับการแจกโบรชัวร์ให้ความรู้ในการแยกขยะด้วยการสอดไว้ตามห้อง คาดว่าการทดลองนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์ต้นแบบการแยกขยะอย่างยั่งยืนของวงการอสังหาฯ ตลอดจนอุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง โดยเราจะนำผลการศึกษาในครั้งนี้ไปต่อยอดร่วมกับผลการศึกษาของแสนสิริ เพื่อออกแบบถังขยะใหม่ในทุกโครงการคอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จตั้งแต่ปีตั้งแต่ 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขยะนับล้านชิ้นถูกคลื่นมรสุมซัดกองเป็นภูเขา ชายหาดชุมพร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายนันทิวัต ตบท้ายว่า &amp;nbsp;การทดลองนี้แม้จะเป็นเพียงการทดลองเล็กๆ เมื่อเทียบกับบริบทของประเทศไทย แต่ก็ช่วยแสดงให้เห็นว่ายังมีคนอีกไม่น้อยที่อยาก และพร้อมจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาด้วยการแยกขยะที่ต้นทาง ถ้าเราวางระบบให้ยุ่งและยากน้อยลง เราหวังว่าผลการทดลองนี้จะทำให้ทุกคนเห็นว่าเราสามารถสร้างพฤติกรรมการแยกขยะได้ โดยไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นใหม่ และช่วยสะกิดให้คนไทยหันมาแยกขยะก่อนทิ้งกันให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52965</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเศรษฐศาสตร์, จุฬาฯ, นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์, นายนันทิวัต ธรรมหทัย, บทศึกษาขจัดความ “ยุ่ง” และ “ยาก” เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยให้ &quot;แยกขยะ&quot;, ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์, ศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, แสนสิริ, โคคา-โคล่าในประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfc9f9a25d60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โคคา-โคล่า จับมือ เซ็นทรัล นำร่อง “โค้กขอคืน”เก็บคืนขวด กระป๋อง เพื่อรีไซเคิล 100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่โคคา-โคล่า ได้ประกาศวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;World Without Waste&amp;rdquo; เพื่อกำจัดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ให้หมดไป กับเป้าหมายเก็บคืนขวดและกระป๋องเครื่องดื่มทุกชิ้นที่จำหน่าย เพื่อนำกลับมารีไซเคิลในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกสู่ตลอดให้ได้ 100% ก่อนปี 2573 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดกลุ่มธุรกิจ โคคา-โคล่าในประเทศไทย ก็เดินหน้าด้วยการเปิดตัวโครงการ &amp;ldquo;โค้กขอคืน&amp;rdquo; ด้วยการร่วมมือกับ GEPP ดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านการจัดการข้อมูลขยะและวัสดุรีไซเคิล ผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้แยกขยะ และผู้รับซื้อขยะให้ซาเล้งไปรับซื้อถึงที่ โดยประเดิมเฟสแรกของโครงการ ด้วยการจับมือกับบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และพันธมิตรภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;โค้กขอคืน x Central Group Journey to Zero&amp;rdquo; ในการสนับสนุน และจัดทำระบบส่งเสริมการแยกขยะที่ต้นทางในบริเวณศูนย์การค้าของเซ็นทรัล และนำส่งบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ที่จัดเก็บได้ ให้กับบริษัทพันธมิตรเพื่อนำวัสดุเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า ทุกปีเรามีการใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก บรรจุภัณฑ์บางชนิดแม้ว่าจะเลือกวัสดุ ที่สามารถใช้แล้วนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้ แต่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์จำนวนมากไม่ได้ถูกนำมารีไซเคิลอีก ซึ่งปัญหาน่าจะมาจากประเทศเรายังไม่มีการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่ชัดเจน ทำให้ขยะถูกทิ้งปะปนกัน ทำให้บรรจุภัณฑ์บางชิ้นสกปรกยากต่อการนำมารีไซเคิลได้อีก ก็ต้องนำไปเผา ไปฝังกลบ รั่วไหลสู่แม่น้ำลำคลองบ้าง กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเทศไทย โคคา-โคลา ใช้ขวดแก้วชนิดคืนขวดอยู่แล้วจำนวนไม่น้อย &amp;nbsp; ซึ่งเป็นการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทั้งหมด แต่เนื่องจากวิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป การผลิตบรรจุภัณฑ์จึงต้องเปลี่ยนตาม &amp;nbsp;ไปเป็นขวดพลาสติก PET กระป๋องอลูมิเนียม ขวดแก้วชนิดไม่คืนขวด &amp;nbsp;และกล่องเครื่องดื่ม ฯลฯ บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เก็บคืน และไม่มีการนำไปรีไซเคิล ถูกทิ้งตามแหล่งต่างๆ ฉะนั้นจึงมีโครงการ&amp;quot;โค้กขอคืน &amp;quot;ขึ้นมา เพื่อสร้างระบบจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการวางระบบแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด ในปริมาณเทียบเท่ากับที่จำหน่ายออกสู่ตลาด โดยมีการพัฒนาและทดลองระบบการจัดเก็บขึ้นมาใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรในอีโคซิสเต็มมาช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเฟสแรก ของโครงการฯ ได้ร่วมมือกับเซ็นทรัล ภายใต้ &amp;ldquo;โค้กขอคืน x Central Group Journey to Zero&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้ดำเนินการเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมใน &amp;nbsp;โครงการ Central Group Journey to Zero ที่มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการกระตุ้นจิตสำนึกในการลดใช้พลาสติก การบริหารจัดการแยกขยะและลดปริมาณขยะต้นทางตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ และรณรงค์การจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม การจับมือกันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการคัดแยกขยะ และนำวัสดุที่สามารถรีไซเคิลไปพัฒนาต่อให้เกิดประโยชน์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งดำเนินการผ่านศูนย์การค้าของกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (ซีพีเอ็น) นำร่อง 2 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัลพลาซา บางนา ด้วยการนำขยะที่เกิดจากร้านอาหารในเครือ CRG เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว กลับมารีไซเคิลกับโครงการที่ร่วมมือกันครั้งนี้ และก็ตั้งเป้าว่าจะมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ ดำเนินการ มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. โดยโคคาโคล่า ให้การสนับสนุน GEPP มาเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างร้านค้าที่มีวัสดุรีไซเคิลจากการแยกขยะ ผู้รับซื้อวัสดุรีไซเคิล และบริษัทผู้รีไซเคิลวัสดุเหล่านี้ โดย GEPP จะประสานงานให้ผู้รับซื้อเข้าไปซื้อวัสดุรีไซเคิลจากร้านอาหาร และภัตตาคารของกลุ่มเซ็นทรัล หลังจากนั้นวัสดุเหล่านี้จะถูกนำส่งและจำหน่ายแยกประเภทให้กับพันธมิตรผู้รับซื้อ ได้แก่ บริษัทบีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับซื้อวัสดุประเภทแก้ว, บริษัทไทยเบเวอร์เรจ แคน จำกัด (มหาชน) รับซื้อกระป๋องอลูมิเนียม, บริษัท เวสท์ทีเรียล จำกัด รับซื้อกระดาษ และกล่อง เครื่องดื่ม, บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รับซื้อพลาสติกชนิด HDPE, LLDPE, LDPE และ PP และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) รับซื้อพลาสติกชนิด PET&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัดGEPP &amp;nbsp;ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า GEPP เกิดขึ้นมาได้ 1 ปี ตั้งแต่ปี 2561 จากการที่เราเป็นผู้บริโภคแล้วเกิดความสงสัยว่าไทยมีการเก็บขยะกันอย่างไร เก็บแล้วเอาไปไว้ที่ใดบ้าง ก็เลยหาข้อมูลจนพบว่าเมืองไทย มีการกำจัดขยะอยู่ 2 วิธี คือการฝังกลบ กับการเผา ซึ่งทั้งสองวิธีนี้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ดีต่อคนที่อยู่บริเวณรอบๆ ทั้งนี้ คิดว่าคนจำนวนมาก ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาขยะ แต่โครงสร้าง และระบบของไทยในปัจจุบันยังไม่เอื้อ &amp;nbsp;ซึ่ง GEPP จะเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ โดยจะร่วมมือกับโครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งทางโค้กและเซ็นทรัลต่างก็มีเป้าหมายเหมือนกัน จึงได้เข้าร่วม โดยโครงการฯ ได้เริ่มจัดการฝึกอบรมให้พนักงานของเซ็นทรัล &amp;nbsp;ช่วยออกแบบพื้นที่ในการแยกขยะในร้านอาหาร การจัดตารางเวลา เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ประเมินผล ตลอดจนวางแผนในการพัฒนาและขยายโครงการอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงการฯ​ เริ่มเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา มีร้านค้าที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 16 ร้าน และเก็บบรรจุภัณฑ์ที่พร้อมส่งไปรีไซเคิลต่อได้แล้ว 2.75 ตัน โดย 53% เป็นกลุ่มพลาสติก 40% กระดาษ อีก 7% เป็นโลหะรวมกับแก้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า ตอนนี้โครงการเพิ่งเริ่ม ซึ่งก็ยังไกลจากเป้าหมายค่อนข้างมาก ก็เป็นความท้าทาย เพราะเรามีเวลาเพียง 10 ปีเมื่อวางอีโค่ซิสเต็มในการลดขยะและลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อคือการขยายความร่วมมือต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายอื่นๆ ผู้จัดเก็บคัดแยกขยะ บริษัทผู้รับซื้อวัสดุรีไซเคิล และเซ็นทรัลอีกทั่วประเทศ ซึ่งหลายคนอาจจะเกิดคำถามว่าร่วมมือกับเซ็นทรัลเพียงแค่สองแห่ง กับการตั้งเป้าไว้ 100% จะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าเราสามารถสร้างเครือข่ายการจัดเก็บจากเซ็นทรัลหนึ่งไปอีกเซ็นทรัลหนึ่งได้ และการเริ่มต้นที่เซ็นทรัลค่อนข้างจะคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย เพราะมีปริมาณบรรจุภัณฑ์มาก เมื่อเรามีเส้นทางหลัก หรือพื้นที่นำร่อง ก็หวังว่าจะเกิดการเชื่อมโยงต่อไปอีก รวมไปถึงโรงแรม โรงเรียน สำนักงานอื่นๆ ที่อยู่ในเส้นทางที่รถวิ่งผ่านก็จะได้ปริมาณวัสดุรีไซเคิลที่มากขึ้นด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47684</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central Group Journey to Zero, GEPP, World Without Waste”, กลุ่มเซ็นทรัล, นันทิวัต ธรรมหทัย, นายพิชัย จิราธิวัฒน์, บริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัดGEPP, พรวุฒิ สารสิน, สาวมยุรี อรุณวรานนท์, โคคา-โคล่าในประเทศไทย, โค้กขอคืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191009/image_big_5d9d86f04ea2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
