<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด&#039;ไล่บี้ กสอ.ปั้นปั้นนักธุรกิจแสนราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ. 2563 นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ในการร่วมประชุมและติดตามโครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาปักษ์ใต้ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ร่วมกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อเร็วๆนี้ นายสมคิดได้เน้นย้ำนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดกลไกการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม โดยสั่งการให้กสอ.เร่งดำเนินการเรื่องด่วน 3 ด้าน คือ 1.การสร้างนักธุรกิจเกษตร 100,000 ราย ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) 2.การสร้างระบบนิเวศเครื่องจักรกลการเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปผลิตผลเกษตร และ 3.การจัดตั้งกองส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของ กสอ.ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายใน 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กสอ.อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างภายในองค์กร โดยกำลังจัดตั้งกองส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานภายในขึ้น เพื่อรองรับภารกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกการส่งเสริมและสร้างนักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างระบบนิเวศเครื่องจักรกลการเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปผลิตผลเกษตรด้วยการนำระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้&amp;quot;นายณัฐพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กสอ.จะเร่งดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง อาทิ การส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร โดยเฉพาะเครื่องมือในการแปรรูปทางการเกษตร นวัตกรรมในการยืดอายุผลผลิต รวมทั้งการส่งเสริมการตลาด การทำงานแบบบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง กสอ. สถาบันการเงิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมเกษตรกรเอสเอ็มอี และการท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน โดยรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กสอ. ได้จัดโครงการ Genius The Idol(จีเนียส ดิ ไอดอล) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นปั้นผู้ประกอบการเกษตรอัจฉริยะ โดยทุ่มงบประมาณกว่า 96 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรม ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และมาตรฐาน ให้กับเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งสอดรับกับข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กสอ.ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้ประกาศนโยบายการดำเนินงานของ กสอ.ในปี 2563 ตามแนวทาง &amp;ldquo;ปั้น ปรุง เปลี่ยน เอสเอ็มอี ให้ดีพร้อม (DIProm)&amp;rdquo; เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องตามข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งเรื่องการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมเป็นนโยบายสำคัญที่ กสอ. ต้องเร่งขับเคลื่อนและทำให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56432</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.), ณัฐพล รังสิตพล, ปั้นนักธุรกิจหน้าใหม่, โครงการประชารัฐสร้างไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลจุดพลุโครงการ &#039;ประชารัฐสร้างไทย&#039; ยกระดับผู้มีรายได้น้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค.256 2 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานมอบนโยบายและเปิดโครงการประชารัฐสร้างไทย พัฒนาล้านนา ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)กองทุนหมู่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมคิด กล่าวว่า การเปิดโครงการประชารัฐสร้างไทย เป็นความร่วมมือของหน่วยงานรัฐต่างๆ เข้ามาดำเนินการร่วมกัน เพื่อต้องการช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและขจัดความยากจน เพราะจะส่งเสริมทั้งภาคการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้า และการพัฒนาด้านการเกษตรทั้งระบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยที่ยังไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้พ้นความยากจนได้ รัฐบาลก็ยังจำเป็นที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป โดยกระทรวงการคลังจะจัดทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะต่อไปออกมา ซึ่งเบื้องต้นจะมีการออกประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ เพื่อช่วยดูแลกรณีเจ็บป่วย ไม่สบาย ไม่สามารถทำงานได้ ทางประกันภัยเหล่านี้จะเข้าไปคุ้มครองความช่วยเหลือด้านรายได้ให้ ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เงินงบประมาณไม่มาก และรัฐบาลก็พร้อมดำเนินการ ขณะเดียวกันยังจะมีการเพิ่มสิทธิ์ประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรูปแบบอื่นอีกหลายส่วนอย่างต่อเนื่องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีบางฝ่ายชอบบอกว่ารัฐบาลเอื้อคนรวย แต่ถ้ามาดูสิ่งที่เรากำลังทำ ก็จะเห็นว่าไม่ใช่แบบนั้น รัฐบาลมีหลายโครงการที่มาช่วยดูแล และยกระดับคนจน เช่นเรื่องประชารัฐสร้างไทย ที่จะเป็นโมเดลต้นแบบที่จะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน หรือหากใครยังพัฒนาตัวเองไมได้ ก็จะมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปช่วยเหลืออีก&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนการพัฒนาชุมชนไว้หลายรูปแบบ ทั้งการสร้างอาชีพ สร้างตลาด และสร้างโอกาส โดยขณะนี้ธ.ก.ส.และออมสินมีแหล่งเงินทุนเตรียมไว้สำหรับเรื่องดังกล่าวแล้วกว่า 400,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นทั้งการพัฒนาด้านการเกษตร ท่องเที่ยว เอสเอ็มอี และสินค้านวัตกรรมต่างๆ โดยหลังจากนี้จะขยายโครงการไปยังภูมิภาคอื่นต่อไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินได้มีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ด้านอาชีพเพื่อแนะนำและให้คำปรึกษาการเลือกอาชีพ โดยร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำตัวอย่างของอาชีพที่ประสบความสำเร็จที่ฝึกอบรมและเรียนรู้ในระยะสั้น ทั้งช่างประชารัฐ ช่างอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างเอนกประสงค์ และได้จัดพื้นที่สำหรับค้าขายจำนวนไม่น้อยกว่า 200 ร้านค้า ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นลูกค้าธนาคารออมสิน หน่วยงานพันธมิตร และภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย รวมถึง บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ เครือเบทาโกร และ Airbnb ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบนั้น ธนาคารได้เตรียมสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการประชารัฐสร้างไทย เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย และผู้มีรายได้น้อย ได้นำเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ โดยใช้บุคคล หรือ บสย. เป็นหลักประกัน มีวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.50% ต่อเดือน (Flat Rate) ระยะผ่อนชำระเกิน 5 ปี (60 งวด) สามารถยื่นเรื่องขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 ซึ่งทั้งหมดจะมีศูนย์ยกระดับคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจฐานราก 17 ศูนย์ของธนาคารออมสิน ที่ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือ จะให้การสนับสนุนทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ การให้คำปรึกษาทางการเงิน และเป็นแหล่งข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนด้วย รวมถึงเป็นศูนย์พัฒนาอาชีพด้วย โดยคาดว่าปีหน้าจะขยายเป็น 100 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในด้านต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะแรก โครงการประชารัฐสร้างไทยจะมีการพัฒนาพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือในกลุ่มล้านนา ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮอ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน ซึ่งล่าสุดได้มีเปิดตลาดน้ำ &amp;ldquo;กาดฮิมน้ำ@สันทราย&amp;rdquo; ที่อำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ อีกทั้งยังมีการเปิดปั้มปตท.โฉมใหม่ หรือ โครงการไทยเด็ด ที่ให้ปั้มปตท.เป็นศูนย์กลางในการจัดจำหน่ายสินค้าของชุมชน ทั้งค้าปลีกหรือแหล่งกระจายสินค้า และในระยะต่อไป จะเข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าด้วยการนำนวัตกรรมการผลิตเข้าไปส่งเสริมชุมชนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องธนาคารชุมชนนั้น หลังจากที่พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ได้ร่วมกันลงไปสำรวจความพร้อมของกองทุนหมู่บ้าน และสหกรณ์ชุมชน พบว่าเบื้องต้นมีประมาณ 570 แห่ง พร้อมนำร่องเปิดธนาคารชุมชนได้ทันที &amp;nbsp;โดยแบ่งเป็นธนาคารชุมชนที่ออมสินให้การดูแล 340 แห่ง และจากธ.ก.ส.อีก 230 แห่ง ซึ่งทั้ง 2 ธนาคารจะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ การใช้เทคโนโลยีการให้บริการทางการเงินกับกองทุนหมู่บ้าน และสหกรณ์ชุมชนดังกล่าว ทั้งการปล่อยสินเชื่อ การทำบัญชีต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ธนาคารจะเสนอขอนำเงินจากกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(SFIF) จำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท เข้ามาพัฒนาระบบคอลแบงก์กิ้ง สำหรับรองรับการให้บริการของธนาคารชุมชนโดยตรงต่อนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องจากแผนพัฒนาธนาคารชุมชนในอนาคตจะมีขยายไปยังชุมชนกว่า 10,000 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการดูแลเงินหมุนเวียนกว่า 10,000 ล้านบาทด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องขยายระบบเพื่อรองรับให้พร้อมที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงนำร่อง ยังสามารถใช้ระบบคอลแบงก์กิ้งชั่วคราวของธนาคารก่อนได้ แต่ในอนาคตหากมีเครือข่ายธนาคารชุมชนมากขึ้น ก็ต้องขยายระบบ เชื่อว่ากองทุนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะมีเงินเพียงพอ เพราะจะมีเข้ากองทุนทุกปี ปีละ 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นเงินของธนาคารออมสินเข้าไปถึง 5,000 ล้านบาท ดังนั้นถือว่าเพียงพอ แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดโครงการอีกครั้ง ใช้เวลา 2-3 เดือนในการทำ&amp;rdquo;นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49237</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยผู้มีรายได้น้อย, โครงการประชารัฐสร้างไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dba54c52d1a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
