<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สมคิด’บี้รสก.เร่งลงทุน ‘สศช.’จ่อชงงบฟื้นฟูศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;สมคิด&amp;quot; งัดไม้แข็งบีบรัฐวิสาหกิจเร่งลงทุนโครงการ PPP ไม่ปลื้ม 10 โครงการล่าช้า สศช.จ่อเคาะงบฟื้นฟูเศรษฐกิจก้อนแรก 8 หมื่นล้าน ชง ครม. 8 ก.ค.นี้ คาดสร้างมูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบ 2 เท่า จ้างงานกว่า 4 แสนคน ขุนคลังรับคาดไว้อยู่แล้วโควิดทุบ ศก.ไทย หลัง IMF ประเมินต่ำสุดในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ดี กระทบกับเศรษฐกิจไทย แต่ส่วนที่ประเทศพึ่งพาได้คือการลงทุนในประเทศ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการ PPP แทบทุกโครงการมีความล่าช้าออกไป 6-10 เดือน ซึ่งได้กำชับกับนายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร. ให้สื่อความให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของโครงการลงทุนพยายามให้โครงการเดินหน้าต่อไปให้ได้ จะช้าไปบ้างไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ช้าขนาดเป็นปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการ PPP มี 2 ส่วน คือ โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอยู่แล้ว ให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้สั่งการให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เร่งการลงทุนของปีหน้าให้มาลงทุนภายในปีนี้ และปรับเปลี่ยนการลงทุนที่เน้นการจ้างงานให้มากขึ้น และอีกส่วนคือโครงการมีแผนเข้า PPP ตอนนี้ทั้งหมดขอหยุดโครงการหมด ได้ให้ สคร.ไปติดตามว่าหยุดโครงการเพราะอะไร มีเหตุผลหรือไม่ หากไม่มีเหตุผลไม่ให้ชะลอโครงการ หากชะลอโครงการหรือไม่ยอมลงทุนให้ยกเลิกโครงการไปเลย ให้ไปหาโครงการอื่นมาทดแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลต้องการเห็นโครงการลงทุน PPP ไม่ใช่แต่เรื่องโครงการโครงการสร้างพื้นฐานเท่านั้น ต้องการให้การลงทุน PPP ในโครงการด้านสังคม ด้านการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัยเพื่อคนชรา การท่องเที่ยว การเกษตร ในส่วนนี้มีความตื่นตัวน้อยเพราะไม่มีแรงจูงใจ ได้ให้ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปดูมาตรการจูงใจเพิ่มเติม และให้ สคร. ประชาสัมพันธ์ว่ารัฐบาลมีการร่วมลงทุนในลักษณะนี้ เพื่อให้เอกชนเสนอโครงการเข้ามา&amp;quot; นายสมคิดระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญวิทย์ นาคบุรี ที่ปรึกษาด้านการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า โครงการ PPP มีทั้งหมด 90 โครงการ มูลค่า 1.09 ล้านล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ 18 โครงการ มูลค่า 4.72 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีกว่า 10 โครงการที่ลงทุนล่าช้า ซึ่งนายสมคิดได้สั่งการให้ สคร.ติดตามใกล้ชิดหากการลงทุนไม่เป็นไปตามแผน ให้เชิญผู้บริหารเจ้าของโครงการมาร่วมประชุมเพื่อชี้แจงในครั้งหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า โครงการลงทุน PPP ล่าช้า เพราะผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 และการส่งวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศเพื่อก่อสร้างลงทุนไม่สามารถทำได้ เพราะมีการปิดประเทศ
ออก กม.ลูกไล่บี้ลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุมวันนี้ได้ออกกฎหมายลูก PPP เรื่องโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแม่ PPP ทั้งหมด ให้ปฏิบัติตามกฎหมายลูกที่จะออกมา ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ กิจการโครงการไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ให้เป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของโครงการ หรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงดำเนินการไปได้เลย และโครงการที่มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ให้เสนอ สคร.เพื่อเสนอให้คณะกรรมการ PPP พิจารณาว่าต้องดำเนินการตามกฎหมายแม่หรือไม่ หากไม่จำเป็นก็ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงดำเนินการไปได้เลย&amp;quot; ผู้อำนวยการ สคร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นเดือน พ.ค.2563 รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ยังคงสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการนำงานที่สามารถเบิกจ่ายได้มาทดแทนผลกระทบเหล่านี้ เช่น เงินเบิกจ่ายล่วงหน้าให้กับผู้รับจ้างหรือค่าทดแทนเพื่อชดเชยให้กับประชาชน ซึ่งช่วยผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์โรคโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลงทุน PPP ล่าช้าเพราะการระบาดของโควิด-19 ไม่ได้มาจากปัญหาเกียร์ว่างของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งเศรษฐกิจต้องการลงทุนและการบริโภคในประเทศ เพราะการส่งออกวันนี้ช่วยเศรษฐกิจไม่ได้ คลังจะต้องเร่งประสานหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อเร่งการลงทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังยังกล่าวถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัว -7.7% ต่ำที่สุดในเอเชีย เนื่องจากผลกระทบจากโควิด -19 ว่าเศรษฐกิจถูกกระทบ เป็นสิ่งที่คาดไว้แล้ว ทุกอย่างที่คลังทำก็มุ่งหวังว่าจะช่วยกันประคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ส่วนมากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นกับว่าทำแล้วสามารถเข้าเป้า ตรงเป้าแค่ไหน ยังลำบากที่จะบอกวันนี้ว่า ที่คลังทำไปแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ร้อยละเท่าไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะบอกว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ขนาดไหน ในตอนนี้คงไม่ใช่ เพราะเหตุการณ์โควิดยังพูดไม่ได้ว่าจะไปแค่ไหน อย่างไร แต่ที่พูดได้คือ คลังจะต้องทำในสิ่งที่มีความจำเป็น และตอบโจทย์ประชาชน ผู้ประกอบการตอนนี้&amp;quot; นายอุตตมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากนี้ จะมุ่งเน้นการฟื้นฟูในพื้นที่เป็นหลัก ในระดับชุมชน เพราะการจ้างงานสำคัญมาก มองไปในอนาคตอีก 6 เดือน ต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ เศรษฐกิจหลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร ก็เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน การปรับตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายเล็ก ทั้งนี้ คลังจะมีมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะไปสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดูว่าจะมีมาตรการออกมาช่วยการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงข่าวชี้แจงความก้าวหน้าการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 จากจำนวนข้อเสนอโครงการแผนงาน รวมทั้งสิ้นกว่า 46,429 โครงการ เป็นเงินกว่า 1.456 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวว่า ล่าสุดได้พิจารณารอบแรกเสร็จโดยมีข้อเสนอโครงการที่ผ่านการพิจารณา 213 โครงการ รวมวงเงินประมาณ 101,482.28 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 แผนงาน คือ แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก 58,069.70 ล้านบาท แผนงานสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน 20,989.81 ล้านบาท และแผนงานกระตุ้นอุปโภคบริโภค และการกระตุ้นการท่องเที่ยว วงเงิน 22,422.77 ล้านบาท
ฟื้นศก.ล็อตแรก8หมื่นล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทาง สศช.และคณะอนุกรรมการจะพิจารณากลั่นกรองพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าวงเงินจะลดลงเหลือประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท จากนั้นจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ค.นี้ ส่วนโครงการชุดที่ 2-3 จะดำเนินการนำเสนอ ครม.เดือน ส.ค.และ ก.ย. ต่อไปตามลำดับ โครงการที่ผ่านมาการพิจารณาชุดแรกนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดผลต่อระบบเศรษฐกิจเกิดมูลค่าผลผลิตใหม่อย่างน้อยเกือบๆ 2 เท่า จ้างงานประมาณ 410,415 คน สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน/ตำบล 79,604 หมู่บ้าน 3,000 ตำบล
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการ สศช. กล่าวถึงโครงการที่ไม่ผ่านการพิจารณาของ สศช.ว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการที่เสนอมาบางอันแม้ชื่อโครงการดูดี แต่รายละเอียดเมื่อพิจารณากลับพบว่าไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือสร้างอาชีพ และบางโครงการเงินที่จ่ายออกไปผู้ได้รับเงินคือ กิจการเอกชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กล่าวถึงกรณีที่มีปัญหาความขัดแย้งกับกรรมาธิการฝ่ายค้านระหว่างการประชุมว่า แม้ในการประชุมจะมีลักษณะที่เหมือนขัดแย้งกันบ้างก็เป็นปกติในการประชุมกรรมาธิการ แต่กรรมาธิการบางคนสำคัญตนผิด คิดว่าใช้การกดดันวอล์กเอาต์ และประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ กมธ.มีปัญหา แต่ปรากฏว่าไม่ทำตามอย่างที่พูดยังมาประชุมอยู่ นอกจากนี้จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น เพราะ กมธ.ชุดนี้มีหน้าที่แค่ศึกษาตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้วก็ให้ข้อเสนอแนะกลับไป พร้อมติดตามโครงการว่าโปร่งใสหรือไม่เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ทางเลือก..ทางรอด ประเทศไทย ยุคโควิด-19&amp;rdquo; โดยส่วนใหญ่ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขได้จะต้องเน้นสร้างงาน สร้างอาชีพ รองลงมาคือ อยากให้มีการพักหนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของประชาชนให้มากขึ้น&amp;nbsp; มีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจนถึงระดับรากหญ้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ภาควิชการประชาสัมพันธ์ นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการสำรวจความนิยมความคิดเห็นของประชาชนต่อตัวเลือกหรือทางออกของสภาพคล่องทางการเงิน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.5 ต้องพึ่งพาหาสภาพคล่องจากเงินกู้ในระบบ รองลงมาคือ ร้อยละ 21.2 ต้องพึ่งพาหาสภาพคล่องจากทั้งเงินกู้ในระบบและนอกระบบ ส่วนแหล่งในการเลือกใช้บริการคือโรงรับจำนำอีซี่ มันนี่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69823</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การลงทุนในประเทศ, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, สถานการณ์เศรษฐกิจโลก, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการ PPP, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200626/image_big_5ef5f8240389f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
