<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2019 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บ้านเมืองกลาง’ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำบนดอย   ผลสำเร็จเดินตามรอย &quot;พ่อหลวง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลำเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตรที่บ้านเมืองกลาง&amp;nbsp;มีจุดแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาเกษตรกรอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนไทยมาตลอด ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ จึงมีพระราชดำริเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า และเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เห็นตลอดรัชกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน (สสน.) จึงได้ตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาปรับใช้ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งงานอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำและการผลิตที่ไม่ยั่งยืนจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ กระจายทุกภูมิภาครวม 22 แห่ง โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลำดับล่าสุด ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่สามารถจัดสรรน้ำจนเกิดความมั่นคงตลอดปี แถมเผื่อแผ่ไปถึงชุมชนใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฝายแม่หาด แหล่งเก็บกักน้ำชุมชนจัดสรรน้ำใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3.8 พันไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์ของที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งผู้คนมาเรียนรู้ดูงานจะต้องมาเรียนรู้จากพื้นที่จริง 4 จุด คือจุดที่&amp;nbsp; 1 ฝายแม่หาด ผันน้ำเลี้ยงชีวิต จุดที่ 2 แต ต๊าง แบ่งน้ำเท่าเทียม จุดที่ 3 น้ำลอด น้ำล้น กระจายน้ำ และจุดที่ 4 วิถีเกษตรชุมชน ที่เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ บนความยั่งยืน ทุกจุดอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรายล้อมด้วยขุนเขาเขียวชอุ่มและน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางดอยที่มีชีวิตและแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องน้ำอย่างแท้จริง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำ ชุมชนบ้านเมืองกลางเป็นชุมชนที่มีรากฐานจัดการน้ำที่เข้มแข็งพอสมควร โดยมีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน 300 ปี เป็นพื้นฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของคน และเรื่องการจัดสรรน้ำจากเหมืองฝาย ระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำกับปลายน้ำ ทำให้ในปี 2554 สสน.ได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยน้อมนำแนวทางบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริ ในหลวง ร.9 มาให้แกนนำชุมชนดำเนินการ เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนจากแนวพระราชดำริ ต.บ้านหลวงขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาความไม่ลงตัวการจัดสรรน้ำ พร้อมกับมีการพัฒนาโครงสร้างท่อน้ำลอดน้ำล้น เสริมหลักทางวิศวกรรมท่อส่งน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การจัดการน้ำมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นาขั้นบันไดออกรวงพร้อมเก็บเกี่ยว ผลผลิตดีจากการวางแผนจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากการดำเนินการตามแนวพระราชดำริเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายจัดการน้ำในชุมชนขับเคลื่อนแนวทาง แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนต้นน้ำปลายน้ำได้สำเร็จ ในปีต่อมา สสน.จึงได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการนำภาพถ่ายดาวเทียม จีพีเอส จีไอเอส จัดทำแผนที่ ผังน้ำ วางแผนพัฒนาร่วมกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษของชุมชน ทำให้การจัดการน้ำของที่นี่มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนในปี 2556&amp;nbsp; ชุมชนบ้านเมืองกลางได้กลายเป็นชุมชนตัวอย่างของการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นแบบอย่างขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง จากผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี 2562 ทางมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน.เลือกชุมชนบ้านกลางให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดการน้ำตามธรรมชาติลำดับล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า บ้านเมืองกลางมีการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมากว่า 300 ปี จนเกิดผลสำเร็จพื้นที่ ใช้ภูมิปัญญาขุดเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตร ผันน้ำจากน้ำตกแม่กลางเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งทำเกษตร โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาต่อยอดควบคู่กับการพัฒนาคน จากการสำรวจพื้นที่พบปัญหาดินบาง ปลูกลำไยไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงสนับสนุนนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในพื้นที่ ทั้งดาวเทียม จีพีเอส และจีไอเอส ประยุกต์นำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาปรับใช้พัฒนาระบบเหมืองฝาย จุดแบ่งน้ำ ส่งน้ำ รวมถึงออกแบบท่อน้ำลอดน้ำล้น ให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนให้สมดุล เมื่อเกิดความมั่นคงด้านน้ำ มีการวางแผนเพาะปลูกสอดคล้องกับน้ำต้นทุน ได้เสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลายเป็นแนวทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; ช่วยลดรายจ่ายทั้งปี อีกทั้งมีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรไร้สารเคมี กลุ่มเกษตกรผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำจอมทอง มีกองทุนและออมทรัพย์ ทำให้รายได้อยู่ในระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ผลดีจากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริที่ชัดเจน ปีนี้ฝนภาคเหนือ 670 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่พื้นที่นี้น้ำอุดมสมบูรณ์ วันนี้เห็นทุ่งรวงทองเป็นนาขั้นบันไดได้ทั้งปี และสามารถแบ่งปันน้ำให้กับชุมชนอื่น ภัยแล้งปี 2558 ฝนแล้ง ปี 2559 บ้านแม่กลองจัดสรรน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานด้วย ปีนี้การันตีได้เลยว่า ที่นี่ไม่เจอภัยแล้งแน่นอน ส่วนปัญหาโลกร้อนที่นี่จะกระทบน้อยมาก เพราะป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น พืชสวนดี ส่งผลเสถียรภาพอุณหภูมิในพื้นที่ดี ไม่หวือหวา โอกาสเกิดพายุไม่มี หากพื้นที่อื่นๆ มาเรียนรู้และนำแนวทางจัดการน้ำมาปรับใช้ จะไม่มีไฟไหม้ป่า ป่าไม้ดี ชุมชนเข้มแข็ง และคนหนุ่มสาวเรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิดไม่อยู่ในเมือง ความรู้สมัยใหม่ได้เชื่อมต่อกับบรรพบุรุษ&amp;rdquo; ดร.รอยล ตอกย้ำผลสำเร็จชุมชนอยู่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า ในหลวง ร.9 ทรงรับสั่งชุมชนที่จัดการน้ำที่ดี ควรยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นตัวอย่างของการทำมาหากิน สร้างงานสร้างรายได้ ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้สามารถเดินลงแปลงเกษตร ชมแปลงนา เข้ามาที่เหมือง ได้เห็นของจริง พิพิภัณฑ์ธรรมชาตินี้เปิดเป็นแห่งที่ 22 เพราะมีผลงานโดดเด่น ต่างประเทศสนใจมาศึกษาดูงาน และมีแผนจะขยายในทุกๆ พื้นที่ เพราะมีชุมชนที่โดดเด่น มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ภาคอีสานก็ประสบผลสำเร็จมาก คาดว่าปีหน้าจะเปิดอีก 2-3 แห่ง ตนเห็นว่าการเปลี่ยนจากสังคมที่กำลังพัฒนาสู่สังคมพัฒนาแล้วเป็นการทำงานแบบคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ภาพการจัดการน้ำปัจจุบัน ไม่หยุดที่น้ำ แต่จัดการป่า ดิน เกษตร และการตลาด ผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มาตรฐานสากลส่งขายไปทั่วโลกโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำท้องถิ่น ประสิทธิ์ พรมยาโน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ได้พาชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติฯ ขึ้นเขาลงดอยครบทั้ง 4 จุด ฉายภาพก่อนและหลังการจัดการน้ำชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ประสิทธิ บอกว่า 300 ปีก่อนบรรพบุรุษขุดเหมืองเลาะเชิงดอยยาว 9,800 เมตร&amp;nbsp; ใช้แต คือ จุดแบ่งน้ำจากลำเหมืองแม่หาดเข้าลำเหมืองซอย จากนั้นใช้ต๊าง แบ่งน้ำเข้าที่สวนที่นา โดยมีแก่เหมือง แก่ฝายจัดสรรน้ำ ด้านบนมีเหมืองแม่หาดสร้างไว้ 150 ปี เป็นฝายตามภูมิปัญญา ชำรุดบ่อย ทำให้น้ำไปพื้นที่เกษตรตอนล่างไม่มีประสิทธิภาพ ฤดูแล้งขาดแหล่งเก็บน้ำ น้ำไม่พอปลูกพืช หลังจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาทำแผนที่ ผังน้ำ ปรับปรุงซ่อมลำเหมืองอย่างถูกวิธี ช่วยคุมการผันน้ำและไหลของน้ำเข้าเหมืองได้ดีขึ้น รวมถึงสมาชิกจะช่วยกันลอกเหมือง 2 ครั้งต่อปี ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ มีการบริหารจัดการร่วมกันทั้งแก่เหมือง แก่ฝาย ผู้นำชุมชน อบต. เทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศึกษาดูงานน้ำลอด น้ำล้น การกระจาย จุดที่ 3 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เดิมเหมืองส่งน้ำเป็นแบบชั่วคราว จะนำกระสอบทรายมากั้น เสียหายต้องซ่อมทุกปี ปี 2556 เกิดรูปแบบจัดการน้ำใช้ท่อลอดสี่เหลี่ยมส่งน้ำและบานระบายน้ำแทน ใช้หลักการนำน้ำลำเหมืองอยู่ใต้ลำห้วย เวลาน้ำห้วยหลากจะล้นข้ามฝายไป ช่วยลดตะกอนไหลสู่ลำเหมือง คุณภาพน้ำจะดี บานระบายน้ำยังช่วยแบ่งน้ำช่วงน้ำมาก ฤดูแล้งจะกระจายน้ำให้ฝายที่ขาดน้ำได้ด้วย ส่วนการจัดการเหมืองฝายจัดสรรน้ำเป็นรอบเวร ใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3,800 ไร่ ฤดูฝนปล่อยน้ำตามลำเหมืองโดยธรรมชาติ ฤดูแล้งประชุม วางแผน กำหนดวันเพื่อแบ่งน้ำให้ต้นน้ำ ปลายน้ำอย่างเท่าเทียม ถ้าลักลอบเปิดแตจะมีค่าปรับ แต่สมาชิกก็เคารพกฎ บ้านเมืองกลางสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนมาศึกษา &amp;quot; ประสิทธิ์ กล่าววันนี้จัดการน้ำเป็นระบบและทุกคนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชนบนความยั่งยืนที่ฟาร์มอำเภอใจกับนิติ เที่ยงจันตา เกษตรกรรุ่นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน บนความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ ครั้งนี้ ได้เยี่ยมชมฟาร์มอำเภอใจ ที่มีนิติ เที่ยงจันตา ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่วัย 32 ปี เปลี่ยนนาข้าวและสวนลำไยให้กลายเป็นเกษตรผสมสาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน นิติ ในฐานะผู้ประสานงานสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) พาชมฟาร์มจนทั่ว พร้อมกับบอกว่า ครอบครัวทำเกษตร หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้และเข้าทำงานที่โครงการพระราชดำริ 3 ปี ได้เรียนรู้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ร.9 มากขึ้น ก็กลับมาทำเกษตรและปศุสัตว์ เริ่มจากเลี้ยงไก่ประดู่หางดำในระบบธรรมชาติ เป็นไก่พื้นเมือง&amp;nbsp; ต่อมาเพาะพันธุ์ลูกไก่ขาย และเพาะปลูกพืชผักที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนปลาก็เลี้ยงหน้าร้อนกับหน้าฝน ผักส่งขายตลาดชุมชม ทำให้มีรายได้ตลอดปี ฟาร์มอำเภอใจครบ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จอมทอง จำนวน 28 ราย เพาะลูกไก่ขายให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเลี้ยงขุน 2,500 ตัวต่ออาทิตย์ ตนได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเลี้ยงไก่อย่างยั่งยืนจาก ม.แม่โจ้ และ สกว. การเลี้ยงได้มาตรฐาน ปัจจุบันจำหน่ายให้เบทาโกรร้อยละ 60 ราคาดี ที่สำคัญตลาดต้องการเพราะไก่มีคุณภาพ เนื้อมีรสสัมผัสที่ดี กรดยูริกน้อย ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่สารเร่ง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะลดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในการทำฟาร์มอำเภอใจได้ประโยชน์จากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำบ้านเมืองกลาง&amp;nbsp; เพราะทำให้เราสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ตลอดปี&amp;nbsp; มีน้ำเพียงพอปลูกผัก สระในฟาร์มที่ขุดเก็กกับน้ำก็ได้นำใช้จากลำเหมืองด้านบน มีแท็งก์เก็บน้ำ เป็นการเตรียมพร้อมกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงด้วย เดี๋ยวนี้แล้งถี่ขึ้น คิดว่า วิถีที่เลือกเดินมาถูกทางแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่จบมาอยากเป็นเกษตรกร ผมมีแผนจะขยายฟาร์ม ตลาดไก่พื้นเมืองเติบโตดี มีอนาคตไกล&amp;quot; นิติ เจ้าของฟาร์มอำเภอใจ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมโรงฟักไข่ อีกผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกร เมื่อสามารถวางแผนใช้น้ำดำรงชีพได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ติดต่อมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ แล้วจะค้นพบแนวทางความสำเร็จผ่านการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น และหนุนให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่, ฟาร์มอำเภอใจ อ.จอมทอง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5dec705db7076.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart &amp; Strong Together” ยึดหลัก ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในหลากหลายมิติ หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกอย่าง รวดเร็ว ทั้งภาคเศรษฐกิจ หรือภาคสังคม แม้แต่ภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงภายใต้ในยุค 4.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของ นักส่งเสริมการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะต้องเข้าไปเผชิญและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ ว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกด้าน พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะเดินเคียงคู่พี่น้องเกษตรกรไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ยึดหลัก &amp;ldquo;Smart &amp;amp; Strong Together&amp;rdquo; ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริทุกโครงการของทุกพระองค์ ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อน ขยายผล และส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ที่พระองค์ท่านพระราชทาน มาปรับใช้และให้เกษตรกรเข้าถึงและเข้าใจในหลักการไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องทำงานเป็นทีมมากขึ้น มุ่งประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่&amp;nbsp; มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต ซึ่งเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้เกิดการทำงานแบบควบคู่กัน ให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งระบบ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ในมิติเชิงสังคมมากขึ้น พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนได้อย่างแท้จริง พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาคการผลิต และภาคการตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้ ต้องเข้าใจว่า ควรจะขายอะไร ขายให้ใคร ผลิตที่ไหน ผลิตอย่างไร และต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการทำให้เกษตรกรไปถึงตรงนี้ได้ นักส่งเสริมการเกษตรเอง จะต้องเป็น Smart Officer ก่อน คือ เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ต้องพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ นอกจากนี้การสร้างทายาทเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคการเกษตร และนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทายาทเกษตรกรเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่การเป็น Young Smart Farmer ได้อย่างไร &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และนี่คือ ความ Smart ที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีและปฏิบัติให้เกิดผลจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ การทำงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน ให้เกษตรกรเข้มแข็งและยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ในมิตินี้ให้มากขึ้น Strong Together จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเผชิญ การทำงานแบบบูรณาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงาน&amp;nbsp; ในพื้นที่ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร &amp;nbsp;โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคลล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายของนักส่งเสริมการเกษตรคือจะต้องเป็นนักพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ยึดหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมดำเนินการในภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของแต่ละหน่วยงาน จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการระดมทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน รวมทั้งต้องสร้างเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในมิติของสังคมด้วย และทั้งหมดก็จะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและประเทศไทยก้าวไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;quot;OUR HOME OUR COUNTRY TOGETHER STRONGER&amp;quot; &amp;quot;เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่คือ บ้านของเรา ประเทศไทยของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20936</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, Smart Officer, Young Smart Farmer, กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ  สาราบรรณ์, เกษตร., โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181029/image_big_5bd6bbca22a13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19845</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เที่ยวตามรอยพระบาท  เรียนรู้ศาสตร์พระราชาเพชรบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 13 ตุลาคม ครบรอบ 2 ปี การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เชื่อว่าทุกคนยังน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจสำคัญมากมายผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองเพชรบุรี ซึ่งมีหลายสถานที่ให้เลือกชม จึงถือเป็นโอกาสดีที่ลูกหลานชาวไทยต้องเดินทางไปเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีมีโครงการพระราชดำริมากมาย ประกอบด้วย โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; ในหลวงรัชกาลที่ 9 โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ดูงานต้นแบบสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนชาวไทยไม่ควรพลาดเดินทางมาศึกษาหาความรู้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาวิธีการบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะมูลฝอย โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีการนำเอาผลผลิตที่เกิดจากการบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะมูลฝอยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างครบวงจร รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล เช่น สัตว์น้ำ และป่าชายเลน ให้มีสภาพสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานที่เพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภูมิประเทศ และสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้แก่เกษตรกรไว้บริโภค พร้อมทั้งสาธิต/ฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแก่เกษตรกรในพื้นที่โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;3.สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี&amp;nbsp; มูลนิธิชัยพัฒนาอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานที่ศึกษาทดลองรูปแบบระบบการปลูกพืชต่างๆ ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ อาทิ ระบบการปลูกพืชโดยมีไม้ผลเป็นหลัก ทำการเกษตรแบบยั่งยืน หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ลดใช้สารเคมี รวมทั้งยังได้จัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ สมุนไพร การใช้ประโยชน์จากสมุนไพร และเป็นศูนย์บริการทางวิชาการเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจมาฝึกอบรม ศึกษาดูงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางประสานประโยชน์ ถ่ายทอดวิชาการและเทคโนโลยีให้กับประชาชนและศูนย์เรียนรู้เครือข่าย เพื่อใช้เป็นทางเลือกพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามภูมิสังคม&amp;nbsp; ให้มีอาชีพ รายได้ และมีความสุขอย่างยั่งยืน โดยดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.วนอุทยานเขานางพันธุรัต อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้อนุรักษ์พื้นที่บริเวณเขานางพันธุรัตไว้เป็นมรดกของชาติ อีกทั้งยังมีประติมากรรมทางธรรมชาติที่สวยงาม เพราะภูเขาทอดยาวตามแนวเหนือ-ใต้ มองดูคล้ายนางยักษ์ หรือนางพันธุรัต ตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่องสังข์ทองนอนอยู่&amp;nbsp; เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นโครงการที่บริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส&amp;nbsp; และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วไปได้เข้าชม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นฟาร์มทะเลตัวอย่าง และเป็นแหล่งศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการประมงแก่เกษตรกร เพื่อนำไปพัฒนาอาชีพประมงที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 8.อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นศูนย์การเรียนรู้ระดับสากลด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายครบวงจร สร้างสรรค์นวัตกรรมเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9.ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี และกำลังจะออกไปใช้ชีวิตนอกเรือนจำ โดยมีการส่งเสริมงานเกี่ยวกับเกษตรกรรม สวนป่า เลี้ยงสัตว์ ทำบ้านดิน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ถือเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะได้เรียนรู้และได้รับความเพลิดเพลินผ่านการท่องเที่ยวภายใต้การเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริทั้ง 9 แห่งในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางได้สะดวกตลอดทั้งปี&amp;quot; ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานเพชรบุรี โทร. 0-3247-1005-6 หรือ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย และเว็บไซต์ www.เที่ยวภาคกลาง.com &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สรณะ รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;/-/-/-&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19845</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช, ครบรอบ2ปี, ช่างหัวมัน, ตามรอยพระบาท, ททท., เพชรบุรี, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181013/image_big_5bc1e289d00fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5609</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โกงลามถึงบนดอย! ใช้ชื่อขรก.เบิกแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โกงถ้วนหน้า ทุจริตถึงดีเอ็นเอ ล่าสุดลามถึงดอย ป.ป.ท.ลงพื้นที่เชียงใหม่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่อม งบประมาณตามโครงการพระราชดำริ 24 ล้าน ไม่ถึงมือชาวเขา แต่ถูกเบิกจ่ายในชื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่นแทน ด้าน &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; &amp;nbsp; ขู่ตรวจสอบพบติดคุกหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมี พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ งบปี 2560 จำนวน 67 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุดปฏิบัติการจากสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 ได้สอบถ้อยคำหัวหน้าเขต อำเภอแม่ริม แม่แตง และเชียงดาว ที่ปรากฏลายมือชื่อปรากฏว่าเป็นผู้รับมอบเงินอุดหนุนมาจากศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ โดยหัวหน้าเขตอำเภอแม่ริม รับ 2,877,000 บาท, หัวหน้าเขตอำเภอแม่แตง รับ 5,075,000 บาท และหัวหน้าเขตอำเภอเชียงดาว รับ 6,120,000 บาท เพื่อนำมามอบให้กับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเขตทั้ง 3 เขต ต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่า ไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสารพบว่า ในปีงบประมาณ 2560 เขตรับผิดชอบอำเภอจอมทอง มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดถึง 11.25 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จรัมพรเปิดเผยว่า จากข้อมูล ป.ป.ท. สอบถามชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ 36 ราย เป็นบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ 31 ราย สัญชาติไทย 5 ราย โดยชาวบ้านสัญชาติไทยทั้ง 5 รายไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ และกลุ่มชาติพันธุ์ 18 รายไม่ได้รับเงินสงเคราะห์เช่นกัน นอกจากนี้ ชาวบ้านหมู่ที่ 8 จำนวน 36 ราย ซึ่งมีชื่อกำนันตำบลกึ๊ดช้าง เป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ด้วย แต่เมื่อถามกำนันได้ยืนยันว่า ตนเอง และลูกบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราลงพื้นที่ตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่โครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ ที่รับงบประมาณ 24 ล้านบาท ซึ่งจากการสุ่มตรวจเพียง 1 ตำบล คือ ตำบลแม่ทา ทั้งหมด 537 รายนั้น ไม่ได้รับเงินแม้แต่รายเดียว แต่กลับถูกนำรายชื่อไปเบิกจ่ายทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่น ก็ถูกนำรายชื่อไปเบิกด้วย&amp;quot; พล.ต.อ.จรัมพรกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้าน พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 76 จังหวัด ที่ตรวจพบทุจริตไปแล้ว 49 จังหวัด เหลือเพียง 42 จังหวัด ซึ่งวันนี้อาจจะเข้าบางส่วน โดย 7 จังหวัดได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว 34 ราย ส่วนนิคมสร้างตัวเองนั้นได้มีการสุ่มตรวจไปแล้ว 4 แห่ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ส่วนนิคมอุดรฯ ขอนแก่น สตูล และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการทุจริตลักษณะเดียวกัน คือมีการนำเอกสารมาลงรายละเอียดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้บ้าง เจ้าตัวลงชื่อไว้แต่ไม่กรอกรายละเอียด แล้วนำไปเบิกเงิน แต่เจ้าตัวไม่รับหรือได้รับบางส่วน ดังนั้น ขณะนี้ต้องรอข้อเท็จจริงและมีการสอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะนำเจ้าหน้าที่ ปปง.เข้ามาตรวจสอบด้านการเงินของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ งบประมาณประเภทอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อปี 2560 นั้น ได้รับงบประมาณทั้งหมด 66,609,000 บาท โดยมีการจัดสรรแบ่งพื้นที่ออกไปทั้งหมด 15 เขต มีอำเภอฝาง, อำเภอพร้าว, อำเภอเวียงแหง, อำเภอเชียงดาว, อำเภอแม่อาย, อำเภอแม่แตง, อำเภอแม่วาง, อำเภอจอมทอง, อำเภอแม่ริม, อำเภอไชยปราการ, &amp;nbsp;อำเภอสะเมิง, อำเภออมก๋อย และอำเภอแม่แจ่ม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบถามชาวบ้าน โดยเฉพาะหมู่ 8 ผาปู่จอม ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่นั้น 37 รายพบว่าไม่มีชาวบ้านได้รับเงินเลย แต่กลับมีการนำเอกสารไปเบิกเงิน ส่วนชาวบ้านหมู่ 1 บ้านผาแดงนั้น 36 รายได้รับเงินรายละ 1,000 บาท แต่กลับนำรายชื่อไปเขียนในใบสำคัญรับเงินคนละ 3,000 บาท นอกจากนี้บางรายไม่รู้หนังสือกลับมีการเซ็นชื่อแทน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเนตรนภา เจริญทิพย์ อายุ 39 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ผาปู่จอม ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกนำรายชื่อไปเบิกเงินบอกว่า รู้สึกโกรธมากที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่นำชื่อตนไปเบิกเงิน และเขียนรายได้ต่อปีให้กับตนเพียงเดือนละ 1,800 บาท นอกจากนี้ ในเอกสารยังกรอกว่าตนเป็นชนเผ่าล่าหู่ ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัย แซ่ย่าง หัวหน้าศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจากเขตอำเภอแม่ริม และเขตต่างๆ ที่เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าทางศูนย์แต่ละศูนย์จะได้รับเงินหลักล้าน เนื่องจากการไปเซ็นเบิกจ่ายเงินแต่ละครั้งนั้นจะได้รับเงินมาเป็นซอง และนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ตามจำนวนที่หัวหน้าให้มาเท่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบพบว่าศูนย์พัฒนาบนพื้นที่สูงเขตอำเภอจอมทองได้รับงบประมาณปี 2560 มากที่สุดถึง 11.24 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวขณะตรวจราชการที่จังหวัดหนองบัวลำภูว่า เรื่องทุจริตอย่าให้เกิดขึ้น เราต้องสนใจสิทธิประโยชน์ของตัวเอง ส่วนเรื่องที่กำลังตรวจสอบอยู่ เช่น โครงการเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรณีอื่นๆ ติดคุกหมด รวมถึงโทษทางวินัย อาญา และแพ่ง กฎหมายมีอยู่แล้ว รัฐบาลนี้เข้ามาทำไม่ได้เร็วนัก เพราะต้องให้ความเป็นธรรม ไม่ใช้อำนาจพิเศษลงโทษเขา ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องการทุจริตที่เกิดจากต่างคนต่างยอม มีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เสียเพื่อต้องการได้ประโยชน์นี่คือกลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มที่สองเพราะความไม่รู้สิทธิ์ของตนเอง ไม่รักษาสิทธิ์ เช่น งบคนไร้ที่พึ่งที่ประชาชนไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่ ดังนั้นต้องฟังบ้าง วันนี้มีบัตรสิทธิของคนรายได้น้อย หลายคนบอกทำทำไมบัตร เสียเวลา เอาเงินมาให้เลยดีกว่า แล้วมันจะได้ซื้อของอย่างนี้หรือไม่ พ่อบ้านฟังไว้นะ อยากได้เป็นจำนวนเงิน แต่แม่บ้านบอกถ้าให้แบบนั้นเขาไม่ได้ เดี๋ยวจะไปใช้เฮฮาเสียมากกว่า วันนี้ต้องการให้ครอบครัวมีข้าวกิน มีของอุปโภคภายในบ้าน พ่อบ้านก็เอาหน่อยน่ะ มีคนเสนอบอกอันนี้ให้โอนบัญชีเมีย สามีก็บอกกลัวเมียเอาไปเล่นหวยอีก&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ว่าหลังจากที่ พส.ได้จัดทีมลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ ของหน่วยงานในสังกัดพส. 56 แห่ง และสัปดาห์นี้ได้จัดทีมลงตรวจเพิ่มเติมอีก 2 จังหวัดคือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ตรัง และนิคมสร้างตนเองตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่ามีมูลทุจริตหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงรวมทั้งหมดแล้ว 7 แห่ง คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา สุราษฎร์ธานี และโครงการหมู่บ้านสันกำแพง จ. เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบยังพบ 6 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 1 นิคมสร้างตนเองที่ไม่มีการทุจริตคือสมุทรสงคราม สิงห์บุรี ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สกลนคร แพร่ และนิคมสร้างตนเองลำน้ำอูน จ.สกลนคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้เสนอนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ขอเพิ่มกรรมการอีก 2 ตำแหน่ง เนื่องจากเอกสารที่ต้องตรวจสอบมีจำนวนมาก และมีความซับซ้อน ซึ่งปลัด ศธ.ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และจากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังพบว่าที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจนคือปี 2552 และปี 2554-2561 ส่วนที่เหลืออีก 3 ปีคือ 2550, 2551 และ 2553 ที่เคยมีการระบุว่าไม่พบหลักฐานนั้น ตนได้ตรวจสอบรายงานการประชุม พอจะเห็นร่องรอย จึงได้ขอความร่วมมือจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ให้ช่วยตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อยืนยันว่าพื้นที่แต่ละแห่งได้รับการโอนเงินให้จำนวนเท่าไร และไม่ได้เงินจำนวนเท่าไร ขณะเดียวกันในส่วนของการตรวจสอบบัญชีผู้รับเงินจากเอกสารการดำเนินการกองทุน ตนคิดว่าน่าจะมีมากกว่า 22 บัญชี และจำนวนเงินนั้นยังตอบไม่ได้ว่ามีการยักยอก 88 ล้านบาทจริงหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5609</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ท., พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศอตช., สตง., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3bd0ed9863.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
