<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาข้าวพุ่ง พาณิชย์เบรกจ่ายเงินประกันรายได้งวดที่ 23</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2563 ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้พิจารณาการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง โดยมีมติไม่จ่ายเงินส่วนต่างงวดที่ 23 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่แจ้งเก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 5-11 เม.ย.2563 เพราะราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นเกินไปกว่าราคาประกันรายได้ทุกชนิด ทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายส่วนต่างในงวดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่ได้มีการคำนวณราคาอ้างอิง เพราะสิ้นสุดฤดูกาลไปแล้ว แต่ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาอ้างอิงอยู่ที่ตันละ 14,935.33 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,181.71 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,392.65 บาท และข้าวเปลือกเหนียวตันละ 17,097.69 บาท ซึ่งทุกชนิดราคาสูงกว่าราคาที่รัฐบาลประกันรายได้เอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มคิกออฟโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2562 เป็นต้นมา โดยข้าวที่มีการจ่ายชดเชยมาโดยตลอด ก็คือ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกหอมปทุมธานี จ่ายมาจนถึงงวดที่ 22 แต่พองวดที่ 23 ไม่มีการจ่ายแล้ว เพราะราคาข้าวปรับตัวขึ้นเร็วมาก โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ที่เพิ่มขึ้นเกินตันละ 1 หมื่นบาท ถือเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งที่ราคาข้าวขึ้นมาถึงขนาดนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น มาจากความต้องการข้าวเพิ่มขึ้น ทั้งจากการบริโภคในประเทศ ที่เพิ่มขึ้นจากการที่ประชาชนต้องกักตัวอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาจากความต้องการข้าวเพื่อส่งออก หลังจากที่ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญ เช่น เวียดนาม ได้ห้ามส่งออกข้าว อินเดียระงับคำสั่งซื้อใหม่ ทำให้คำสั่งซื้อข้าววิ่งมายังไทยมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้ผู้ส่งออกเร่งซื้อข้าวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้มีการติดตามสถานการณ์ข้าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ในราคาดี และให้ติดตามสถานการณ์ข้าวสารบรรจุถุงสำหรับการบริโภคให้มีเพียงพอต่อความต้องการ และดูด้านการส่งออกข้าวควบคู่ไปด้วย โดยให้บริหารจัดการให้เกิดความสมดุลที่สุด ทั้งการบริโภคและการส่งออกท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกันรายได้ข้าวเปลือกจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท ครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน แต่ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนขั้นสูงของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของข้าวชนิดที่กำหนดไว้สูงสุด โดยผลการจ่ายเงินส่วนต่างที่ผ่านมา รวม 23 งวด ได้จ่ายเงินชดเชยรายได้ไปแล้วประมาณ 19,368 ล้านบาท คิดเป็น 92.4% ของวงเงินประกันรายได้ทั้งหมด 20,940.84 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62977</URL_LINK>
                <HASHTAG>โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4265870b6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เคาะส่วนต่างประกันรายได้เกษตรกรปลูกข้าวงวด8 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62-นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;กล่าวว่า นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว รายงานเอกสารถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ว่าสถานการณ์ราคาข้าวในรอบปัจจุบันนี้ &amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4 ชนิดได้รับเงินชดเชยส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร &amp;nbsp;โดยมีเพียงข้าวเปลือกเหนียวไม่ได้เหมือนเดิมเพราะรบคาตลาดสูงกว่าราคาประกันรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2562 คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง โดยมีมติให้จ่ายเงินส่วนต่างงวดที่ 8 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวน 4 ชนิด คือ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ส่วนข้าวเปลือกเหนียว ไม่จ่ายชดเชยส่วนต่าง เพราะราคายังสูงกว่าราคาประกัน ตัวเอกสารนี้เป็นประกาศให้สาธารณะชนทราบโดยทั่วกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการชดเชยส่วนต่าง เกษตรกรที่แจ้งเก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 22-28 ธ.ค.2562 จะได้รับการชดเชย โดยมีรายละเอียด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ราคาตลาดเฉลี่ยตันละ 7,772 บาท ได้รับส่วนต่างตันละ 2,227 บาท , ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาตลาดตันละ 9,516 ได้รับส่วนต่างตันละ 1,483 บาท , ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตลาดตันละ 14,628 ได้รับชดเชยตันละ 371 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาตลาดตันละ 13,734 บาท ได้รับชดเชยตันละ 265 บาท โดยผลจากการคำนวณส่วนต่างงวดที่ 8 นี้จะทำให้ เกษตรกรบางรายได้รับเงินชดเชยสูงสุด คือ ข้าวเปลือกเจ้า จะได้รับเงินสูงสุด รวม 66,836 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมได้เงินสูงสุด รวม 37,087 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ได้เงินสูงสุด รวม 5,198 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ได้เงินสูงสุด รวม 4,243 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการประกันรายได้เกษตรกรได้รับคำชื่นชมจากประชาชนโดยการสำรวจจากโพลต่างๆว่าเป็นนโยบายที่สามารถทำให้เกิดรูปธรรมได้เร็วที่สุด &amp;nbsp;เพราะนายจรินทร์สามารถผลักดันตั้งแต่เป็นนโยบายในการร่วมรัฐบาลและลงมือทำจนเกิดผลเป็นรูปธรรมเสริมเศรษฐกิจฐานรากโดยการโอนเงินส่วนต่างให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงด้วยบัญชีธนาคารของเกษตรกรโดยตรง ขณะนี้ดำเนินการครบทั้ง 5 ชนิดพืชที่อยู่ในโครงการและยังเดินหน้าต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกันรายได้ข้าวเปลือกจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท ครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน แต่ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนขั้นสูงของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของข้าวชนิดที่กำหนดไว้สูงสุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางมัลลิกา กล่าวว่า ในปี 2563 รัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกร &amp;nbsp;ทั้งข้าว ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด &amp;nbsp;ร่วมกับมาตรการเสริมเพื่อผลักดันราคาผลเกษตรกรให้สูงขึ้นและจะทำให้จำนวนงบประมาณที่ต้องใช้สำหรับโครงการนี้ลดลง &amp;nbsp;และขณะนี้นายจุรินทร์ยังมีแผนเดินหน้าการผลักดันตัวเลขการส่งออกโดยเฉพาะพืชผลการเกษตรในปี 2563 ไปทั่วโลกและวางแผนด้านมาตรการเสริมสำหรับการช่วยเหลือพืชผักผลไม้ชนิดอื่นๆนอกเหนือจากโครงการประกันรายได้อย่างเต็มที่ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53433</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รมว.พาณิชย์, โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e0716be44b13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวนาเฮ พาณิชย์คิกออฟจ่ายเงินประกันรายได้ชาวนาผู้ปลูกข้าววันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 ต.ค.2562 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 งวดที่ 1 ประจำวันที่ 15 ต.ค.2562 เพื่อชดเชยส่วนต่างให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสำหรับผู้ที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 16 ต.ค.2562 แล้ว โดยจะมีการจ่ายชดเชยรายได้ให้กับข้าวเปลือก 2 ชนิด คือ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 2,469.64 บาท และข้าวเปลือกหอมปทุมธานีตันละ 783.45 บาท ส่วนอีก 3 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ และข้าวเปลือกเหนียว ไม่ชดเชย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับราคาตลาดอ้างอิงที่นำมาใช้ในการคำนวณเพื่อจ่ายส่วนต่างประกันรายได้ ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 16,723.09 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 15,651.05 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 7,530.369 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 10,216.55 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 18,926.86 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกันรายได้ข้าวเปลือกจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท ครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน แต่ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิด จะได้สิทธิไม่เกินจำนวนขั้นสูงของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของข้าวชนิดที่กำหนดไว้สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัยกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอีก 3 ชนิด ที่ไม่ได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้ ต้องบอกว่าเป็นข่าวดี เพราะสามารถขายข้าวได้ราคาดีกว่าราคาประกัน ทำให้ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย และยังไม่ถูกจำกัดโควตาที่จะได้รับตามที่โครงการกำหนดไว้ อย่างข้าวเปลือกหอมมะลิ กำหนดไว้ 14 ตันต่อครัวเรือน เกินกว่านี้ก็ไม่ได้ แต่ตอนนี้ ราคาตลาดสูงกว่าราคาประกัน ปลูกได้กี่ตัน ก็ขายได้ราคาตลาดทั้งหมด ถือว่ามีรายได้เต็ม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15 ต.ค.2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะลงพื้นที่ชี้แจงและมอบนโยบายโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจะคิกออฟการจ่ายเงินประกันรายได้ชาวนาด้วย ซึ่งถือเป็นการจ่ายเงินงวดแรกสำหรับการประกันรายได้ข้าว โดยข้าวเปลือกเจ้าเกษตรกรจะได้ส่วนต่างคิดเป็นเงิน 74,089.20 บาท (2,469.64 คูณ 30 ตัน) และข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 19,586.25 บาท (783.45 คูณ 25 ตัน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48059</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิชัย โภชนกิจ, โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171222/5a3c72e6bf7a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
