<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวแรกแคมเปญแก้รัฐธรรมนูญ &quot;อนาคตใหม่&quot; หยั่งเสียง-ก่อนเดินหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เริ่ม &amp;rdquo;นับหนึ่ง&amp;rdquo; อย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับแคมเปญรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ พุทธสถาน จ.เชียงใหม่ ภายใต้ชื่องาน &amp;ldquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; โดยจัดเป็นเวทีเสวนา ที่ดึงเอาวิทยากรผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองไทย ทั้ง นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเป็นนายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล มาร่วมกันชำแหละปัญหาการเมืองไทย และวาดฝันถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระแสตอบรับภายในงานนับว่าดีพอสมควร จากการตื่นตัวของภาคประชาชนที่มาร่วมงานกว่า 300 คน ภายหลังเวทีเสวนาจบลง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ขึ้นไปบรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;การแสวงหาฉันทามติใหม่ ของสังคมการเมืองไทย&amp;rdquo; โดยยกเอาการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มี &amp;rdquo;พลังประชาชน&amp;rdquo; เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีเป็นธงเขียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมเสนอฉันทามติใหม่ ประกอบด้วย 1.ประชาธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชน 2.มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีพระราชฐานะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง 3.มีรัฐสภาที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง 4.มีนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครอง มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ขยายความประเด็นดังกล่าวว่า แคมเปญการแก้รัฐธรรมนูญในส่วนของนอกสภาฯ นั้น จะผลักดันภายใต้ชื่อโครงการ &amp;ldquo;ทวงคืนอำนาจการจัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชน&amp;rdquo; นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ https://newconsensus.in.th
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่ง ณ วันที่ 1 สิงหาคม พบว่า มีประชาชนร่วมโหวตแล้วกว่า 9900 คน กว่า 99.5% เห็นด้วยว่าควรต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเปิดทางให้มี &amp;ldquo;สภาร่างรัฐธรรมนูญไทย&amp;rdquo; หรือ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่เป็นผู้ร่างต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สำหรับการร่วมลงเชื่อในเว็บไซต์ข้างต้นนั้น นางสาวพรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ได้อธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า แม้ว่าการร่วมลงชื่อของประชาชนในเว็บนั้นจะไม่สามารถนับเป็น 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกฎหมายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเว็บไซต์ดังกล่าวคือ การสร้างความเข้าใจแก่สังคมเป็นวงกว้างถึงกระแสดังกล่าวว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่นเดียวกับการรับฟังความคิดเห็นว่า รัฐธรรมนูญแบบไหนที่ประชาชนอยากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ยังไม่มีการกำหนดว่าจะต้องมีตัวเลขเท่าไร ถึงจะเริ่มเข้าชื่อประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งตามกฎหมายที่ระบุไว้ จำนวน 50,000 รายชื่อ ตามมาตรา 251 (1) ที่สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ในช่วงเริ่มต้นจะพยายามเดินสายไปแต่ละจังหวัดในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด เมื่อเห็นว่ามีคนจำนวนมากต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงจะเริ่มเดินหน้าตามขั้นตอนต่อไป&amp;rdquo; นางสาวพรรณิการ์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญนับเป็น &amp;ldquo;วาระแห่งชาติ&amp;rdquo; ที่แม้จะสามารถเสนอแก้ให้มีการแก้ไขได้แล้วต้องผ่านการพิจารณาจากสภาฯ อีกถึง 3 วาระ แค่ขั้นรับหลักการก็เรียกได้ว่า &amp;ldquo;เหนียวคอ&amp;rdquo; สุดๆ เพราะต้องได้รับเสียง ส.ว.เห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 84 คน ไม่ต้องไปมองถึงขั้นตอนอื่นๆ เพราะทราบดีว่า สมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทั้ง 250 ท่านที่นั่งกันอยู่ในสภาฯ นั้นมี &amp;ldquo;ที่มา&amp;rdquo; อย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งก่อนหน้านี้ บรรดาพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะโต้โผหลักอย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ สลับหน้ากันออกมาวิพากษ์บรรดาท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้กันอย่างเผ็ดร้อน ยังไม่นับในสภาฯ ที่เกือบจะมีการวางมวยกันไปแล้วรอบหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อนาคตย่อมไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะในแวดวงการเมืองไทย เรื่องที่ &amp;rdquo;เป็นไปไม่ได้&amp;rdquo; นั้นก็เคย &amp;ldquo;เป็นไปได้&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เกือบที่จะเป็นไปได้&amp;rdquo; มาแล้วนักต่อนัก ต้องมาร่วมกันจับตาให้ดีว่า แคมเปญที่ตั้งขึ้นมา ตามที่พวกเขาบอกว่าจุดมุ่งหมายคือการแก้รัฐธรรมนูญตามขั้นตอนของกฎหมาย หากกระแสภาคประชาชนถูกจุดติดแล้ว จะนำไปสู่ &amp;quot;เงื่อนไข&amp;quot; อื่นๆ ที่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ด้วยหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43302</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมชัย ศรีสุทธิยากร, เกษมราษฎร์, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d516e3660465.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนาธรจุดพลุชำเรารธน. พ่วงซัด&#039;องค์กรตุลาการ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนาคตใหม่เริ่มแล้ว เดินหน้าจุดกระแสรื้อ-แก้รัฐธรรมนูญ ยึดเชียงใหม่เป็นจุดเปิดแคมเปญรณรงค์ &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ลั่นตามรอยโมเดลธงเขียวปี 2540 โวประชาชนตื่นตัวเอาด้วย ตอกอีกประชาชนกังขา ความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ขององค์กรตุลาการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลุ่ม 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศไว้ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่พุทธสถานเชียงใหม่ อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;มีการจัดงาน &amp;quot;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหน ที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;quot; โดยมีนายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเสวนา &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การจัดเสวนาดังกล่าวเป็นไปตามแคมเปญรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิตกล่าวว่า ปัญหาของการเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.2475 ที่ต้องการเป็นสังคมประชาธิไตย แบบเสรีนิยมคือ ทัศนคติและค่านิยมของสังคมไทย ในเรื่องอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งคนไทยมีสถานะเป็นราษฎร เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จึงมีความเกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ วาสนา บารมี และเงินทอง ทำให้มีระบบอุปถัมภ์ขึ้นมา และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะส่วนตัว ความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย จึงถูกทำให้อ่อนลงไป เพราะเราสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมประชาธิปไตยต้องใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แต่ก็ไปต่อไม่ได้เพราะถูกทำลายโดยค่านิยมแบบดั้งเดิม ประเด็นถัดมาคือ ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักสี่ประการ ได้แก่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และหลักนิติธรรมนิติรัฐ ว่าประชาชนชาวไทยมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของสังคมไทย ในเมื่อไม่มีใครกล้าจะพูดความจริงแม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะกรณีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองโดยที่ไม่ต้องเป็น ส.ส. เช่นเดียวกับการให้ผู้นำเหล่าทัพมีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่ให้ข้าราชการประจำมีตำแหน่งในสภา&amp;rdquo; นายกษิตระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นระบุเหมือนกันในรัฐธรรมนูญ คือ 1.ต้องเป็นสังคมประชาธิปไตย เป็นอื่นไม่ได้ 2.ฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ 3.เน้นที่สิทธิและความรับผิดชอบของทุกชนชั้น 4.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐอย่างโปร่งใส 5.เป็นรัฐเดียวโดยแบ่งแยกไม่ได้ หรืออย่างในสวิตเซอร์แลนด์ จะมีการทำประชามติปีละ 3-4 ครั้งในประเด็นใหญ่ๆ โดยรัฐบาลจะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบก่อน 3 เดือน พร้อมทั้งมีการนำเสนออย่างกว้างขวาง และมีการดีเบตออกสื่อ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ช่วยประกอบการตัดสินใจของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ต้องมีประเด็นเหล่านี้ใส่ไปให้ครบ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่คู่มือในการบริหารราชการ อย่างรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น เป็นคู่มือการบริหารราชการ ทำเหมือนว่าคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องปัญญาทึบอย่างยิ่ง ถึงมีการกำหนดว่าจะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต แต่ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน การจะดึงดันไม่ว่าจะใช้รถถังหรือเสียงข้างมากในรัฐสภานั้น ก็เป็นเผด็จการพอๆ กัน&amp;rdquo; นายกษิตระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิตกล่าวด้วยว่า ตอนที่เลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ได้มาจากการเลือกโดยสมาชิกพรรคทั่วประเทศ แต่เป็นการเลือกจากอดีต ส.ส.และอดีตรัฐมนตรีภายในพรรครวมๆ กันประมาณกว่า 300 คน ซึ่งยิ่งใครมีอำนาจและเงินทองมาก ก็จะมีสิทธิ์มีเสียงมากหน่อย ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็ไม่ใช่วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่งคือการทำให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชัย อดีต กกต.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์สอบตก กล่าวว่า ความขัดแย้งในประเทศไทยเกิดมาจากประการแรกคือ นักการเมืองชี้นำประชาชน ประการต่อมาคือชนชั้นนำในสังคม ใช้ข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้ประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้งด้วย ขณะที่ประชาชนเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป แม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องรู้ทันการเมืองด้วย นักการเมืองต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายตรงข้าม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อมีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่เห็นตรงข้ามก็จะบอกว่าต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่บอกเลยว่าหากจะแก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพื่อให้ระบบการเมืองอยู่บนฐานประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในอำนาจต่อไป ทั้งที่อยู่มาแล้ว 5 ปี&amp;quot; นายสมชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโคทมกล่าวว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีความงดงาม ตั้งแต่การเริ่มต้น ตอนกลาง และตอนปลายในช่วงเริ่มนั้นขอให้เป็นไปอย่างช้าๆ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องมีการหารือร่วมกัน ไม่ใช่การลากจูงไปในทางหนึ่งทางใด &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บรรยายเรื่อง &amp;ldquo;การแสวงหาฉันทามติใหม่ ของสังคมการเมืองไทย&amp;rdquo; โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคอนาคตใหม่เปิดตัวการรณรงค์ครั้งนี้ โดยหวังว่าการรณรงค์ครั้งนี้จะกระจายไปทุกจังหวัดและนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในท้ายที่สุด &amp;nbsp;รธน.2560 นั้น สร้างมาด้วยความกลัว ความอยาก ความเขลาของคนเพียงไม่กี่คนในสังคม แน่นอนว่าข้อตกลงแบบนี้ย่อมไม่ยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่คิดว่าหากเราอยากได้ข้อตกลงใหม่ร่วมกัน ข้อตกลงนั้นต้องประกอบด้วย 1.ต้องไม่ลอกเลียนแบบใคร เพราะประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ และบริบทสังคมต่างจากประเทศอื่นๆ ดังนั้นจะนำเอารัฐธรรมนูญจากประเทศอื่นมาประยุกต์ใช้ทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ 2.เกิดจากความต้องการของใครบางคนไม่ได้ แต่ต้องเกิดจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม 3.ประชาชนทุกคน ทุกชนชั้น จะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างข้อตกลงใหม่นี้ร่วมกัน และ 4.ข้อตกลงใหม่นี้ต้องตั้งอยู่บนบทเรียนและประสบการณ์ของสังคมไทยที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน ที่ผ่านมาเราเคยทำมาแล้ว และทำสำเร็จ นั่นคือ รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งในขณะนั้นนักการเมืองหลายฝ่าย ข้าราชการ กลไกรัฐหัวเก่า เช่นเดียวกับองค์กรตุลาการ ไม่ได้ต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ท้ายที่สุดรัฐสภาสมัยนั้นก็ยกมือผ่าน เพราะทัดทานกระแสความต้องการของประชาชนไม่ไหว มติของประชาชนมีพลังมากกว่าที่พวกเขาจะทัดทานได้ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หากเราทำร่วมกันอีกครั้งนั้นไม่ไกลกว่าที่เราฝันไว้&amp;quot; นายธนาธรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ระบุตอนหนึ่งว่า
ขณะที่ประชาชนหลายฝ่ายตั้งคำถามกับการทำหน้าที่ขององค์กรตุลาการ ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจนั้น ประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างถดถอย หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน งบประมาณของประเทศไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างการแข่งขัน แต่กลับถูกใช้ไปเพื่อซื้อคะแนนนิยม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเชื่อว่าเป็นระเบิดเวลา ที่รอเวลาปะทุให้เกิดความรุนแรง พวกเราต้องหยุดระเบิดเวลาอันนี้ก่อนที่มันจะระเบิดขึ้น ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบันนี้ทำให้องค์กรที่มาจากการรัฐประหารเป็นองค์กรที่มั่นคงถาวร เอารัฐประหารไปใส่ในรัฐธรรมนูญ กลายเป็นกฎหมายที่สูงที่สุดในประเทศ ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยู่เหนืออำนาจของพี่น้องประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกฝักฝ่าย แม้จะเห็นต่างกัน ต้องเดินร่วมกัน สำหรับพวกเรา เราเชื่อว่านี่จะเป็นการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมไทย ไม่ได้เสนอให้เราลืมบาดแผลหรือความอยุติธรรมที่ผ่านมา หรือเสนอให้คิดเหมือนกัน ผมเชื่อว่าระบอบการเมืองที่ดีคือ ระบอบที่ทำให้คนที่มีความเห็นต่างกันอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ย้ำว่า ฉันทามติใหม่ที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ ประกอบด้วย 1.ประชาธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชน 2.มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระราชฐานะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง 3.มีรัฐสภาที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง 4.มีนิติรัฐ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับความคุ้มครอง มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวให้สัมภาษณ์ถึงการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การรณรงค์จะทำให้ประชาชนคนไทยเห็นถึงความสำคัญของการออกแบบสังคมที่เราอยากอยู่ร่วมกัน ซึ่งเราเคยทำได้มาแล้ว เมื่อปี 2540 ในรูปแบบของรัฐธรรมนูญธงเขียว เชื่อว่าถ้าทุกคนมาร่วมกัน จะสามารถทำได้อีกครั้ง นี้คือสิ่งที่เราตั้งใจ โดยในการรณรงค์ครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่เสนอสัญลักษณ์ รูปมือของประชาชนที่จับกันเพื่อหาฉันทามติร่วม จะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันคงไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมรับ คิดว่าประชาชนมีความตื่นตัวมาก ประชาชนจำนวนมากเห็นถึงปัญหาว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประชาธิปไตยถดถอยลง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการรณรงค์ในครั้งนี้ จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง นายธนาธรกล่าวว่า เราไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้ง เชื่อว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็น ดังนั้น เราจะรณรงค์อย่างสันติสร้างสรรค์และสนุกสนาน ทำให้การเมืองกับประชาชนใกล้ชิดกัน คนไทยเคยทำได้มาแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำไม่ได้ในครั้งนี้ และเราจะทำต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42708</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d46e11e5edda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กษิต -สมชัย -โคทม&#039;รวมตัวไม่เอารธน. คิ๊กออฟเปิดทางแก้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พุทธสถานเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; มีการจัดงาน&amp;rdquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหน ที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; โดยมีนายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp; ร่วมเสวนา ทั้งนี้การจัดเสวนาดังกล่าวเป็นไปตามแคมเปญรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่พรรคอนาคตใหม่ได้แสดงความตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง

นายกษิต กล่าวว่า ปัญหาของการเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ที่ต้องการเป็นสังคมประชาธิไตย แบบเสรีนิยม คือ ทัศนคติ และค่านิยมของสังคมไทย ในเรื่องอำนาจนิยม และระบบอุปถัมภ์ ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งคนไทยมีสถานะเป็นราษฎร เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จึงมีความเกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ วาสนา บารมี และเงินทอง ทำให้มีระบบอุปถัมภ์ขึ้นมา และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะส่วนตัว ความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย จึงถูกทำให้อ่อนลงไป เพราะเราสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมประชาธิปไตยต้องใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แต่ก็ไปต่อไม่ได้เพราะถูกทำลายโดยค่านิยมแบบดั้งเดิม ประเด็นถัดมา คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักสี่ประการ ได้แก่ ชาติ ศาสน กษัตริย์ และหลัก นิติธรรมนิติรัฐ ว่าประชาชนชาวไทยมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของสังคมไทย ในเมื่อไม่มีใครกล้าจะพูดความจริงแม้แต่ตัว นายกรัฐมนตรี

&amp;ldquo;ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะกรณีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองโดยที่ไม่ต้องเป็น ส.ส. เช่นเดียวกับการให้ผู้นำเหล่าทัพมีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่ให้ข้าราชการประจำ มีตำแหน่งในสภา&amp;rdquo; นายกษิต ระบุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;

เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศเยอรมันและญี่ปุ่นระบุเหมือนกันในรัฐธรรมนูญ คือ 1.ต้องเป็นสังคมประชาธิปไตย เป็นอื่นไม่ได้ 2.ฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ 3.เน้นที่ สิทธิ และความรับผิดชอบของทุกชนชั้น 4.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐอย่างโปร่งใส 5.เป็นรัฐเดียวโดยแบ่งแยกไม่ได้ หรืออย่างในสวิตเซอร์แลนด์ จะมีการทำประชามติปีละ 3-4 ครั้งในประเด็นใหญ่ๆ โดยรัฐบาลจะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบก่อน 3 เดือน พร้อทั้งมีการนำเสนออย่างกว้างขวาง และมีการดีเบตออกสื่อ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ช่วยประกอบการตัดสินใจของประชาชน

&amp;ldquo;ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ต้องมีประเด็นเหล่านี้ใส่ไปให้ครบ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่คู่มือในการบริหารราชการ อย่างรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น เป็นคู่มือการบริหารราชการทำเหมือนว่า คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องปัญญาทึบ อย่างยิ่ง ถึงมีการกำหนดว่า จะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต แต่ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน การจะดึงดันไม่ว่าจะใช้รถถังหรือ เสียงข้างมากในรัฐสภานั้นก็เป็นเผด็จการพอๆกัน&amp;rdquo;

นายกษิต กล่าวตอนหนึ่งด้วยว่า ตอนที่เลือกแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น ไม่ได้มาจากการเลือกโดยสมาชิกพรรคทั่วประเทศ แต่เป็นการเลือกจาก อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรี ภายในพรรครวมๆ กันประมาณ 300 กว่าคน ซึ่งยิ่งใครมีอำนาจและเงินทอง มากก็จะมีสิทธิ์มีเสียงมากหน่อย ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็ไม่ใช่วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การทำให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน

นายสมชัย กล่าวว่า ความขัดแย้งในประเทศไทย เกิดมาจากประการแรกคือ นักการเมืองชี้นำประชาชน ประการต่อมาคือ ชนชั้นนำในสังคม ใช้ข้ออ้าง ในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้ประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้งด้วย ขณะที่ประชาชนเอง ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป&amp;nbsp; แม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องรู้ทันการเมืองด้วย ประการต่อมา คือ เทคโนโลยี การแพร่กระจายของข่าวสาร รวมทั้งระบบอัลกอริธึ่มในการกลั่นกรองข้อมูลให้กับเรา โดยเฉพาะข้อมูลซ้ำๆ สิ่งสำคัญคือ นักการเมืองต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายตรงข้าม ในส่วนของชนชั้นนำนั้นคงเปลี่ยนแปลงยาก แต่ในส่วนของประชาชน นั้นต้องมีการกลั่นกรองข้อมูล รับฟังฝ่ายอื่น ในมุมที่กว้างขึ้น เพื่อให้รู้ว่าข้อมูลข่าวสารไม่ได้มีซีกเดียว ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น เราไม่สามารถไปแตะต้องได้ แต่เราสามารถรู้ทันมันได้

เขากล่าวต่อว่า เมื่อมีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่เห็นตรงข้ามก็จะบอกว่า ต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่ตนบอกเลยว่า หากจะแก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพื่อให้ระบบการเมืองอยู่บนฐานประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำให้คนกลุ่มนึงอยู่ในอำนาจต่อไป ทั้งที่อยู่มาแล้ว 5 ปี ประเด็นต่อมาคือ รัฐธณรมนูยต้องเอื้อให้ระบบราชการ สามารภทำงานได้โดยสะดวก หากรัฐธรรมนูญยังระบุให้เป็นการทำงานแบบเดิมๆ โดยที่ภาพราชการต้องคิด และทำด้วยนั้ ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจได้ โดยทุกภาคส่วน ทั้งจากรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ในสว่นของ ส.ว.นั้น หากเขาบอกว่าจะช่วยตรวจสอบถ่วงดุลนั้น ไม่ต้องไปเชื่อเขา เพราะล่าสุดวันแถลงนโยบายรัฐบาล พวกเขายังหารือกันอยู่เลย ว่าจะเชียร์รัฐบาลนี้อย่างไร ประการต่อมา คือ องค์กรอิสระ ที่ต้องหาบุคลากรดีๆเข้าไปทำงาน และประการสุดท้ายคือภาคประชาชน ในการร่วมกันกำกับดูแล

นายโคทม กล่าวว่า ในสถานการณ์แบบนี้ประเทศไทยมีแต่บอบช้ำ ซึ่งในช่วงที่ คสช.บอกว่าเราต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งยังทำได้ไม่ไกลนักแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราจะโตที่ 3% แต่เราก็เป็นที่สุดท้ายของอาเซียน ขณะที่ช่องว่างระหว่างรายได้ และการถือครองทรัพย์สินของคนจนและคนรวยก็ยังมากอยู่ดี หากเราไม่รวบรสวมทรัพยากรจากคนทุกชนชั้น มาร่วมขับเคลื่อน เราก็ยังคงติดขัดอยู่อย่างนี้ นอกจากนี้ยังมีกับดักทางการเมือง อย่างการตั้ง ส.ว. ที่ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจแทนปวงชนชาวไทย แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่การตัดสินจะมีคุณภาพ โดยไม่ติดกับชุดความคิดแบบราชการ ซึ่งการแบ่งขั้ว ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเสียประโยชน์ และผุ้ที่ได้ประโยชน์คือ ผู้ที่อยากจะคงสถานะอำนาจของตนไว้ ทั้งอำนาจการเมือง อำนาจการประกอบธุรกิจ และการควบคุมประชาชนผ่านระบบราชการ

นายโคทม กล่าวต่อว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีความงดงาม ตั้งแต่การเริ่มต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ก่อนอื่นต้องคิดกว้างๆก่อน นั่นคือ ตนอยากเห็นอำนาจจรัฐมาจากมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้า เพราะผมเชื่อว่า มนุษย์มีความดีเป็นพื้นฐาน และผมคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญจะช่วยปลูกฝังประชาธิปไตยที่มีปัญญาญาณ ช่วยสร้างสังคมเกื้อกูลกัน ส่งเสริมความคิดใหม่ๆ การแข่งขันเสรี ที่ไม่เอาเปรียบกัน โดยในช่วงเริ่มนั้นขอให้เป็นไปอย่างช้าๆ โดยมีอนุกรรมการสื่อสารกับสังคม ว่าชอบหรือไม่ชอบ ส่วนไหนในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่าง ขณะเดียวกันทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านต้องมีการหารือร่วมกันถึงประเด็นดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายธุรกิจและภาคประชาสังคม นั้นต้องมีส่วนร่วมที่พอดี ไม่ใช่การลากจูงไปในทางหนึ่งทางใด&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42683</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคอนาคตใหม่, กษิต ภิรมย์, การแก้รัฐธรรมนูญ, นายสมชัย  ศรีสุทธิยากร, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d46b77bcf5d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจง&#039;ธีระชัย&#039;วันเข้าคูหา ตามบทเฉพาะกาลรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผิดคิว! &amp;quot;ธีระชัย&amp;quot; ร่อนจดหมายถึง กกต. อ้างกำหนดวันเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญเพราะเกินไป 1 วัน พระราชกฤษฎีกาให้เลือกภายใน 60 วัน แต่ กกต.จัดในวันที่ 61 ขณะที่อดีต กรธ.-อดีต กกต.เฉลย เลือกตั้งหนแรกต้องทำตามบทเฉพาะกาลภายใน 150 วัน หลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 &amp;nbsp;ฉบับบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ตามที่ กกต.ได้ออกประกาศเรื่อง กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 ซึ่งข้อ 1.กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562 นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าอาจเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จึงขอเรียนแก่ท่าน ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 1.ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับวันเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 บัญญัติว่า &amp;#39;มาตรา 102 เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้งตามวรรคหนึ่งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา&amp;#39; และ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;มาตรา 103 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทําโดยพระราชกฤษฎีกาและให้กระทําได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกันภายในห้าวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกําหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุผลเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวผู้สมัครและการหาเสียงที่พอเพียง แต่ในเวลาเดียวกันมิให้เนิ่นนานเกินกว่าสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ไม่ว่ากระบวนการเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การแบ่งเขต และวิธีการจัดการเลือกตั้ง มิได้มีข้อบัญญัติใดเป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้ข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญ และถึงแม้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 268 จะบัญญัติให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว ก็เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติม มิใช่เงื่อนไขที่ยกเว้นการปฏิบัติตามข้อบัญญัติทั้งหลายในรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร ย่อมไม่มีเหตุการณ์สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 102 หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 103 นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยในฐานะเป็นผู้ถือรัฏฐาธิปัตย์ จึงเป็นผู้ใช้อำนาจเสนอให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 จึงย่อมมีฐานะเป็นพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 103 และการกำหนดวันเลือกตั้งก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 103 คือต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2.วันเลือกตั้งเป็นวันที่หกสิบเอ็ดนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ประกาศราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 23 มกราคม 2562 และบัญญัติว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;#39;มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเลือกตั้งซึ่งกำหนดเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562 จึงเกินกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ ซึ่งอาจจะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ข้าพเจ้าจึงขอแนะนำให้ท่านพิจารณาข้อมูลนี้โดยรอบคอบในการประกาศผลการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 24 มี.ค.62 เป็นไปตามบทเฉพาะกาล ส่วนมาตรา 102, 103 &amp;nbsp;เป็นบทถาวรใช้ในกรณีปกติ เมื่อสิ้นสุดอายุสภาผู้แทนราษฎรหรือมีการยุบสภา หมายถึงจากนี้ไปแล้วมีรัฐบาลใหม่ อยู่ครบวาระหรือเกิดการยุบสภาต้องปฏิบัติตามมาตรา 102, 103 กรณีเลือกตั้ง 24 มี.ค. เป็นไปตามบทเฉพาะกาล ซึ่งเป็นเหตุการณ์เงื่อนไขเฉพาะที่มาตรา 267, 268 เขียนเรียงไว้หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วให้ทำอะไรบ้าง ก็ให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;4 ฉบับแล้วเสร็จใช้บังคับ จึงเห็นว่าวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.ไม่ผิดอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายกตัวอย่างย้ำบทเฉพาะกาลคือใช้เฉพาะกาลไปก่อน เหมือนกับการสรรหา ส.ว.ที่แรกเริ่มใช้ตามบทเฉพาะกาลมี 250 คน แต่บทถาวรมี ส.ว. 200 คน เมื่อพ้นไป 5 ปีแล้วถึงใช้ ส.ว. 200 คน ไม่ได้แปลว่าบทเฉพาะกาลจะไปแย้งบทถาวรไม่ได้ เป็นการใช้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น การเลือกตั้งคราวนี้จึงเป็นไปตามมาตรา 268 ที่ให้เลือกตั้งแล้วเสร็จภายใน 150 วัน ไม่ใช่ไปแย้งกับมาตรา 102, &amp;nbsp;103
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งให้สัมภาษณ์ว่า เราต้องยึดบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่กำหนดให้จัดเลือกตั้งไม่เกิน 150 วันนับจากที่กฎหมายลูกจำนวน 4 ฉบับบังคับใช้ เพราะตามหลักกฎหมายบทเฉพาะกาลจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นจะกำหนดไว้ทำไมในมาตรา 268 ถ้าจะยึดบทหลัก มาตรา 103 ก็ไม่ต้องเขียนในบทเฉพาะกาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย ณ เชียงใหม่, ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb4a37db85c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โคทม&#039;ชี้นับวันเลือกตั้งต้องยึดบทเฉพาะกาล ม.268</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.62 - นายโคทม อารียา&amp;nbsp;ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์กรณีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุวันเลือกตั้งที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;มี.ค. ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp;103&amp;nbsp;ว่าด้วยการกำหนดวันเลือกตั้งต้องไม่น้อยกว่า&amp;nbsp;45วันแต่ไม่เกิน&amp;nbsp;60&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;ว่า เราต้องยึดบทเฉพาะกาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp;268&amp;nbsp;ที่กำหนดให้จัดเลือกตั้งไม่เกิน&amp;nbsp;150วันนับจากที่กฏหมายลูก จำนวน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ฉบับบังคับใช้ เพราะตามหลักกฏหมาย บทเฉพาะกาลจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นจะกำหนดไว้ทำไมในมาตรา&amp;nbsp;268&amp;nbsp; ถ้าจะยึดบทหลัก มาตรา&amp;nbsp;103&amp;nbsp;ก็ไม่ต้องเขียนในบทเฉพาะกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายโคทม ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการนับคะแนนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ว่า ไม่แน่ใจศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ แต่ถ้า กกต.ไม่มั่นใจในการทำงานแล้วส่งให้ศาล ก็เคารพ แต่บังเอิญตนชัดเจนว่าจะมีแค่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;พรรคเท่านั้นที่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะกฏหมายเขียนไว้ชัดเจน และหากจะอ้างว่าเพื่อความเป็นธรรมกับพรรคขนาดเล็ก ขอถามกลับว่าจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับพรรคที่ได้คะแนน&amp;nbsp;71,000&amp;nbsp;คะแนนเลยหรือ และ71,000&amp;nbsp;ก็มีความหมายมากกว่า ส่วนประเด็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายนั้น ไม่ทราบว่าเจตนารมณ์นี้เพื่ออะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33699</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล, เลือกตั้ง, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190415/image_big_5cb46595e38f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
