<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อว.ช่วยบัณฑิตตกงาน 5หมื่นคน จากที่คาดว่าปีนี้จะตกงาน 5แสนคน ทำงานพัฒนาชนบท ได้เงินเดือน1.5หมื่นบาท ผ่านโครงการ&quot;ยุวชนสร้างชาติ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ม.ค.63- นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดงาน &amp;nbsp;Maker Faire Bangkok 2020: THE FUTURE WE MAKE&amp;rdquo; มหกรรมการแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์และการรวมตัวของเมกเกอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ &amp;nbsp;บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ อว.และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่ววมกันจัดว่า &amp;nbsp;อว. มีเป้าหมายในการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในการก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ผ่านการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถจับต้องได้และใช้ได้จริง ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการ &amp;ldquo;ยุวชนสร้างชาติ&amp;rdquo; ที่เพิ่งจะคิ๊กออฟไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โครงการนี้มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยอาศัยพลังของยุวชนวัยหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย และบัณฑิตจบใหม่ มาช่วยขับเคลื่อนประเทศ ผ่าน 3 โครงการย่อย ประกอบด้วย 1.โครงการยุวชนอาสา 2.โครงการบัณฑิตอาสา และ 3.โครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น ซึ่ง &amp;ldquo;ยุวชนสร้างชาติ&amp;rdquo; จะเน้นการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน คิด-วิเคราะห์ รวมทั้งบูรณาการหลาย ๆ สาขาศาสตร์วิชาเข้าด้วยกัน เพื่อใช้นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่เป็นตัวกลางในการนำความรู้และเทคโนโลยีไปถ่ายทอดให้ชุมชนพัฒนาพื้นที่ชนบท &amp;nbsp;และจะเป็นทั้งมาตรการพยุงสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบางในปี 2563 ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า จะมีบัณฑิตตกงานประมาณ 5 แสนคน ด้วยการดึงบัณฑิตตกงานออกมาช่วย 5 หมื่นคน หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ ทำงาน 1 ปี ได้คนละ 15,000 บาท ถือเป็นการลดภาระให้กับสังคมและยังถือเป็นการลงทุนทางสังคมด้วย เพราะทั้งช่วยลดอัตราการว่างงานและช่วยหยิบยื่นโอกาสให้เด็กจบใหม่ได้เรียนรู้จริง โครงการนี้จึงเป็นการลงทุนทางสังคมที่จะทำให้ &amp;quot;คนรุ่นใหม่&amp;quot; เป็น &amp;quot;ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง&amp;quot; อย่างสร้างสรรค์และเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการยุวชนสร้างชาติถือเป็น &amp;quot;การลงทุนทางสังคม&amp;quot; ที่แม้จะไม่ใช่การลงทุนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือนโยบายทางด้านการเงินการคลัง ที่สามารถวัดประเมินผลได้ด้วยตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่โครงการยุวชนสร้างชาติคือ การขับเคลื่อนองคาพยพของทุกภาคส่วนเพื่อหล่อหลอมและจรรโลงจิตสำนึกสาธารณะความเป็นพลเมืองไทยและความภูมิใจในทรัพยากรของชาติให้บังเกิดขึ้นในยุวชนรุ่นใหม่&amp;quot;นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55401</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, บํณฑิตตกงาน, อว.ช่วยบัณฑิตตกงาน, โครงการยุวชนสร้างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9f4d07ceaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่ากลับไปฆ่ากันอีก ‘บิ๊กตู่’ลั่นไม่เป็นศัตรูกับใครเชียร์-ไล่ไม่ว่าขอให้ร่วมมือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ย้ำไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร จะเชียร์จะไล่ไม่ว่า แต่ขอให้ร่วมมือขับเคลื่อนประเทศ อย่ากลับไปรบราฆ่าฟันกันอีก &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; เลิกเหนียมเรียงหน้าโหน &amp;ldquo;วิ่งไล่ลุง&amp;rdquo; เต็มตัว ยกสื่อฝรั่งทำข่าวเยอะเพราะเห็นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เตรียมหยิบเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย &amp;ldquo;ธนาธร&amp;rdquo; บอกชัดๆ เป็นกิจกรรมการเมืองที่ใหญ่ที่สุดนับแต่ปี 2557 ปลุกสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลง &amp;ldquo;น้องช่อ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ไปไกลอ้างน้ำประปาเค็ม ฝุ่นพิษ และคนฆ่าตัวตายทำให้คนอัดอั้นต้องมาชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันจันทร์ เวลา 08.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการยุวชนสร้างชาติ ของกระทรวงการอุดมศึกษา &amp;nbsp;วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมให้โอวาทนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 500 คน จาก &amp;nbsp;7 มหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งในการให้โอวาทว่า ขอให้ใช้พลังของหนุ่มสาวให้สังคมสร้างสรรค์ &amp;nbsp;ตอนนี้เราเผชิญกับความท้าทายกับสถานการณ์ แต่จะทำอย่างไรให้เยาวชนเดินหน้าไปได้ 5-10 ปีที่ผ่านมาหลายอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นต้องลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวน ดิสรัปชันที่เกิดจากโลกดิจิทัล ทุกคนต้องช่วยกันทำงานเพื่อโลกของเรา สิ่งสำคัญคือการศึกษา และวิธีการคิดที่มีกระบวนการ ต้องไม่มองระยะสั้น ต้องมองระยะยาว ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี &amp;nbsp;เหล่านี้จะช่วยประเทศไทยเดินหน้า ท่ามกลางประเทศที่กำลังอ่อนไหวอยู่ในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ทุกคนคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม หากใช้แนวทางการดำเนินการแบบเดิมๆ บางอย่างมันดี แต่ทำไม่ได้ เพราะติดล็อกกฎหมาย และกฎหมายนั้นแก้ไม่ง่าย แต่ต้องหาวิธีการมาอำนวยความสะดวก &amp;nbsp;ช่วยศึกษาเรื่องเหล่านี้ไปด้วย เรื่องความโปร่งใสก็อีกเรื่อง ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่รู้เรื่องกฎหมาย บ้านเมืองก็สับสนอลหม่านกันไปหมด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าทั้งนิสิตและนักศึกษาที่มีพลังขับเคลื่อนมหาศาลจะเป็นพลังให้เดินไปข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหวแบบนี้ จึงขอให้รวมพลังสร้างสรรค์ อีกทั้งมีคุณธรรมจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะวันนี้เป็นศตวรรษที่ 21 ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ถ้าทำแบบเดิมก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อน พร้อมขอให้เรียนรู้ระบอบระบบ การทำงานของรัฐบาลและเอกชนด้วยว่าเป็นอย่างไร มีวิธีทำงานอย่างไร รวมทั้งศึกษากฎหมาย ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะไปไม่ได้ ซึ่งบางอย่างดีแต่ติดกฎหมาย เราแก้กฎหมายไม่ได้ ดังนั้นทำอย่างไรให้กฎหมายเป็นประโยชน์ &amp;nbsp;ฝากทุกคนเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า วันนี้เรื่องกฎหมายต่างๆ เชื่อว่าดีและครอบคลุมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันการใช้จ่ายงบประมาณ และระบบการตรวจสอบถ่วงดุลทุกอย่างมีอยู่แล้ว ต้องเรียนรู้ตรงนี้ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองสับสนอลหม่านไปหมด ซึ่งจะปฏิเสธว่าเราไม่รู้กฎหมายไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้หมดแล้ว บางคนไม่รู้จริงๆ และต้องรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้ว หลายอย่างทำมาใหม่สมัยนี้ทั้งนั้น ทำเพื่อพวกเราทั้งสิ้น &amp;nbsp;ถ้าไม่สนใจไปสนใจเรื่องอื่นก็ไม่เกิดประโยชน์
ย้ำไม่เป็นศัตรูกับใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมทำงานตั้งแต่เช้ายังไม่รู้สึกง่วง ทำไม ส.ส.ที่นั่งอยู่ง่วงแล้ว ก็ไม่ว่ากัน เพราะพวกท่านทำงานพบปะประชาชน เยี่ยมเยือน แต่ขอให้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม อะไรต่างๆ ก็ตาม หรือคนที่ไหนก็ตาม ทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใครเลย ใครจะเชียร์ จะไล่ จะอะไร ผมไม่ใช่ศัตรูพวกท่าน แต่ทุกคนจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือ ขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ดีกว่ามาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้มากนัก แต่ก็เคารพความคิดของทุกคน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้ประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว เป็นการขับเคลื่อนทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ซึ่งคนรุ่นเก่าเราทิ้งไม่ได้ ไม่งั้นจะแบ่งแยกกันอยู่อย่างนี้ คนรวย คนปานกลาง คนจน กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ถึงเวลาที่เราจะต้องรวมพลังกันได้แล้ว อะไรที่ขัดข้องหมองใจต้องคุยกัน ทุกอย่างต้องแก้ปัญหาแบบนี้ ในต่างประเทศเขาก็แก้ปัญหากันแบบนี้ รบราฆ่าฟันกันยิ่งกว่านี้ เราต้องการกลับไปแบบนั้นกันอีกหรือ อย่าเลย เอาความตั้งใจมาร่วมมือกันคิดกันทำจะดีกว่า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;วันนี้อยากให้สร้างเครือข่ายให้มากที่สุด ใครไม่มาไม่เป็นไร แต่วันหน้าเขาอาจจะเข้าใจและมาร่วมมือ ผมวาดหวังอย่างนั้น ไม่อยากจะให้มีความขัดแย้งกันใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเวลานี้ โลกกำลังมีปัญหาหลายประการ เราไม่ควรจะมีปัญหาภายในของเรา เพื่อจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้เป็นโอกาสของพวกเรา เราต้องเอาวิกฤติเหล่านั้นมาอยู่ที่เราในการสร้างโอกาส&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย ที่ท่าเรือวัดเสมียนนารี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานพิธียกเสาเอกชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร คืนบ้านใหม่ให้พี่น้อง คืนสายคลองให้ส่วนรวม โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ใครจะว่าอะไร ทำอะไร ก็สุดแท้แต่จะมีวาสนาแค่ไหน งานนายกฯ มีวาสนาน้อย อยู่ที่พวกเราประชาชน เป็นผู้กำหนดแนวทางประเทศ ดูว่าอะไรดีไม่ดี อย่าไปฟังสิ่งที่มันไม่ใช่ แล้วก็เชื่อ มันไม่ได้ ต้องคิดให้เป็น เห็นว่าอะไรมันเกิดผลแล้ว อะไรมันยังไม่เกิดผล อะไรดีแต่พูดก็ว่ากันไป&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่นายกฯ พูดเยอะ หลายคนบอกผมมีแต่พูด แต่เป็นเพราะคิดไว้เยอะและทำไปเยอะ แต่หลายคนก็ไม่รู้ และที่ผมพูดไปเยอะเพราะทำไปเยอะ แต่หลายคนก็ไม่ได้ฟัง ไปฟังอะไรที่บางทีก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไหร่ แต่ผมไม่เคยรังเกียจใคร ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่เป็นไร นายกฯ เป็นคนแบบนี้ ยิ่งไม่ชอบผมก็ต้องยิ่งรักท่านให้มากขึ้น เอาความดี ทำต่อให้เขารัก และทุกคนก็ต้องทำแบบนี้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหนึ่งนายกฯ ถามชาวบ้านว่า &amp;ldquo;มีใครทำเท่าผมบ้าง&amp;rdquo; โดยไม่มีเสียงตอบรับจากชาวบ้าน ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า &amp;ldquo;ไม่มีใครกล้าตอบเลยหรือ&amp;rdquo; ก่อนที่ชาวบ้านจะพร้อมใจตอบว่า &amp;ldquo;ไม่มี&amp;rdquo; จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงพูดว่าตอบให้มันชื่นใจ ชื่นใจ และกล่าวขอบคุณก่อนลงจากเวทีไป
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวตอบข้อถามถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุงซึ่งมีคนมาร่วมงานจำนวนมาก จะทำให้เหตุการณ์บานปลายหรือไม่ว่า ไม่มอง ให้คนอื่นเขามอง เพราะฝ่ายความมั่นคงมีหน้าที่มองอยู่แล้ว ส่วนการจัดกิจกรรมจะเข้าเข้าข่ายตามพระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะหรือไม่ ไม่ทราบ ซึ่งการแสดงสัญลักษณ์ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้าข่ายการชุมนุมตาม พ.ร.บ.สาธารณะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การชุมนุมสาธารณะถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ซึ่งการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองมันทำได้หลายอย่าง สื่อยืนยกนิ้วอยู่ตรงนี้ก็เป็นการแสดงสัญลักษณ์ แต่เมื่อไม่ใช่การชุมนุมก็ไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องไปบอกใคร แต่ถ้ารวมตัวกันหลายคนก็จะเป็นเรื่องของการชุมนุม&amp;rdquo; นายวิษณุแจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุงว่า มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากเกินกว่าที่ผู้จัดได้คาดไว้ สะท้อนให้เห็นว่ากระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์จุดติดแล้ว ซึ่งนอกจากมีคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางเข้าร่วมแล้ว การที่สื่อต่างประเทศมาเกาะติดรายงานข่าวหลายสำนัก ก็แสดงว่าเขามองกิจกรรมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย&amp;nbsp;
&amp;rdquo;ตอนนี้คนเห็นหมดแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ดีไปกว่านักการเมืองที่ตัวเองเคยกล่าวหา แถมการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังรวบรวมมาจากสารพัดนักการเมืองที่ตัวเองเคยประณาม และกลไกกติกาต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์สร้างขึ้นล้วนบิดเบี้ยว ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่เป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ยังไม่นับรวมเรื่องสองมาตรฐานที่สังคมคงเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
โหนวิ่งไล่ลุงอภิปรายไม่ไว้วางใจ
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ประชาชนต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ มีความรู้ความสามารถ เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่แปลกที่มีคนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากเพื่อส่งเสียงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าพวกเขาจะไม่ทนกับรัฐบาลนี้อีกต่อไป และเชื่อว่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะนำเจตนารมณ์ของกลุ่มวิ่งไล่ลุงไปอภิปรายไล่ลุงในสภาต่อไป เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์หมดความชอบธรรมที่จะอยู่บริหารประเทศท่ามกลางซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจเช่นนี้
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท.แถลงว่า การที่คนไทย 40 จังหวัดทั่วประเทศลุกขึ้นมาทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นสัญญาณที่บอกว่าเวลาของรัฐบาลเหลือน้อย จึงขอเสนอ 5 ประการไปยังรัฐบาล &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ว่า 1.อย่าสกัดกั้นประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด หากใครอยากลุกขึ้นมาวิ่งไล่ลุงก็ไปวิ่ง &amp;nbsp;ใครอยากเดินเชียร์ลุงก็เดิน ไม่ใช้กฎหมายสองมาตรฐาน 2.เจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องวางตัวเป็นกลาง 3.รัฐไม่ควรมีเกมเลื่อน ลด ปลด และย้ายข้าราชการฝ่ายปกครอง โดยใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือ 4.อย่าผลักคนเห็นต่างเป็นศัตรู และ 5.ต้องยอมรับและรับฟังเสียงที่เห็นต่างของประชาชน &amp;nbsp;เพื่อยกระดับคุณภาพการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือน้อยของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท.กล่าวว่า จากกิจกรรมวิ่งไล่ลุงจะเห็นว่ามีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมค่อนข้างเยอะ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คนหนุ่มสาวออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลน่าจะเกิดจากเงื่อนไข 3 ประการ คือ 1.ปัญหาสองมาตรฐานในสังคมไทย 2.ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่บริหารประเทศมานาน 5-6 ปี ทำให้คนไทยยากจนและเป็นหนี้ท่วมหัวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และ 3.ปัญหาการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างหนักในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พท.กล่าวว่า จากการพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พบว่าประชาชนเดือดร้อนทั่วหน้า พล.อ.ประยุทธ์จึงควรเลิกโกหกประชาชนและเลิกอ้างการเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ เพราะประชาชนเรียกร้อง โดยเฉพาะกิจกรรมวิ่งไล่ลุงยิ่งแสดงว่าประชาชนไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจ ดังนั้นทางออกเดียวของ พล.อ.ประยุทธ์ หากเห็นแก่ชาติและประชาชนควรลาออกแล้วคืนอำนาจให้ประชาชนจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุงว่าเป็นเรื่องความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนทางการเมือง ทุกคนเห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล ทำให้เกิดการตื่นตัวอยากมีส่วนร่วมทางการเมือง และต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ และส่งเสียงของเขาให้ผู้มีอำนาจรับฟัง เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก ทั้งเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดหลังการรัฐประหาร 2557
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนให้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องและยุติธรรม เพื่อการมีประชาธิปไตยร่วมกัน ถ้าเราต่อสู้ไปด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงที่เราฝันถึงที่จะทำให้ประเทศไทยไปข้างหน้าได้ หากเราไม่ตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง เราก็จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง จงอย่ารอคอยการเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นส่วนหนึ่งของมัน&amp;rdquo; นายธนาธรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์อยากให้มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศมากกว่าออกไปชุมนุม นายธนาธรกล่าวว่า เราก็ขับเคลื่อนประเทศของเราอยู่ พี่น้องประชาชนก็ได้ส่งเสียงออกมาแล้วผ่านกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศว่า พวกเขาไม่พอใจในการขับเคลื่อนประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค.ประเมินถึงผู้มาร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงว่า เป็นวัยรุ่นประมาณ &amp;nbsp;60% ที่เหลือเป็นคนที่มีอายุ 30-40% เรียกว่าเป็นภาพของสังคมที่มีคนทุกวัยมาร่วม ซึ่งกิจกรรมเมื่อวันที่ 12 ม.ค. เราได้เห็นเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง คือไม่ได้มีฝ่ายใดพยายามจัดงานให้ชนกันในสถานที่เดียวกัน &amp;nbsp;แม้จะชนวันเวลาก็จริง แต่คนทั้งสองกลุ่มไม่มีทางมาปะทะกันแน่นอน ภาพที่เกิดขึ้นอาจดูเป็นการวัดจำนวนมวลชนกันก็จริง อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดีว่ามันคงจะหมดสมัยแล้วที่จะนำมวลชนต่อมวลชนมาปะทะกัน เพราะทุกคนคงไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้น
โทษสารพัดเรื่องต้นตอชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่ควรเป็น แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือ อย่าเอาคนมาปะทะกันให้เกิดความรุนแรง และอย่าไปใช้วาจาดูถูก ดูหมิ่น ยุยงกันไปมา ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกลียดกันมากขึ้น เพราะคนที่ความเห็นต่างกันมีแนวโน้มที่จะเกลียดกันง่ายอยู่แล้ว อีกอย่างคือ รัฐบาลเองควรอำนวยความสะดวกการแสดงออกของประชาชนให้เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย พูดตรงๆ คือเราเห็นว่าลุ้นอยู่ทุกวันว่างานวิ่งไล่ลุงจะได้จัดไหม แต่งานเดินเชียร์ลุงราบรื่นมาก เราไม่ได้บอกว่าคุณควรห้ามจัดงานเดินเชียร์ลุง เราแค่มีปัญหาว่าทำไมต้องพยายามห้ามจัดงานวิ่งไล่ลุง เราหวังว่ารัฐเองจะปล่อยให้การแสดงออกแบบนี้เป็นไปอย่างเสรี&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์ระบุ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2563 อนค.พยายามเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการชุมนุม น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า คนเร่งปฏิกิริยาน่าจะเป็นรัฐบาลมากกว่า เพราะต่อให้ใครกระตุ้นประชาชนขนาดไหน &amp;nbsp;มันกระตุ้นไม่ขึ้นหรอก หากไม่มีปัจจัยที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเดือดร้อนจริงๆ คุณดูสิน้ำประปาก็เค็ม &amp;nbsp;ฝุ่น pm 2.5 ก็เยอะ คนตกงานเป็นว่าเล่น มีคนฆ่าตัวตายรายวัน ซึ่งเราไม่เห็นข่าวแบบนี้มาตั้งแต่ปี &amp;nbsp;2540 ซึ่งตอนนี้กลับมาอีก ปัญหาเหล่านี้รุมล้อมและทำให้คนรู้สึกว่าเราต้องการรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพกว่านี้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเร่งปฏิกิริยากระแสของประชาชนคือรัฐบาลเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การวิ่งไล่ลุงและเดินเชียร์ลุงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งทั้ง 2 กิจกรรมผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ &amp;nbsp;(พปชร.) บอกว่าความเคลื่อนไหวนอกสภาจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ประเทศจะกลับสู่วังวนเดิมนั้น &amp;nbsp;ต้องบอกว่าเห็นต่าง เพราะความขัดแย้งกว่า 10 ปีที่ผ่านมาต่างหากที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของทั้ง &amp;nbsp;2 ฝ่ายนี้ และประเทศไม่เคยออกจากวังวนเดิมเลย มีแต่เปลี่ยนตัวแสดงและรูปแบบการเคลื่อนไหว รัฐบาล คสช.นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วยการสืบทอดอำนาจ ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะเกิดความขัดแย้งใหญ่อีกในอนาคต
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อายุเฉลี่ยของคนที่ออกมาวิ่งไล่ลุงนั้นต่ำกว่าอายุเฉลี่ยของกลุ่มคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา และต่ำกว่าอายุเฉลี่ยของกลุ่มเดินเชียร์ลุงอย่างเห็นได้ชัด หลายปีมาแล้วที่พลังหนุ่มสาวเป็นเสียงข้างน้อยในขบวนการประชาธิปไตย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลควรสำนึก ถ้าต้องการหยุดวิ่งไล่ลุงก็ควรแก้ปัญหาให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาบ้าง เช่น ลุงแก้จน &amp;nbsp;หรือลุงไล่แล้ง ถ้าแก้อะไรไม่ได้เลยก็คงเห็นวิ่งไล่ลุงทั่วบ้านทั่วเมืองยิ่งกว่านี้&amp;rdquo; นายณัฐวุฒิกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่อง &amp;nbsp;&amp;quot;วิ่งไล่ลุง&amp;quot; กับ &amp;quot;วิ่งไล่ทอน&amp;quot; ระบุว่า การที่ประชาชนออกมาเดินเชียร์ลุงที่สวนลุมฯ คึกคัก น่าจะมาจากหลายปัจจัย การมาให้กำลังใจลุงตู่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่อยู่ในใจไม่ได้พูดกันตรงๆ และต้องการแสดงออกนั่นคือเบื่อนายธนาธร ซึ่งนายธนาธรต้องยอมรับว่าการกระทำของคุณนั้นเข้าข่ายชังชาติ มีส่วนที่ทำให้ประชาชนเขาอึดอัด เบื่อ และอยากแสดงออก นายธนาธรจึงเป็นฝ่ายค้านอันดับต้นๆ ของโลกที่ประชาชนเบื่อมากกว่ารัฐบาล และถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม การสะสมความน่าเบื่อก็จะมากขึ้น รัฐบาลก็จะได้ประโยชน์ในสิ่งที่คุณทำ ใครจะไปรู้ว่าในอนาคต ระหว่างวิ่งไล่ลุงกับวิ่งไล่ทอนสิ่งไหนจะคึกคักมากกว่ากัน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54474</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร่วมมือขับเคลื่อนประเทศ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โครงการยุวชนสร้างชาติ, ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1c7a725bcf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54422</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 12:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นายกฯลั่นไม่ได้เป็นศัตรูใครจะ&#039;เชียร์-ไล่&#039;เชื่อทุกคนหวังดี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.63-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการยุวชนสร้างชาติ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมให้โอวาทนักศึกษาที่เข้าร่วมจากโครงการยุวอาสา จำนวน 500 คน จาก 7 มหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้ง ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานโครงการยุวชนอาสา ระหว่างสำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ 7 มหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างให้โอวาทว่า ขอให้ใช้พลังของหนุ่มสาวให้สังคมสร้างสรรรค์เป็นสิ่งที่เราต้องการในขณะนี้ ตอนนี้เราเผชิญกับความท้าทายกับสถานการณ์ แต่จะทำอย่างไรให้เยาวชนเดินหน้าไปได้ 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จะต้องลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวน ดิสรัปชันที่เกิดจากโลกดิจิทัล ทุกคนต้องช่วยกันทำงานเพื่อโลกของเรา สิ่งสำคัญคือการศึกษา และวิธีการคิดที่มีกระบวนการ ต้องไม่มองระยะสั้น ต้องมองระยะยาว ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี เหล่านี้จะช่วยประเทศไทยเดินหน้า ท่ามกลางประเทศที่กำลังอ่อนไหวอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม หากใช้แนวทางการดำเนินการแบบเดิมๆ บางอย่างมันดี แต่ทำไม่ได้ เพราะติดล็อกกฎหมาย และกฎหมายนั้นแก้ไม่ง่าย แต่ต้องหาวิธีการมาอำนวยความสะดวก ช่วยศึกษาเรื่องเหล่านี้ไปด้วย &amp;nbsp;เรื่องความโปร่งใสก็อีกเรื่อง ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่รู้เรื่องกฎหมาย บ้านเมืองก็สับสนอลหม่านกันไปหมด ต้องเติมไปด้วยทั้งกฎหมายเพื่อประชาชน กฎหมายที่ต้องรู้ ส่วนสิ่งไหนที่รัฐบาลทำไปแล้ว เรื่องใหม่ๆ ในสมัยนี้ ขอให้สนใจเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมมือเป็นกำลังของอนาคต อยากให้ศึกษายุทธศาสตร์ชาติ เพราะหลายคนอาจเข้ามาเป็นนายกฯ ส.ส. และรัฐมนตรี แทนคนรุ่นเก่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทั้งนิสิตและนักศึกษาที่มีพลังขับเคลื่อนมหาศาลจะเป็นพลังให้เดินไปข้างหน้าท่ามกลางสถานการณ์ที่อ่อนไหวแบบนี้ จึงขอให้รวมพลัง สร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ประเทศต้องการ อีกทั้งมีคุณธรรม จริยธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะวันนี้เป็นศตวรรษที่ 21 ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ถ้าทำแบบเดิมก็จะถอยหลังไปเรื่อยๆ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันขับเคลื่อน พร้อมขอให้เรียนรู้ระบอบ ระบบ การทำงานของรัฐบาลและเอกชนด้วยว่าเป็นอย่างไร มีวิธีทำงานอย่างไร รวมทั้งศึกษากฎหมาย ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็จะไปไม่ได้ ซึ่งบางอย่างดีแต่ติดกฎหมาย เราแก้กฎหมายไม่ได้ ดังนั้นทำอย่างไรให้กฎหมายเป็นประโยชน์ ฝากทุกคนเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้เรื่องกฎหมายต่างๆ เชื่อว่าดีและครอบคลุมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันการใช้จ่ายงบประมาณ และระบบการตรวจสอบถ่วงดุลทุกอย่างมีอยู่แล้ว ต้องเรียนรู้ตรงนี้ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองสับสนอลหม่านไปหมด ซึ่งจะปฏิเสธว่าเราไม่รู้กฎหมายไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้หมดแล้ว บางคนไม่รู้จริงๆ และต้องรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้ว หลายอย่างทำมาใหม่สมัยนี้ทั้งนั้น ทำเพื่อพวกเราทั้งสิ้นถ้าไม่สนใจไปสนใจเรื่องอื่นก็ไม่เกิดประโยชน์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอฝากภาคเอกชน นำนักศึกษาไปฝึกงานในบริษัทด้วย โดยจะต้องมีการปรับปรุงมีมาตรการ ฝึกงาน ให้ได้รับประโยชน์กับไป ไม่ใช่มาแล้วไม่ได้อะไรกลับ หลังฝึกงานจะต้องมีงาน เข้าใจในระบบราชการ อีกทั้งนักศึกษาเหล่านี้จะได้นำเรื่องเหล่านี้ไปเล่าสู่ในสถาบันว่ารัฐบาลมีนโนบายแบบนี้ ไม่ใช่มาฝึกงานแล้วเป็นสัพเพเหระ แล้วไม่ได้อะไรกลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมทำงานตั้งแต่เช้า ยังไม่รู้สึกง่วง ทำไมส.ส.ที่นั่งอยู่ง่วงแล้ว ก็ไม่ว่ากัน เพราะพวกท่านทำงานพบปะประชาชน เยี่ยมเยือน แต่อย่างไรก็ขอให้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม อะไรต่างๆก็ตาม หรือคนที่ไหนก็ตาม ทุกคนหวังดีต่อประเทศชาติทั้งสิ้น ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใครเลย ใครจะเชียร์ จะไล่ จะอะไร &amp;nbsp;ผมไม่ใช่ศัตรูพวกท่าน แต่ทุกคนจะทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือ ขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ดีกว่ามาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้มากนัก แต่ก็เคารพความคิดของทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในโครงการยุวชนสร้างชาติ เดี๋ยวจะมีการจัดงานภายนอก โดยนำนักศึกษาไปร่วมกับภาคเอกชน เปิดเวทีให้คนข้างนอกเห็นว่าเรากำลังทำอะไร เอาหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมมือกัน พูดให้สังคมรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ซึ่งจะได้ประโยชน์กว่าอย่างอื่น และจะได้รับการยอมรับว่าวันนี้ประเทศไทยเดินมาถูกทางแล้ว เป็นการขับเคลื่อนทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ซึ่งคนรุ่นเก่าเราทิ้งไม่ได้ ไม่งั้นจะแบ่งแยกกันอยู่อย่างนี้ คนรวย คนปานกลาง คนจน กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ถึงเวลาที่เราจะต้องรวมพลังกันได้แล้ว อะไรที่ขัดข้องหมองใจต้องคุยกัน ทุกอย่างต้องแก้ปัญหาแบบนี้ ในต่างประเทศเขาก็แก้ปัญหากันแบบนี้ รบราฆ่าฟันกันยิ่งกว่านี้ เราต้องการจะกลับไปแบบนั้นกันอีกหรือ อย่าเลย เอาความตั้งใจมาร่วมมือกันคิดกันทำจะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันนี้อยากให้สร้างเครือข่ายให้มากที่สุด ใครไม่มาไม่เป็นไร แต่วันหน้าเขาอาจจะเข้าใจและมาร่วมมือ ตนวาดหวังอย่างนั้น ไม่อยากจะให้มีความขัดแย้งกันใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเวลานี้ โลกกำลังมีปัญหาหลายประการ เราไม่ควรจะมีปัญหาภายในของเรา เพื่อจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้เป็นโอกาสของพวกเรา เราต้องเอาวิกฤตเหล่านั้นมาอยู่ที่เราในการสร้างโอกาส&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54422</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิ่งไล่ลุง, เดินเชียร์ลุง, โครงการยุวชนสร้างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200113/image_big_5e1bf85ae2595.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
